LOGINวันเวลาในจวนตงอ๋องหมุนผ่านไปอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งล่วงเลยเข้าสู่แรมเดือน บาดแผลฉกรรจ์สิบไม้บนแผ่นหลังของซูหว่านโหรวค่อย ๆ ตกสะเก็ดและสมานตัวด้วยตัวยาสมุนไพรล้ำค่าจากคลังหลวง ทว่าสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดในสายตาบ่าวไพร่ คือการที่นางยังคงพักรักษาตัวอยู่ภายในห้องนอนใหญ่ส่วนตัวของเสวียนเฟิง
ห้องนอนที่หรูหรา โอ่โถง และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของบุรุษผู้เป็นเจ้าของจวน บัดนี้ถูกยกให้สตรีไร้ฐานะครอบครองเพียงคนเดียว ส่วนตัวตงอ๋องเองกลับย้ายร่างสูงใหญ่ไปหลับนอนอยู่บนตั่งแคบ ๆ ภายในห้องหนังสือไม่ห่างจากเรือนตนเอง
แม้ระยะทางระหว่างห้องนอนใหญ่กับห้องหนังสือจะห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวเดิน ทว่าช่องว่างระหว่างคนทั้งสองกลับกว้างใหญ่ราวกับมีหุบเหวลึกขวางกั้น ตลอดหนึ่งเดือนเต็ม ทั้งสองมิเคยได้พบหน้าหรือสนทนากันแม้แต่ครึ่งประโยคในยามตื่น
ในยามกลางวัน ซูหว่านโหรวจะตื่นขึ้นมาดื่มยาบำรุงร่างกายตามที่หมอหลวงจัดไว้ กินอาหารจนหมดถ้วย แล้วก็นอนนิ่งมองเพดานห้อง ไม่เรียกร้อง ไม่เอ่ยปากถามถึงผู้ใด และไม่ก้าวเท้าออกไปนอกประตูแม้แต่ก้าวเดียว ประหนึ่งตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ไร้ชีวิตจิตใจ
ทว่าในยามค่ำคืน เมื่อราตรีสงัดและลมหายใจของนางสม่ำเสมอ บานประตูห้องนอนใหญ่มักจะถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบ ร่างสูงใหญ่ของเสวียนเฟิงจะก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างเตียง ทอดสายตามองดวงหน้าซีดเซียวที่หลับใหลอยู่นิ่งนาน
แววตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความสับสน ว้าวุ่น และร่องรอยความเจ็บปวดที่ไม่อาจเอ่ยปากบอกผู้ใด เขาเพียงยืนเฝ้ามองจนแน่ใจว่านางมิได้จับไข้ จากนั้นก็ขึ้นเตียงไปนอนอีกฝั่งก่อนจะลุกออกไปตอนเช้า
บัดนี้ ทั่วทั้งจวนตงอ๋องไม่มีบ่าวไพร่หน้าไหนกล้ากระดิกตัวหรือเอ่ยวาจาล่วงเกินสตรีแซ่ซูอีกต่อไป ทุกคนต่างรู้ซึ้งแก่ใจดีแล้วว่า ท่านอ๋องผู้เหี้ยมโหดให้ความสำคัญกับสตรีผู้นี้มากเพียงใด
ยิ่งหลังจากที่ตงอ๋องออกคำสั่งสายฟ้าฟาด เพิ่มกฎเหล็กประจำจวนข้อใหม่ ว่าหากบ่าวคนใดริอ่านรังแก กลั่นแกล้งซูหว่านโหรวโทษสถานเดียวที่รออยู่คือ... โบยจนตาย!
