LOGINในจวนนี้ใคร ๆ ต่างเคารพนางเป็นผู้อาวุโส อยู่มาตั้งแต่ท่านอ๋องอายุห้าหนาวถึงความชอบไม่มีแต่เหนื่อยยากก็ยังมีให้เห็น
หว่านโหรวกลับไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว นางปรายตามองดุดันจนอีกฝ่ายชะงักเท้า รู้สึกสันหลังวาบกับสายตาของสตรีตรงหน้า
“ต่อให้ข้าตกต่ำ แต่ข้าคือบุตรีภรรยาเอกแห่งจวนตระกูลซู วันนี้ตงอ๋องเข้าใจผิดย่อมโกรธเคือง แต่อภิเษกหรือไม่ คนภายนอกยังครหาจับตามอง หากวันหน้ามีราชโองการสมรสพระราชทานล้างมลทินขึ้นมา...” หว่านโหรวก้าวประชิด สายตาดุจคมมีด “เจ้าคิดว่าฐานะบ่าวชั่วที่ริอ่านข่มเหงนายจะถูกตัดลิ้นก่อน หรือถูกลากไปโบยจนตายก่อนกันเล่า?”
ความเยือกเย็นและแววตาไร้ความกลัวสะกดข่มบ่าวร่างท้วมจนหน้าซีดเผือด ลำคอตีบตันขึ้นมาทันควัน นางเพิ่งตระหนักได้ว่าสตรีตรงหน้ามิใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอกที่จะยอมให้บ่าวไพร่อย่างนางรังแกได้ง่าย ๆ
หว่านโหรวเหยียดยิ้มบาง ยกแขนเสื้อขึ้นปัดละอองฝุ่นก่อนจะสั่งการหน้าตาเฉย
“ยกข้าวหมูถ้วยนี้กลับไปกินเองเสีย แล้วไปตักสำรับใหม่ที่คนเขากินกันมาให้ข้า หากมาช้าเกินหนึ่งเค่อ... ข้าจะบอกท่านอ๋องว่าเจ้าจงใจดูแลสตรีในเรือนของเขาเหมือนขอทาน ให้คนภายนอกหัวเราะเยาะว่าจวนตงอ๋องยากจนจนไม่มีปัญญาเลี้ยงคน!”
แม่นมหวังอ้าปากค้าง ตัวสั่นด้วยความโกรธผสมความหวาดหวั่น แต่เพียงชั่วครู่ก็เชิดหน้าขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าคิดว่าขู่ข้าเพียงไม่กี่คำแล้วข้าจะกลัวหรือ! ท่านอ๋องตรัสเองว่าเจ้าเป็นเพียงสตรีไร้ค่าที่สูงกว่าสาวใช้ไม่เท่าไร ข้าอยู่ในจวนนี้มาตั้งแต่ท่านอ๋องยังทรงพระเยาว์ ต่อให้ข้าสั่งสอนเจ้าสักสองสามฝ่ามือ ท่านอ๋องก็คงไม่ว่าอะไร!”
หว่านโหรวหลุดหัวเราะเบา ๆ
“อยู่มานานถึงเพียงนั้น แต่ยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง...น่าเสียดายข้าวปลาในจวนที่เลี้ยงเจ้ามาจริง ๆ คงเสียเปล่าแล้ว”
“เจ้า!” นางหวังมือสั่นผับ ๆ ไม่นึกว่านางจะตีฝีปากกล้า ดูกิริยาเหมือนไม่ใช่คุณหนูลูกผู้ดีมีตระกูล
“ข้าอะไร?” นางเลิกคิ้ว “ต่อให้วันนี้ท่านอ๋องเกลียดข้าจนอยากฝังทั้งเป็น ก็ยังเป็นเรื่องระหว่างข้ากับเขา เจ้าเป็นบ่าว กลับรีบกระโดดเข้ามาเหยียบซ้ำ...หรือคิดว่าตนเองนอนร่วมหมอนกับท่านอ๋อง จึงมีสิทธิ์จัดการคนในเรือนแทนเขา?”
