Home / รักโบราณ / ชายาอสรพิษ / กลับสู่จุดเริ่มต้น 3

Share

กลับสู่จุดเริ่มต้น 3

last update publish date: 2024-12-25 19:25:07

พลังเช่นนี้...ความรู้สึกกดดันเช่นนี้...ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลอมรวม ซ้ำยังสูงกว่าเขาอีกหนึ่งขั้น เมื่อครู่ผู้ลอบเล่นงานเขาไม่ใช่สองพี่น้องคู่นั้้น เป็นชายชราผู้นี้แน่นอน เป็นเขาที่กดข่มพลังคนทั้งหมดไว้ เป็นเขาที่บังคับให้ข้าคุกเข่า...

หลี่เชาสูดหายใจลึก รู้สึกได้ถึงความตายที่กำลังมาเยือนถึงหน้าประตู

“ท่าน...ท่านกับข้า...พวกเราไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน เหตุใดจึงตั้งตนเป็นปรปักษ์ ลอบทำร้ายกันเล่า” ความเงียบปกคลุมทั่วบริเวณ ไม่มีเสียงตอบรับเล็ดลอดออกมา มีเพียงเสียงดังอั่กทีหนึ่ง เลือดสีแดงสดพุ่งกระฉูดเลอะพื้นกระเด็นมาจนถึงจุดที่หลี่หลิงเฟิ่งยืนอยู่

พลั่ก พลั่ก พลั่ก

ท่ามกลางการชะงักค้างของทุกคน พลังสีแดงพุ่งไปรอบด้านไม่ขาดสาย เหล่าผู้คุ้มกันเหมือนเป็นง่อยเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงตอบโต้ ได้แต่นอนโอดโอยบนพื้นโถงรับรองอันเย็นเฉียบ เพลิงพิโรธของหูซานยังคงไม่มอดดับลงง่ายๆ หันไปเล่นงานหลี่เชาที่นอนพะงาบๆ อยู่บนพื้นไร้เสียงตอบโต้

“ช้าก่อน” หลี่หลิงเฟิ่งรีบร้องปรามเมื่อเห็นท่าไม่ดี

“ท่านจะฆ่าใครข้าไม่สน แต่อย่าให้คนพวกนี้มาตายในบ้านของข้าเป็นอันขาด” หลูหมิ่นซึ่งเวลานี้ปากชาไปหมดเพิ่งได้สติคืนมา มองทั้งสองด้วยสายตาเบิกโพลง เขาพลันรู้สึกดีใจขึ้นมาที่แค่โดนสาวใช้ของสตรีอำมหิตผู้นี้ตบหน้า หาไม่แล้ว เขาคงตายไปไม่รู้กี่ร้อยรอบ

หูซานยังคงทำหูทวนลม ไม่ได้ยินวาจาของหลี่หลิงเฟิ่ง ปล่อยพลังหลายสายออกมาอย่างต่อเนื่อง ผู้คุ้มกันสองสามคนที่ทนแรงปะทะไม่ไหว นอกจากไม่อาจส่งเสียงขอความเมตตาใดๆ ได้แล้ว ตาสองข้างยังไม่สามารถลืมขึ้นมาได้อีก เสียงดังอั่กเบาๆ เสียงหนึ่งดังขึ้น ก่อนจะคอพับไร้ลมหายใจ

ช่วงสายวันที่แดดจ้า ท้องฟ้าเปิด บ่งบอกถึงวันที่สดใสวันหนึ่ง ในเรือนซอมซ่อแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดขัดกับบรรยากาศภายนอกโดยสิ้นเชิง

คนที่เหลือมองหูซานอย่างหวาดผวา ราวกับภูตผีปีศาจเยื้องย่างขึ้นมาบนโลกหมายเอาชีวิตของพวกเขา หลี่เชาตาเหลือกด้วยความหวาดกลัวสุดขีด หลงระเริงคิดไปว่าไม่มีใครกล้าทำร้ายเขา ด้วยอิทธิพลของตระกูลต่อให้ใช้อำนาจบาตรใหญ่แค่ไหน คนทั้งหลายในเมืองนี้ต้องกริ่งเกรงอำนาจของเขาอย่างแน่นอน

