Beranda / รักโบราณ / ชายาอสรพิษ / นักคว้าจับมือฉมัง 2

Share

นักคว้าจับมือฉมัง 2

last update Tanggal publikasi: 2024-12-25 19:29:42

หลี่เจี้ยนชะงักงัน น้องเล็กดีใจที่ได้เจอเขาหรือ ความน้อยใจที่สั่งสมมาตลอดหลายวันพลันจางหายเพียงแค่ประโยคเดียวของนาง ริมฝีปากยกยิ้มอบอุ่น กล่าวอย่างอารมณ์ดี “ไป พี่จะพาเจ้าไปเปิดหูเปิดตา”

มือเรียวคล้องแขนผู้เป็นพี่ชาย ส่ายหน้าปฏิเสธ “ข้ามีของขวัญจะให้ท่าน เดิมทีตั้งใจจะมอบให้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่เกิดเรื่องขึ้นมากมาย จึงไม่มีโอกาสสักครั้ง” นางกะพริบตากลมโตจ้องมองหลี่เจี้ยนตาแป๋ว น้ำเสียงใสพูดออกจากปากช่างไหลลื่น ไม่ติดขัดสักนิด

“สิ่งใดรึ” หลี่เจี้ยนตาเป็นประกาย กล่าวอย่างตื่นเต้น นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้รับความสำคัญจากน้องเล็ก ตั้งแต่นางกลับมาก็ทำตัวเหินห่างกับเขาราวกับคนแปลกหน้า

ตอนเด็กก็ยังชอบเกาะติดกับหลี่เฟยหยาง เขาเป็นเพียงพี่ชายที่เดินตามพวกนางอยู่ข้างหลัง นางระลึกถึงเขา จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร

รอยยิ้มหวานไปจนถึงดวงตาถูกส่งไปให้อีกครา ชายหนุ่มมองอย่างเคลิบเคลิ้ม “สิ่งนี้มีเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้า ท่านเป็นคนแรกที่ได้รับมันเชียวนะเจ้าคะ”

นางปล่อยมือทั้งสองข้างที่คล้องแขนหลี่เจี้ยนออก จากนั้นหยิบเอาตลับยาในอกเสื้อออกมาก่อนยื่นให้ “ท่านเปิดดูสิ”

“น้องเล็ก” หลี่เจี้ยนซาบซึ้งใจยิ่งนัก กำตลับยาไว้แน่น ค่อยๆ เปิดมันออกมา สีหน้าที่กำลังดีใจพลันแข็งค้าง เขาถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

“เอ่อ...น้องเล็ก สิ่งนี้คืออันใดหรือ” สมองของเขาเหมือนจะพิการไปชั่วขณะ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่อยู่ในนี้เป็นยาลูกกลอนหรือไม่หนอ "ยาลูกกลอน?"

มันช่าง....หาคำใดมาเปรียบเทียบไม่ได้เลย

“ก็ใช่น่ะสิ” รอยยิ้มนางยังคงไม่จางหาย น้ำเสียงเบาสบายดังขึ้นอีกหน “เป็นยาลูกกลอนที่ข้าทำขึ้นมาเอง เก็บมันไว้ให้ท่านคนเดียวเลยนะ แม้แต่พี่ใหญ่ขอ ข้าก็ยังไม่ยอมให้”

“ยานี่...มันออกจะแตกต่างจากที่เคยพบเห็นอยู่สักหน่อย เจ้าแน่ใจนะว่ามันกินได้” กลิ่นเหม็นไหม้ตลบอบอวนรอบบริเวณล้านกว้าง หลี่เจี้ยนมุมปากกระตุก หยิบเจ้าก้อนกลมๆ ดำๆ จากตลับขึ้นมา รอยไหม้ติดมือของเขาเป็นจุดกระดำกระด่าง ไม่มีกลิ่นหอมของสมุนไพรหลงเหลืออยู่เลยสักนิด

ครั้นเห็นน้องสาวก้มหน้างุด ก็คิดว่านางกำลังเศร้าสร้อย ในใจเขาพลันอ่อนยวบ  แม้ใจจะคิดไปอีกทางแต่ปากกลับกล่าววาจาเชิงปลอบ น้ำเสียงที่เปล่งออกมานุ่มนวลกว่าทุกครั้ง  “อืม แม้จะแตกต่างไปบ้าง รสชาติอาจจะไม่ถูกปาก แต่ก็ดูเหมือนจะมีสรรพคุณล้นหลาม ยาลูกกลอนที่น้องเล็กทำ จะเหมือนผู้อื่นได้อย่างไร จริงไหม”