คำพูดจาน่าเกลียดของซูหว่านโหรวกระแทกโทสะของนางหวังเต็มแรง
“ปากสกปรก! ข้าเป็นแม่นมของท่านอ๋อง!”
“อ้อ...” หว่านโหรวลากเสียงยาว ก่อนพยักหน้าราวกับเพิ่งกระจ่าง “ที่แท้ก็เป็นแม่นม มิใช่พระมารดา ข้าเห็นเจ้าวางอำนาจเสียใหญ่โตจนเกือบเข้าใจผิด”
ใบหน้าของแม่นมหวังเขียวคล้ำลงอีกสองส่วน
“นังสารเลว!”
มืออวบยกขึ้นหมายจะฟาดลงบนใบหน้างาม ทว่าก่อนฝ่ามือนั้นจะทันตกลงมา เสียงเย็นชาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ใจกล้าไม่เบา...ข้าสั่งให้รังแกนางหรือ”
ทุกคนรอบลานแข็งค้าง จากที่มารอดูความสนุกกลับถอยห่างไม่กล้าออกตัวเข้าข้างแม่เฒ่าหวัง
แม่นมหวังหันขวับ ก่อนใบหน้าจะซีดเผือดเมื่อเห็นบุรุษร่างสูงยืนอยู่ไม่ไกล ความเด็ดขาดและโหดร้ายนางประจักษ์ดี
“ทะ...ท่านอ๋อง!”
เสวียนเฟิงสาวเท้าเข้ามาช้า ๆ ดวงตาคมกวาดผ่านชามข้าวบูด กองผ้าสกปรก และแอ่งน้ำเหม็นบนพื้น ก่อนหยุดอยู่ที่มือของแม่นมหวังซึ่งยังยกค้างกลางอากาศ
“ข้าสั่งให้นางทำงาน มิได้สั่งให้ผู้ใดถือโอกาสเหยียบหัวนาง” คนของเขาย่อมมีเพียงเขาที่จัดการได้ คนอื่นไม่มีสิทธิ์มาสอดมือ
“แต่ท่านอ๋องเพคะ นางเป็นเพียง”
“สุนัขในจวนคิดจะกัดใคร ต้องดูก่อนว่าเจ้าของอนุญาตหรือไม่”
น้ำเสียงไม่ได้ดัง ทว่ากลับทำให้แม่นมหวังทรุดเข่าลงทันที
“บ่าวผิดไปแล้วเพคะ!”
เสวียนเฟิงปรายตามองชามข้าวต้ม “เอาของพวกนี้ออกไป แล้วนำอาหารที่คนกินได้มาใหม่”
หว่านโหรวซึ่งยืนกอดอกมองเหตุการณ์มาตลอด พลันยกมุมปากขึ้น ที่แท้เขาก็รอให้คนรังแกนางให้เสร็จก่อนสินะ คงนึกขัดใจที่สวะพวกนี้ทำอะไรนางไม่ได้
“ดูท่าท่านอ๋องจะยืนฟังมานานพอสมควรนะเพคะ”
เสวียนเฟิงตวัดสายตามาหานาง “ข้าเพียงบังเอิญผ่านมา”
“บังเอิญอีกแล้วหรือ?”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ตั้งแต่ข้าเข้าจวนมา ท่านอ๋องบังเอิญผ่านเรือนนี้บ่อยกว่าบ่าวกวาดลานเสียอีก หม่อมฉันเกรงว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป คนอื่นจะเข้าใจว่าท่านคิดถึงหม่อมฉันจนทนไม่ได้”
“หลงตัวเองให้น้อยหน่อย” แน่นอนว่าเรื่องเกิดขึ้นเขาย่อมสืบให้กระจ่างส่วนเรื่องจับตาดูนางย่อมละเลยไม่ได้เช่นกัน
“ข้าก็แค่ตามจับตาดูเจ้า”
หว่านโหรวพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย “เพคะ เช่นนั้นคราวหน้าท่านอ๋องก็อย่าบังเอิญบ่อยนัก เดี๋ยวหม่อมฉันจะเข้าใจผิดคิดว่าท่านหลงรักสตรีที่ท่านรังเกียจเข้าแล้ว”
เสวียนเฟิงขบกราม ก่อนปรายตามองกองผ้าบนพื้น คิดเปลี่ยนเรื่องที่ทำให้ตนเองดูแย่ในสายตาบ่าว ก่อนหันไปเอ่ยกับนาง
“เจ้ากล้ามีเรื่องในจวนข้า?”
