Beranda / รักโบราณ / ชายาอสรพิษ / บุรุษปริศนา 4

Share

บุรุษปริศนา 4

last update Tanggal publikasi: 2024-12-25 19:21:45

เมื่อพินิจดูอย่างละเอียด นอกจากสมบัติเหล่านั้นแล้ว ยังมีโครงกระดูกกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นไปหมด แค่คิดนางก็เข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว ทรัพย์สมบัติทั้งหลายคงเป็นของเจ้าของโครงกระดูกเหล่านี้ที่ถูกเจ้าปีศาจตนนั้นสังหาร

หลี่หลิงเฟิ่งมองสมบัติมากมายแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจ ถ้าเก็บทีละชิ้นนางได้ขาดอากาศหายใจก่อนเป็นแน่ นางจะเก็บหมดได้อย่างไร หญิงสาวครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ลองกวาดมือออกไปบริเวณที่มีสมบัติพลางคิดในหัว ‘เก็บ’ สมบัติที่กองเกลื่อนกลาดอยู่ตรงหน้าหายวับไปในพริบตา

อย่างนี้ก็ได้หรือ ที่ผ่านมานางมัวเก็บทีละชิ้นให้เสียเวลาไปทำไม

หลี่หลิงเฟิ่งส่งพลังจิตเข้าไปสำรวจในมิติของตนเอง พบว่าพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ ของนางอัดแน่นไปด้วยสมบัติ แทบไม่เหลือพื้นที่ให้ใช้สอยเลยด้วยซ้ำ

นางเริ่มกลัดกลุ้มขึ้นมาบ้างแล้ว เห็นทีข้าต้องแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ นางได้แต่บ่นอุบอยู่ในใจอย่างช่วยไม่ได้

ช่างมันไปก่อน เรื่องของวันหน้าก็เอาไว้คิดกันวันหน้า ยังดีที่มิติของนางยังเก็บสมบัติไปได้หมด ไม่อย่างนั้นคงเสียดายแย่ อย่าหาว่านางทำตัวเหมือนโจรปล้นชิงเลย ก็ใครใช้ให้นางมีมิติมายาติดกายกันเล่า

ครืนน

พลังจากบนบกสั่นสะเทือนมาถึงใต้น้ำ หลี่หลิงเฟิ่งเพิ่มความระแวดระวังขึ้นทันที หรือสองคนนั้นจะจัดการกับสัตว์อสูรได้แล้ว อย่างนี้ไม่ดีแน่ กระแสจิตส่งออกไปสำรวจด้านบนอย่างรวดเร็ว พลันสัมผัสถึงพลังหลายสายกำลังต่อสู้กันอยู่

หรือจะเป็นพวกอู๋เหยียน

เมื่อใบหน้าของหลี่หลิงเฟิ่งโผล่พ้นน้ำ ภาพที่เห็นถึงกับทำให้นางชะงักนิ่งไปสักพักใหญ่ ความเละเทะตะลุมบอนกันนี่มันหมายความว่าอย่างไร

นี่คือยอดฝีมือปะทะกันจริงหรือ

แต่มันออกจะพิลึกพิลั่นไปสักหน่อย ด้านหนึ่งคืออู๋เหยียนกำลังสู้อยู่กับผู้ฝึกพลังยุทธ์ขั้นพิภพสองคน แล้วดูเหมือนว่าคนฝ่ายนางจะได้เปรียบ ส่วนอีกด้านบุรุษสี่ห้าคนกำลังวิ่งหนีตายจากงูยักษ์ที่พ่นพิษไล่ตามอยู่ข้างหลัง

หญิงสาวลอบอุทานในใจ นี่อู๋เหยียนแข็งแกร่งถึงขั้นนี้เชียวหรือ

หลี่หลิงเฟิ่งสีหน้าเหยเก อดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ “พวกเจ้าทำอะไรกัน”

