LOGINช่วงนี้แคว้นหลิวอวิ๋นมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย
เรื่องสนุกปากในโรงเตี๊ยมและตามตรอกซอกซอยมีเพิ่มขึ้นทุกวัน เรื่องเล่าที่เป็นที่กล่าวขานมากสุดคงหนีไม่พ้นเรื่องคู่หมั้นขยะขององค์ชายรองผู้เป็นเลิศในทุกด้าน ได้รับความนิยมจนโรงละครนำมาทำเป็นเรื่องเล่าหลายต่อหลายบท เหตุการณ์สำคัญในเรื่องพูดถึงความอาภัพอับโชคขององค์ชายรอง หน้าตาอัปลักษณ์ของคู่หมั้น รวมไปถึงเสนาบดีหลี่ใช้อำนาจบาตรใหญ่บังคับเหล่าองค์ชายแต่งงานกับหลานสาวอันเป็นที่รัก ฮ่องเต้เห็นแก่คุณงามความดีของเจ้าเมืองหลี่จึงได้ยกองค์ชายรองให้หมั้นหมายกับบุตรสาวตระกูลหลี่ ที่ได้ชื่อว่าตัวไร้ค่า
ชาวบ้านต่างพากันเห็นใจสงสารองค์ชายรอง สาปแช่งก่นด่าหลี่หลิงเฟิ่งและเจ้าเมืองหลี่
เรื่องราวอัปยศอดสูทำเอาเจ้าเมืองหลี่โกรธจนแทบจะกระอักเลือด ขุนนางทั้งหลายพากันประณามเขา ฎีกาหลายฉบับส่งตรงไปหาฮ่องเต้ให้ยุติการหมั้นหมายนี้ลง ตัวเขาเองที่เป็นบิดาก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ไหนเลยจะมีใครคิด ไม่เพียงฮ่องเต้ไม่เอ่ยปากทัดทาน หากแต่ทรงกริ้วเหล่าขุนนางที่ร้องเรียนหน้าท้องพระโรง ออกว่าราชการยังไม่เสร็จก็สะบัดแขนเสื้อจากไป
ชายวัยกลางคนรู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนใบ้ที่กินหวงเหลียน* เขาน่ะหรืออยากให้ตัวไร้ค่าอย่างนางลูกไม่รักดีแต่งเข้าราชวงศ์ ตัวไร้ค่าอย่างนางแค่พูดถึงก็ให้สะอิดสะเอียนเต็มที แค่นางอยู่ในตระกูลของเขาก็ทำให้วงศ์ตระกูลแปดเปื้อนไม่รู้เท่าไหร่ ถูกขับไล่ออกไปไกลๆ ตา ให้ผู้คนลืมเลือนเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว
แรกเริ่มก็เป็นเพราะพระประสงค์วัยเยาว์ขององค์ชายรองที่มาขอหมั้นหมายหลี่หลิงเฟิ่ง ไม่อย่างนั้นด้วยฐานะต่ำต้อยของนางน่ะหรือจะมีวาสนาได้เป็นถึงว่าที่พระชายาแห่งแว่นแคว้น
ทว่า ฮ่องเต้กลับส่งสารให้หลี่หลิงเฟิ่งเข้าเฝ้า พร้อมทั้งให้นางเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงกับองค์ชายรองเพื่อกระชับความสัมพันธ์
นี่มันเรื่องบ้าอันใด เป็นที่รู้กันไปทั่วว่าลูกสาวคนนี้ของเขาไม่เป็นแม้กระทั่งพลังยุทธ์ แล้วจะให้นางเข้าร่ำเรียนอย่างไร ฮ่องเต้ว่างเกินไปจึงหาเรื่องมาทำให้ทั้งราชวงศ์และตระกูลหลี่อับอายขายหน้าเช่นนั้นหรือ