“เรื่องนี้จะโทษหม่อมฉันได้อย่างไรเพคะ บ่าวแก่พวกนี้มาหาเรื่องถึงหอตำราเองต่างหาก”
“เจ้ายังจะเถียง?”
หว่านโหรวเหลือบมองแม่นมหวังซึ่งคุกเข่าตัวสั่นอยู่ด้านข้าง แล้วหันกลับมายิ้มหวานให้เขา
“บ่าวเช่นไร นายก็เช่นนั้น...หม่อมฉันเพียงเรียนรู้วิธีพูดจาจากคนในจวนนี้เท่านั้นเองเพคะ และก็รู้สึกว่าการอบรมบ่าวในจวนตงอ๋องทำให้หม่อมฉันเปิดหูเปิดตาได้มาก สนุกกว่าการวางตัวในจวนตระกูลซูเสียอีก”
“ซูหว่านโหรว!”
“เพคะ?”
“เจ้าอย่าคิดว่าข้าออกหน้าเพราะเข้าข้างเจ้า”
“หม่อมฉันไม่กล้าคิดเช่นนั้นหรอกเพคะ” นางยิ้มละไม “ท่านอ๋องเพียงบังเอิญผ่านมา บังเอิญได้ยิน บังเอิญช่วย และบังเอิญสั่งเปลี่ยนสำรับให้ข้าเท่านั้น...หม่อมฉันเข้าใจดี”
“เจ้า...” เขากำมือแน่นแล้วสะบัดแขนเสื้อไปด้านหลัง
“ท่านอ๋องยังมีอะไรจะบังเอิญอีกหรือไม่เพคะ?”
ขณะที่ตงอ๋องกำลังจะเอ่ยต่อ เสียงคนวิ่งวุ่นเข้ามาพร้อมกับสีหน้าแตกตื่นคล้ายกำลังมีเรื่องทำให้ซูหว่านโหรวขมวดคิ้ว
“เกิดเรื่องอะไร?” เสียงเข้มถามออกไป
เหล่าองครักษ์ในจวนตงอ๋องต่างพากันถือขนมเปี๊ยะค้างไว้ในมือ มองหน้ากันเลิ่กลั่ก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก จะหัวเราะก็ไม่กล้า จะปฏิเสธท่านหญิงน้อยก็กลัวโดนทุบหัว“หนอย... ริอ่านจะก่อกบฏยึดจวนข้าเรอะ!” เสวียนเฟิงกัดฟันกรอด หันไปคว้าไม้ปัดขนไก่ ที่เสียบอยู่ข้างเสามาถือไว้ทันควัน สลัดขนไก่พริ้วไหวดัง ฟึ่บ!“วันนี้ข้าไม่ฟาดก้นเจ้าให้ลายเป็นแตงโมสุก อย่ามาเรียกข้าว่าตงอ๋อง!” “กรี๊ดดดด! พ่อเลวจะฆ่าลูกอีกแล้ว!”อวิ๋นซีซีเห็นไม้ปัดขนไก่ก็โยนถาดขนมทิ้ง สับขา สั้น ๆ วิ่งหนีสุดชีวิต เสวียนเฟิงวิ่งไล่ต้อนก้อนแป้งน้อยไปรอบลานฝึก ทว่าวิ่งไปได้เพียงสองรอบ ซีซีก็ฉลาดพอที่จะหักเลี้ยว พุ่งตรงดิ่งเข้าสู่อ้อมอกของเฉินหว่านโหรวที่ยืนดูอยู่!หมับ!สองแขนป้อมกอดขาหว่านโหรวแน่น ซุกหน้าลงกับมารดา บีบน้ำตาหยดแหมะ ๆ ทันที“ท่านแม่เจ้าขา! ช่วยซีซีด้วยเจ้าค่ะ! ท่านพ่อจะเอาไม้มาตีข้า ท่านพ่อจะรังแกข้า!”เสวียนเฟิงที่ถือไม้ปัดขนไก่วิ่งตามมาติด ๆ ถึงกับหยุด ชายหนุ่มชี้หน้าบุตรสาวที่ซ่อนอยู่หลังกระโปรงคนรัก อ้าปากค้างด้วยความเดือดดาล“เจ้า...เด็กกลับกลอก! เจ้าขโมยตราพยัคฆ์ข้าไปทำขนม ซ้ำยังสั่งให้องครักษ์มากบฏจับข้า เจ
