LOGINหว่านโหรวได้สติก่อน นางรีบก้มหน้าลงต่ำทันที
“หม่อมฉันเสียมารยาทเพคะ”
“เจ้ากลัวข้า?” น้ำเสียงทุ้มสั่นไหวเล็กน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สึก
“มิได้กลัวเพคะ”
“เช่นนั้นหลบทำไม!”
หว่านโหรวเงียบไปอึดใจหนึ่ง แววตาของนางทอดมองลงที่ผ้าห่ม ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าเชือดเฉือนเข้าไปในอกคนฟังอย่างลึกซึ้ง
“เพียงไม่คุ้นชินกับการที่ท่านอ๋องแตะต้อง... โดยไม่ทำให้เจ็บเท่านั้นเพคะ”
เสวียนเฟิงลมหายใจสะดุดกึก ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่พยายามกดทับไว้ระเบิดทะลักออกมาจนกลายเป็นโทสะกลบเกลื่อน
“ซูหว่านโหรว! เจ้ายังประชดข้าอยู่อีกหรือ!”
“หม่อมฉันมิได้ประชดเพคะ”
“แล้วน้ำเสียงเช่นนี้มันหมายความว่าอย่างไร!” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนค้ำหัวนาง ตวาดลั่นด้วยความคลุ้มคลั่งที่ไม่อาจทลายกำแพงที่สร้างความห่างเหินของนางได้
“แต่ก่อนเจ้ามิได้พูดกับข้าเช่นนี้! ความเก่งกาจที่มีเล่ากลืนลงท้องไปแล้วหรือ”
ดวงหน้างามช้อนขึ้นมองบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้านิ่ง “หม่อมฉันเพียงกำลังพูดกับท่านอ๋อง...อย่างที่คนในฐานะของหม่อมฉันสมควรพูดเท่านั้นเพคะ”
“แต่ก่อนเจ้าดื้อรั้น เจ้าต่อปากต่อคำ เจ้าไม่เคยกลัวข้า!”
“แต่ก่อนหม่อมฉันไม่รู้ความเพคะ”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร!”
“เมื่อก่อนหม่อมฉันคิดว่า... ท่านอ๋องกับหม่อมฉัน ยังพอจะสนทนากันในฐานะคนสองคนที่เข้าใจผิดและปรับความเข้าใจได้” หว่านโหรวเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ริมฝีปากที่ซีดเซียวปราศจากสีเลือดยกยิ้มจางที่ดูน่าเวทนายิ่งกว่าการร้องไห้
“แต่บัดนี้ หม่อมฉันรู้ฐานะของตนเองแล้วเพคะ ว่าเป็นเพียงเศษธุลีดินใต้ฝ่าเท้าของท่าน”
“ซูหว่านโหรว!”
“เพคะ”
อีกแล้ว...
ไม่มีคำพูดดักคอว่า ‘ไม่ต้องเรียกเสียงดัง’ไม่มีรอยยิ้มยียวนกวนโทสะ
ไม่มีการยกนิ้วขึ้นมาแคะหูเพื่อแกล้งรำคาญเสียงคำรามของเขา
มีเพียงคำว่า ‘เพคะ’ ที่เปล่งออกมาด้วยความสุภาพ และเหินห่างเสียจนทำให้เขารู้สึกอยากจะคว้าสิ่งของรอบกายมาทุ่มทุบให้แหลกคามือเพื่อระบายความอัดอั้น!
เสวียนเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านที่ตีรวนในอก เขาขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน
“พักผ่อนเสีย อย่าคิดว่าข้าให้ยาดีแก่เจ้าเพราะข้ารู้สึกผิด”
เขาไม่ควรรู้สึกผิดใด ๆ นางก็แค่โกรธที่เขาลงโทษ เช่นนั้นก็เพราะเขามีบทลงโทษเดียวในจวนต่างหาก ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่รอดมาตั้งแต่เสด็จพ่อไล่มาอยู่จวนนอกทั้งที่อายุเพียงห้าหนาว
หว่านโหรวหลุบตาลงอีกครา “หม่อมฉันไม่เคยคิดเช่นนั้นเพคะ”
เสวียนเฟิงชะงักฝีเท้าที่จะเดินจากไป
นางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยดั่งสายน้ำไหลเอื่อย “ท่านอ๋องไม่ต้องทรงกังวล... หม่อมฉันไม่ได้คาดหวังสิ่งใดจากท่านอีกแล้ว”
คำว่า ‘ไม่ได้คาดหวังสิ่งใดอีก’ บดขยี้หัวใจตงอ๋องอย่างจัง เสวียนเฟิงหันขวับกลับมา จ้องมองร่างบางที่นอนคุดคู้ใต้ผ้าห่มผืนหนาด้วยสายตาวาวโรจน์
“หากเกิดเรื่องใดขึ้นอีกในเรือนนี้ ให้คนมารายงานข้าทันที!”
“ไม่จำเป็นเพคะ”
“เจ้าว่าอะไรนะ!”
“หม่อมฉันหมายถึง... ขอบพระทัยในพระเมตตา เพคะ” หว่านโหรวประสานมือคารวะเท่าที่แรงจะขยับตัวได้ “แต่เรื่องของหม่อมฉัน หม่อมฉันจะจัดการเอง”
“เจ้าอยู่ในจวนข้า!” เสวียนเฟิงคำรามลั่น ก้าวประชิดเตียงอีกครั้ง “ชีวิตของเจ้า ข้าวปลาอาหารที่เจ้ากิน ชายคาที่เจ้าคุ้มหัว ล้วนเป็นของข้า! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าจะจัดการเอง!”
“เพคะ หม่อมฉันทราบดี” นางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขาด้วยความนิ่งเฉยที่น่ากลัว “ดังนั้น หม่อมฉันจะไม่ทำให้ท่านอ๋องต้องเดือดร้อนอีก”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”
หว่านโหรวมองท่าทีเกรี้ยวกราดปนร้อนรนของเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ก่อนจะทอดถอนใจแผ่วเบา
“เช่นนั้น... หม่อมฉันคงโง่เขลาเกินกว่าจะเข้าใจความหมายอันลึกซึ้งของท่านอ๋องแล้วเพคะ”
เสวียนเฟิงยืนนิ่งค้าง ลมหายใจหอบกระชั้น ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้อย่างที่ไม่เคยพานพบมาก่อนในสนามรบใด ๆ นางไม่ได้ด่าทอ ไม่ได้ใช้กำลัง ไม่ได้ขัดขืนแม้แต่น้อย ทว่าคำพูดที่นอบน้อมทุกคำกลับเหมือนเข็มพิษนับพันเล่มที่ปักตรึงลงบนแผ่นอกของเขา
ชายหนุ่มสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง หมุนกายก้าวพรวด ๆ ออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองอีก ทิ้งไว้เพียงบานประตูที่สั่นสะเทือนตามแรงอารมณ์
และเมื่อออกจากห้องนอนของตนเขาก็สั่งอาเซิงทันที
“บ่าวที่โบยนางตัดเบี้ยหวัดสามเดือน โบยยี่สิบไม้ นางหวังที่แอบอ้างเป็นแม่นมผู้นั้นขายออกไป”
อาเซิงผงะ...นี่ยังใช่ท่านอ๋องของพวกเขาหรือไม่ เหตุใดถึงทำเพื่อสตรีผู้นั้นมากมายเช่นนี้
“ยังยืนบื้อทำอะไรอยู่...ยังไม่รีบไปจัดการอีก”
“พ่ะย่ะค่ะ!!”