หลี่จ้งใช้เวลาเพียงสามวันเดินทางกลับบ้าน เมื่อกลับถึงจวนเรื่องแรกที่เขาสั่งการคือให้คนไปรับตัวหลี่หลิงเฟิ่ง แต่เขากลับไม่คาดคิดเลยว่าน้องชายและคนของภรรยาจะล่วงหน้าไปก่อนแล้ว และได้ทำเรื่องให้บานปลายเข้าไปใหญ่
คืนนั้นจวนตระกูลหลี่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย หลี่จ้งโมโหไม่ยอมร่วมหลับนอนกับภรรยาเอก ขลุกตัวอยู่แต่ในห้องหนังสือทั้งคืน ดรุณีน้อยเยาว์วัยอาภรสีขาวนางหนึ่งทักท้วงออกมาอย่างไม่พอใจ “ท่านแม่ ไยจึงต้องรีบรับนางกลับมากันเล่า”
โจวชิงหรานมองหลี่หรูอี้ บุตรสาวอันเป็นที่รัก มือที่แอบไว้ในชายแขนเสื้อสั่นระริก สายตารักใคร่ที่มักจะปรากฏในช่วงเวลาปกติพลันแผ่กลิ่นอายเย็นชาขึ้น ตวัดมองบุตรสาวอย่างไม่พอใจ “หลี่เฟยหยางไปตามนางร่วมเดือนแล้วยังไม่มีข่าวสารอันใดให้เห็น ไม่รู้ว่าสองคนนั้นรวมหัวคิดจะทำอันใดกันอยู่ ลากตัวเด็กเวรนั่นกลับมาก่อนพิธีปักปิ่น เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”
หากพวกนั้นต้องการหลีกเลี่ยงการทำพิธีแล้วใส่ไคล้ขึ้นมา นางไม่ต้องแบกรับข้อครหาว่าเป็นแม่เลี้ยงใจทรามหรอกรึ อีกอย่าง หากสามารถควบคุมเด็กนั่นให้อยู่ในกำมือเสียแต่เนิ่นๆ ถึงจะเป็นการดีต่อพวกนางแม่ลูก
“ตัวไร้ค่า ไร้ยางอายอย่างหลี่หลิงเฟิ่งมีอะไรดี ทำไมถึงถูกใจองค์ชายรองได้” หลี่หรูอี้ส่งเสียงฮึดฮัด นางไม่ยอมขยะอย่างหลี่หลิงเฟิ่งถือดีอย่างไรมาเทียบเคียงองค์ชายรอง
“อี้อี้!” โจวชิงหรานเอ่ยปราม “ระวังคำพูดด้วย อย่าให้ท่านพ่อของเจ้าได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกจากปากเจ้าเป็นอันขาด”
หลี่หรูอี้ตัดพ้ออย่างไม่ยินยอม “ท่านพ่อได้ยินแล้วอย่างไร คนทั้งแคว้นต่างก็รู้ว่านางเป็นตัวไร้ค่าของตระกูล เพราะนาง ทำให้บรรดาพี่หญิงน้องหญิงตระกูลอื่นดูถูกพวกเราตระกูลหลี่ ไล่นางออกไปให้พ้นๆ ก็ดีอยู่แล้ว นี่มันอะไรกัน อยู่ดีๆ ถึงอยากรับนางกลับมา” พี่ชายใหญ่ไปรับนางเศษสวะนั่นกลับมาก็ทำเอานางหงุดหงิดมากแล้ว ท่านแม่ยังให้ท่านอาสามไปรับนางกลับมาอีก สำคัญตัวผิดไปหรือไม่
“อี้อี้ เจ้าจะสนใจนางไปทำไม นางเป็นเพียงวัชพืชที่มาอยู่ในตระกูล สักวันต้องกำจัดทิ้ง เจ้าเป็นคุณหนูคนสำคัญพลังยุทธ์โดดเด่นของเมืองหลี่ แล้วจะไปให้ค่าคนต่ำต้อยเช่นนั้นทำไม”
“แต่ว่า...” ใจของหลี่หรูอี้ไม่ยินยอม