แม้ไม่มีผู้ใดกล้ารังแก ทว่าซูหว่านโหรวกลับมิได้วางใจในความสงบนี้แม้แต่น้อย นางรู้ดีว่ายามเมื่อคลื่นลมสงบมักจะมีพายุใหญ่ที่ตามมาอยู่เสมอ
ร่างบางยังคงส่งเซียนหนิงให้ลอบสืบข่าวคราวจากภายนอกอย่างลับ ๆ เป้าหมายมิใช่ความเคลื่อนไหวในราชสำนักหรือติดต่อกับผู้ใด แต่เป็นความเป็นอยู่ของมารดาผู้ให้กำเนิดในจวนตระกูลซู
เซียนหนิงอาศัยจังหวะช่วงเช้าตรู่ที่พ่อค้าผักเข้ามาส่งเสบียงหลังครัวในการลอบแลกเปลี่ยนข่าว เพราะรู้ดีว่าตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงล้วนรับพืชผักสดจากพ่อค้าส่งเจ้าเดียวกัน
ทว่าสิ่งที่น่ากังขาคือ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จดหมายทุกฉบับที่หว่านโหรวเขียนส่งออกไป ไม่เคยมีคำตอบรับกลับมาแม้แต่ฉบับเดียว ยิ่งส่งยิ่งเงียบหาย ประหนึ่งจดหมายเหล่านั้นถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่า
ความกระวนกระวายใจเริ่มกัดกินจิตใจของหว่านโหรวทีละน้อย จนกระทั่งในบ่ายวันนี้ นางตัดสินใจก้าวออกจากห้องนอนเป็นครั้งแรก ทั้งอ้างกับบ่าวเฝ้าประตูว่าจะออกไปร้านค้าเพื่อเลือกซื้อผ้าซับระดูและของใช้จำเป็นส่วนตัวของสตรี ซึ่งเป็นเรื่องที่เหล่าบ่าวชายมิกล้าซักไซ้ไล่เลียง
ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตูจวนออกไป และได้พบกับคนส่งผักที่ตลาดด้านนอก ความจริงอันโหดร้ายก็ฟาดลงทันที
“เจอพวกท่านเสียที...ฮูหยินรองจวนตระกูลซูนามว่าฟางเสี่ยวหรานใช่หรือไม่”
ท่าทางร้อนรนของคนส่งผักทำให้ซูหว่านโหรวใจหายวาบ
“ใช่แล้ว...มีสิ่งใดเร่งพูดมาเถิด...”
เมื่อความจริงปรากฏว่ามารดาของนาง... บัดนี้ถูก
สุ่ยซื่อขังไว้ในห้องเก็บฟืนอันหนาวเหน็บ ถูกสั่งงดอาหารและน้ำ ทรมานจนอาการป่วยทรุดหนักเจียนตายและผู้ที่ลงมือสกัดกั้นจดหมายเหล่านั้นไว้... จะเป็นผู้ใดไปได้อีก หากมิใช่บุรุษใจร้ายผู้เป็นเจ้าของจวนแห่งนี้!
หว่านโหรวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ นางไม่เสียเวลาซื้อของใด ๆ อีกต่อไป ร่างบางหมุนกายก้าวเท้ามุ่งหน้ากลับสู่จวนตงอ๋องด้วยใบหน้าที่พร้อมฆ่าคน
ปัง!
ทันทีที่ถึงบานประตูห้องหนังสือถูกผลักเปิดออกอย่างแรงโดยไม่มีเสียงขานรายงานจากบ่าวเฝ้าประตูด้านนอก หรือเรียกให้ถูกบ่าวเฝ้าด้านนอกต่างหวาดกลัวแม่นางซูผู้นี้
เสวียนเฟิงที่กำลังนั่งอ่านหนังสือราชการหลังโต๊ะไม้ตัวใหญ่เงยหน้าขึ้นทันควัน สีหน้าคมคายพลันเคร่งขรึมลงเมื่อเห็นร่างบอบบางของซูหว่านโหรวยืนตระหง่านอยู่ตรงธรณีประตู ชายเสื้อคลุมของนางยังมีละอองฝุ่นจากท้องถนนเกาะอยู่ประปราย ดวงตาหงส์คู่งามกลับสงบนิ่ง นิ่งสนิทเสียจนน่าประหลาดใจ
ตงอ๋องวางพู่กันในมือลง ขมวดคิ้วแน่นพลันเค้นเสียงถามห้วน
“ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามาในห้องนี้”