เหล่าองครักษ์ในจวนตงอ๋องต่างพากันถือขนมเปี๊ยะค้างไว้ในมือ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก จะหัวเราะก็ไม่กล้า จะปฏิเสธท่านหญิงน้อยก็กลัวโดนทุบหัว“หนอย... ริอ่านจะก่อกบฏยึดจวนข้าเรอะ!” เสวียนเฟิงกัดฟันกรอด หันไปคว้าไม้ปัดขนไก่ ที่เสียบอยู่ข้างเสามาถือไว้ทันควัน สลัดขนไก่พริ้วไหวดัง ฟึ่บ!“วันนี้ข้าไม่ฟาดก้นเจ้าให้ลายเป็นแตงโมสุก อย่ามาเรียกข้าว่าตงอ๋อง!” “กรี๊ดดดด! พ่อเลวจะฆ่าลูกอีกแล้ว!”อวิ๋นซีซีเห็นไม้ปัดขนไก่ก็โยนถาดขนมทิ้ง สับขา สั้น ๆ วิ่งหนีสุดชีวิต เสวียนเฟิงวิ่งไล่ต้อนก้อนแป้งน้อยไปรอบลานฝึก ทว่าวิ่งไปได้เพียงสองรอบ ซีซีก็ฉลาดพอที่จะหักเลี้ยว พุ่งตรงดิ่งเข้าสู่อ้อมอกของเฉินหว่านโหรวที่ยืนดูอยู่!หมับ!สองแขนป้อมกอดขาหว่านโหรวแน่น ซุกหน้าลงกับมารดา บีบน้ำตาหยดแหมะ ๆ ทันที“ท่านแม่เจ้าขา! ช่วยซีซีด้วยเจ้าค่ะ! ท่านพ่อจะเอาไม้มาตีข้า ท่านพ่อจะรังแกข้า!”เสวียนเฟิงที่ถือไม้ปัดขนไก่วิ่งตามมาติด ๆ ถึงกับหยุด ชายหนุ่มชี้หน้าบุตรสาวที่ซ่อนอยู่หลังกระโปรงคนรัก อ้าปากค้างด้วยความเดือดดาล“เจ้า...เด็กกลับกลอก! เจ้าขโมยตราพยัคฆ์ข้าไปทำขนม ซ้ำยังสั่งให้องครักษ์มากบฏจับข้า เจ
สายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยผ่านยอดหลิว กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกกุ้ยฮวาลอยอวลไปทั่วสวนด้านหลังตำหนักตงอ๋องแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาจนกระทั่งมรสุมร้ายเรื่องตระกูลไป๋และหย่งไท่เฟยสงบลง ทว่าคลื่นใต้น้ำบางระลอกกลับยังคงไม่จางหายไปจากแผ่นดินกลางศาลาแปดเหลี่ยม องค์รัชทายาทเสวียนเว่ยในชุดลำลองสีกรมท่า ประทับนั่งจิบชาร้อนอยู่อย่างเงียบสงบ ตรงหน้าของเขามีกล่องไม้จันทน์หอมสีเข้มวางอยู่หนึ่งใบ เสวียนเว่ยเลื่อนกล่องไม้นั้นส่งให้เฉินหว่านโหรว แววตาสายเลือดมังกรฉายประกายลุ่มลึก“นี่คือสิ่งที่คนของข้ายึดมาได้จากห้องลับใต้ดินในเรือนพักของฟางเสี่ยวหราน” เสวียนเว่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ด้านในคือผ้าห่อทารกผืนเดิมที่ใช้ห่อตัวเจ้าไว้ในคืนที่สลับตัว”หว่านโหรวชะงักไปเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นเปิดฝา กล่องไม้ออกช้า ๆภายในกล่องคือผ้าแพรไหมเนื้อหนาสีเลือดหมู แม้เวลาจะล่วงเลยมานาน แต่เนื้อผ้ากลับยังคงงดงาม ดิ้นทองคำแท้ที่ปักลงบนผืนผ้าเป็นลวดลายเมฆาคล้อยล้อมรอบตราสัญลักษณ์นกอินทรีสยายปีก... ลวดลายอันวิจิตรประณีตซึ่งมิใช่ฝีมือการทอของช่างหลวงในต้าเจิงอย่างแน่นอน“ข้าสอบสวนสาวใช้ของเจ้าแล้ว นางไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังนั้นย่อมไม่