“ในเมื่อแม่เคยไล่นางออกไปได้ครั้งหนึ่ง ย่อมไล่นางออกไปได้เป็นครั้งที่สอง อย่าลืมสิ แม่ของเจ้าเป็นนายหญิงใหญ่แห่งจวนนี้ นางกลับมาแล้วจะอยู่อย่างมีหน้ามีตาหรือไม่ นั่นก็ไม่แน่”
“ถ้าเกิดนางไม่ต้องกลับมาอีกเลยก็คงดีกว่านะเจ้าคะ” หลี่หรูอี้โพล่งออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อรู้ว่าตนเองพูดเสียงดังเกินไปจึงรีบยกมือปิดปากแน่นสนิท
โจวชิงหรานส่ายหน้า ไม่ใช่นางไม่เคยคิด เรื่องมาถึงขั้นที่ท่านพี่เอ่ยปากด้วยตนเอง ถ้าเกิดมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างทาง นางคงต้องถูกสามีตนเองระแวงสงสัย อาจถึงขั้นเบื่อหน่ายนางก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นไม่เพียงแค่หลี่หลิงเฟิ่งกลับบ้าน ยังต้องกลับมาอย่างปลอดภัยด้วย
ได้แต่หวังว่านายท่านสามและบ่าวคนสนิทจะได้รับข่าวทันท่วงที
“คู่หมั้นหรือ” โจวชิงหรานเอ่ยอย่างเย็นชา “ไม่นึกเลยว่า...แค่ต่อเวลาหายใจให้สามปี กลับไม่เจียมตัวใช้ชีวิตอย่างสงบในชนบท ริอ่านเป็นหงส์ ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำ...หึ...ข้าจะรอดูว่าเมื่อกลับมาแล้วเจ้าจะเป็นหงส์หรือเป็นไก่ คอยดูว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร เจ้าไม่โชคดีเช่นนี้อีกเป็นแน่”
ทางด้านหลี่หลิงเฟิ่งนั้นไม่ได้รับรู้อะไรด้วยเลย นางเดินนวยนาดไปนั่งตรงเก้าอี้ปีกซ้ายที่ยังว่างอยู่ ไม่แม้แต่จะชายหางตามองผู้มีศักดิ์เป็นอาสามของนางแม้แต่น้อย ท่าทางเหมือนเด็กไร้คนอบรมบ่มนิสัย “คุณหนูห้า”
หลี่หลิงเฟิ่งยกมือรับถ้วยชาจากเสี่ยวเซียงขึ้นมาจิบเบาๆ หลูหมิ่น คนสนิทของโจชิงหรานและหลี่เชา นายท่านสามตระกูลหลี่ขมวดคิ้วมุ่น ความรังเกียจฉายชัดในแววตา
“เศษขยะ” หลี่เชาเห็นเช่นนี้ ภายในใจเกิดความไม่พอใจถึงกับก่นด่าหญิงสาวออกมาตรงๆ
สตรีที่กำลังลิ้มรสชาชะงักไปชั่วครู่ บรรยากาศในห้องโถงพลันเย็นเยียบลงทันที เหล่าผู้ติดตามที่ยืนอยู่ข้างหลังสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
หลี่หลิงเฟิ่งมองประเมินหลี่เชาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก น้ำเสียงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ดังขึ้น “ท่านอาสาม”
