Home / รักโบราณ / ชายาอสรพิษ / นักคว้าจับมือฉมัง 1

Share

นักคว้าจับมือฉมัง 1

last update Petsa ng paglalathala: 2024-12-25 19:28:55

กว่าจะออกจากหอแพทย์โอสถก็ล่วงเลยเข้ายามซวี* ด้านนอกมืดสนิท หลี่หลิงเฟิ่งอ่อนเพลียจนผลอยหลับในรถม้าตลอดทาง ตอนแรกหวังซีเสนอให้นางพักอยู่ที่หอแพทย์เพื่อดูอาการสักหนึ่งคืน รุ่งสางค่อยกลับไปพักฟื้นที่จวน

ทว่า คนร้ายยังคงแฝงตัวอยู่ในหอแพทย์โอสถ ทำให้หลี่เจี้ยนปฏิเสธเสียงแข็ง เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอม หลี่หลิงเฟิ่งเองก็อยากกลับจวนเช่นเดียวกัน จึงได้ปฏิเสธออกไป ก่อนจากมายังได้กำชับหวังซีส่งสมุนไพรบางส่วนสำหรับหลอมยาลูกกลอนมาให้นางจำนวนหนึ่ง

เวลาสามปีแห่งการเก็บตัวของนางผ่านพ้นไปแล้ว ยอดฝีมือแข็งแกร่งมีมากเหลือเกิน หากนางไม่เร่งฝึกพลังยุทธ์ เพิ่มความแข็งแกร่ง ไม่นานนางคงเพลี่ยงพล้ำเข้าสักวัน ไม่เพียงปกป้องคนรอบข้างไม่ได้ ยังไม่มีแม้แต่กำลังจะป้องกันตนเองให้อยู่รอดปลอดภัยเสียด้วยซ้ำ

เมื่อกลับถึงจวนยังไม่วายถูกหลี่เจี้ยนซักถามเรื่องราวความเป็นมาระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องของนางกับหูซาน จวบจนเห็นว่าดึกมากแล้วหลี่เจี้ยนจึงยอมล่าถอยกลับไป กว่าหลี่หลิงเฟิ่งจะทำกิจธุระเตรียมตัวเข้านอนเสร็จก็ปาเข้าไปเกือบยามจื่อ*

หลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจเบาๆ กล่าวกับเสี่ยวเซียงที่กำลังจัดที่นอนให้นาง

“เรื่องนั้นคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”

หลังจากผ่านเหตุการณ์เป็นตายมาหลายครั้ง นิสัยของเสี่ยวเซียงสุขุมขึ้นมาก ไม่ตื่นตระหนกง่ายเหมือนที่ผ่านมา “ไม่มีวี่แววเลยเจ้าค่ะ ตั้งแต่นายท่านสามกลับมาก็นอนพักรักษาตัวอยู่แต่ในเรือน ปิดประตูไม่ยอมให้ใครเยี่ยมเยียน ส่วนหลูหมิ่นหายตัวไปแล้วเจ้าค่ะ”

“สืบต่อไป รวมถึงที่อยู่ของหลูหมิ่น เป็นไปได้มากว่าเขาจะถูกคนของฮูหยินใหญ่จับตัวไป” หลูหมิ่นปกปิดความผิดแทนนาง คนอย่างโจวชิงหรานต้องไม่ยอมปล่อยเขาไปแน่ คนรู้มาก เมื่อหมดประโยชน์ มักตายไวทั้งนั้น

“เจ้าค่ะ”

“เจ้าออกไปก่อนเถอะ” เสี่ยวเซียงคำนับก่อนถอยออกจากห้อง หลี่หลิงเฟิ่งเดินไปดับตะเกียง เตรียมตัวเข้านอน ทว่า จะอย่างไรก็นอนไม่หลับ อาจเพราะนอนบนรถม้ามาก่อน อาการง่วงงุนจึงหายเป็นปลิดทิ้ง

นางลุกขึ้นยืน เดินไปเปิดหน้าต่าง แสงจันทร์นวลส่องเข้ามาด้านในห้อง สายตาหงอยเหงามองออกไปอย่างไร้จุดหมายเนิ่นนาน นางคิดถึงชีวิตความเป็นอยู่ในชาติก่อน คิดถึงมิตรสหายร่วมรบ ไม่รู้เป็นอย่างไรกันบ้าง จะรู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนนางในตอนนี้หรือไม่

หลี่หลิงเฟิ่งหลับตาลง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ความอ่อนไหวในแววตาพลันจางหาย นางมองเหล่าแมกไม้ที่เป็นเงาดำตะคุ่มอยู่ครู่หนึ่งก็หมุนตัวกลับ เดินไปจุดตะเกียงบนโต๊ะอีกครั้ง ทิ้งตัวลงนั่งนิ่งอยู่ปลายเตียง

