Masukกว่าจะออกจากหอแพทย์โอสถก็ล่วงเลยเข้ายามซวี* ด้านนอกมืดสนิท หลี่หลิงเฟิ่งอ่อนเพลียจนผลอยหลับในรถม้าตลอดทาง ตอนแรกหวังซีเสนอให้นางพักอยู่ที่หอแพทย์เพื่อดูอาการสักหนึ่งคืน รุ่งสางค่อยกลับไปพักฟื้นที่จวน
ทว่า คนร้ายยังคงแฝงตัวอยู่ในหอแพทย์โอสถ ทำให้หลี่เจี้ยนปฏิเสธเสียงแข็ง เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอม หลี่หลิงเฟิ่งเองก็อยากกลับจวนเช่นเดียวกัน จึงได้ปฏิเสธออกไป ก่อนจากมายังได้กำชับหวังซีส่งสมุนไพรบางส่วนสำหรับหลอมยาลูกกลอนมาให้นางจำนวนหนึ่ง
เวลาสามปีแห่งการเก็บตัวของนางผ่านพ้นไปแล้ว ยอดฝีมือแข็งแกร่งมีมากเหลือเกิน หากนางไม่เร่งฝึกพลังยุทธ์ เพิ่มความแข็งแกร่ง ไม่นานนางคงเพลี่ยงพล้ำเข้าสักวัน ไม่เพียงปกป้องคนรอบข้างไม่ได้ ยังไม่มีแม้แต่กำลังจะป้องกันตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยเสียด้วยซ้ำ
เมื่อกลับถึงจวนยังไม่วายถูกหลี่เจี้ยนซักถามเรื่องราวความเป็นมาระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องของนางกับหูซาน จวบจนเห็นว่าดึกมากแล้วหลี่เจี้ยนจึงยอมล่าถอยกลับไป กว่าหลี่หลิงเฟิ่งจะทำกิจธุระเตรียมตัวเข้านอนเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบยามจื่อ*
หลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจเบาๆ กล่าวกับเสี่ยวเซียงที่กำลังจัดที่นอนให้นาง
“เรื่องนั้นคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
หลังจากผ่านเหตุการณ์เป็นตายมาหลายครั้ง นิสัยของเสี่ยวเซียงสุขุมขึ้นมาก ไม่ตื่นตระหนกง่ายเหมือนที่ผ่านมา “ไม่มีวี่แววเลยเจ้าค่ะ ตั้งแต่นายท่านสามกลับมาก็นอนพักรักษาตัวอยู่แต่ในเรือน ปิดประตูไม่ยอมให้ใครเยี่ยมเยียน ส่วนหลูหมิ่นหายตัวไปแล้วเจ้าค่ะ”
“สืบต่อไป รวมถึงที่อยู่ของหลูหมิ่น เป็นไปได้มากว่าเขาจะถูกคนของฮูหยินใหญ่จับตัวไป” หลูหมิ่นปกปิดความผิดแทนนาง คนอย่างโจวชิงหรานต้องไม่ยอมปล่อยเขาไปแน่ คนรู้มาก เมื่อหมดประโยชน์ มักตายไวทั้งนั้น
“เจ้าค่ะ”
“เจ้าออกไปก่อนเถอะ” เสี่ยวเซียงคำนับก่อนถอยออกจากห้อง หลี่หลิงเฟิ่งเดินไปดับตะเกียง เตรียมตัวเข้านอน ทว่า จะอย่างไรก็นอนไม่หลับ อาจเพราะนอนบนรถม้ามาก่อน อาการง่วงงุนจึงหายเป็นปลิดทิ้ง
นางลุกขึ้นยืน เดินไปเปิดหน้าต่าง แสงจันทร์นวลส่องเข้ามาด้านในห้อง สายตาหงอยเหงามองออกไปอย่างไร้จุดหมายเนิ่นนาน นางคิดถึงชีวิตความเป็นอยู่ในชาติก่อน คิดถึงมิตรสหายร่วมรบ ไม่รู้เป็นอย่างไรกันบ้าง จะรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนนางในตอนนี้หรือไม่
หลี่หลิงเฟิ่งหลับตาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ความอ่อนไหวในแววตาพลันจางหาย นางมองเหล่าแมกไม้ที่เป็นเงาดำตะคุ่มอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนตัวกลับ เดินไปจุดตะเกียงบนโต๊ะอีกครั้ง ทิ้งตัวลงนั่งนิ่งอยู่ปลายเตียง