แต่บุรุษผู้นี้เป็นใคร ถึงกับกล้าลงมือทำร้ายนายท่านสามแห่งตระกูลหลี่อย่างโจ่งแจ้ง ไม่รู้ไปกินใจหมีดีเสืออะไรเข้า ถึงกับไม่รักตัวกลัวตายเยี่ยงนี้

“ยอดฝีมือท่านนี้ โปรดละเว้นพวกข้าเถิด ท่านอาจจะไม่รู้ว่าพวกเราเป็นคนของจวนเจ้าเมืองตระกูลหลี่ซึ่งปกครองพื้นที่แถบนี้ทั้งหมด วันนี้พวกข้าเพียงมารับคุณชายใหญ่และคุณหนูห้ากลับจวนเท่านั้น หากท่านหยุดมือลงตอนนี้ พวกข้าจะไม่ถือสาหาความอันใดกับท่าน”

เพียะ!

“ใครอนุญาตให้เจ้าพูด” พลังขุมหนึ่งจากหูซานกระทบเข้าที่หน้าหลูหมิ่นอย่างแรง ไม่อาจประเมินความเจ็บปวดได้เลยว่า ระหว่างแรงตบจากพลังยุทธ์และฝ่ามือธรรมดา อันไหนจะเจ็บปวดกว่ากัน

“ตระกูลหลี่ ฮึ” หูซานแค่นเสียงหัวเราะหยัน “ข้าต้องเกรงกลัวด้วยรึ ต่อให้ฮ่องเต้มาเอง ก็ไม่อาจช่วยพวกเจ้าได้”

เพียะ!

“ข้ารังแกพวกเจ้า แล้วจะทำไม” เสียงตบดังขึ้นอีกฉาด หลูหมิ่นร่ำร้องอยู่ในใจ ชายแก่คนนี้เสียสติไปแล้วเป็นแน่ ถึงขนาดได้ยินชื่อตระกูลหลี่ยังไม่เกรงกลัวสักนิด

“ดี!” หวังซีที่ไม่รู้ว่าปรากฏตัวยืนอยู่ข้างหลี่หลิงเฟิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ โพล่งออกมาอย่างได้ใจ คนของสำนักแพทย์โอสถ ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใคร ไม่เคยหวั่นเกรงอำนาจใด ฆ่าพวกเขาให้ตายเสียยังดีกว่าต้องลดศักดิ์ศรีลงมานอบน้อมต่อผู้อื่น

“ท่านหมอหู ได้โปรดหยุดมือ” หลี่่หลิงเฟิ่งที่ตอนแรกชมเรื่องสนุกอยู่นอกวง ร้อนรนขึ้นมาจริงๆ แล้ว เฒ่าทารกไม่ฟังคำของนางเลย

“ศิษย์พี่” หูซานที่หงุดหงิดเป็นทุนเดิม ไม่เพียงไม่หยุดมือ ซ้ำยังลงมือดุดันมากขึ้นไปอีก เขาโมโหคนพวกนี้ที่กล้าดูถูกหลี่หลิงเฟิ่ง ดูถูกนางก็เหมือนดูถูกสำนักแพทย์โอสถ

แต่ที่ทำให้เขาไม่พอใจยิ่งกว่าคือสตรีดื้อด้านนางนั้นเอาแต่เรียกเขาว่าท่านหมอบ้างล่ะ ผู้อาวุโสบ้างล่ะ หรือแม้กระทั่งชื่อนางก็เรียกมาแล้ว ทว่า ไม่เคยเรียกศิษย์พี่เลยสักครั้ง

“หูซาน ท่านหยุดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นเขาได้ตายจริงๆ แน่” หญิงสาวปวดหัวหนัก ไม่คิดว่าเรื่องจะบานปลายถึงเพียงนี้ นางเพียงต้องการสั่งสอนคนพวกนั้นนิดหน่อยจึงไม่ห้ามปรามการละเล่นของชายชรา แต่ไม่ได้หมายความว่านางอยากจะให้คนนี้พวกนี้ตายตอนนี้สักหน่อย

สมองของนางยังใช้การได้ดี จะนำเรื่องเดือดร้อนมาสู่ตัวทำไม

“ศิษย์พี่” เสียงไม่สบอารมณ์ดังขึ้นอีกครั้ง

“อันใด?” หลี่หลิงเฟิ่งงุนงงเหมือนว่าพวกนางจะสื่อสารกันคนละเรื่องหรือไม่

“เรียกข้าว่าศิษย์พี่ แล้วข้าจะหยุด”