ตุบ

หยกเย็นเฉียบชิ้นหนึ่งกระทบแก้มซีกขวาของนาง ปลายเตียงด้านข้างยุบลงพร้อมกับท่อนแขนแกร่งดึงร่างนางเข้าสู่อ้อมกอด มือใหญ่ลูบผมดำขลับที่แผ่สยายอย่างเบามือ ไล้ลงมายังลาดไหล่ซ้าย “บาดเจ็บอีกแล้ว”

หลี่หลิงเฟิ่งแนบหน้าเข้าหาอกแกร่ง ปรับท่านั่งให้สบาย ทิ้งน้ำหนักตัวทั้งหมดไปทางชายหนุ่ม เอนตัวซบราวกับคนไร้กระดูก นางหลับตาลงซึมซับความอบอุ่น “อืม”

“เจ้าถึงกับเปิดหน้าต่างทิ้งไว้เลยรึ หากว่าคืนนี้คนที่มาไม่ใช่พี่เล่า จะทำอย่างไร” คางเรียวขยับขึ้นลงตามจังหวะการพูดบนศีรษะชวนให้จักจี้

“ไม่มีทางเป็นผู้อื่น” นางสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของหลี่เฟยหยางอยู่ก่อนแล้ว จึงเปิดหน้าต่างเชื้อเชิญเขาเข้ามา

“อย่าได้ให้ชายอื่นมาหายามวิกาล” เสียงนุ่มทุ้มเข้มขึ้นหลายส่วน อ้อมแขนแกร่งกระชับร่างในอ้อมกอดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“นอกจากท่าน แล้วยังจะมีใคร” หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะเบาๆ ทุยศีรษะมนกับอกแกร่งสองสามทีอย่างออดอ้อน นางรู้สึกได้ว่าร่างของพี่ชายแข็งเกร็งเล็กน้อย

บรรยากาศพลันเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงพูดคุย วันนี้เกิดเรื่องขึ้นมากมาย นางไม่อยากพูดอะไร หลับตาพริ้มอยู่บนอกแกร่งอย่างผ่อนคลาย ช่วงเวลาสงบและปลอดภัยเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก ตลอดสิบวันที่ผ่านมาไม่มีวันไหนที่นางหลับสนิทเลยสักคืน  มุมปากหญิงสาวยกขึ้นสูง 

“เจ็บมากหรือไม่” หลี่เฟยหยางถามอย่างเป็นห่วง น้ำเสียงทุ้มเจือแววเจ็บปวดจางๆ ทุกครั้งที่เห็นนางบาดเจ็บ เขาแทบจะทนไม่ไหว อยากจะฆ่าพวกที่ทำร้ายนางทุกคนให้สิ้นซาก แล้วอย่างนี้เขาจะวางใจทิ้งนางไปได้อย่างไร

ความคิดแบบนี้ไม่รู้เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ หากแต่มันเริ่มหยั่งรากลึกลงไปเรื่อยๆ

หลี่หลิงเฟิ่งไม่จำเป็นต้องตอบ เรื่องราวในวันนี้หลี่เฟยหยางคงรู้หมดแล้ว

นางเปลี่ยนเรื่อง “พี่ใหญ่ ข้าอยากได้หินแร่ พาข้าไปซื้อหน่อยนะเจ้าคะ” หลี่หลิงเฟิ่งถอนหน้าออกจากอกแกร่ง เงยขึ้นมองหลี่เฟยหยาง เขย่าแขนเขาเบาๆ

รอยยิ้มอบอุ่นประดับอยู่บนใบหน้าหล่อเหลาไม่จางหาย ตามมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ได้สิ เจ้าดีขึ้นเมื่อไหร่ พี่จะให้หลี่เจี้ยนพาเจ้าไป”

“ทำไมท่านไม่พาข้าไปเองเล่า” ท่าทางเอาแต่ใจแสดงออกมาอย่างไม่รู้ตัว นางไม่อยากไปกับหลี่เจี้ยน นางอยากไปกับหลี่เฟยหยางมากกว่า ชายตรงหน้านางดูน่าเชื่อถือกว่าตั้งเยอะ

“เด็กดี” หลี่เฟยหยางลูบหลังปลอบ “ไปกับพี่หรือพี่รองก็ไม่ต่างกัน พรุ่งนี้พี่ต้องเดินทางไปเมืองหลวง ไม่อาจพาเจ้าไปเที่ยวเล่นได้”

หลี่หลิงเฟิ่งใจกระตุก “เร็วขนาดนั้นเลยรึ”