‘เสวียนฮุ่ยหลงมองบุตรชาย ในที่สุดเจ้าตัวแสบก็มีวันนี้สักที ได้สำนึกว่าทำข้าปวดหัวมากเพียงใด’“ท่านพ่อ...ในใต้หล้านี้ท่านไม่รู้หรือว่าผู้ใดใหญ่ที่สุด”“เสด็จปู่เจ้าหรือ...เหอะ...คิดว่าข้ากลัวเขาที่ไหน” ตงอ๋องยังคงเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคารพบิดาเช่นไรก็ยังเป็นเช่นนั้น“เจ้าลูกทรพี” เสวียนฮุ่ยหลงพูด“พ่อเลว!” อวิ๋นซีซีกล่าวตาม แต่กลับทำให้เสด็จปู่หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี“ลูกเจ้าช่างเหมือนเจ้า” “ตาแก่...ลูกข้าย่อมเหมือนข้าสิ...ไม่ใช่ข้าสักหน่อยที่ไม่เหมือนท่าน ข้าทั้งหล่อเหลากว่า เก่งกาจกว่า แล้วก็มีชายาที่รักข้าที่สุด”“มีชายาที่รักข้าที่สุดงั้นรึ!” อวิ๋นซีซีแค่นเสียงหึเลียนแบบบิดาจนจมูกรั้นเชิดขึ้น ร่างกลมป้อมบนเก้าอี้กระโดดดึ๋งลงมายืนค้ำเอว “ท่านแม่รักข้าที่สุดต่างหากเล่า! ท่านพ่อเลว วัน ๆ เอาแต่แอบกินขนมหวานของข้า ซ้ำยังแอบขโมยปิ่นทองของท่านแม่ไปจำนำซื้อน่องไก่อีก ข้ายังไม่ได้บอกท่านแม่! ท่านแม่บอกว่าท่านใช้เงินเปลืองมาก ควรตัดเบี้ยหวัด”“เฮ้ย! เจ้าเด็กนี่ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้าต่อหน้าตาแก่นะ!” เสวียนเฟิงสะดุ้งโหยง ตาโตเท่าไข่ห่าน ความลับเรื่องแอบงุบงิบเงินเมียถูกฉีกหน้าจนแตกยับเ
เก้าเดือนผันผ่านประหนึ่งสายน้ำไหล ท่ามกลางความสงบสุขที่หวนคืนสู่เมืองหลวง ไม่สิสงบสุขแค่ตำหนักตงอ๋อง เพราะที่วุ่นวายกลับเป็นตำหนักบูรพาและราชสำนักตำหนักตงอ๋องบัดนี้กลับถูกชโลมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขล้นพ้นในค่ำคืนที่ท้องฟ้านอกหน้าต่างเกลื่อนกลาดไปด้วยดวงดาราระยิบระยับ ทารกน้อยเพศหญิงผิวขาวผ่องดั่งก้อนแป้งนุ่มนิ่มได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก เสียงร้องไห้กังวานใสปานกระดิ่งเงินสะท้อนไปทั่วเรือนหอ เป็นดาวนำโชคดวงใหม่ที่ตกลงมากลางใจของคนทั้งจวนนางมีนามว่า ‘เสวียนอวิ๋นซี’ หรือที่ทุกคนเรียกขานกันติดปากว่า ‘ซีซี’เฉินหว่านโหรวตระกองกอดก้อนแป้งตัวน้อยไว้แนบอกด้วยความรักใคร่หวงแหน ทว่าสวามีของนาง... ตงอ๋องผู้เคยเขย่าขวัญคนทั้งแผ่นดิน กลับมีวิธีสั่งสอนบุตรสาวตั้งแต่แรกเกิดในแบบฉบับที่ไม่มีใครในใต้หล้ากล้าเลียนแบบ!ยามที่ทารกน้อยเริ่มลืมตาแป๋ว เสวียนเฟิงมิได้ร้องเพลงกล่อมเด็ก แต่กลับก้มลงกระซิบข้างหูบุตรสาวทุกวัน“จำไว้นะซีซี... คนแซ่เสวียนอย่างพวกเรา ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด หากมีคนรังแกเจ้า จงเอาก้อนหินปาหัวมันให้แตก หากคนผู้นั้นเป็นฮ่องเต้...ก็จงวางเพลิงเผาตำหนักตาแก่นั่นทิ้งเสีย! หากรัชทายาทพูดจาไม่เข