หว่านโหรวไม่ได้สนใจที่จะตอบคำถามนั้น นางก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาช้า ๆ ชายกระโปรงพลิ้วไหวตามจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง ก่อนจะหยุดยืนหน้าโต๊ะหนังสือ ยอบกายลงคารวะตามธรรมเนียมอย่างถูกต้อง แต่ท่าทางเคียดแค้นนั้นกลับทำให้เจ้าของจวนแววตาเข้มขึ้น
เหล่าองครักษ์ในจวนตงอ๋องต่างพากันถือขนมเปี๊ยะค้างไว้ในมือ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก จะหัวเราะก็ไม่กล้า จะปฏิเสธท่านหญิงน้อยก็กลัวโดนทุบหัว“หนอย... ริอ่านจะก่อกบฏยึดจวนข้าเรอะ!” เสวียนเฟิงกัดฟันกรอด หันไปคว้าไม้ปัดขนไก่ ที่เสียบอยู่ข้างเสามาถือไว้ทันควัน สลัดขนไก่พริ้วไหวดัง ฟึ่บ!“วันนี้ข้าไม่ฟาดก้นเจ้าให้ลายเป็นแตงโมสุก อย่ามาเรียกข้าว่าตงอ๋อง!” “กรี๊ดดดด! พ่อเลวจะฆ่าลูกอีกแล้ว!”อวิ๋นซีซีเห็นไม้ปัดขนไก่ก็โยนถาดขนมทิ้ง สับขา สั้น ๆ วิ่งหนีสุดชีวิต เสวียนเฟิงวิ่งไล่ต้อนก้อนแป้งน้อยไปรอบลานฝึก ทว่าวิ่งไปได้เพียงสองรอบ ซีซีก็ฉลาดพอที่จะหักเลี้ยว พุ่งตรงดิ่งเข้าสู่อ้อมอกของเฉินหว่านโหรวที่ยืนดูอยู่!หมับ!สองแขนป้อมกอดขาหว่านโหรวแน่น ซุกหน้าลงกับมารดา บีบน้ำตาหยดแหมะ ๆ ทันที“ท่านแม่เจ้าขา! ช่วยซีซีด้วยเจ้าค่ะ! ท่านพ่อจะเอาไม้มาตีข้า ท่านพ่อจะรังแกข้า!”เสวียนเฟิงที่ถือไม้ปัดขนไก่วิ่งตามมาติด ๆ ถึงกับหยุด ชายหนุ่มชี้หน้าบุตรสาวที่ซ่อนอยู่หลังกระโปรงคนรัก อ้าปากค้างด้วยความเดือดดาล“เจ้า...เด็กกลับกลอก! เจ้าขโมยตราพยัคฆ์ข้าไปทำขนม ซ้ำยังสั่งให้องครักษ์มากบฏจับข้า เจ
สายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยผ่านยอดหลิว กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกกุ้ยฮวาลอยอวลไปทั่วสวนด้านหลังตำหนักตงอ๋องแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาจนกระทั่งมรสุมร้ายเรื่องตระกูลไป๋และหย่งไท่เฟยสงบลง ทว่าคลื่นใต้น้ำบางระลอกกลับยังคงไม่จางหายไปจากแผ่นดินกลางศาลาแปดเหลี่ยม องค์รัชทายาทเสวียนเว่ยในชุดลำลองสีกรมท่า ประทับนั่งจิบชาร้อนอยู่อย่างเงียบสงบ ตรงหน้าของเขามีกล่องไม้จันทน์หอมสีเข้มวางอยู่หนึ่งใบ เสวียนเว่ยเลื่อนกล่องไม้นั้นส่งให้เฉินหว่านโหรว แววตาสายเลือดมังกรฉายประกายลุ่มลึก“นี่คือสิ่งที่คนของข้ายึดมาได้จากห้องลับใต้ดินในเรือนพักของฟางเสี่ยวหราน” เสวียนเว่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ด้านในคือผ้าห่อทารกผืนเดิมที่ใช้ห่อตัวเจ้าไว้ในคืนที่สลับตัว”หว่านโหรวชะงักไปเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นเปิดฝา กล่องไม้ออกช้า ๆภายในกล่องคือผ้าแพรไหมเนื้อหนาสีเลือดหมู แม้เวลาจะล่วงเลยมานาน แต่เนื้อผ้ากลับยังคงงดงาม ดิ้นทองคำแท้ที่ปักลงบนผืนผ้าเป็นลวดลายเมฆาคล้อยล้อมรอบตราสัญลักษณ์นกอินทรีสยายปีก... ลวดลายอันวิจิตรประณีตซึ่งมิใช่ฝีมือการทอของช่างหลวงในต้าเจิงอย่างแน่นอน“ข้าสอบสวนสาวใช้ของเจ้าแล้ว นางไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังนั้นย่อมไม่