สายลมต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยผ่านยอดหลิว กลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกกุ้ยฮวาลอยอวลไปทั่วสวนด้านหลังตำหนักตงอ๋องแม้กาลเวลาจะล่วงเลยมาจนกระทั่งมรสุมร้ายเรื่องตระกูลไป๋และหย่งไท่เฟยสงบลง ทว่าคลื่นใต้น้ำบางระลอกกลับยังคงไม่จางหายไปจากแผ่นดินกลางศาลาแปดเหลี่ยม องค์รัชทายาทเสวียนเว่ยในชุดลำลองสีกรมท่า ประทับนั่งจิบชาร้อนอยู่อย่างเงียบสงบ ตรงหน้าของเขามีกล่องไม้จันทน์หอมสีเข้มวางอยู่หนึ่งใบ เสวียนเว่ยเลื่อนกล่องไม้นั้นส่งให้เฉินหว่านโหรว แววตาสายเลือดมังกรฉายประกายลุ่มลึก“นี่คือสิ่งที่คนของข้ายึดมาได้จากห้องลับใต้ดินในเรือนพักของฟางเสี่ยวหราน” เสวียนเว่ยเอ่ยเสียงเรียบ “ด้านในคือผ้าห่อทารกผืนเดิมที่ใช้ห่อตัวเจ้าไว้ในคืนที่สลับตัว”หว่านโหรวชะงักไปเล็กน้อย มือเรียวยกขึ้นเปิดฝา กล่องไม้ออกช้า ๆภายในกล่องคือผ้าแพรไหมเนื้อหนาสีเลือดหมู แม้เวลาจะล่วงเลยมานาน แต่เนื้อผ้ากลับยังคงงดงาม ดิ้นทองคำแท้ที่ปักลงบนผืนผ้าเป็นลวดลายเมฆาคล้อยล้อมรอบตราสัญลักษณ์นกอินทรีสยายปีก... ลวดลายอันวิจิตรประณีตซึ่งมิใช่ฝีมือการทอของช่างหลวงในต้าเจิงอย่างแน่นอน“ข้าสอบสวนสาวใช้ของเจ้าแล้ว นางไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดังนั้นย่อมไม่
‘เสวียนฮุ่ยหลงมองบุตรชาย ในที่สุดเจ้าตัวแสบก็มีวันนี้สักที ได้สำนึกว่าทำข้าปวดหัวมากเพียงใด’“ท่านพ่อ...ในใต้หล้านี้ท่านไม่รู้หรือว่าผู้ใดใหญ่ที่สุด”“เสด็จปู่เจ้าหรือ...เหอะ...คิดว่าข้ากลัวเขาที่ไหน” ตงอ๋องยังคงเสมอต้นเสมอปลาย ไม่เคารพบิดาเช่นไรก็ยังเป็นเช่นนั้น“เจ้าลูกทรพี” เสวียนฮุ่ยหลงพูด“พ่อเลว!” อวิ๋นซีซีกล่าวตาม แต่กลับทำให้เสด็จปู่หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี“ลูกเจ้าช่างเหมือนเจ้า” “ตาแก่...ลูกข้าย่อมเหมือนข้าสิ...