หลี่หลิงเฟิ่งกลอกตามองฟ้า ตาแก่น่าตายผู้นี้ยังจะมาทำตัวเป็นเด็กๆ ในเวลาเช่นนี้ได้ หญิงสาวไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยายได้อีกแล้ว “ศิษย์พี่ หยุดมือเถิด เกิดเขาตายขึ้นมา คนที่เดือดจะเป็นข้านะ ท่านทำใจทำร้ายข้าได้ลงหรือ”

น้ำเสียงออดอ้อนดังขึ้นข้างหูหวังซี ร้อยยิ้มแข็งค้างราวคนพิกลพิการติดบนริมฝีปาก มองหลี่หลิงเฟิ่งเปลี่ยนจากสีหน้าร้อนรนเป็นเอาอกเอาใจภายในพริบตา วันนี้เขาได้เรียนรู้ อาจารย์อานอกจากจะเป็นอัจฉริยะด้านโอสถ ยังเป็นอัจริยะด้านอารมณ์อีกด้วย นางสามารถยืดได้หดได้ดังใจสั่ง นี่แหละหนาความแตกต่างระหว่างชายหญิง

“เฮอะ ถือว่าวันนี้พวกเจ้าโชคดี” หูซานมองดูผลงานตนเองอย่างพึงพอใจรอบหนึ่ง ก่อนหิ้วปีกหลี่เชามาหาหลี่หลิงเฟิ่งด้วยท่าทางระริกระรี้

“เป็นอย่างไร เห็นความเก่งกาจของศิษย์พี่หรือยัง” โยนร่างของหลี่เชาไปไว้ข้างๆ หลูหมิ่นที่ยังคงคุกเข่าอยู่ จากนั้นหัวเราะร่ากล่าวด้วยน้ำเสียงยินดีปรีดา

หวังซีหลับตาลงอย่างอับอาย ทำเพื่อศักดิ์ศรีอันใดกัน อาจารย์ของเขาเพียงแค่ต้องการโชว์ศักยภาพให้คุณหนูห้าได้ชมก็เท่านั้น

เมื่อกี้คุณหนูห้าเรียกชายชราผู้นี้ว่าอะไรนะ ศิษย์พี่? นางถึงกับมีสหายเป็นยอดฝีมือ แถมฐานะของนางในใจท่านผู้นั้นไม่ใช่แค่ผิวเผินอีกด้วย หลูหมิ่นมองร่างไร้สติของหลี่เชาถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่

หลี่หลิงเฟิ่งนิ่งค้างเป็นนาน นี่ใช่อาการเห่อของใหม่หรือไม่

หญิงสาวไม่สนใจเสวนากับหูซาน นั่งลงบนเก้าอี้ดังเดิม พร้อมกันนั้นยังแอบตรวจสอบชีพจรหลี่เชาไปด้วย รอยยิ้มน้อยๆ ที่เพิ่งประดับบนใบหน้างดงามพลันแข็งเกร็ง อดชื่นชมความแข็งแกร่งของชายชราไม่ได้ อย่าเห็นว่าเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นหลวมรวมเพียงอย่างเดียว แต่เขามีขุมสมบัติที่ผู้อื่นไม่มี นั่นคือยาลูกกลอนผสานกาย รวมไปถึงยาสมุนไพรและยาลูกกลอนอื่นๆ ที่เพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายไว้ในครอบครอง เพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาเหนือกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเดียวกันเพียงเล็กน้อยแล้ว

หากกล่าวว่าเพียงเล็กน้อยไม่มีผลอันใดมากนัก คงเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ ห่างชั้นยังไงก็ยังห่างชั้น เพียงเล็กน้อยก็ห่างไปไกลอักโข

เห็นว่าหูซานไม่คิดจะทำร้ายหลี่เชาถึงตายจริงๆ ใจที่ค้างเติ่งบนหอคอยจึงสงบลงได้ มองหลู่หมิ่นด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ฮูหยินใหญ่ให้พวกเจ้ามาพบพวกข้า มีเรื่องอันใดจะแจ้งหรือ”