ตุบ
หยกเย็นเฉียบชิ้นหนึ่งกระทบแก้มซีกขวาของนาง ปลายเตียงด้านข้างยุบลงพร้อมกับท่อนแขนแกร่งดึงร่างนางเข้าสู่อ้อมกอด มือใหญ่ลูบผมดำขลับที่แผ่สยายอย่างเบามือ ไล้ลงมายังลาดไหล่ซ้าย “บาดเจ็บอีกแล้ว”
หลี่หลิงเฟิ่งแนบหน้าเข้าหาอกแกร่ง ปรับท่านั่งให้สบาย ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไปทางชายหนุ่ม เอนตัวซบราวกับคนไร้กระดูก นางหลับตาลงซึมซับความอบอุ่น “อืม”
“เจ้าถึงกับเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เลยรึ หากว่าคืนนี้คนที่มาไม่ใช่พี่เล่า จะทำอย่างไร” คางเรียวขยับขึ้นลงตามจังหวะการพูดบนศีรษะชวนให้จักจี้
“ไม่มีทางเป็นผู้อื่น” นางสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของหลี่เฟยหยางอยู่ก่อนแล้ว จึงเปิดหน้าต่างเชื้อเชิญเขาเข้ามา
“อย่าได้ให้ชายอื่นมาหายามวิกาล” เสียงนุ่มทุ้มเข้มขึ้นหลายส่วน อ้อมแขนแกร่งกระชับร่างในอ้อมกอดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“นอกจากท่าน แล้วยังจะมีใคร” หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะเบาๆ ทุยศีรษะมนกับอกแกร่งสองสามทีอย่างออดอ้อน นางรู้สึกได้ว่าร่างของพี่ชายแข็งเกร็งเล็กน้อย
บรรยากาศพลันเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย วันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย นางไม่อยากพูดอะไร หลับตาพริ้มอยู่บนอกแกร่งอย่างผ่อนคลาย ช่วงเวลาสงบและปลอดภัยเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก ตลอดสิบวันที่ผ่านมาไม่มีวันไหนที่นางหลับสนิทเลยสักคืน มุมปากหญิงสาวยกขึ้นสูง
“เจ็บมากหรือไม่” หลี่เฟยหยางถามอย่างเป็นห่วง น้ำเสียงทุ้มเจือแววเจ็บปวดจางๆ ทุกครั้งที่เห็นนางบาดเจ็บ เขาแทบจะทนไม่ไหว อยากจะฆ่าพวกที่ทำร้ายนางทุกคนให้สิ้นซาก แล้วอย่างนี้เขาจะวางใจทิ้งนางไปได้อย่างไร
ความคิดแบบนี้ไม่รู้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่มันเริ่มหยั่งรากลึกลงไปเรื่อยๆ
หลี่หลิงเฟิ่งไม่จำเป็นต้องตอบ เรื่องราวในวันนี้หลี่เฟยหยางคงรู้หมดแล้ว
นางเปลี่ยนเรื่อง “พี่ใหญ่ ข้าอยากได้หินแร่ พาข้าไปซื้อหน่อยนะเจ้าคะ” หลี่หลิงเฟิ่งถอนหน้าออกจากอกแกร่ง เงยขึ้นมองหลี่เฟยหยาง เขย่าแขนเขาเบาๆ
รอยยิ้มอบอุ่นประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาไม่จางหาย ตามมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ได้สิ เจ้าดีขึ้นเมื่อไหร่ พี่จะให้หลี่เจี้ยนพาเจ้าไป”
“ทำไมท่านไม่พาข้าไปเองเล่า” ท่าทางเอาแต่ใจแสดงออกมาอย่างไม่รู้ตัว นางไม่อยากไปกับหลี่เจี้ยน นางอยากไปกับหลี่เฟยหยางมากกว่า ชายตรงหน้านางดูน่าเชื่อถือกว่าตั้งเยอะ
“เด็กดี” หลี่เฟยหยางลูบหลังปลอบ “ไปกับพี่หรือพี่รองก็ไม่ต่างกัน พรุ่งนี้พี่ต้องเดินทางไปเมืองหลวง ไม่อาจพาเจ้าไปเที่ยวเล่นได้”