คราวนี้เป็นเสี่ยวเซียงที่ตามหลี่หลิงเฟิ่งออกมา สีหน้าฉายแววซับซ้อนที่สุด มองหลี่เจี้ยนด้วยแววตาประหลาด คิดอย่างสงสัย อย่างนี้ก็เรียกว่ายาลูกกลอนได้แล้วหรือ เห็นอยู่ว่ายาลูกกลอนของคุณหนูน่าเกลียดเพียงใด คุณชายรองยังหาจุดชื่นชมปลอบใจคุณหนูออกมาได้ สมแล้วที่เป็นคุณชายรอง หากเป็นคนอื่นเกรงว่าคงไม่แม้แต่จะแตะมันด้วยซ้ำ

ครั้นเห็นหลี่หลิงเฟิ่งเงยหน้าขึ้นมามองเขาด้วยสีหน้าคาดหวัง รอยยิ้มประดับบนใบหน้ายามปลุกปลอบน้องสาวเมื่อสักครู่บิดเบี้ยวเล็กน้อย เขารู้สึกสงสารตนเองอยู่บ้าง พลันอยากให้ที่ตรงนี้เป็นหลี่เฟยหยางแทน

หลี่เจี้ยนหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะกลืนยาลูกกลอนเข้าปากอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความตั้งใจของน้องเล็กที่ทำเพื่อเขา เขาต้องรักถนอมน้ำใจของนาง ถึงอย่างไรก็คงไม่ถึงตาย

ความรู้สึกแรกช่างขมปร่าติดลิ้น แทบอยากจะคายทิ้งเสียเดี๋ยวนั้น ทว่า ครู่ต่อมา ร่างสูงพลันเบิกตาโพลง ความเย็นสบาย สดชื่นราวอยู่ที่น้ำตกบนยอดเขาสูงเช่นนี้ ปลายจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเย็นดั่งดอกไม้ป่า ใสสะอาด บริสุทธิ์ ตามมาด้วยอาการเมื่อยล้าจากการต่อสู้ค่อยๆถูกชะล้างลงในเวลาอันรวดเร็ว ความกระปรี้กระเปร่าเข้ามาแทนที่

“น้องเล็ก นี่...ยาลูกกลอนสะกดสำนึกรึ” หลี้เจี้ยนตกใจจนร่างกายแข็งทื่อ ไม่อยากเชื่อสายตา ณ เวลาที่เขากลืนยามันลงไปนั้น เขาเพียงกล้ำกลืนฝืนกินมันเพื่อน้องเล็ก ไม่คาดคิดว่า... “ไม่ถูก คล้ายคลึงแต่กลับไม่ใช่”

หลี่เจี้ยนขบคิดอยู่นานก็คิดไม่ออก เขาเคยศึกษายาลูกกลอนมาบ้าง แต่ที่เคยเห็นกลับนับนิ้วได้ เพราะยาลูกกลอนที่มีคุณสมบัติยอดเยี่ยมมักไม่ปรากฏตามท้องตลาด และเขาก็เองไม่ใช่แพทย์โอสถ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้จักของสิ่งนี้

“ท่านเข้าใจถูกต้องแล้ว มันคือลูกกลอนสะกดสำนึก” หลี่หลิงเฟิ่งยกมือกอดอก หน้างดงามเชิดขึ้น “แต่ดีกว่าลูกกลอนสะกดสำนึก”

สองนายบ่าวมองหลี่หลิงเฟิ่งอย่างงุนงง ทำไมพอฟังนางพูดถึงได้สับสนยิ่งกว่าเดิม เสี่ยวเซียงรู้สึกตนเองโง่เขลาในบัลดล “คุณหนูเจ้าขา แล้วมันใช่ลูกกลอนสะกดสำนึกหรือไม่เจ้าคะ”

“ลูกกลอนสะกดสำนึกทั่วไปเพียงรักษาอาการบาดเจ็บภายใน แต่ลูกกลอนที่ข้าหลอมขึ้นมายังช่วยฟื้นฟูพละกำลังให้กลับมาแข็งแรงดังเดิมได้” โดยทั่วไปลูกกลอนสะกดสำนึกเป็นยาลูกกลอนขั้นพื้นฐานที่สุด นักหลอมโอสถทุกคนเพียงหลับตาก็หลอมออกมาได้แล้ว เพียงแต่นางเปลี่ยนวัตถุดิบหลอมยา ใช้น้ำทิพย์ต่างน้ำแร่ คุณสมบัติจึงก้าวกระโดดขึ้นอีกขั้น

“ฮ่าๆ พี่คิดอยู่แล้วว่าต้องเป็นของดีอย่างแน่นอน” หลี่เจี้ยนหัวเราะร่า ขยี้ผมนางเบาๆ แม้รสชาติจะย่ำแย่อย่างมาก แต่สรรพคุณชนะเลิศ “มีหรือจะเอาของชั้นเลวพวกนั้นมาให้พี่”

หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มตอบ ไม่เปิดโปงความคิดของเขา จากนั้นหันไปกล่าวกับเสี่ยวเซียงเสียงเรียบ “นี่ก็สายมากแล้ว ข้าจะไปดูหอแพทย์โอสถสักหน่อย เจ้าเฝ้าเรือนให้ดี อย่าให้ใครเข้ามาวุ่นวาย”

“เจ้าค่ะ” เสี่ยวเซียงรับคำ เดินคอตกล่าถอยกลับไป

“ท่านจะไปด้วยกันหรือไม่” ไม่จำเป็นต้องตอบรับ มือหนาคว้ามือหลี่หลิงเฟิ่งเดินออกไปทันที หัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดีตลอดทาง

ณ ห้องด้านใน

“จนป่านนี้ยังสืบอะไรเพิ่มเติมไม่ได้เลย” เหยาจี้ตบโต๊ะอย่างแรง สีหน้าโกรธเกรี้ยว “ศิษย์ทั้งหมดในหอแพย์ไม่มีอันใดผิดปกติ ทุกคนต่างก็มีพู่ติดกายด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งยังมีพยานยืนยันที่อยู่กันหมด”

หวังซีหน้าตาสงบนิ่งกว่ามาก นิ้วชี้เคาะโต๊ะเป็นจังหวะเบาๆ “เพราะปกติเกินไปนี่ล่ะ ถึงไม่ปกติ”

เหยาจี้เผยสีหน้าอับจนปัญญา “เป็นไปได้หรือไม่ พวกเราอาจเดาผิดตั้งแต่แรก บางทีคนร้ายอาจเป็นคนนอก แต่เพราะต้องการใส่ความให้พวกเราหอแพทย์โอสถแตกคอกันเอง จึงตั้งใจทิ้งหลักฐานไว้ให้ดูต่างหน้า”

การดำรงอยู่ของพู่มาลา ทำให้เกิดความหวาดระแวงกันเองภายในหอแพทย์โอสถ กลายเป็นหนอนร้ายชอนไชกัดกินหัวใจทุกคนทีละนิด หากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดรอยร้าวขึ้นสักวัน

“หากเป็นอย่างที่เจ้าว่า จะอธิบายเรื่องพู่มาลาอย่างไร บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกของหอแพทย์ไม่มีทางจะมีมันได้” หลายวันที่ผ่านมา พวกเขาเอาแต่ครุ่นคิด หาตัวคนทรยศ ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันตลอดทั้งวันทั้งคืน

“จะคนในก็ดี คนนอกก็ช่าง ไม่ว่ายากเย็นเพียงไร จำต้องลากตัวมันออกมาให้จงได้” หวังซีคลึงขมับอย่างเหนื่อยล้า “ใครก็ตามที่ต้องการทำลายหอแพทย์โอสถ ข้าไม่ยอมให้มันอยู่อย่างสบายใจแน่”

คนที่มีเรื่องกับสำนักแพทย์โอสถ ไม่เคยมีใครได้กลับมาพูดถึงความร้ายกาจของพวกเขาเลยสักครั้ง เพราะคนพวกนั้นล้วนหมดลมหายใจกันไปก่อนแล้วอย่างไรล่ะ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูดังมาจากด้านนอก บุรุษทั้งสองหันหน้าไปมอง พลันพบศิษย์หอแพทย์คนหนึ่งเดินนำพี่น้องตระกูลหลี่เข้ามา คำนับอย่างนอบน้อมครั้งหนึ่งก่อนจะถอยออกไป

“อาจารย์อา” เหยาจี้ลุกพรวดออกจากเก้าอี้ กูลีกุจอเข้ามาคำนับหลี่หลิงเฟิ่ง เชื้อเชิญนางมานั่งยังตำแหน่งเดิมของตน ส่วนเจ้าตัวนั่งลงบนเก้าอี้ว่างข้างตัวหวังซีแทน พลางหันไปพยักหน้าให้หลี่เจี้ยนเป็นเชิงทักทาย

“เหตุใดท่านไม่แจ้งก่อน พวกข้าจะได้ลงไปต้อนรับ” ตื่นเต้นดีใจจนมือที่กำลังรินน้ำชาให้หลี่หลิงเฟิ่งสั่นเทาไม่หยุด น้ำชากระฉอก หกกระเด็นเต็มพื้น

“ข้าทำเองดีกว่า” หลี่หลิงเฟิ่งเห็นแล้วให้เวทนาหมายจะแย่งกาน้ำชามาจากเหยาจี้ หากแต่ถูกหวังซีชิงตัดหน้าไปก่อนหนึ่งก้าว

ชายหนุ่มรินน้ำชาให้นางด้วยท่าทีสงบนิ่ง พลางเอ่ย “ท่านหายดีแล้วหรือ”