หลี่เชาเห็นหลี่หลิงเฟิ่งมองประเมินตนเองอย่างเปิดเผยเช่นนี้ยิ่งทำให้เขาเดียดฉันท์ขึ้นไปอีก เด็กบ้านนอกไร้ซึ่งคนอบรมมารยาทจะดีได้สักแค่ไหน เทียบไม่ได้สักครึ่งส่วนของหลานอี้อี้เลยด้วยซ้ำ นอกจากหน้าตาสะสวยมากกว่าหน่อย ก็ไม่มีสิ่งใดดึงดูดบุรุษเพศได้ ใบหน้าของหลี่เชาพลันปรากฏแววดูแคลนสะอิดสะเอียนอย่างปิดไม่มิด
เดิมทีทุกคนต่างลืมสัญญาหมั้นหมายครั้งนั้นไปแล้ว ปีนี้องค์ชายรองอายุครบยี่สิบปี สมควรแก่การเลือกเฟ้นพระชายา พวกเขาหมายจะส่งหลี่หรูอี้ขึ้นครองตำแหน่ง นึกไม่ถึงว่าองค์ชายรองยังทรงระลึกถึงนาง บอกกล่าวกับฮ่องเต้เรื่องการหมั้นหมายเมื่อครั้งยังเยาว์ ส่งผลให้มีราชโองการเรียกตัวหลี่หลิงเฟิ่งเข้าเฝ้า
หลูหมิ่นที่ยืนอยู่ข้างๆ นั้นไม่เหมือนกัน เขามองหลี่หลิงเฟิ่งราวกับมองศัตรูคู่อาฆาต แววตาเหยียดหยันแสดงออกโจ่งแจ้งไม่เก็บงำซ่อนเร้นไว้แม้เพียงนิด
ชายหนุ่มพูดอย่างแค้นเคือง สืบเท้าเข้ามาใกล้หลี่หลิงเฟิ่ง “คุณหนู ท่านควรมีสัมมาคารวะต่อผู้อาวุโส ถึงแม้ฮูหยินสามจะเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่ท่านจะลืมวิธีการเคารพผู้ใหญ่หรอกกระมัง กิริยาไร้หัวนอนปลายเท้าถึงเพียงนี้ ทำให้คนอยากจะอาเจียน ไม่ต้องไปถึงตำแหน่งพระชายาเลย ต่อให้จวนเจ้าเมืองก็มิอาจยอมรับคนไร้การศึกษา...”
ตึง!
พูดไม่ทันจบ ขาทั้งสองข้างพลันอ่อนแรง รู้สึกถึงความเจ็บแปลบบริเวณข้อพับ ครั้นก้มไปมองพลันสบเข้ากับถ้วยชากลิ้งหลุนๆ อยู่ด้านข้าง
ทั่วทั้งห้องโถงเงียบกริบทันที ทุกคนต่างมองหลูหมิ่นที่คุกเข่าลงตรงหน้าหลี่หลิงเฟิ่งด้วยความตื่นตะลึง
ท่ามกลางบรรยากาศกระอักกระอ่วน มีเพียงหลี่หลิงเฟิ่งนวดข้อมือขวามองหลูหมิ่นด้วยหางตา “คนที่ต้องทำความเคารพสมควรเป็นเจ้า ข้าอนุญาตให้เจ้าพูดรึ ถึงมีปากมีเสียงในที่นี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น กล้าดียังไงมาชี้หน้าด่าเจ้านาย ไม่รู้จักประมาณตน ซ้ำยังไม่รู้ฟ้าสูงดินต่ำ”
หญิงสาวส่งเสียงเยาะเย้ยออกมา “ดูท่าฮูหยินใหญ่จะสั่งสอนคนใต้อาณัติออกมาได้ดี ถึงขั้นสามารถกดข่มคุณหนูของจวนได้เช่นนี้ น่านับถือจริงๆ”
“โอหัง!” หลี่เชาตบโต๊ะ ลุกขึ้นยืนชั่วพริบตาร่างชายวัยกลางคนพรุ่งพรวดมาหยุดยืนตรงหน้าหลี่หลิงเฟิ่งด้วยความโกรธเกรี้ยว หมายจะเห็นความหวาดกลัวให้แววตาตัวไร้ค่า แต่เขากลับต้องนึกแปลกใจเมื่อเห็นแววตาสนุกสนาน ไม่ผิด เป็นแววตานึกสนุก มองพวกเขาราวมดปลวก นี่...
ตึง!