ไม่ใช่ข้าสักหน่อยที่ไม่เหมือนท่าน ข้าทั้งหล่อเหลากว่า เก่งกาจกว่า แล้วก็มีชายาที่รักข้าที่สุด”“มีชายาที่รักข้าที่สุดงั้นรึ!” อวิ๋นซีซีแค่นเสียงหึเลียนแบบบิดาจนจมูกรั้นเชิดขึ้น ร่างกลมป้อมบนเก้าอี้กระโดดดึ๋งลงมายืนค้ำเอว “ท่านแม่รักข้าที่สุดต่างหากเล่า! ท่านพ่อเลว วัน ๆ เอาแต่แอบกินขนมหวานของข้า ซ้ำยังแอบขโมยปิ่นทองของท่านแม่ไปจำนำซื้อน่องไก่อีก ข้ายังไม่ได้บอกท่านแม่! ท่านแม่บอกว่าท่านใช้เงินเปลืองมาก ควรตัดเบี้ยหวัด”“เฮ้ย! เจ้าเด็กนี่ เจ้าอย่ามาใส่ร้ายข้าต่อหน้าตาแก่นะ!” เสวียนเฟิงสะดุ้งโหยง ตาโตเท่าไข่ห่าน ความลับเรื่องแอบงุบงิบเงินเมียถูกฉีกหน้าจนแตกยับเ
เก้าเดือนผันผ่านประหนึ่งสายน้ำไหล ท่ามกลางความสงบสุขที่หวนคืนสู่เมืองหลวง ไม่สิสงบสุขแค่ตำหนักตงอ๋อง เพราะที่วุ่นวายกลับเป็นตำหนักบูรพาและราชสำนักตำหนักตงอ๋องบัดนี้กลับถูกชโลมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขล้นพ้นในค่ำคืนที่ท้องฟ้านอกหน้าต่างเกลื่อนกลาดไปด้วยดวงดาราระยิบระยับ ทารกน้อยเพศหญิงผิวขาวผ่องดั่งก้อนแป้งนุ่มนิ่มได้ลืมตาขึ้นมาดูโลก เสียงร้องไห้กังวานใสปานกระดิ่งเงินสะท้อนไปทั่วเรือนหอ เป็นดาวนำโชคดวงใหม่ที่ตกลงมากลางใจของคนทั้งจวนนางมีนามว่า ‘เสวียนอวิ๋นซี’ หรือที่ทุกคนเรียกขานกันติดปากว่า ‘ซีซี’เฉินหว่านโหรวตระกองกอดก้อนแป้งตัวน้อยไว้แนบอกด้วยความรักใคร่หวงแหน ทว่าสวามีของนาง... ตงอ๋องผู้เคยเขย่าขวัญคนทั้งแผ่นดิน กลับมีวิธีสั่งสอนบุตรสาวตั้งแต่แรกเกิดในแบบฉบับที่ไม่มีใครในใต้หล้ากล้าเลียนแบบ!ยามที่ทารกน้อยเริ่มลืมตาแป๋ว เสวียนเฟิงมิได้ร้องเพลงกล่อมเด็ก แต่กลับก้มลงกระซิบข้างหูบุตรสาวทุกวัน“จำไว้นะซีซี... คนแซ่เสวียนอย่างพวกเรา ไม่เคยก้มหัวให้ผู้ใด หากมีคนรังแกเจ้า จงเอาก้อนหินปาหัวมันให้แตก หากคนผู้นั้นเป็นฮ่องเต้...ก็จงวางเพลิงเผาตำหนักตาแก่นั่นทิ้งเสีย! หากรัชทายาทพูดจาไม่เข
“ท่านมันจิ้งจอกเจ้าเล่ห์!”“เจ้าเล่ห์แล้วอย่างไร... สุดท้ายข้าก็ได้เจ้ามาครอบครองมิใช่รึ”“แต่ท่านโบยข้า” นางเจ็บใจเรื่องนี้ที่สุด“โหรวเอ๋อร์ตอนนั้นข้าเพียงอยากสั่งสอน แต่บ่าวไพร่ทำเกินเหตุข้าสั่งโบยลงโทษหนักกว่าเจ้าสองเท่า และคนที่ปากดีด่าเจ้าข้าขายออกหมดแล้ว”“อย่างนั้นก็เถอะ”ท่าทางแง่งอนนั้นทำให้ตงอ๋องรวบร่างนุ่มนิ่มมากอดแน่น จนหว่านโหรวต้องหันมองสายตาคมกริบที่แปรเปลี่ยนเป็นหิวกระหายทำให้หว่านโหรวใจสั่นระทึก