หลี่หลิงเฟิ่งเพียงหยักหน้าตอบ รับถ้วยชาจากหวังซีมาดื่ม “ของที่เจ้าให้ข้าดูเมื่อครั้งก่อน ตอนนี้ยังอยู่หรือไม่”

“ท่านรอสักครู่” ชายหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่ง จากนั้นเดินหายเข้าไปในห้องนอนไม่นานก็กลับมาพร้อมหลอดเลือดหลอดหนึ่งยื่นมาตรงหน้าหลี่หลิงเฟิ่ง

หญิงสาวเพ่งพินิจครู่ใหญ่ คิ้วเรียวยาวเลิกขึ้นเล็กน้อย ยิ้มอย่างเกียจคร้าน “เลือดใครรึ” ดูเหมือนว่าเลือดก้อนนี้จะสำคัญอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เจ้าของเลือดสำคัญ ก็แสดงว่าเลือดไม่กี่หยดนี้มีสิ่งสำคัญซุกซ่อนอยู่

“เป็นเลือดของเจ้าสำนักแพทย์โอสถขอรับ เจ้าสำนักเดินทางไปร่วมงานชุมนุมที่แคว้นจวินเมื่อหกเดือนก่อน หลังจากกลับมาก็ไม่มีสิ่งผิดปกติอันใด ทว่า ผ่านไปสองเดือนอาการป่วยก็เริ่มปรากฏให้เห็นทีละน้อย ไม่มีใครคาดคิดว่าเพียงไม่กี่วัน เจ้าสำนักก็อาการทรุดหนัก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้สติ ร่างกายผ่ายผอมลงเรื่อยๆ ขอรับ”

สวีคุน ศิษย์พี่ผู้กุมอำนาจทั้งหมดของสำนักแพทย์โอสถน่ะหรือ หลี่หลิงเฟิ่งคลึงหลอดเลือดในมือเล่น ใช้น้ำเสียงเฉื่อยเนือยเอ่ยถาม “นอกจากนั้นเล่า”

“ไม่ทราบขอรับ ข้าเองก็เพิ่งได้รับข่าวเมื่อไม่นานมานี้ เป็นข่าวล่าสุดเมื่อสองเดือนก่อน ท่านอาจารย์เองก็เร่งเดินทางกลับสำนักแพทย์โอสถ เกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมาเจออาจารย์อาได้ขอรับ”

หลี่เจี้ยนที่นั่งเงียบอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นมา “การส่งข่าวของสำนักพวกเจ้าล่าช้าไปมากทีเดียว” เหยาจี้พลันหน้าเปลี่ยนสี ก้มหน้าสำนึกผิด

สายตาคมมองสบตากับหลี่หลิงเฟิ่ง “เสี่ยวเฟิ่ง ดูเหมือนเรื่องนี้จะไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว”

“อืม เป็นไปได้มากว่า สิ่งที่คนร้ายต้องการเป็นของสิ่งนี้” ชายทั้งสองตื่นตระหนกทันที ร่างสองร่างสั่นท้าน ข่าวการป่วยของท่านเจ้าสำนักเก็บเงียบเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป สำนักพวกเขาต้องเกิดการสั่นคลอนแน่!

“ก่อนหน้านี้ข้าส่งคนไปแจ้งข่าวกับอาจารย์หูรอบหนึ่ง ไม่คาดคิดว่าข่าวจะไปไม่ถึง” เหยาจี้เป็นกังวลเหลือแสน หากเรื่องนี้หลุดรอดออกไปก็ถือเป็นความผิดของเขาด้วยส่วนหนึ่ง นอกเหนือจากนั้นอาการเจ็บป่วยของเจ้าสำนักทรุดลงทุกวัน ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตรอดอีกนานเท่าใด

“อาจารย์อา ท่านบอกว่ารักษาได้ไม่ใช่หรือขอรับ” หวังซีเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของหลี่หลิงเฟิ่ง ในใจเขาเริ่มวิตกกังวลขึ้นมาบ้างแล้ว

“อาจารย์อา ท่านรักษาได้จริงรึ” เหยาจี้ตะลึงงัน มองหลี่หลิงเฟิ่งอย่างไม่อยากจะเชื่อ เรื่องนี้ออกจะเหลือเชื่อเกินไปหน่อยกระมัง เด็กสาวอายุสิบสี่สิบห้าปีนางนี้มีความสามารถล้ำหน้านักหลอมโอสถในสำนักแพทย์โอสถทุกคน!

โอ้! หากเขาไม่เห็นกับตาว่านางรู้จักการใช้พิษ ตอนนี้นางคงถูกเขาหัวเราะเยาะไปแล้วเป็นแน่ เหยาจี้ยิ่งคิดยิ่งคับแค้นใจต่อโชคชะตา เขาอายุปูนนี้ยังเป็นแค่แพทย์โอสถ ฝึกฝนอยู่หลายปีก็ยังไม่ผ่านการคัดเลือกเป็นนักหลอมโอสถ

แต่สตรีนางนี้เป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่ง กลับก้าวข้ามพวกเขาทุกคนไปแล้ว!