“คุณหนูห้า เดิมทีพวกเราแค่ต้องการมารับท่านและคุณชายใหญ่กลับจวนก็เท่านั้น ไม่คิดเลยว่าท่านจะไร้ไมตรี รังแกพวกข้าไม่เท่าไหร่ แต่ท่านยังกล้าทำร้ายนายท่านสาม” พูดมาถึงตรงนี้ก็หุบปากฉับลงทันใด ค่อยๆ เหลือบมองหูซานอย่างระแวดระวัง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้สนใจตนจึงหลับตากล่าวต่อไป “รังแกพวกข้านั้นเป็นเรื่องเล็ก แต่เป็นเหตุให้นายท่านสามของตระกูลบาดเจ็บ เกรงว่าต่อให้คุณชายใหญ่ออกหน้าปกป้องคุณหนู ก็ไม่อาจหนีความผิดพ้น”

“โอ๋ว” หลี่หลิงเฟิ่งพิจารณาท่าทีหลูหมิ่น สมแล้วที่อยู่ในจวนตระกูลหลี่มานาน รู้จักเอาตัวรอดในสถานการณ์เป็นตายได้อย่างดี เปลี่ยนข้างโดยที่ไม่ต้องคิดให้เหนื่อย คนแบบนี้ไม่สมควรเก็บไว้ข้างกายก็จริง แต่ยังใช้ทำงานได้

“ต้องโทษที่ท่านอาสามไปยั่วโมโหท่านเทพองค์นี้เข้า ถูกตบหน้าทีสองทีก็นับว่าสมควรแล้ว เจ้าว่าถูกต้องหรือไม่” หลูหมิ่นเหงื่อตก มือสองข้างกำเข้าหากัน “สมควรแล้ว สมควรแล้วขอรับ”

คุณหนูห้าผู้นี้ห่างหายหน้าไปเพียงไม่กี่ปี ทำไมจึงเปลี่ยนเป็นคนละคนเช่นนี้ หรือฟ้ากำลังเปลี่ยนทิศ นัยน์ตาของชายหนุ่มร่างท้วมหนักแน่นจริงจังราวกับติดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต

“หากข้าจำไม่ผิด พิธีปักปิ่นจะจัดขึ้นอีกหนึ่งเดือนไม่ใช่หรือ ต่อให้ข้าเดินทางช้าเพียงไรก็คงไม่เกินสิบวัน ยังต้องลำบากพวกเจ้ามารับด้วยตนเองทำไม” น้ำเสียบกระจ่างใสเนิบนาบเพราะเสนาะหู ทว่า เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางหลังหลูหมิ่นเข้าอย่างจัง

“เรื่องนี้...” เมื่อเผชิญกับสายตาสี่คู่จดจ้อง เนื้อตัวพลันสั่นสะท้าน สีหน้าเผยแววลำบากใจปนซีดขาว

“เจ้ามีโอกาสเพียงครั้งเดียว” หลี่หลิงเฟิ่งสามารถยิ้มรับกับทุกสถานาการณ์ได้ แต่ไม่ใช่กับคนที่เปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างหูซาน เขาเกลียดที่สุดคือคนที่ชอบเก็บงำความคิด อ้ำๆ อึ้งๆ ไม่ยอมพูดออกมา

แผ่นหลังหลูหมิ่นเหยียดตรงโดยไม่รู้ตัว “ฮูหยินใหญ่ทราบข่าวว่าคุณชายใหญ่บาดเจ็บสาหัสจากการลอบทำร้าย จึงร้อนใจยิ่งนัก นายท่านสามจึงขานตัวอาสามารับพวกท่านทั้งสองกลับจวนด้วยตนเองขอรับ”

มารับหรือมาคุมตัวกันแน่ ดีไม่ดี เกิดนางโชคร้ายหน่อย มีดไร้ตาอาจเชือดคอนางได้ทุกเมื่อ

“ดูท่าข่าวสารของฮูหยินใหญ่จะไม่ธรรมดา” นอกจากพวกนางและคนร้ายที่รู้เรื่องนี้ ก็มีแต่คนอยู่เบื้องหลังเท่านั้น ดวงตาหลี่หลิงเฟิ่งฉายแววอันตราย ยังมีใครอีกหรือไม่ เรื่องนี้นางจะทำอย่างโจ่งแจ้งไม่ได้เสียแล้ว 

หลี่หลิงเฟิ่งไม่กลัวจับผิดคน แต่นางกลัวจับไม่หมดต่างหาก นางจะทนให้คนที่ทำร้ายพวกนางหนีรอดไปได้อย่างไร