“โอ้” หลี่หลิงเฟิ่งทำท่าทางผงะถอยหลังหนึ่งจังหวะอย่างแนบเนียน “เหตุใดท่านอาถึงลงไปคุกเข่าอีกคนเล่า ท่านคารวะขออภัยข้าเช่นนี้ ไม่พอใจอันใดต่อข้าใช่หรือไม่” เพลิงโทสะหลี่เชาลุกโหม เขาน่ะหรือคุกเข่าขอขมานาง เห็นได้ชัดว่ามีคนลอบทำร้ายเขาต่างหาก!
“ไยท่านทำถึงเพียงนี้ แค่คำพูดไม่รู้จักคิดของบ่าวรับใช้คนหนึ่ง ยังไม่ถึงคราให้ท่านต้องออกโรงปกป้องเลยสักนิด หลานสาวคนนี้แค่สั่งสอนเขาแทนฮูหยินใหญ่เท่านั้น ท่านทำเช่นนี้จะไม่เป็นการสาปแช่งให้ข้าตายไวขึ้นหรอกหรือ” น้ำเสียงตกใจเกินกว่าเหตุดังขึ้นไม่ขาดสาย
สายตาตกตะลึงทั้งหมดย้ายไปยังร่างของหลี่เชาอย่างรวดเร็ว ความเงียบอันผิดวิสัยชวนขนหัวลุก เหล่าผู้คุ้มกันไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นได้แต่ยืนนิ่งไม่กล้าขยับเขยื้อน
หลี่เชาคุกเข่าเป็นเวลานานก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้น น้ำเสียงหลี่หลิงเฟิ่งพลันเปลี่ยนเป็นราบเรียบอีกครั้ง “ท่านอาสาม ท่านหมายจะให้ทำให้หลานคนนี้ลำบากใจใช่หรือไม่”
อันใด? เขานี่นะไม่อยากลุกขึ้น ทำให้นางลำบากใจน่ะรึ เขาทำแน่! แต่ไม่ใช่การลดศักดิ์ของตนเองคุกเข่าต่อหน้านางเด็กขยะนี่ ประกายสังหารแผ่ออกมาจากสีหน้าอย่างแจ่มชัด
“เจ้าทำอันใดข้า!” หลังจากน้ำเสียงเพลิงพิโรธแผ่ออกมาจากหลี่เชา ทุกคนมองหลี่เชาอย่างประหลาดใจระคนงุนงง ครั้นเขาสัมผัสถึงบรรยากาศภายในห้อง สีหน้าพลันมืดครึ้มลง
“ตัวไร้ค่าอย่างเจ้าไม่มีปัญญาเล่นงานข้าได้หรอก” หลี่เชาละล่ำละลักแก้ตัว พยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ขาทั้งสองข้างไม่ขยับเลยสักนิด! พลังมหาศาลกดตัวเขาจนไม่อาจขยับได้ “ใครกัน! เจ้าลูกเต่าที่ไหนมันกล้าลอบทำร้ายข้า ไสหัวสารเลวของเจ้าออกมาซะ”
หรือจะเป็น... “หลี่เฟยหยาง! อย่าให้มันมากไปนัก ถึงเจ้าจะเป็นนายน้อยตระกูล แต่ก็ยังไม่ใช่ผู้นำตระกูล ทำแบบนี้ไม่คิดว่าเกินไปหน่อยหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งที่ก้มตัวลงหมายจะดึงหลี่เชาให้ลุกขึ้นพลันชะงักค้าง เลิกคิ้วโก่งงอขึ้น จากนั้นยืดตัวขึ้นยืนนิ่งดังเดิม ก้าวออกไปหยุดตรงหน้าหลูหมิ่นแทน
“เสี่ยงเซียง” เอ่ยเรียกสาวใช้แผ่วเบา นิ้วชี้เรียวยาวชี้หน้าหลูหมิ่น “ตบปาก”
“เจ้ากล้า!” เสียงตะโกนตื่นตระหนกดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝ่ามือกระทบผิวหน้า
เพียะ!