อู๋เหยียนที่กำลังมัดตัวมือสังหารสองคนที่สะบักสะบอมได้ยินเสียงอันคุ้นหู เขาเงยหน้าขึ้นมามองหลี่หลิงเฟิ่งที่กำลังตะเกียกตะกายขึ้นมาจากสระอย่างหมดสภาพ เมื่อเห็นท่าทางไม่งามของนาง มุมปากพลางกระตุก สูดหายลมหายใจเข้าออกอยู่หลายครั้ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างใจเย็น

“คุณหนู ท่านหลบไปให้ห่างจากที่นี่ก่อนเถิด ระวังจะโดนพิษจากงูฟ้าวารีเข้านะขอรับ” หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วมองไปยังงูฟ้าวารี ที่กำลังพ่นควันสีเขียวออกจากปากอยู่ไกลๆ งูฟ้าวารีอย่างนั้นรึ ไฉนทั้งตัวถึงเป็นสีดำ

สายตาของนางกลับมาสนใจอู๋เหยียนอีกครั้ง “อย่าทำให้ตายคามือเสียก่อนล่ะ” กล่าวจบหลี่หลิงเฟิ่งก็รุดไปข้างหน้า เอี้ยวตัวหลบ ยื่นมาเข้าไปในมิติ หยิบหญ้าเผยกู่ออกมาหกต้น

“พวกเจ้ารีบกินซะ ถ้าไม่อยากถูกพิษจนตาย มัวแต่วิ่งหนีอยู่อย่างนี้ เมื่อไหร่จะสังหารได้สักทีล่ะ” ไม่พูดพล่ามให้เสียเวลา หลี่หลิงเฟิ่งโยนหญ้าเผยกู่ไปให้คนทั้งห้า ส่วนนางเคี้ยวและกลืนลงท้องไปอีกต้นอย่างรวดเร็ว

หลี่หลิงเฟิ่งยิ้มขื่น เห็นทีนางคงปกปิดความสามารถตัวเองไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

“คุณหนูท่านหลบไปก่อนเถิดขอรับ ตรงนี้ปล่อยให้พวกข้าจัดการเอง” อู๋เหยียนที่ไม่รู้มายืนข้างกายนางตั้งแต่เมื่อไหร่พูดขึ้นมา หลี่หลิงเฟิ่งหันหลังไปมองพบว่ามือสังหารสองคนนั้นสลบไปเรียบร้อยแล้ว

“พวกเจ้าจะจัดการยังไงหรือ ครึ่งค่อนวันแล้วข้ายังเห็นวิ่งไล่จับกันอยู่เลยนี่” หญิงสาวหัวเราะออกมาอย่างขบขัน พลางยื่นหญ้าเผยกู่ไปตรงหน้าอู๋เหยียน “รับไป มันช่วยต้านพิษทุกชนิดได้หนึ่งเค่อ”

“คุณหนูได้โปรดรออยู่ตรงนี้เถิด งูฟ้าวารีไม่ใช่สัตว์อสูรทั่วไป แต่เป็นสัตว์อสูรขั้นสาม แม้แต่ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเอาชนะมันได้” อู๋เหยียนพลันหางคิ้วกระตุก เอ่ยออกมาอย่างจนปัญญา พลางมองคุณหนูห้าอย่างไม่เข้าใจ นางไม่มีแม้แต่พลังยุทธ์ แล้วเอาความกล้ามาจากไหนว่าจะเอาชนะสัตว์อสูรขั้นสามได้

“ก็ไม่แน่หรอก มันคงใกล้จะหมดแรงแล้ว” โอย ท่านแค่อยู่เฉยๆ อย่าสร้างเรื่องเป็นพอ

หลี่หลิงเฟิ่งมองอู๋เหยียนที่แสดงสีหน้าราวกับกำลังจมน้ำตาย เสียงหัวเราะหวานใสดังก้องขึ้น “มัวยืนทำอะไรอยู่ ไปจัดการซะสิ” พูดพลางโบกมือไล่