หลี่หลิงเฟิ่งถอนหายใจอย่างหนักหน่วง สีหน้าปรากฏความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “ล่วงเลยมานานขนาดนี้ พิษคงกระจายตัวเข้าสู่ร่างกายไปหมดแล้ว หวังว่าพิษจะยังไม่ลามไปถึงหัวใจ” หากพิษอยู่ระดับเดียวกันกับเลือดในหลอดนี้ นางมั่นใจว่ารักษาได้ แต่ปล่อยไว้นานถึงขนาดนี้ ความมั่นใจของนางก็ลดลงหลายส่วน คงมีแค่หนทางเดียว นางต้องเดินทางไปดูด้วยตนเองสักครา

“พิษ!” เหยาจี้ตื่นตระหนกตกใจยิ่งกว่าเดิม นี่เจ้าสำนักถูกวางยาพิษรึ เหตุใดถึงไม่มีผู้อาวุโสท่านใดกล่าวถึงเลยสักครั้ง

“อาจารย์อา ท่านหมายความว่า...” หวังซีหน้าซีดเผือด สามวันก่อนเขามาพร้อมความหวังเต็มเปี่ยม พอมาวันนี้กลับเหมือนมีคนขยี้มันทิ้งไปต่อหน้าต่อตา

“ตอนนี้ข้ายังตอบไม่ได้ จนกว่าจะได้เห็นอาการคนป่วย” หลี่หลิงเฟิ่งขมวดคิ้ว “แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น ข้าจะปรุงยาระงับพิษชั่วคราวให้ก่อน สามารถยืดการลุกลามของพิษเข้าสู่หัวใจช้าลงได้”

นางเงียบนิ่งครู่หนึ่ง เงยหน้ามองหวังซี ก่อนเอ่ยต่อ “ทางที่ดี เจ้านำมันไปส่งด้วยตนเองเถิด ระหว่างทางก็คิดหาเหตุผลดีๆ สักข้อบอกกล่าวตาเฒ่าหูซานสักหน่อย เรื่องที่เจ้าจะมาติดตามข้านับต่อแต่นี้”

ครั้นเห็นสายตาอยากจะร้องไห้ของอีกฝ่าย ก็ให้ไม่พอใจขึ้นมา ส่งสายตาค้อนขวับกลับไป “อันใด เจ้าคงไม่คิดว่าข้าว่างมากมีเวลาสอนเจ้าอยู่ที่นี่หรอกนะ สำคัญตัวผิดไปหรือไม่ หากไม่ติดตามข้าแล้ว จะเรียนรู้วิชาจากจินตนาการอย่างนั้นรึ ถ้าเจ้าเก่งกาจขนาดนั้น ไฉนไม่เป็นอัจริยะไปแล้วเล่า มาตามก้นหูซานอยู่หลายปีเพื่ออะไร”

“อาจารย์อา ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นขอรับ” หวังซีอยากจะร้องไห้ขึ้นมาจริงๆ แล้ว ความไม่ยินยอมพร้อมใจหายไปฉับพลัน อย่าเห็นว่าสตรีนางนี้จะใจดีเหมือนหน้าตาเชียว นางน่ะเป็นนางมารชัดๆ

ชายหนุ่มนึกไว้อาลัยให้กับชีวิตในอนาคตของตนเอง ไม่รู้จะพบกับหายนะอันใดบ้าง

“อาจารย์อา แล้วเรื่องคนร้ายล่ะขอรับ ข้ากลัวว่าหากไม่จับเขาเสียแต่เนิ่นๆ เกิดเรื่องเจ้าสำนักถูกพิษแพร่งพรายออกไป จะไม่เป็นการดีนะขอรับ” เหยาจี้เอ่ยแย้งออกมาในที่สุด หากหวังซีจากไปแล้ว เขาคนเดียวไม่มีทางจับคนทรยศผู้นี้ได้แน่

“จับโจรน่ะหรือ” หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มอย่างเกียจคร้าน ประกายตาเจ้าเล่ห์พลันผุดขึ้นมา  “งานถนัดของข้าเลยล่ะ”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชายาอสรพิษ   มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า กลับแคว้น