‘เสวียนฮุ่ยหลงมองบุตรชาย ในที่สุดเจ้าตัวแสบก็มีวันนี้สักที ได้สำนึกว่าทำข้าปวดหัวมากเพียงใด’“ท่านพ่อ...ในใต้หล้านี้ท่านไม่รู้หรือว่าผู้ใดใหญ่ที่สุด”“เสด็จปู่เจ้าหรือ...เหอะ...คิดว่าข้ากลัวเขาที่ไหน” ตงอ๋องยังคงเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคารพบิดาเช่นไรก็ยังเป็นเช่นนั้น“เจ้าลูกทรพี” เสวียนฮุ่ยหลงพูด“พ่อเลว!” อวิ๋นซีซีกล่าวตาม แต่กลับทำให้เสด็จปู่หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี“ลูกเจ้าช่างเหมือนเจ้า” “ตาแก่...ลูกข้าย่อมเหมือนข้าสิ...ไม่ใช่ข้าสักหน่อยที่ไม่เหมือนท่าน ข้าทั้งหล่อเหลากว่า เก่งกาจกว่า แล้วก็มีชายาที่รักข้าที่สุด”“มีชายาที่รักข้าที่สุดงั้นรึ!” อวิ๋นซีซีแค่นเสียงหึเลียนแบบบิดาจนจมูกรั้นเชิดขึ้น ร่างกลมป้อมบนเก้าอี้กระโดดดึ๋งลงมายืนค้ำเอว “ท่านแม่รักข้าที่สุดต่างหากเล่า! ท่านพ่อเลว วัน ๆ เอาแต่แอบกินขนมหวานของข้า ซ้ำยังแอบขโมยปิ่นทองของท่านแม่ไปจำนำซื้อน่องไก่อีก ข้ายังไม่ได้บอกท่านแม่! ท่านแม่บอกว่าท่านใช้เงินเปลืองมาก ควรตัดเบี้ยหวัด”“เฮ้ย! เจ้าเด็กนี่ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้าต่อหน้าตาแก่นะ!” เสวียนเฟิงสะดุ้งโหยง ตาโตเท่าไข่ห่าน ความลับเรื่องแอบงุบงิบเงินเมียถูกฉีกหน้าจนแตกยับเ
เก้าเดือนผันผ่านประหนึ่งสายน้ำไหล ท่ามกลางความสงบสุขที่หวนคืนสู่เมืองหลวง ไม่สิสงบสุขแค่ตำหนักตงอ๋อง เพราะที่วุ่นวายกลับเป็นตำหนักบูรพาและราชสำนักตำหนักตงอ๋องบัดนี้กลับถูกชโลมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขล้นพ้นในค่ำคืนที่ท้องฟ้านอกหน้าต่างเกลื่อนกลาดไปด้วยดวงดาราระยิบระยับ ทารกน้อยเพศหญิงผิวขาวผ่องดั่งก้อนแป้งนุ่มนิ่มได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก เสียงร้องไห้กังวานใสปานกระดิ่งเงินสะท้อนไปทั่วเรือนหอ เป็นดาวนำโชคดวงใหม่ที่ตกลงมากลางใจของคนทั้งจวนนางมีนามว่า ‘เสวียนอวิ๋นซี’ หรือที่ทุกคนเรียกขานกันติดปากว่า ‘ซีซี’เฉินหว่านโหรวตระกองกอดก้อนแป้งตัวน้อยไว้แนบอกด้วยความรักใคร่หวงแหน ทว่าสวามีของนาง... ตงอ๋องผู้เคยเขย่าขวัญคนทั้งแผ่นดิน กลับมีวิธีสั่งสอนบุตรสาวตั้งแต่แรกเกิดในแบบฉบับที่ไม่มีใครในใต้หล้ากล้าเลียนแบบ!ยามที่ทารกน้อยเริ่มลืมตาแป๋ว เสวียนเฟิงมิได้ร้องเพลงกล่อมเด็ก แต่กลับก้มลงกระซิบข้างหูบุตรสาวทุกวัน“จำไว้นะซีซี... คนแซ่เสวียนอย่างพวกเรา ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด หากมีคนรังแกเจ้า จงเอาก้อนหินปาหัวมันให้แตก หากคนผู้นั้นเป็นฮ่องเต้...ก็จงวางเพลิงเผาตำหนักตาแก่นั่นทิ้งเสีย! หากรัชทายาทพูดจาไม่เข