หลี่หลิงเฟิ่งใจกระตุก “เร็วขนาดนั้นเลยรึ”
หลี่เฟยหยางถอนหายใจ เขาเองก็ไม่อยากทิ้งนางไว้ที่นี่คนเดียวเหมือนกัน ถึงจะมีหลี่เจี้ยนคอยดูแล แต่เขาก็ไม่วางใจอยู่ดี “เจ้าจำกลุ่มนักฆ่าวันนั้นได้หรือไม่ พี่พบเบาะแสคนพวกนั้นเกี่ยวข้องกับตระกูลจวง พระประยูลญาติของฮองเฮา” ไม่เพียงเท่านี้ เขายังให้อู๋เหยียนสืบเรื่องการหมั้นหมายของนางเพิ่มเติมอีกด้วย
เสี่ยวเฟิ่ง เจ้าอยากแต่งให้โม่จื่อหลิงหรือไม่
หลี่เฟยหยางยิ้ม ไม่พูดอันใด เรื่องบางเรื่องเขาไม่ควรก้าวก่าย สตรีผู้นี้มีความคิดเป็นของตนเอง นางกล้าหาญ เจ้าเล่ห์ เด็ดเดี่ยว เฉลียวฉลาด ระแวดระวัง ทั้งยังเจ้าคิดเจ้าแค้น คำพูดบางคำยังไม่ถึงเวลาจะเอ่ย นางยังคงไม่ไว้ใจเขาจนหมดใจ แต่ไม่เป็นไร เขารอได้
มือหนาวางป้ายหยกสีดำลงบนมือหลี่หลิงเฟิ่ง ดึงร่างแบบบางออกจากอ้อมกอด ลูบศีรษะนางอย่างนึกเอ็นดู “ยินดีด้วย น้องพี่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
“มันคือ?” หยกห้อยเอวสีดำเนื้อดีสลักลวดลายคล้ายมังกรเก้าหางตวัดไขว้กันแลดูงดงามชดช้อยปรากฏสู่สายตานาง หลี่หลิงเฟิ่งพลันนิ่งงัน หัวคิ้วน้อยๆ ขมวดมุ่น
“มันคือป้ายประจำตัวของพี่เอง เก็บไว้อย่าให้ห่างกาย มันจะช่วยเจ้ายามตกอยู่ในอันตรายได้หนึ่งครั้ง” หลี่หลิงเฟิ่งพลิกหยกในมือสำรวจ ป้ายหยกธรรมดาๆ น่ะรึจะช่วยชีวิตนางได้ ครั้นเงยหน้าขึ้นหมายจะถาม ก็เห็นหลี่เฟยหยางกระโจนลงหน้าต่างกลืนหายไปกับความมืดมิดเสียแล้ว
น่าตายนัก! แม้แต่เอ่ยคำลายังไม่มี บอกกันสักคำมันจะตายรึ
นอกหน้าต่าง
พุ่มไม้ใหญ่พุ่มหนึ่งข้างกำแพงเรือนนอนของหลี่หลิงเฟิ่ง ปรากฏดวงตาสีแดงคู่หนึ่งจับจ้องมายังเรือนนอนของหญิงสาว พุ่มไม้ใหญ่สั่นไหวรุนแรงครั้งหนึ่งก่อนจะสงบนิ่งดังเดิม พร้อมกับดวงตาปริศนาหายวับไป ความเงียบสงบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง
“คุณหนูเจ้าขา ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสี่ยงเซียงส่งเสียงแผ่วเบาเรียกหลี่หลิงเฟิ่งด้านนอกห้อง
วันนี้หลี่หลิงเฟิ่งตื่นสาย เมื่อลืมตาขึ้นมาแสงแดดส่องกระทบใบหน้างาม บ่งบอกว่าเลยเวลาอาหารเช้านานแล้ว ครั้นได้ยินเสียงเสี่ยวเซียง น้ำเสียงของนางติดจะงัวเงียเล็กน้อย
“มีอันใด”
“คนของหอแพทย์โอสถ มาส่งสมุนไพรเจ้าค่ะ ตอนนี้รอพบท่านอยู่หน้าเรือน” อันที่จริงพวกเขามาถึงตั้งแต่สองชั่วยามที่แล้ว หากแต่ไม่กล้ารบกวนการพักผ่อนของนาง จึงห้ามไม่ให้แม่นางเสี่ยวเซียงเข้าไปแจ้ง
“อ้อ ให้พวกเขารอสักครู่” หลี่หลิงเฟิ่งเองเพิ่งนึกได้เช่นกัน หวังซีบอกนางว่าจะนำสมุนไพรที่นางต้องการทั้งหมดมาส่งในเช้าวันนี้ เกรงว่าคนพวกนั้นคงรอนางอยู่นานแล้ว หากแต่ไม่มีใครเข้ามาปลุกนาง