สาวน้อยตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดหวั่น ตั้งแต่ถูกขายมาเป็นข้ารับใช้ นางไม่เคยตบตีใครมาก่อน นางถึงกับ...ถึงกับตบคนสนิทข้างกายฮูหยินใหญ่ สาวน้อยแทบลมจับ มือข้างที่ใช้ตบสั่นระริกไม่หยุด
“เจ้า!” หลูหมิ่นไม่อยากจะเชื่อสายตา ชั่วชีวิตไม่เคยโดนสตรีตบสั่งสอนมาก่อน นางถึงกลับกล้าสั่งคนให้ตบข้า บ้าบิ่นเกินไปแล้ว
“หยุดทำไม ถ้าข้าไม่สั่งให้หยุด เจ้าห้ามหยุด!” จำใส่สมองเจ้าไว้ ใครมันว่าร้ายข้า ไม่เคยมีผลลัพธ์ที่ดี
“เจ้าค่ะ”
เพียะๆๆๆๆ
“หลี่หลิงเฟิ่ง! พวกเจ้าสองพี่น้องมันชักจะมากเกินไปแล้ว เรื่องในวันนี้ข้าต้องรายงานให้พ่อของเจ้ารู้ คอยดูกันว่าพวกเจ้ายังโอหังอันใดได้อีก!” คำพูดโกรธเกรี้ยวเล็ดลอดออกมา แววตาอัดแน่นไปด้วยความคับแค้นใจ เขาอยากจะฆ่าพวกมันให้ตายตกตามกันไปทุกคน
“ท่านกล่าวล้อเล่นอันใด พี่ชายข้านอนรักษาตัวอยู่ในห้องตลอดมา จะมีเรี่ยวแรงมาทำร้ายท่านได้อย่างไร” มาถึงตรงนี้สีหน้าหญิงสาวพลันเยียบเย็น มือสองข้างกอดอกหลวมๆ ก้มมองหลี่เชาที่ยังคุกเข่าอยู่ เหล่าผู้คุ้มกันเห็นท่าทีเช่นนั้น รีบรุดเข้ามาช่วยดึงผู้เป็นนายสุดกำลัง อาจเป็นเพราะออกแรงช่วยกันหลายคน ทันใดนั้นหลี่เชาก็ลุกขึ้นยืน ทำให้เหล่าผู้คุมทั้งหมดและหลี่เชาล้มทับกันระเนระนาดสภาพดูไม่ได้
“เจ้า...นางเด็กเวร เจ้าจงใจใช่หรือ” หลี่เชาที่ร้องโอดโอยกุมบั้นท้ายอยู่บนพื้น ตวัดสายตาขึ้นมามองหลี่หลิงเฟิ่งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“เหอะๆ” หญิงสาวไม่สนใจ หยิบถ้วยชาถ้วยใหม่ รินน้ำชาด้วยท่าทีสบายอกสบายใจ ละเมียดละไมลิ้มรสรสชาใหม่ที่ได้มาจากหูซานเมื่อไม่นานมานี้
“นี่ท่านด้อยความสามารถ ขนาดคนไร้พลังยุทธ์อย่างข้ายังข่มเหงท่านได้น่ะหรือ” คำพูดของหลี่เชาที่กำลังก่นด่าพลันชะงักค้าง “นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ตลกที่สุดเท่าที่ข้าได้ยินมาเลยนะ”
“ท่านอา ท่านช่างมีความสามารถไม่เหมือนใคร ข้าขอคารวะ” ความชื่นชมเผยออกมาจากแววตานาง ยกถ้วยชาขึ้นสูงก่อนจะดื่มรวดเดียวหมดจอก
มุมปากหลี่เชากระตุกไม่หยุด ใบหน้าบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ “เหิมเกริม เหิมเกริมยิ่งนัก พี่ใหญ่มีลูกอย่างเจ้านับว่าอัปยศอดสู วงศ์ตระกูลคงได้ล่มสลายที่รุ่นนี้แล้ว เจ้ามันตัวหายนะ”
ปัง!