    หลี่หลิงเฟิ่งเปิดคัมภีร์ในมือออกอย่างระมัดระวัง เพียงเห็นอักษรบรรทัดแรก รูม่านตาของนางก็หดตัว“มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้า… ครึ่งหลัง?”ลมหายใจของนางถี่กระชั้น สมองว่างเปล่าอยู่หลายอึดใจ ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าเต็มๆ คลื่นยักษ์ก็ระเบิดขึ้นในใจไม่หยุดหย่อน‘ครึ่งหลัง!?’‘นี่คือครึ่งหลังจริงๆ!’หลี่หลิงเฟิ่งกรีดร้อง นางได้มหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาครึ่งหนึ่ง ฝึกจนแตกฉาน ตอนแรกคิดว่าทั้งชาติอาจหาอีกครึ่งไม่เจอ ใครจะคิดวันนี้ นางกลับพบอีกครึ่งหนึ่งในหอคัมภีร์ของตำหนักธิดาสวรรค์!หลี่หลิงเฟิ่งสูดลมหายใจลึก พยายามกดความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนรีบเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ยิ่งอ่าน แววตายิ่งสว่างขึ้นไม่ผิดแน่ทั้งแนวทาง กลิ่นอายของคัมภีร์ รวมถึงอักขระโบราณ ล้วนเชื่อมต่อกับครึ่งแรกอย่างสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ที่แตกหักมานาน ในที่สุดก็กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งมุมปากของหลี่หลิงเฟิ่งกระตุกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ หากมิใช่ยังมีคนรออยู่ด้านนอก นางเกรงว่าตนคงหัวเราะออกมาแล้วจริงๆนางจึงเก็บคัมภีร์ลงอย่างแนบเนียน ก่อนเริ่มเดินดูเคล็ดวิชาอื่นต่อน่าเสียดาย…แม้เคล็ดวิชาในชั้นนี้จะล้วนเป็นสมบัติสะเทือนโลก กระนั้นไม่มีวิชา

  • ชายาอสรพิษ   ทางรอดเดียว 2

    อวิ๋นหลิ่วมองเงาร่างของหลี่หลิงเฟิ่งที่ค่อยๆ ก้าวลึกเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นสูงสุด แววตาพลันซับซ้อนขึ้นหลายส่วนประตูหินโบราณปิดลง เสียงครืนต่ำหนักดังสะท้อนภายในตำหนัก ตัดขาดกลิ่นอายภายนอกโดยสมบูรณ์ภายในศาลาจึงเหลือเพียงอาจารย์และศิษย์สองคน สายลมยามราตรีพัดผ่านม่านโปร่ง เปลวตะเกียงส่ายไหว เงาของคนทั้งสองทอดยาวอยู่บนพื้นหินสีขาวผ่านไปพักใหญ่ อวิ๋นหลิ่วจึงเม้มริมฝีปาก ก่อนเอ่ยเสียงเบา“อาจารย์ เหตุใดท่านต้องทำถึงเพียงนี้ด้วย” ถึงขั้นยอมเปิดหอคัมภีร์ชั้นสูงสุดให้อีกฝ่ายปุโรหิตชุดขาวเพียงยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดังสายน้ำ ทว่าเบื้องลึกกลับซ่อนความอิดโรยที่ปกปิดไม่มิด“ศิษย์เอ๋ย ตำหนักธิดาสวรรค์ในวันนี้ ไม่เหมือนวันวานแล้ว” น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา คล้ายลอยมากับสายลม“เหล่าอาวุโสพวกนั้น ในหัวมีเพียงผลประโยชน์กับการช่วงชิงอำนาจ พวกเขาลืมเจตนารมณ์ดั้งเดิมของตำหนักไปหมดสิ้น”อวิ๋นหลิ่วเงียบลง รู้ดีว่าอาจารย์ไม่ได้กล่าวเกินจริงหลายปีมานี้ ภายนอกตำหนักดูสงบเยือกเย็นดุจแดนเซียน ทว่ากระแสน้

  • ชายาอสรพิษ   ทางรอดเดียว 1

    “ในยุคนั้น สำนักไร้ขอบยังคงเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งแดนไร้ขอบ”ปุโรหิตชุดขาวเอ่ยเนิบช้า น้ำเสียงเรียบเฉย หากกลับให้ความรู้สึกราวแบกกาลเวลาหลายพันปีเอาไว้เบื้องหลัง“เจ้าสำนักในเวลานั้นมีนามว่า เฮ่อจื่อชิว”เพียงชื่อเดียวหลุดออกมา หลี่หลิงเฟิ่งก็ชะงักชื่อนี้ นางเคยได้ยินมาก่อนครั้งก่อนเผชิญหน้ากับกลุ่มมือสังหาร คนพวกนั้นเคยเอ่ยถึงบุคคลผู้นี้ด้วยสีหน้าเกรงกลัวปนคลุ้มคลั่ง ตอนนั้นนางไม่รู้จัก ดูไปแล้วสงสัยมีส่วนคล้ายบิดาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกระทั่งวันนี้ ปุโรหิตทอดสายตามองออกไปไกล ราวกับมองผ่านม่านหมอกแห่งกาลเวลาอันเลือนราง“เฮ่อจื่อชิวคือผู้แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค และก็เป็นสหายร่วมตายของข้า”ภายในศาลาเงียบลงโดยไม่รู้ตัว อวิ๋นหลิ่วก็ไม่กล้าเอ่ยแทรกแม้แต่คำเดียว“ห้าพันปีก่อน เขตจิตลวงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีบางสิ่งตื่นขึ้นจากส่วนลึก มันมิใช่มารทั่วไป หากแต่เป็นสิ่งโสมมจากนอกฟ้าดิน”ทันทีที่คำว่า “นอกฟ้าดิน” หลุดออกมา บรรยากาศทั้งห้องพลัน