หลี่เฟยหยางถอนหายใจ เขาเองก็ไม่อยากทิ้งนางไว้ที่นี่คนเดียวเหมือนกัน ถึงจะมีหลี่เจี้ยนคอยดูแล แต่เขาก็ไม่วางใจอยู่ดี “เจ้าจำกลุ่มนักฆ่าวันนั้นได้หรือไม่ พี่พบเบาะแสคนพวกนั้นเกี่ยวข้องกับตระกูลจวง พระประยูลญาติของฮองเฮา” ไม่เพียงเท่านี้ เขายังให้อู๋เหยียนสืบเรื่องการหมั้นหมายของนางเพิ่มเติมอีกด้วย

เสี่ยวเฟิ่ง เจ้าอยากแต่งให้โม่จื่อหลิงหรือไม่

หลี่เฟยหยางยิ้ม ไม่พูดอันใด เรื่องบางเรื่องเขาไม่ควรก้าวก่าย สตรีผู้นี้มีความคิดเป็นของตนเอง นางกล้าหาญ เจ้าเล่ห์ เด็ดเดี่ยว เฉลียวฉลาด ระแวดระวัง ทั้งยังเจ้าคิดเจ้าแค้น คำพูดบางคำยังไม่ถึงเวลาจะเอ่ย นางยังคงไม่ไว้ใจเขาจนหมดใจ แต่ไม่เป็นไร เขารอได้

มือหนาวางป้ายหยกสีดำลงบนมือหลี่หลิงเฟิ่ง ดึงร่างแบบบางออกจากอ้อมกอด ลูบศีรษะนางอย่างนึกเอ็นดู “ยินดีด้วย น้องพี่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”

“มันคือ?” หยกห้อยเอวสีดำเนื้อดีสลักลวดลายคล้ายมังกรเก้าหางตวัดไขว้กันแลดูงดงามชดช้อยปรากฏสู่สายตานาง หลี่หลิงเฟิ่งพลันนิ่งงัน หัวคิ้วน้อยๆ ขมวดมุ่น

“มันคือป้ายประจำตัวของพี่เอง เก็บไว้อย่าให้ห่างกาย มันจะช่วยเจ้ายามตกอยู่ในอันตรายได้หนึ่งครั้ง” หลี่หลิงเฟิ่งพลิกหยกในมือสำรวจ ป้ายหยกธรรมดาๆ น่ะรึจะช่วยชีวิตนางได้ ครั้นเงยหน้าขึ้นหมายจะถาม ก็เห็นหลี่เฟยหยางกระโจนลงหน้าต่างกลืนหายไปกับความมืดมิดเสียแล้ว

น่าตายนัก! แม้แต่เอ่ยคำลายังไม่มี บอกกันสักคำมันจะตายรึ

นอกหน้าต่าง

พุ่มไม้ใหญ่พุ่มหนึ่งข้างกำแพงเรือนนอนของหลี่หลิงเฟิ่ง ปรากฏดวงตาสีแดงคู่หนึ่งจับจ้องมายังเรือนนอนของหญิงสาว พุ่มไม้ใหญ่สั่นไหวรุนแรงครั้งหนึ่งก่อนจะสงบนิ่งดังเดิม พร้อมกับดวงตาปริศนาหายวับไป ความเงียบสงบเข้ามาปกคลุมอีกครั้ง

“คุณหนูเจ้าขา ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” เสี่ยงเซียงส่งเสียงแผ่วเบาเรียกหลี่หลิงเฟิ่งด้านนอกห้อง

วันนี้หลี่หลิงเฟิ่งตื่นสาย เมื่อลืมตาขึ้นมาแสงแดดส่องกระทบใบหน้างาม บ่งบอกว่าเลยเวลาอาหารเช้านานแล้ว ครั้นได้ยินเสียงเสี่ยวเซียง น้ำเสียงของนางติดจะงัวเงียเล็กน้อย

“มีอันใด”

“คนของหอแพทย์โอสถ มาส่งสมุนไพรเจ้าค่ะ ตอนนี้รอพบท่านอยู่หน้าเรือน” อันที่จริงพวกเขามาถึงตั้งแต่สองชั่วยามที่แล้ว หากแต่ไม่กล้ารบกวนการพักผ่อนของนาง จึงห้ามไม่ให้แม่นางเสี่ยวเซียงเข้าไปแจ้ง

“อ้อ ให้พวกเขารอสักครู่” หลี่หลิงเฟิ่งเองเพิ่งนึกได้เช่นกัน หวังซีบอกนางว่าจะนำสมุนไพรที่นางต้องการทั้งหมดมาส่งในเช้าวันนี้ เกรงว่าคนพวกนั้นคงรอนางอยู่นานแล้ว หากแต่ไม่มีใครเข้ามาปลุกนาง

ข่าวลือหนาหูเรื่องความสัมพันธ์อันไม่ธรรมดาของผู้อาวุโสหวังกับคุณหนูห้าแห่งจวนเจ้าเมือง รู้ถึงหูทุกคนในหอแพทย์โอสถ นางเป็นว่าที่นายหญิงในอนาคต พวกเขามิกล้าล่วงเกิน