ข่าวลือหนาหูเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของผู้อาวุโสหวังกับคุณหนูห้าแห่งจวนเจ้าเมือง รู้ถึงหูทุกคนในหอแพทย์โอสถ นางเป็นว่าที่นายหญิงในอนาคต พวกเขามิกล้าล่วงเกิน
นอกจากเหยาจี้ที่อยู่ประจำการ ณ เมืองหลี่ที่รู้เรื่องความสัมพันธ์ที่แท้จริงของพวกนาง ก็ไม่มีใครอื่น ทำให้คนพวกนั้นเข้าใจผิดและคาดเดาไปต่างๆ นานา หากแต่เหยาจี้เป็นเพียงแพทย์ที่ยังไม่ผ่านการยอมรับขึ้นเป็นนักหลอมโอสถเต็มตัว แท้จริงแล้วผู้ดูแลสาขาตัวจริงคือหวังซี นักหลอมโอสถชั้นกลาง พ่วงด้วยตำแหน่งศิษย์เอกของนักหลอมโอสถหูซานผู้เลื่องชื่อ อีกทั้งเหยาจี้ก็แสดงออกชัดเจนว่านอบบน้อมต่อนางอย่างมากเช่นกัน
ไม่นานหญิงสาวในชุดสีแดงตัวยาวก็ปรากฏอยู่หน้าประตูเรือน มือเรียวหยิบกระดาษรายนามสมุนไพรจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาตรวจ เมื่อพบว่าสมุนไพรที่ต้องการอยู่บนรถเข็นคันนี้ทั้งหมด จึงส่งยิ้มให้แล้วเอ่ยทักทายเสียงหวาน “ขอบคุณพวกเจ้ามาก”
พวกเขาทั้งสามคนได้แต่โบกมือปฏิเสธอย่างนอบน้อม ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองหลี่หลิงเฟิ่งเลยสักครั้ง
นางรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง คนพวกนี้ดูเหมือนจะเกรงใจนางอยู่หลายส่วน ถ้าจำไม่ผิด คนของหอแพทย์โอสถมักจะหยิ่งทะนงกันทั้งสิ้น เหตุใดวันนี้ทำตัวแปลกพิกล
“มีเรื่องใดต้องการบอกกล่าวกับข้าหรือไม่” หลี่หลิงเฟิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง ถามออกไปตรงๆ ถ้าแค่มาส่งสมุนไพร ไม่จำเป็นต้องคอยนาง หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“คือว่า...ผู้อาวุโสหวังมีเรื่อง...เอ่อ...ต้องการปรึกษาคุณหนูหลี่เป็นการส่วนตัวขอรับ” หนึ่งในนั้นพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก “จึงใคร่เชิญท่านไปเสวนาที่หอแพทย์ด้วยกันอีกครา”
ใบหน้าเคร่งเครียดของหญิงสาวพลันโล่งอก เสียงอ่อนหวานดังขึ้นอีกหน “ข้าทราบแล้ว ฝากบอกหวังซีว่าอีกสามวันให้หลัง ข้าจะไปพบเขาด้วยตนเอง”
“ขอรับ!” ทั้งสามคำนับก่อนจะล่าถอยออกไป ข่าวลือพวกนั้นเป็นเรื่องจริง แม่นางน้อยผู้นี้ถึงกับเรียกชื่อตรงๆ ของผู้อาวุโสหวัง ไม่ได้การ พวกเขาต้องเอาไปบอกเล่าแก่พวกพ้อง
“คุณหนู...คนของหอแพทย์โอสถดูเหมือนจะยำเกรงท่านไม่น้อยเลย” เสี่ยงเซียวยกมือเกาหัวอย่างงงๆ มองหลี่หลิงเฟิ่งตาแป๋ว ใช่ว่าเมื่อวานตอนอยู่หอแพทย์โอสถมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับคุณหนูของนางหรือไม่
“มองข้าอย่างนั้นทำไม” หลี่หลิงเฟิ่งผลักหัวเสี่ยวเซียงเบาๆ “ข้าเองก็ไม่รู้” คงไม่ใช่เหยาจี้ปากพล่อยป่าวประกาศฐานะนางออกไปหรอกนะ หลี่เจี้ยนรู้ความจริงก็เพราะเขา จะบอกว่านางไม่ระแวงเลยก็ดูจะเป็นการโกหก
แต่เมื่อทบทวนอย่างจริงจัง ไม่น่าใช่ หากเป็นอย่างนั้นจริง พวกนั้นคงไม่เรียกนางว่าแม่นางหลี่ ปฏิกิริยาก็น่าจะรุนแรงมากกว่านี้เช่นกัน
แล้วมันเรื่องอันใดอีกเล่า
หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จ นางก็กลับเข้าห้อง พลันเห็นองุ่นสีม่วงเต่งตึงถาดหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ริมฝีปากของนางกว้างขึ้นเรื่อยๆ “เสี่ยวเซียง องุ่นพวกนี้มาจากไหน”
“คนรับใช้เรือนคุณชายใหญ่ส่งมาให้เจ้าค่ะ” ฮึ คิดว่าเอาของกินมาง้อแล้วนางจะหายโกรธรึ
ก็ใช่น่ะสิ! นี่เขายังจำมันได้อีกหรือ ช่างน่ารักจริงๆ
เสี่ยวเซียงเดินมาหยิบองุ่นบนโต๊ะ ปอกเปลือก แกะเมล็ดออกก่อนจะยื่นให้นาง “คุณชายใหญ่กำชับมาว่าต้องปอกเปลือกแกะเมล็ดออกให้หมดก่อน คุณหนูถึงจะยอมกิน”
“แต่ทำไมข้าถึงไม่รู้มาก่อนว่าคุณหนูชอบกินองุ่นล่ะเจ้าค่ะ” อย่าว่าแต่ให้ปอกเปลือกอันใดเลย แม้แต่กินสักครั้งนางยังไม่เคยเห็น
“ข้าเพิ่งนึกอยากจะกินขึ้นมาน่ะ” หลี่หลิงเฟิ่งกระแอมเล็กน้อย คว้าองุ่นจากมือเสี่ยวเซียงใส่เข้าปาก กลืนลงคออย่างรวดเร็วจนแทบไม่ได้เคี้ยว “ข้าจะเก็บตัวสักระยะ ระหว่างนี้หากมีใครมาหา ก็ปฏิเสธไปให้หมด”
“เจ้าค่ะ” เสียวเซียงตอบรับอย่างว่าง่าย ปิดประตูห้องลงอย่างเบามือ
หลี่หลิงเฟิ่งสูดหายใจลึก นำเตาหลอมที่ได้จากหูซานออกมาจากมิติ จากนั้นหยิบสมุนไพรจำนวนหนึ่งเข้าเตาหลอม นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะหลอมยาลูกกลอน หลี่หลิงเฟิ่งถูมือสองสามทีระงับความตื่นเต้น เปลวไฟโชติโชนสีแดงลุกพรึ่บกลางฝ่ามือ นางหมุนข้อมือเล็กน้อยเปลวไฟทั้งหมดตกลงสู่เตาหลอมทันที
ผ่านไปไม่นานหญิงสาวรู้สึกถึงกลิ่นไหม้รุนแรง พลังธาตุไฟในมือหยุดลงกะทันหัน ความร้อนระอุทำให้เหงื่อนางท่วมทั่วร่างกาย เมื่อมองเข้าไปในเตาหลอม นางแทบอยากจะกรีดร้อง
วัตถุดิบทั้งหมดสลายกลายเป็นเศษขี้เถ้าไม่เหลือซาก
เคราะห์ดีนางยังมีสมุนไพรให้ใช้หลอมอีกมาก แต่ก็อดเสียใจไม่ได้ ครั้งแรกของนางล้มเหลวไม่เป็นท่า หลี่หลิงเฟิ่งไม่ลดความพยายาม ใส่วัตถุดิบเข้าเตาหลอมอีกครั้ง หลอมยาลูกกลอนขึ้นมาใหม่ แต่ผลลัพธ์ก็ยังล้มเหลวเช่มเดิม
ตลอดระยะเวลาสามวันสามคืน นอกจากกินข้าว อาบน้ำ เข้านอน ทั้งคืนวันนางทุ่มเทให้กับการหลอมโอสถเพียงอย่างเดียว จนในที่สุดนางก็สามารถควบคุมระดับไฟที่เหมาะสมได้ หลี่หลิงเฟิ่งยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ยาลูกกลอนเซ็ตแรกในชีวิตของนาง ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว
หลี่หลิงเฟิ่งหยิบยาลูกกลอนสามเม็ดออกมาจากเตาหลอม วางทั้งสามเม็ดบนบนฝ่ามือ มีเพียงเม็ดเดียวที่ใช้ได้ แต่มันออกจะแตกต่างจากยาลูกกลอนที่พบเห็นทั่วไปอยู่สักหน่อย แถมยังมีกลิ่นไหม้ติดอยู่จางๆ
ดวงตาพินิจมองอยู่เป็นนาน กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ อย่างไรก็ตัดสินใจกลืนลงท้องตนเองไม่ลง สุดท้ายจึงเก็บใส่ตลับยาซุกไว้ในอกเสื้อ