เมื่อขบคิดจนกระจ่าง หลี่หลิงเฟิ่งไม่คิดคาดคั้นหลูหมิ่นอีกต่อไป “เอาล่ะ กลับไปบอกฮูหยินใหญ่ว่าพวกข้ากลับไปทันวันงานแน่นอน อีกอย่างมีคนของพี่ใหญ่และสองคนนี้อยู่ ไม่ต้องห่วงว่าระหว่างทางจะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ข้าจะกลับไปครบสามสิบสองแน่นอน ฮูหยินใหญ่โปรดวางใจ”

หลูหมิ่นมองสีหน้าดูถูกดูแคลนพวกเขาก็ได้แต่ก้มหน้างุด นางมียอดฝีมือเก่งกาจคอยคุ้มกัน ยังจะต้องการพวกเขาอีกหรือ พวกเขานับเป็นตัวอะไรได้

“อ้อ ข้าเกือบลืมไป” นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังร่างที่นอนหายใจรวยรินด้านข้างเขา “พึงรู้ไว้ว่าอะไรควรพูดไม่ควรพูด” พูดเพียงเท่านี้หลี่หลิงเฟิ่งก็ชักมือกลับอย่างช้าๆ มองหลูหมิ่นยิ้มๆ

หลูหมิ่นครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มตอบ “คุณหนูโปรดวางใจ วันนี้มีโจรปล้นหมู่บ้านแถบนี้ นายท่านสามมีคุณธรรมเห็นดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จึงทำให้บาดเจ็บสาหัส ต้องรีบนำตัวกลับไปรักษาโดยด่วนขอรับ” นอกจากสามารถประจบเอาใจคุณหนูห้าได้แล้ว ยังรักษาชีวิตน้อยๆ ของเขาให้อยู่รอดปลอดภัยอีกนาน

ได้ยินดังนั้น หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะร่าอย่างอดกลั้นไม่อยู่ หลูหมิ่นผู้นี้สมควรไปเป็นนักแสดงในโรงละคร ขนาดปั้นน้ำเป็นตัวสีหน้ายังไม่เปลี่ยนสักนิด

คนอย่างหลี่เชาน่ะรึ มีคุณธรรม เหยียบย่ำคนอ่อนแอกว่าน่ะสิไม่ว่า

“เจ้ากล้ากลับดำเป็นขาวเช่นนี้ คน...” วี้ดๆ ขณะที่หลี่หลิงเฟิ่งพูดอยู่นั้น บนท้องฟ้ามีเหยี่ยวตัวหนึ่งโฉบลงมาเกาะหน้าประตูรั้ว หลูหมิ่นหันกลับไปมองด้านนอกพบกับเหยี่ยวส่งสารประจำตระกูล ใบหน้าฉายแววฉงน หากแต่ยกมือทั้งสองข้างประกบเข้าหากัน ไม่นานพลันเกิดเสียงดังขึ้นสองครั้ง เหยี่ยวที่เกาะอยู่บนรั้วบินตรงเข้ามาบริเวณหน้าประตูแทน

“คุณหนูขอรับ มันเป็นเหยี่ยวส่งข่าวของตระกูล เกรงว่ามีเรื่องเร่งด่วนต้องรายงานขอรับ” หลี่หลิงเฟิ่งมองเหยี่ยวที่ยังบินวนเวียนอยู่หน้าประตู ขาข้างหนึ่งมีม้วนกระดาษเล็กๆ ติดอยู่จริงๆ นางพยักหน้าให้หลูหมิ่นเป็นเชิงอนุญาต

เมื่อชายร่างท้วมเปิดอ่านข้อความในกระดาษใบหน้าพลันมืดครึ้ม มองหลี่หลิงเฟิ่งเป็นเวลานาน สุดท้ายส่งกระดาษให้หญิงสาวโดยไม่มีท่าทีอิดออด

‘เปลี่ยนแผน คุ้มกันคน เดินทางกลับโดยเร็วที่สุด’

“ใช่ว่ามีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงหรือไม่” หูซานที่ชะโงกอ่านข้อความบนกระดาษในมือหลี่หลิงเฟิ่ง ถามออกมาอย่างเคลือบแคลง หรือจะเป็นแผนคนพวกนั้น