นอกจากเหยาจี้ที่อยู่ประจำการ ณ เมืองหลี่ที่รู้เรื่องความสัมพันธ์ที่แท้จริงของพวกนาง ก็ไม่มีใครอื่น ทำให้คนพวกนั้นเข้าใจผิดและคาดเดาไปต่างๆ นานา หากแต่เหยาจี้เป็นเพียงแพทย์ที่ยังไม่ผ่านการยอมรับขึ้นเป็นนักหลอมโอสถเต็มตัว แท้จริงแล้วผู้ดูแลสาขาตัวจริงคือหวังซี นักหลอมโอสถชั้นกลาง พ่วงด้วยตำแหน่งศิษย์เอกของนักหลอมโอสถหูซานผู้เลื่องชื่อ อีกทั้งเหยาจี้ก็แสดงออกชัดเจนว่านอบบน้อมต่อนางอย่างมากเช่นกัน

ไม่นานหญิงสาวในชุดสีแดงตัวยาวก็ปรากฏอยู่หน้าประตูเรือน มือเรียวหยิบกระดาษรายนามสมุนไพรจากเด็กหนุ่มคนหนึ่งมาตรวจ เมื่อพบว่าสมุนไพรที่ต้องการอยู่บนรถเข็นคันนี้ทั้งหมด จึงส่งยิ้มให้แล้วเอ่ยทักทายเสียงหวาน “ขอบคุณพวกเจ้ามาก”

พวกเขาทั้งสามคนได้แต่โบกมือปฏิเสธอย่างนอบน้อม ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมองหลี่หลิงเฟิ่งเลยสักครั้ง

นางรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง คนพวกนี้ดูเหมือนจะเกรงใจนางอยู่หลายส่วน ถ้าจำไม่ผิด คนของหอแพทย์โอสถมักจะหยิ่งทะนงกันทั้งสิ้น เหตุใดวันนี้ทำตัวแปลกพิกล

“มีเรื่องใดต้องการบอกกล่าวกับข้าหรือไม่” หลี่หลิงเฟิ่งไม่พูดพร่ำทำเพลง ถามออกไปตรงๆ ถ้าแค่มาส่งสมุนไพร ไม่จำเป็นต้องคอยนาง หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น

“คือว่า...ผู้อาวุโสหวังมีเรื่อง...เอ่อ...ต้องการปรึกษาคุณหนูหลี่เป็นการส่วนตัวขอรับ” หนึ่งในนั้นพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก “จึงใคร่เชิญท่านไปเสวนาที่หอแพทย์ด้วยกันอีกครา”

ใบหน้าเคร่งเครียดของหญิงสาวพลันโล่งอก เสียงอ่อนหวานดังขึ้นอีกหน “ข้าทราบแล้ว ฝากบอกหวังซีว่าอีกสามวันให้หลัง ข้าจะไปพบเขาด้วยตนเอง”

“ขอรับ!” ทั้งสามคำนับก่อนจะล่าถอยออกไป ข่าวลือพวกนั้นเป็นเรื่องจริง แม่นางน้อยผู้นี้ถึงกับเรียกชื่อตรงๆ ของผู้อาวุโสหวัง ไม่ได้การ พวกเขาต้องเอาไปบอกเล่าแก่พวกพ้อง

“คุณหนู...คนของหอแพทย์โอสถดูเหมือนจะยำเกรงท่านไม่น้อยเลย” เสี่ยงเซียวยกมือเกาหัวอย่างงงๆ มองหลี่หลิงเฟิ่งตาแป๋ว ใช่ว่าเมื่อวานตอนอยู่หอแพทย์โอสถมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นกับคุณหนูของนางหรือไม่

“มองข้าอย่างนั้นทำไม” หลี่หลิงเฟิ่งผลักหัวเสี่ยวเซียงเบาๆ “ข้าเองก็ไม่รู้” คงไม่ใช่เหยาจี้ปากพล่อยป่าวประกาศฐานะนางออกไปหรอกนะ หลี่เจี้ยนรู้ความจริงก็เพราะเขา จะบอกว่านางไม่ระแวงเลยก็ดูจะเป็นการโกหก

แต่เมื่อทบทวนอย่างจริงจัง ไม่น่าใช่ หากเป็นอย่างนั้นจริง พวกนั้นคงไม่เรียกนางว่าแม่นางหลี่ ปฏิกิริยาก็น่าจะรุนแรงมากกว่านี้เช่นกัน

แล้วมันเรื่องอันใดอีกเล่า

หลังจากกินอาหารเที่ยงเสร็จ นางก็กลับเข้าห้อง พลันเห็นองุ่นสีม่วงเต่งตึงถาดหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ ริมฝีปากของนางกว้างขึ้นเรื่อยๆ “เสี่ยวเซียง องุ่นพวกนี้มาจากไหน”