คนกลุ่มนี้ บางทีอาจไม่ได้เลวร้ายอย่างที่นางคิด กลับไปคงต้องถามเรื่องราวของพี่ชายใหญ่จากเสี่ยวเซียงบ้างซะแล้วล่ะ

ขณะจ้องมองพวกอู๋เหยียนหลอกล่องูฟ้าวารีอยู่นั้น หลี่หลิงเฟิ่งพลันตระหนักได้ถึงบางอย่าง ตะโกนออกไปสุดเสียง “อ้อ! หนังของมันเอามาทำยาลูกกลอนได้นี่ ถลกหนังมันมาให้ข้าด้วยนะ”

โอย ท่านไม่พูดก็ไม่มีใครบอกว่าท่านเป็นใบ้หรอก คนทั้งหกอวดครวญอย่างแค้นใจ ท่านรอให้มันตายก่อนไม่ได้หรือไร ค่อยพูดออกมา

ฟู่ๆๆ

งูฟ้าวารีได้ยินก็บ้าคลั่งขึ้นมา ลิ้นสามแฉกแลบออกมาไม่หยุด หมอกควันพิษพวยพุ่งออกมาทั่วสารทิศ สะบัดหางรอบทิศด้วยความโกรธ ทำให้คนของนางเข้าใกล้ไม่ได้

หากเป็นอย่างนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่

เห็นดังนั้น หลี่หลิงเฟิ่งที่ยืนพิงต้นไม้อย่างผ่อนคลาย ดวงตาหรี่ลงน้อยๆ เม้มริมฝีปากแน่นอย่างหงุดหงิด หลุบตาลงพลางคิดทบทวนเนื้อหาในตำราที่อ่านผ่านตาสองสามวันมานี้

หลี่หลิงเฟิ่งเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าหนักแน่น “จุดอ่อนของงูฟ้าวารีอยู่ที่หางของมัน หากพวกเจ้ายังโจมตีส่วนอื่นของมัน ความเร็วของมันในบรรดาสัตว์อสูรทั้งหมดไม่นับว่าเร็วก็จริง แต่ด้วยพละกำลังของพวกเจ้าตอนนี้แล้วคงล้มมันไม่ได้ง่ายๆ แน่”

“พวกเจ้ามุ่งโจมตีไปที่หางของมันเป็นหลัก อย่าลืมเสียล่ะว่าสมุนไพรต้านพิษที่กินเข้าไปมีผลแค่หนึ่งเค่อ” ในเมื่อนางไม่จำเป็นต้องลงมือเอง สิ่งที่นางทำได้ก็แค่ออกปากชี้แนะ

เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่หลิงเฟิ่ง แม้จะสงสัยว่านางรู้ได้อย่างไร แต่ก็ทำตามคำชี้แนะของนางอย่างเคร่งครัด พลังหกสายพุ่งปราดไปยังหางของงูฟ้าวารี เสียงร้องคำรามลั่นด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น หางของมันสะบัดไปมาเพื่อหลบหลีกอันตราย

เห็นดังนั้น อู๋เหยียนจึงก้าวเข้าไปใช้กระบี่เล่มหนึ่งแทงลงที่หางงูฟ้าวารีจนมิดด้าม กระบี่ปักแน่นลงดิน งูยักษ์แผดเสียงคำรามอยู่นานก่อนจะค่อยๆ เบาลงพร้อมกับร่างของมันที่ล้มลงไป

พวกอู๋เหยียนอยู่ในอาการทั้งโล่งอกทั้งตกตะลึงในเวลาเดียวกัน สายตาทั้งหกคู่หันมามองหลี่หลิงเฟิ่งด้วยไม่อยากเชื่อสายตา ตัวไร้ค่าอย่างนางรู้วิธีจัดการกับงูฟ้าวารีได้อย่างไร ไหนจะสมุนไพรต้านพิษพวกนั้นอีก หรือนางจะเป็นแพทย์โอสถ ยิ่งคิดยิ่งตะลึงงัน อดที่จะตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวขึ้นมาไม่ได้