“ท่านมันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์!”“เจ้าเล่ห์แล้วอย่างไร... สุดท้ายข้าก็ได้เจ้ามาครอบครองมิใช่รึ”“แต่ท่านโบยข้า” นางเจ็บใจเรื่องนี้ที่สุด“โหรวเอ๋อร์ตอนนั้นข้าเพียงอยากสั่งสอน แต่บ่าวไพร่ทำเกินเหตุข้าสั่งโบยลงโทษหนักกว่าเจ้าสองเท่า และคนที่ปากดีด่าเจ้าข้าขายออกหมดแล้ว”“อย่างนั้นก็เถอะ”ท่าทางแง่งอนนั้นทำให้ตงอ๋องรวบร่างนุ่มนิ่มมากอดแน่น จนหว่านโหรวต้องหันมองสายตาคมกริบที่แปรเปลี่ยนเป็นหิวกระหายทำให้หว่านโหรวใจสั่นระทึก เสวียนเฟิงไม่ปล่อยให้นางได้เอ่ยคำใดอีก มือหนาเลื่อนลงไปปลดสายรัดเอวปักดิ้นทอง อาภรณ์มงคลสีแดงสดค่อย ๆ ถูกปลดเปลื้องหลุดลอยออกจากร่างบางทีละชิ้น เผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและผิวขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดีสะท้อนแสงนวลของไข่มุกราตรีชวนให้อยากสัมผัส“ท่านอ๋อง...”เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา ทว่าถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของบุรุษหนุ่มประกบแนบลงมาอย่างหนักหน่วงแต่ทว่าสัมผัสกลับอ่อนโยนเสวียนเฟิงบดจูบอย่างดูดดื่ม ปลุกเร้าอารมณ์ที่ซ่อนเร้นให้ลุกโชน ฝ่ามือหยาบกร้านจากการรบทัพจับศึกเลื่อนสัมผัสไปตามส่วนเว้าโค้งอย่างเชี่ยวชาญ ถ่ายทอดความปรารถนาและความรักที่กักเก็บมาเนิ่นนานนับสิบปีหว่านโห
แสงสีแดงมงคลอาบไล้ทั่วทุกตารางฉื่อของตำหนักตงอ๋องโคมไฟกระดาษสีแดงชาดห้อยระย้าตามชายคา ทว่าภายในเรือนหอ บนโต๊ะไม้จันทน์หอมสลักลวดลายวิจิตร มี ไข่มุกราตรีแห่งทะเลตงไห่ขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ส่องแสงนวลตากระจ่างชัดประหนึ่งดวงจันทราจำลองสาดส่องลงบนเตียงมงคลที่ปูฟูกแพรไหมสีแดงสดซูหว่านโหรวหรือในบัดนี้คือนาม เฉินหว่านโหรว นั่งนิ่งอยู่ริมขอบเตียง สองมือกุมประสานอยู่บนตัก ชายกระโปรงเจ้าสาวปักดิ้นทองลายหงส์เหินแผ่กว้าง ผ้าคลุมหน้าสีแดงบางเบาบดบังสายตา ทว่าไม่อาจซ่อนเสียงหัวใจที่เต้นระรัวเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นสุราหอมกรุ่นเจือกลิ่นอายเฉพาะตัวอันอบอุ่นลอยมาแตะจมูกคันชั่งทองค่อย ๆ สอดเข้าใต้ชายผ้าคลุมหน้า เลิกขึ้นอย่างช้า ๆดวงหน้าหมดจดที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศสะท้อนสู่สายตา คิ้วโก่งดั่งคันศร ริมฝีปากอิ่มแต้มชาดสีสด และดวงตากลมโตสุกใสดั่งดวงดารายามต้องแสงไข่มุกราตรี เสวียนเฟิงในชุดมงคลสีแดงปักลายมังกรเหินยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจของเขาสะดุดกึก แววตาคมดุจพยัคฆ์วาววับไปด้วยประกายเสน่หาที่ไม่อาจปิดบัง“งามเหลือเกิน...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบอย่างหลงใหลชายหนุ่มท