  • ชายาอสรพิษ   เยือนตำหนักธิดาสวรรค์

    ทั้งคู่นั่งวิหคหงส์เพลิงบินกลับหอสิบทิศ บรรยากาศหวานชื่น ส่วนหลี่หลิงเฟิ่งกลอกตาในใจ หมอนี่พอเนื้อเข้าปากแล้วไม่ยอมคายเลยนะโม่จื่อหลิงก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง“ออกจากเมืองหลักเถอะ”หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้ว “รีบขนาดนั้น?”“อืม” เขาพยักหน้า “ข้าถอนกำลังหลักของหอสิบทิศออกไปเกือบหมดแล้ว ธุระทางนี้เสร็จสิ้นแล้วเช่นกัน”หลี่หลิงเฟิ่งได้ยินแล้วก็เข้าใจ ดูเหมือนแม้แต่โม่จื่อหลิงเอง ก็ไม่คิดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำวนครั้งนี้ต่อ โม่จื่อหลิงมองนาง กล่าวด้วยรอยยิ้ม“เทพเซียนทะเลาะกัน ปุถุชนอย่างพวกเราควรหนีให้ไกลที่สุด”หลี่หลิงเฟิ่งหัวเราะออกมาในทันที หากคำพูดนี้ออกจากปากคนอื่น นางคงเชื่ออยู่บ้างแต่พอออกจากปากคนผู้นี้ ไม่ว่าอย่างไรนางก็รู้สึกว่า “ปุถุชน” ที่เขาพูดถึง ค่อนข้างไม่มีความจริงใจเท่าใดนัก โม่จื่อหลิงเห็นนางหัวเราะ มุมปากก็ยกขึ้นจางๆ เช่นกันจากนั้นจึงกล่าวต่อ“นางมารน้อย ฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแล้ว พวกเรากลับบ้านกันสักระยะดีไหม”

  • ชายาอสรพิษ   โม่จื่อหลิงมาแล้ว

    ยิ่งเข้าใกล้เขตกำเนิดหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ หมอกมรณะโดยรอบก็ยิ่งบางเบาลงเรื่อยๆ แต่แรงกดดันไม่ลดทอนลงเลยณ กลางท้องนภา เหล่าเฒ่าประหลาดต่อสู้กันเป็นวงกว้าง พื้นละแวกใกล้เคียงเสียหายรุนแรง“ถึงแล้ว” ธิดาเทพผละตัวจากไปโดยไม่แม้แต่กล่าวคำลาหลี่หลิงเฟิ่งสองคนถูกการต่อสู้ของยอดฝีมือดึงดูดสายตาเช่นกัน“ส่งหัวใจแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์มา”“สารเลว ยังคิดหนีอีกหรือ”“ระวังตัว บุคคลลึกลับผู้นี้มิใช่คนธรรมดา”เสียงตะโกนดังระงมทั่วผืนฟ้าหลี่หลิงเฟิ่งมองบุรุษที่ถูกรุมยำแล้วถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจถึงกับเป็นเขาอีกฝ่ายแปลงโฉมไม่เหลือเค้าเดิม เนื้อด้วยนางมีถิงถิง วิชาอำพรางเหล่านี้ไร้ความหมาย มองทะลุได้หมดหลี่หลิงเฟิ่งละสายตา ถามหลี่เจี้ยน“พี่ชายท่าน ตอนนี้แข็งแกร่งระดับใดแล้ว”หลี่เจี้ยนฉงน จากนั้นความยินดีแล่นริ้วเต็มหน้า นางเอ่ยถามถึงหลี่เฟยหยาง หรือว่าในใจยังมีพวกเขาอยู่ ไม่ได้ไร้เยื่อใยอย่างที่แสดงออกสีหน้าของเขาอ่อนลงไม่น้อย “ข้าเองก็ไม่แน