“คนรับใช้เรือนคุณชายใหญ่ส่งมาให้เจ้าค่ะ” ฮึ คิดว่าเอาของกินมาง้อแล้วนางจะหายโกรธรึ

ก็ใช่น่ะสิ! นี่เขายังจำมันได้อีกหรือ ช่างน่ารักจริงๆ

เสี่ยวเซียงเดินมาหยิบองุ่นบนโต๊ะ ปอกเปลือก แกะเมล็ดออกก่อนจะยื่นให้นาง “คุณชายใหญ่กำชับมาว่าต้องปอกเปลือกแกะเมล็ดออกให้หมดก่อน คุณหนูถึงจะยอมกิน”

“แต่ทำไมข้าถึงไม่รู้มาก่อนว่าคุณหนูชอบกินองุ่นล่ะเจ้าค่ะ” อย่าว่าแต่ให้ปอกเปลือกอันใดเลย แม้แต่กินสักครั้งนางยังไม่เคยเห็น

“ข้าเพิ่งนึกอยากจะกินขึ้นมาน่ะ” หลี่หลิงเฟิ่งกระแอมเล็กน้อย คว้าองุ่นจากมือเสี่ยวเซียงใส่เข้าปาก กลืนลงคออย่างรวดเร็วจนแทบไม่ได้เคี้ยว “ข้าจะเก็บตัวสักระยะ ระหว่างนี้หากมีใครมาหา ก็ปฏิเสธไปให้หมด”

“เจ้าค่ะ” เสียวเซียงตอบรับอย่างว่าง่าย ปิดประตูห้องลงอย่างเบามือ

หลี่หลิงเฟิ่งสูดหายใจลึก นำเตาหลอมที่ได้จากหูซานออกมาจากมิติ จากนั้นหยิบสมุนไพรจำนวนหนึ่งเข้าเตาหลอม นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะหลอมยาลูกกลอน หลี่หลิงเฟิ่งถูมือสองสามทีระงับความตื่นเต้น เปลวไฟโชติโชนสีแดงลุกพรึ่บกลางฝ่ามือ นางหมุนข้อมือเล็กน้อยเปลวไฟทั้งหมดตกลงสู่เตาหลอมทันที

ผ่านไปไม่นานหญิงสาวรู้สึกถึงกลิ่นไหม้รุนแรง พลังธาตุไฟในมือหยุดลงกะทันหัน ความร้อนระอุทำให้เหงื่อนางท่วมทั่วร่างกาย เมื่อมองเข้าไปในเตาหลอม นางแทบอยากจะกรีดร้อง

วัตถุดิบทั้งหมดสลายกลายเป็นเศษขี้เถ้าไม่เหลือซาก

เคราะห์ดีนางยังมีสมุนไพรให้ใช้หลอมอีกมาก แต่ก็อดเสียใจไม่ได้ ครั้งแรกของนางล้มเหลวไม่เป็นท่า หลี่หลิงเฟิ่งไม่ลดความพยายาม ใส่วัตถุดิบเข้าเตาหลอมอีกครั้ง หลอมยาลูกกลอนขึ้นมาใหม่ แต่ผลลัพธ์ก็ยังล้มเหลวเช่มเดิม

ตลอดระยะเวลาสามวันสามคืน นอกจากกินข้าว อาบน้ำ เข้านอน ทั้งคืนวันนางทุ่มเทให้กับการหลอมโอสถเพียงอย่างเดียว จนในที่สุดนางก็สามารถควบคุมระดับไฟที่เหมาะสมได้ หลี่หลิงเฟิ่งยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ยาลูกกลอนเซ็ตแรกในชีวิตของนาง ในที่สุดก็สำเร็จแล้ว

หลี่หลิงเฟิ่งหยิบยาลูกกลอนสามเม็ดออกมาจากเตาหลอม วางทั้งสามเม็ดบนบนฝ่ามือ มีเพียงเม็ดเดียวที่ใช้ได้ แต่มันออกจะแตกต่างจากยาลูกกลอนที่พบเห็นทั่วไปอยู่สักหน่อย แถมยังมีกลิ่นไหม้ติดอยู่จางๆ 

ดวงตาพินิจมองอยู่เป็นนาน กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ อย่างไรก็ตัดสินใจกลืนลงท้องตนเองไม่ลง สุดท้ายจึงเก็บใส่ตลับยาซุกไว้ในอกเสื้อ

ย่างเข้าสู่เที่ยงวันที่สาม จำได้ว่านางมีนัดกับหวังซีที่หอแพทย์โอสถ ดวงตางดงามเป็นประกายทันที มือเรียวตบหน้าอกเบาๆ มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างมีเลศนัย 

หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มร่าออกมาจากห้อง พ้นหน้าเรือนไปไม่เท่าไหร่ ก็พบกับหลี่เจี้ยนที่ตีสีหน้าบึ้งตึงเดินเข้ามาหา “ในที่สุด เจ้าก็ยอมออกมาพบปะผู้คนสักที พี่นึกว่าเจ้าจะจำศีลอยู่แต่ในห้องตลอดชีวิตเสียอีก”

“พี่รอง” หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มกว้าง เป็นฝ่ายวิ่งเข้าไปหาชายหนุ่มเสียเอง “ข้ากำลังคิดถึงท่านอยู่พอดี”

เมื่อครู่นางยังคิดอยู่ว่าจะมอบให้ใครดี ไม่คิดเลยว่า...ตัวทดลองจะเดินมาหานางถึงหน้าเรือนเสียเอง

*ยามซวี ช่วงเวลาประมาณ 1-3 ทุ่ม

*ยามจื่อ ช่วงเวลาประมาณ 5 ทุ่ม - เที่ยงคืน

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ชายาอสรพิษ   มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า กลับแคว้น

    หลี่หลิงเฟิ่งเปิดคัมภีร์ในมือออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นอักษรบรรทัดแรก รูม่านตาของนางก็หดตัว“มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า… ครึ่งหลัง?”ลมหายใจของนางถี่กระชั้น สมองว่างเปล่าอยู่หลายอึดใจ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ คลื่นยักษ์ก็ระเบิดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน‘ครึ่งหลัง!?’‘นี่คือครึ่งหลังจริงๆ!’หลี่หลิงเฟิ่งกรีดร้อง นางได้มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาครึ่งหนึ่ง ฝึกจนแตกฉาน ตอนแรกคิดว่าทั้งชาติอาจหาอีกครึ่งไม่เจอ ใครจะคิดวันนี้ นางกลับพบอีกครึ่งหนึ่งในหอคัมภีร์ของตำหนักธิดาสวรรค์!หลี่หลิงเฟิ่งสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน แววตายิ่งสว่างขึ้นไม่ผิดแน่ทั้งแนวทาง กลิ่นอายของคัมภีร์ รวมถึงอักขระโบราณ ล้วนเชื่อมต่อกับครึ่งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ที่แตกหักมานาน ในที่สุดก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งมุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ยังมีคนรออยู่ด้านนอก นางเกรงว่าตนคงหัวเราะออกมาแล้วจริงๆนางจึงเก็บคัมภีร์ลงอย่างแนบเนียน ก่อนเริ่มเดินดูเคล็ดวิชาอื่นต่อน่าเสียดาย…แม้เคล็ดวิชาในชั้นนี้จะล้วนเป็นสมบัติสะเทือนโลก กระนั้นไม่มีวิชา

  • ชายาอสรพิษ   ทางรอดเดียว 2

    อวิ๋นหลิ่วมองเงาร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่ค่อยๆ ก้าวลึกเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นสูงสุด แววตาพลันซับซ้อนขึ้นหลายส่วนประตูหินโบราณปิดลง เสียงครืนต่ำหนักดังสะท้อนภายในตำหนัก ตัดขาดกลิ่นอายภายนอกโดยสมบูรณ์ภายในศาลาจึงเหลือเพียงอาจารย์และศิษย์สองคน สายลมยามราตรีพัดผ่านม่านโปร่ง เปลวตะเกียงส่ายไหว เงาของคนทั้งสองทอดยาวอยู่บนพื้นหินสีขาวผ่านไปพักใหญ่ อวิ๋นหลิ่วจึงเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบา“อาจารย์ เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย” ถึงขั้นยอมเปิดหอคัมภีร์ชั้นสูงสุดให้อีกฝ่ายปุโรหิตชุดขาวเพียงยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดังสายน้ำ ทว่าเบื้องลึกกลับซ่อนความอิดโรยที่ปกปิดไม่มิด“ศิษย์เอ๋ย ตำหนักธิดาสวรรค์ในวันนี้ ไม่เหมือนวันวานแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายลอยมากับสายลม“เหล่าอาวุโสพวกนั้น ในหัวมีเพียงผลประโยชน์กับการช่วงชิงอำนาจ พวกเขาลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตำหนักไปหมดสิ้น”อวิ๋นหลิ่วเงียบลง รู้ดีว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวเกินจริงหลายปีมานี้ ภายนอกตำหนักดูสงบเยือกเย็นดุจแดนเซียน ทว่ากระแสน้