ย่างเข้าสู่เที่ยงวันที่สาม จำได้ว่านางมีนัดกับหวังซีที่หอแพทย์โอสถ ดวงตางดงามเป็นประกายทันที มือเรียวตบหน้าอกเบาๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย
หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มร่าออกมาจากห้อง พ้นหน้าเรือนไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับหลี่เจี้ยนที่ตีสีหน้าบึ้งตึงเดินเข้ามาหา “ในที่สุด เจ้าก็ยอมออกมาพบปะผู้คนสักที พี่นึกว่าเจ้าจะจำศีลอยู่แต่ในห้องตลอดชีวิตเสียอีก”
“พี่รอง” หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มกว้าง เป็นฝ่ายวิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มเสียเอง “ข้ากำลังคิดถึงท่านอยู่พอดี”
เมื่อครู่นางยังคิดอยู่ว่าจะมอบให้ใครดี ไม่คิดเลยว่า...ตัวทดลองจะเดินมาหานางถึงหน้าเรือนเสียเอง
*ยามซวี ช่วงเวลาประมาณ 1-3 ทุ่ม
*ยามจื่อ ช่วงเวลาประมาณ 5 ทุ่ม - เที่ยงคืน
ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา
ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง
หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ
หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ
กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่ หลี่หลิงเฟิ่งค่อย ๆ รู้สึกตัว รู้สึกเหมือนร่างกายของนางเบาหวิวราวกับปุยนุ่น เบาสบายจนไม่อยากลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลยเพียงแต่ว่าร่างกายของนางไม่ยอมทำตามจิตใจ นิ้วมือเรียวขยับแผ่วเบา ในที่สุดก็ลืมตาอย่างช่วยไม่ได้หือ?หลี่หลิงเฟิ่งกะพริบตาปรับทัศนียภาพรอบ ๆ ตัว ภาพที่เข้าในม่าน
เมื่อจับตัวคนร้ายได้แล้ว เหยาจี้ก็เริ่มสอบสวนทันทีด้วยประสบการณ์ของหลี่หลิงเฟิ่งที่สั่งสมมาจากชาติก่อน หากคนร้ายเป็นคนใกล้ชิด พื้นเพเบื้องหลังขาวสะอาด เป็นที่รักของเพื่อนร่วมงานและรักในอาชีพที่ทำ หากจะเป็นสายลับทำลายองค์กรได้นั้นย่อมมีเหตุจูงใจบางอย่าง ทว่าฟังจากคำสารภาพของผู้ดูแลถงแล้วช่างน่าขันส
หลี่หลิงเฟิ่งไม่คิดเลยว่าการเข้ามาในถ้ำ หยิบอาวุธชิ้นหนึ่งขึ้นมาจะทำให้ชีวิตของนางเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้ การบังเอิญครั้งนี้เป็นประโยชน์กับนางอย่างมหาศาลเรื่องราวภายนอกมิติมายานั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นางเพ่งจิตออกไปข้างนอกสำรวจดูก็พบว่าตนเองอยู่บนตัวของวิหคเพลิงที่กำลังบินว่อนอยู่กลางอากาศ โดยมีโม่จ
“โอหังนัก! นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม เจ้าไม่มีสิทธิ์กล่าวล่วงเกินท่านหัวหน้า” หนึ่งในชายชุดดำผินหน้าขุ่นเคืองจ้องมองเด็กสาวชุดแดงมิวางตา ร่างทั้งร่างสั่นเทา เพลิงโทสะพร้อมระเบิดออกมา“อย่างนั้นรึ”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินก็เลิกคิ้วสะกดใจจ้องมองใบหน้าบิดเบี้ยวของชายชุดดำ เอ่ยเสียงอ่อนนุ่ม “เป็นศิษย์อาจ