เสวียนเฟิงไม่ปล่อยให้นางได้เอ่ยคำใดอีก มือหนาเลื่อนลงไปปลดสายรัดเอวปักดิ้นทอง อาภรณ์มงคลสีแดงสดค่อย ๆ ถูกปลดเปลื้องหลุดลอยออกจากร่างบางทีละชิ้น เผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและผิวขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดีสะท้อนแสงนวลของไข่มุกราตรีชวนให้อยากสัมผัส“ท่านอ๋อง...”เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา ทว่าถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวของบุรุษหนุ่มประกบแนบลงมาอย่างหนักหน่วงแต่ทว่าสัมผัสกลับอ่อนโยนเสวียนเฟิงบดจูบอย่างดูดดื่ม ปลุกเร้าอารมณ์ที่ซ่อนเร้นให้ลุกโชน ฝ่ามือหยาบกร้านจากการรบทัพจับศึกเลื่อนสัมผัสไปตามส่วนเว้าโค้งอย่างเชี่ยวชาญ ถ่ายทอดความปรารถนาและความรักที่กักเก็บมาเนิ่นนานนับสิบปีหว่านโห
แสงสีแดงมงคลอาบไล้ทั่วทุกตารางฉื่อของตำหนักตงอ๋องโคมไฟกระดาษสีแดงชาดห้อยระย้าตามชายคา ทว่าภายในเรือนหอ บนโต๊ะไม้จันทน์หอมสลักลวดลายวิจิตร มี ไข่มุกราตรีแห่งทะเลตงไห่ขนาดเท่ากำปั้นเด็ก ส่องแสงนวลตากระจ่างชัดประหนึ่งดวงจันทราจำลองสาดส่องลงบนเตียงมงคลที่ปูฟูกแพรไหมสีแดงสดซูหว่านโหรวหรือในบัดนี้คือนาม เฉินหว่านโหรว นั่งนิ่งอยู่ริมขอบเตียง สองมือกุมประสานอยู่บนตัก ชายกระโปรงเจ้าสาวปักดิ้นทองลายหงส์เหินแผ่กว้าง ผ้าคลุมหน้าสีแดงบางเบาบดบังสายตา ทว่าไม่อาจซ่อนเสียงหัวใจที่เต้นระรัวเสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นสุราหอมกรุ่นเจือกลิ่นอายเฉพาะตัวอันอบอุ่นลอยมาแตะจมูกคันชั่งทองค่อย ๆ สอดเข้าใต้ชายผ้าคลุมหน้า เลิกขึ้นอย่างช้า ๆดวงหน้าหมดจดที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางชั้นเลิศสะท้อนสู่สายตา คิ้วโก่งดั่งคันศร ริมฝีปากอิ่มแต้มชาดสีสด และดวงตากลมโตสุกใสดั่งดวงดารายามต้องแสงไข่มุกราตรี เสวียนเฟิงในชุดมงคลสีแดงปักลายมังกรเหินยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ ลมหายใจของเขาสะดุดกึก แววตาคมดุจพยัคฆ์วาววับไปด้วยประกายเสน่หาที่ไม่อาจปิดบัง“งามเหลือเกิน...” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบอย่างหลงใหลชายหนุ่มท