  • ชายาอสรพิษ   ทางรอดเดียว 1

    “ในยุคนั้น สำนักไร้ขอบยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งแดนไร้ขอบ”ปุโรหิตชุดขาวเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงเรียบเฉย หากกลับให้ความรู้สึกราวแบกกาลเวลาหลายพันปีเอาไว้เบื้องหลัง“เจ้าสำนักในเวลานั้นมีนามว่า เฮ่อจื่อชิว”เพียงชื่อเดียวหลุดออกมา หลี่หลิงเฟิ่งก็ชะงักชื่อนี้ นางเคยได้ยินมาก่อนครั้งก่อนเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหาร คนพวกนั้นเคยเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้ด้วยสีหน้าเกรงกลัวปนคลุ้มคลั่ง ตอนนั้นนางไม่รู้จัก ดูไปแล้วสงสัยมีส่วนคล้ายบิดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกระทั่งวันนี้ ปุโรหิตทอดสายตามองออกไปไกล ราวกับมองผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาอันเลือนราง“เฮ่อจื่อชิวคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และก็เป็นสหายร่วมตายของข้า”ภายในศาลาเงียบลงโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าเอ่ยแทรกแม้แต่คำเดียว“ห้าพันปีก่อน เขตจิตลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีบางสิ่งตื่นขึ้นจากส่วนลึก มันมิใช่มารทั่วไป หากแต่เป็นสิ่งโสมมจากนอกฟ้าดิน”ทันทีที่คำว่า “นอกฟ้าดิน” หลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลัน

  • ชายาอสรพิษ   เยือนตำหนักธิดาสวรรค์

    ทั้งคู่นั่งวิหคหงส์เพลิงบินกลับหอสิบทิศ บรรยากาศหวานชื่น ส่วนหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ หมอนี่พอเนื้อเข้าปากแล้วไม่ยอมคายเลยนะโม่จื่อหลิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ออกจากเมืองหลักเถอะ”หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว “รีบขนาดนั้น?”“อืม” เขาพยักหน้า “ข้าถอนกำลังหลักของหอสิบทิศออกไปเกือบหมดแล้ว ธุระทางนี้เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินแล้วก็เข้าใจ ดูเหมือนแม้แต่โม่จื่อหลิงเอง ก็ไม่คิดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวนครั้งนี้ต่อ โม่จื่อหลิงมองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม“เทพเซียนทะเลาะกัน ปุถุชนอย่างพวกเราควรหนีให้ไกลที่สุด”หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาในทันที หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่น นางคงเชื่ออยู่บ้างแต่พอออกจากปากคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้สึกว่า “ปุถุชน” ที่เขาพูดถึง ค่อนข้างไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก โม่จื่อหลิงเห็นนางหัวเราะ มุมปากก็ยกขึ้นจางๆ เช่นกันจากนั้นจึงกล่าวต่อ“นางมารน้อย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว พวกเรากลับบ้านกันสักระยะดีไหม”

  • ชายาอสรพิษ   โม่จื่อหลิงมาแล้ว

    ยิ่งเข้าใกล้เขตกำเนิดหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ หมอกมรณะโดยรอบก็ยิ่งบางเบาลงเรื่อยๆ แต่แรงกดดันไม่ลดทอนลงเลยณ กลางท้องนภา เหล่าเฒ่าประหลาดต่อสู้กันเป็นวงกว้าง พื้นละแวกใกล้เคียงเสียหายรุนแรง“ถึงแล้ว” ธิดาเทพผละตัวจากไปโดยไม่แม้แต่กล่าวคำลาหลี่หลิงเฟิ่งสองคนถูกการต่อสู้ของยอดฝีมือดึงดูดสายตาเช่นกัน“ส่งหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์มา”“สารเลว ยังคิดหนีอีกหรือ”“ระวังตัว บุคคลลึกลับผู้นี้มิใช่คนธรรมดา”เสียงตะโกนดังระงมทั่วผืนฟ้าหลี่หลิงเฟิ่งมองบุรุษที่ถูกรุมยำแล้วถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจถึงกับเป็นเขาอีกฝ่ายแปลงโฉมไม่เหลือเค้าเดิม เนื้อด้วยนางมีถิงถิง วิชาอำพรางเหล่านี้ไร้ความหมาย มองทะลุได้หมดหลี่หลิงเฟิ่งละสายตา ถามหลี่เจี้ยน“พี่ชายท่าน ตอนนี้แข็งแกร่งระดับใดแล้ว”หลี่เจี้ยนฉงน จากนั้นความยินดีแล่นริ้วเต็มหน้า นางเอ่ยถามถึงหลี่เฟยหยาง หรือว่าในใจยังมีพวกเขาอยู่ ไม่ได้ไร้เยื่อใยอย่างที่แสดงออกสีหน้าของเขาอ่อนลงไม่น้อย “ข้าเองก็ไม่แน