  • ชายาอสรพิษ   คำเตือนของธิดาเทพ

    เมื่อเห็นว่าเป็นเขา หลี่หลิงเฟิ่งก็เบนสายตาไปอีกทาง หมุนตัวเตรียมไปจากตรงนี้ไม่ทันจะหนี หลี่เจี้ยนขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “น้อง...หลี่หลิงเฟิ่ง ช่วงนี้แดนศักดิ์สิทธิ์แปลกๆ ผู้ฝึกยุทธ์อยู่ๆ ก็คลั่งขึ้นมา สังหารกันเป็นผักปลา ร่วมทางกันเถอะ อย่างน้อยก็อุ่นใจกว่า”หลี่หลิงเฟิ่งมองเขาแวบหนึ่ง มองจนหลี่เจี้ยนอึดอัด แววตาเฉยเมยยากจะอ่านความคิด ผ่านไปครู่หนึ่งก็เห็นนางพยักหน้า เขาจึงถอนใจออกมา“เอาสิ” พูดจบก็เดินนำไปข้างหน้า หลี่เจี้ยนมองแผ่นหลังของนาง ก่อนตามไปเงียบๆระหว่างทางไม่มีเสียงพูดคุย บรรยากาศวังเวงอย่างประหลาด เสี่ยวจูจูและเสี่ยวไป๋มองซ้ายทีขวาที ชวนอึดอัดจนมันไม่กล้าร้องสุ่มสี่สุ่มห้าพักใหญ่ หลี่เจี้ยนเริ่มทนไม่ไหว กำมือแน่นอยู่หลายครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงแหบพร่า “เรื่องปีนั้นในจวนหลี่ ข้า...”เปิดปากสองสามก็พูดต่อไม่ออก คำพูดมันติดอยู่ในลำคอ เขาเดิมคิดไว้มากมายคิดจะอธิบายเรื่องในอดีต อยากเล่าความรู้สึกในช่วงหลายปีมานี้ แต่พอมองหลี่หลิงเฟิ่งแล้วก็ได้แต่หุบปากคำพูดนับพันรวมไว้เพีย

  • ชายาอสรพิษ   เสี้ยวหนึ่งของชาติกำเนิด

    สวีคุนเริ่มสำรวจภายในห้องโถงอย่างตื่นเต้นโดยมีหลี่หลิงเฟิ่งเดินตามอยู่ด้านหลัง เนื่องจากนางเข้าออกโถงแห่งนี้เป็นประจำ จึงรู้สึกเฉยชาอยู่มาก แต่เมื่อเดินเข้ามายังใจกลางห้อง สีหน้าของนางกลับแปรเปลี่ยนจากปกติโดยสิ้นเชิง หันไปมอบรอบ ๆ อย่างน่าประหลาดใจหลี่หลิงเฟิ่งเริ่มสำรวจอีกรอบ จากที่เคยเป็นโถงไม้ธ

    last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-20
  • ชายาอสรพิษ   ประชันขันแข่ง

    หลายวันมานี้หลี่หลิงเฟิ่งอยู่อย่างสงบสุขเสมอมา นอกจากรักษาเจ้าสำนักทุกเช้า นางใช้เวลาทั้งวันไปกับฝึกหลอมโอสถที่ห้องหลอมโอสถ ใช้สมุนไพรของสำนักแพทย์โอสถราวกับน้ำ เรียกได้ว่าละลายทรัพย์ของแท้ เหตุเพราะเกิดกระทบกระทั่งกันวันนั้นจึงไม่มีใครกล้าออกมาตำหนิ กลับกันทุกคนคอยเอาใจนางทุกอย่าง วันนี้ก็เช่นกัน

    last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-19
  • ชายาอสรพิษ   การพบเจอที่คาดไม่ถึง 3

    กว่าที่หลี่หลิงเฟิ่งจะหลุดออกจากภวังค์ได้ก็ผ่านมาราว ๆ หนึ่งเค่อ*แล้ว นางเริ่มรับรู้ถึงความเจ็บปวดบนร่างกายที่บอบช้ำ แต่นางกลับทนได้ มิหนำซ้ำยังมีความสบายแทรกซึมเข้ามาอีกต่างหาก ความเจ็บทุเลาลง บาดแผลภายนอกและภายในค่อยๆ สมานกัน ทั่วทั้งร่างกลับมาเป็นปกติ หัวใจของนางกระตุกอีกครั้งหรือว่ามังกรตนนั้น

    last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-18
  • ชายาอสรพิษ   พลิกผันร้อยแปด 4

    เสียงก้อนหินถล่มดังสนั่นทุกคนเกิดความงงงวย สายตาทุกคู่มองไปยังทิศทางของเสียงเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้สถานการณ์กลับตาลปัตรเช่นนี้มีเพียงหลี่หลิงเฟิ่งที่รู้เหตุการณ์ทุกอย่าง หากนางไม่ช่วงชิงโอกาสที่ศัตรูไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเป็นช่องโหว่ในการหลบหนี สุดท้ายพวกนางทั้งสามต้องสังเวยชีวิตตนเองจริงๆ แน่ทั

    last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-17
Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status