หลี่หลิงเฟิ่งส่ายหน้า มองหลูหมิ่นราวกับต้องการคำตอบ มีเพียงสายตางงงวยส่งกลับมา คิ้วเรียวยาวขมวดมุ่น ดูท่าจะไม่ได้อยู่ในแผนการเดิมของคนพวกนั้น

“นำไปให้พี่ใหญ่” หลังจากยื่นกระดาษในมือส่งให้เสี่ยวเซียงแล้ว หญิงสาวหมุนตัวออกจากเรือนพร้อมทั้งกำชับหลูหมิ่นเป็นครั้งสุดท้าย “เรื่องในวันนี้รวมถึงอาการบาดเจ็บของพี่ใหญ่ ข้าหวังว่าเจ้าจะปิดมันเป็นความลับ หาไม่แล้ว...” มือขวาของนางยกขึ้นปาดคอตนเอง รังสีอำมหิตแผ่ออกไปโดยรอบ

“ไปกันเถอะศิษย์พี่”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชายาอสรพิษ   กาลเวลา

    ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน

  • ชายาอสรพิษ   สิ้นแล้วค่ายโจร

    ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา

  • ชายาอสรพิษ   เริ่มบุก

    ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง

  • ชายาอสรพิษ   วิชาเนตรลักษณ์

    หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ

  • ชายาอสรพิษ   รู้จักใช้อาคม

    หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ

  • ชายาอสรพิษ   จัดเปลี่ยนของวิถียุทธ์

    กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง

  • ชายาอสรพิษ   ล่อเสือออกจากถ้ำ 2

    วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็ย่างเข้าสู่วันที่ห้าของการฝึกพลังยุทธ์เสียแล้ว เสี่ยวไป๋ที่วันๆ ไม่มีอะไรทำนอกจากเฝ้าหลี่หลิงเฟิ่งที่นั่งฝึกพลังยุทธ์ ก็ทำได้แต่นั่งแทะนอนแทะหินแร่ที่เหลือที่กอบโกยมาจากหออวี้หลิ่วจนเกลี้ยง ในระหว่างที่มันกำลังนอนหมอบอยู่ข้างหญิงสาวนั้น ในที่สุดหลี่หลิงเฟิ่งก็ลืมตา

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • ชายาอสรพิษ   จังหวะของการล่อลวง

    “หึหึ มาดูกันว่าพวกเจ้าจะรอดพ้นเงื้อมมือข้าไปได้หรือไม่” มือขวาของชายวัยกลางคนทำท่าขีดเขียนบนอากาศ กระบี่อ่อนในมือตวัดซ้ายขวา ยันต์สีแดงเพลิงลุกพรึ่บตรงหน้า กระบี่ปลิวออกจากมือ ปักตรึงยันต์เหวี่ยงออกไปยังใจกลางกลุ่มนักฆ่าทั้งห้าคน“ยันต์มรณะ! หลบเร็วเข้า!”คนชุดดำที่ยืนอยู่หน้าสุดตาเหลือกตะโกนบอกเส

    last updateLast Updated : 2026-03-17
  • ชายาอสรพิษ   หอซุนเซียง

    “แม่นางน้อยหากไม่สบายก็ไปหาหมอ อยากจับโจรก็ไปที่ว่าการ ที่แห่งนี้ไม่ต้อนรับสาวน้อยที่ยังไม่ออกเรือนหรอกนะ” สาวงามหน้าประตูสองสามนางรายล้อมสามนายบ่าว หัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน“ดูท่าหลายปีมานี้กิจการของหอซุนเซียงไม่เลวเลย” ทั้งสามชะเง้อคอดูความคึกคักด้

    last updateLast Updated : 2026-03-20
  • ชายาอสรพิษ   ห่อผ้าห่อหนึ่ง

    เสี่ยวมู่หน้าดำคล้ำ ยิ่งเห็นหลี่หลิงเฟิ่งคลึงผลบนไม้สีทองเล่นบนมือ หัวใจดวงน้อย ๆ ยิ่งเจ็บปวด ปิดหน้าร้องไห้กระซิกราวกับอนุภรรยาที่โดนรังแก บั้นท้ายงอนงามเจ็บร้าวระบมฮือ ท่านอยากหาเงิน ทำไมต้องบังคับให้ข้าเบ่งพวกมันออกมาด้วย“เอาล่ะๆ ไว้ข้าจะชดเชยเจ้าทีหลัง&rdqu

    last updateLast Updated : 2026-03-20
More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status