“ท่านมันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์!”“เจ้าเล่ห์แล้วอย่างไร... สุดท้ายข้าก็ได้เจ้ามาครอบครองมิใช่รึ”“แต่ท่านโบยข้า” นางเจ็บใจเรื่องนี้ที่สุด“โหรวเอ๋อร์ตอนนั้นข้าเพียงอยากสั่งสอน แต่บ่าวไพร่ทำเกินเหตุข้าสั่งโบยลงโทษหนักกว่าเจ้าสองเท่า และคนที่ปากดีด่าเจ้าข้าขายออกหมดแล้ว”“อย่างนั้นก็เถอะ”ท่าทางแง่งอนนั้นทำให้ตงอ๋องรวบร่างนุ่มนิ่มมากอดแน่น จนหว่านโหรวต้องหันมองสายตาคมกริบที่แปรเปลี่ยนเป็นหิวกระหายทำให้หว่านโหรวใจสั่นระทึก เสวียนเฟิงไม่ปล่อยให้นางได้เอ่ยคำใดอีก มือหนาเลื่อนลงไปปลดสายรัดเอวปักดิ้นทอง อาภรณ์มงคลสีแดงสดค่อย ๆ ถูกปลดเปลื้องหลุดลอยออกจากร่างบางทีละชิ้น เผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและผิวขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดีสะท้อนแสงนวลของไข่มุกราตรีชวนให้อยากสัมผัส“ท่านอ๋อง...”เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา ทว่าถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของบุรุษหนุ่มประกบแนบลงมาอย่างหนักหน่วงแต่ทว่าสัมผัสกลับอ่อนโยนเสวียนเฟิงบดจูบอย่างดูดดื่ม ปลุกเร้าอารมณ์ที่ซ่อนเร้นให้ลุกโชน ฝ่ามือหยาบกร้านจากการรบทัพจับศึกเลื่อนสัมผัสไปตามส่วนเว้าโค้งอย่างเชี่ยวชาญ ถ่ายทอดความปรารถนาและความรักที่กักเก็บมาเนิ่นนานนับสิบปีหว่านโห
แสงสีแดงมงคลอาบไล้ทั่วทุกตารางฉื่อของตำหนักตงอ๋องโคมไฟกระดาษสีแดงชาดห้อยระย้าตามชายคา ทว่าภายในเรือนหอ บนโต๊ะไม้จันทน์หอมสลักลวดลายวิจิตร มี ไข่มุกราตรีแห่งทะเลตงไห่ขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ส่องแสงนวลตากระจ่างชัดประหนึ่งดวงจันทราจำลองสาดส่องลงบนเตียงมงคลที่ปูฟูกแพรไหมสีแดงสดซูหว่านโหรวหรือในบัดนี้คือนาม เฉินหว่านโหรว นั่งนิ่งอยู่ริมขอบเตียง สองมือกุมประสานอยู่บนตัก ชายกระโปรงเจ้าสาวปักดิ้นทองลายหงส์เหินแผ่กว้าง ผ้าคลุมหน้าสีแดงบางเบาบดบังสายตา ทว่าไม่อาจซ่อนเสียงหัวใจที่เต้นระรัวเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นสุราหอมกรุ่นเจือกลิ่นอายเฉพาะตัวอันอบอุ่นลอยมาแตะจมูกคันชั่งทองค่อย ๆ สอดเข้าใต้ชายผ้าคลุมหน้า เลิกขึ้นอย่างช้า ๆดวงหน้าหมดจดที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศสะท้อนสู่สายตา คิ้วโก่งดั่งคันศร ริมฝีปากอิ่มแต้มชาดสีสด และดวงตากลมโตสุกใสดั่งดวงดารายามต้องแสงไข่มุกราตรี เสวียนเฟิงในชุดมงคลสีแดงปักลายมังกรเหินยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจของเขาสะดุดกึก แววตาคมดุจพยัคฆ์วาววับไปด้วยประกายเสน่หาที่ไม่อาจปิดบัง“งามเหลือเกิน...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบอย่างหลงใหลชายหนุ่มท







![หนี้สวาทพ่อเลี้ยงทมิฬ [ Drama,Comedy 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)