  • ชายาอสรพิษ   คำเตือนของธิดาเทพ

    เมื่อเห็นว่าเป็นเขา หลี่หลิงเฟิ่งก็เบนสายตาไปอีกทาง หมุนตัวเตรียมไปจากตรงนี้ไม่ทันจะหนี หลี่เจี้ยนขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “น้อง...หลี่หลิงเฟิ่ง ช่วงนี้แดนศักดิ์สิทธิ์แปลกๆ ผู้ฝึกยุทธ์อยู่ๆ ก็คลั่งขึ้นมา สังหารกันเป็นผักปลา ร่วมทางกันเถอะ อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่า”หลี่หลิงเฟิ่งมองเขาแวบหนึ่ง มองจนหลี่เจี้ยนอึดอัด แววตาเฉยเมยยากจะอ่านความคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นนางพยักหน้า เขาจึงถอนใจออกมา“เอาสิ” พูดจบก็เดินนำไปข้างหน้า หลี่เจี้ยนมองแผ่นหลังของนาง ก่อนตามไปเงียบๆระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุย บรรยากาศวังเวงอย่างประหลาด เสี่ยวจูจูและเสี่ยวไป๋มองซ้ายทีขวาที ชวนอึดอัดจนมันไม่กล้าร้องสุ่มสี่สุ่มห้าพักใหญ่ หลี่เจี้ยนเริ่มทนไม่ไหว กำมือแน่นอยู่หลายครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “เรื่องปีนั้นในจวนหลี่ ข้า...”เปิดปากสองสามก็พูดต่อไม่ออก คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ เขาเดิมคิดไว้มากมายคิดจะอธิบายเรื่องในอดีต อยากเล่าความรู้สึกในช่วงหลายปีมานี้ แต่พอมองหลี่หลิงเฟิ่งแล้วก็ได้แต่หุบปากคำพูดนับพันรวมไว้เพีย

  • ชายาอสรพิษ   เลี้ยงผี 1

    “นายท่านจัดการเลยหรือไม่” เสี่ยวไป๋ที่เงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นอย่างกระตือรือร้นเท้าอวบข้างหนึ่งของเสี่ยวมู่ตบเข้าที่หัวเสี่ยวไป๋อย่างแรง เอ่ยเสียงดุ “จัดการอะไรล่ะ เจ้าคิดว่านายท่านเป็นแมวเก้าชีวิต ฆ่าไม่ตายรึ ลำพังคนเดียวสู้ทั้งค่ายไม่ได้อยู่แล้ว วัน ๆ เอาแต่แช่น้ำ จนน้ำท่วมสมองหมดแล้วหรือไร คิดบ้างสิ

    last updateHuling Na-update : 2026-04-03
  • ชายาอสรพิษ   ท่าใหญ่ที่แปลกไป

    เสียงกรนเบาของพวกโจรในห้องเวรยังดังลอยมาเรื่อย ๆ หลี่หลิงเฟิ่งยังเคลื่อนตัวบนคานไม้หลีกเลี่ยงอย่างแนบเนียนที่สุด ก่อนจะหยุดห้องหนึ่งเริ่มวาดแผนที่ สักพักมีสองคนเข้ามานั่งดื่มเหล้าสนทนา นางวาดไปพลางแอบฟังไปพลาง“เจ้าว่าหัวหน้าสามคนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่” เสียงชายผอมเอ่ยขึ้นหลังดื่มไปอีกอึก ความอยากรู้

    last updateHuling Na-update : 2026-04-03
  • ชายาอสรพิษ   ต่อรองราคา

    หลี่หลิงเฟิ่งหมดคำพูดอันนี้เป็นตรรกะใหม่ที่นางเพิ่งพบในสองชาติหญิงชรามองด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อหูตัวเองของนาง แล้วหัวเราะดังกว่าเดิม“ไม่ใช่แค่เพราะหน้าตาหรอก อันที่จริง เจ้ามีจิตสำนึกนิ่ง ไม่แปรปรวนง่ายมีสติยามเจออันตราย ใจแข็งดั่งหินผา ทระนงตนแต่ไม่เย่อหยิ่ง”นางยิ้มน้อย ๆ “นิสัยแบบนี้ ข้าชอบ”

    last updateHuling Na-update : 2026-04-02
  • ชายาอสรพิษ   ความมืดคืบคลาน

    หลี่หลิงเฟิ่งอาศัยพลังบิดเบี้ยวของมิติอำพรางตัว นางเร่งความเร็วโดยไม่หันกลับไปมองหลัง กระแสพลังยุทธ์ขั้นพิภพระดับสูงถูกใช้งานอย่างเต็มที่ข้าต้องทิ้งร่องรอยทั้งหมด ลบรอยเท้าและกลิ่นอายที่อาจถูกตามเจอขณะที่หลี่หลิงเฟิ่งเดินลึกเข้าไปในความมืด บรรยากาศรอบตัวพลันแปรเปลี่ยนเป็นความเงียบสงัดผิดปกติ ความ

    last updateHuling Na-update : 2026-04-02
Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status