“เจ้าน่ะสิตัวหายนะ” พลังยุทธ์สีแดงพวยพุ่งกระแทกใส่หลี่เชาตัวปลิวติดขอบเก้าอี้ สีหน้าบุรุษวัยกลางคนซีดเผือดลง เหล่าผู้คุ้มกันได้แต่อ้าปากค้าง นอนนิ่งไม่ขยับราวกับตาย
เมื่อครู่...ขอเพียงออกแรงอีกนิด เขาคง...
“เจ้า...เจ้าเป็นใคร” ความหวาดหวั่นไม่มีที่สิ้นสุดผุดขึ้นกลางใจ เขายกมือลูบหน้าอกโดยไม่รู้ตัว
“ข้าเป็นใครน่ะหรือ” ชายชราย่างสามขุมมายืนเบื้องหน้าหลี่เชา “ข้าก็คือปู่ทวดของทวดของทวดของทวดยายเทียดของเจ้าอย่างไรเล่า”
อัปยศอดสูอันใด วงศ์ตระกูลล่มสลายเกี่ยวอะไรกับศิษย์น้องของเขา เหลวไหลทั้งเพ
*คนใบ้ที่กินหวงเหลียน หมายถึง สมุนไพรจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีรสชาติขม แต่เพราะเป็นคนใบ้จึงไม่สามารถบอกใคร ได้แต่เก็บความทุกข์อยู่ในใจ แต่พูดไม่ออก
ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา
ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง
หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ
หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ
กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง
ด้วยความไม่รู้เหนือใต้ออกตก ทุกคนได้ย่างเข้ามาในพื้นที่อันตรายที่สุดในเขตหวงห้ามเสียแล้ว รวมทั้งหลี่หลิงเฟิ่งเองด้วย หญิงสาวพบว่าบรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด แม้แต่เสียงใบไม้กระทบกับลมก็ยังไม่มีให้ได้ยิน ราวกับไร้จุดหมาย ดูเหมือนว่านางเพียงแค่เดินเตร็ดเตร่มาหลายเค่อเท่านั้น หากแต่หลี่หลิงเฟิ่งระวังตัวมา
ยาลูกกลอนที่เพิ่งหลอมเสร็จหอมกลุ่นกระทบจมูกของทุกคน ผู้คนต่างลุ้นว่าโอสถในมือของผู้อาวุโสสามคือยาลูกกลอนอะไรผู้อาวุโสสามยิ้มอย่างภาคภูมิ ค่อย ๆ คลายมือออก สีขาวขุ่นปรากฏบนสายตา “ยาลูกกลอนอายุวัฒนะ!”“อืม ยาลูกกลอนอายุวัฒนะสิบเม็ด ใช้ได้เจ็ดเม็ด ขั้นสามสี่เม็ด ขั้นเจ็ดอีกสามเม็ด” รองเจ้าสำนักตรวจสอ
“อ่ะแฮ่ม...ไม่ว่าการประลองครั้งไหนก็ตัดสินที่ความสามารถเสมอ สำนักแพทย์โอสถเรายังไม่ถึงต้องให้ผู้อื่นมาตัดสินแทนหรอก” ผู้คนโดยรอบไม่มีใครกล้าส่งเสียงสักคน หรงอู่ซาบซึ้งใจน้ำตาแทบไหล เวลานี้เทิดทูนหลี่หลิงเฟิ่งยิ่งกว่าเจ้าสำนักเสียอีก ตั้งแต่นั้นมารอยยิ้มบนใบหน้าหุบไม่ลงอีกต่อไปครบหนึ่งชั่วยาม ผู้ชน
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าเป็นเวลานานมากแล้ว ภาพยามค่ำคืนควรปรากฏอยู่ในสายตา ทว่าที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยแสงแดดอ่อนสว่างนวลราวแดดยามเช้า ลมหนาวเย็นยะเยือกถึงกระดูกพัดผ่านตัวนางที่นอนเหยียดแขนขาบนเก้าอี้หวายใต้ต้นท้อเป็นครั้งคราว ด้านข้างของนางเป็นสระหยกเย็นที่อบอวลไปด้วยพลังไอปราณบริสุทธิ์