ตอนนี้อารมณ์ของพวกเขาหลากหลายเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ ได้แต่จ้องมองหลี่หลิงเฟิ่งอยู่อย่างนั้นราวกับคนเบื้อใบ้

“มองข้าทำไม จัดการให้เรียบร้อย แล้วกลับเรือนกันสักที” น้ำเสียงเกียจคร้านดังขึ้นทำลายความเงียบ ดึงสติของทุกคนกลับมา บ้างช่วยกันถลกหนังงู บ้างไปหิ้วปีกมือสังหาร ต่างร่วมแรงร่วมใจกันทำงานอย่างรู้หน้าที่ยิ่งนัก

ระหว่างที่หลี่หลิงเฟิ่งกำลังเก็บหญ้าหลอมวิญญาณอยู่นั้น หญิงสาวเลิกคิ้วสูง นางสำรวจดูอย่างละเอียดทั่วบริเวณ พลางพึมพำออกมาเสียงเบา “เหมือนข้าจะลืมอะไรไป”

“พวกเจ้าเจอใครนอกจากสองคนนี้อีกหรือไม่” เสียงไม่หนักไม่เบาดังขึ้นมาอีกหน ทั้งหมดมองหน้ากัน ก่อนที่จะส่ายหน้าอย่างพร้อมเพรียง

“หรือจะหนีไปแล้ว” ช่างเถิด วันนี้ถือว่าเจ้ารอดไปได้ แต่แค้นครั้งนี้ข้าจดจำไว้แล้ว

คนทั้งขบวนเดินออกจากป่าก็กินเวลาไปหลายชั่วยาม สภาพของแต่ละคนสะบักสะบอมจนดูไม่ได้ ทั้งเนื้อทั้งตัวมีแต่บาดแผล หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกว่าพละกำลังภายในร่างถูกสูบออกมาใช้จนหมด ขาสองข้างของนางแทบจะเดินต่อไปไม่ไหว บวกกับเมื่อเช้านางเผชิญอันตรายมาอย่างหนักหน่วง อวัยวะภายในบอบช้ำถึงขีดสุด ไหนเลยจะสภาพร่างกายที่ยังนับว่าไม่แข็งแรงเป็นทุนเดิม นางทนได้มาถึงตอนนี้ก็นับว่าเกินขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ทั่วไป

หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกสั่นสะท้านทุกครั้งที่ลมพัดโชยเอื่อยกระทบกับผิวกาย เสื้อผ้าตามลำตัวที่เคยเปียกปอน บัดนี้แห้งสนิทปลิวไสวไปตามแรงลม ร่างกายหญิงสาวเริ่มเย็นลง หากแต่ความร้อนระอุบนหน้าอกดั่งโดนไฟสุมทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ความรู้สึกเหมือนมีก้อนมาจุกอยู่บนลำคอพุ่งขึ้นมา ไม่นานเลือดสีแดงสดพุ่งออกมาจากปากของหลี่หลิงเฟิ่งสาดกระจายไปทั่วบริเวณราวกับละอองหิมะสีขาวที่ถูกย้อมไปด้วยสีแดง หน้าซีดขาวราวกับกระดาษในพริบตา นางเช็ดโลหิตออกจากริมฝีปาก ทว่ายิ่งเช็ดก็ยิ่งไหลทะลักออกมาไม่หยุด

สองขาของหญิงสาวไม่อาจฝืนทรงตัวได้อีกต่อไป สติของนางเริ่มดับวูบลง จู่ๆ หลี่หลิงเฟิ่งก็ล้มพับลงกับพื้น ทำเอาอู๋เหยียนที่คุ้มกันอยู่ด้านข้างตื่นตกใจไม่น้อย

“คุณหนู!”

หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกเหมือนตนเองกำลังตกอยู่ในห้วงความฝัน

นางมองเห็นหน้าตนเองสะท้อนออกมาในกระจก ภาพแปลกประหลาดผุดขึ้นในสมองของนางอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้นางเห็นมันอย่างชัดเจน

หน้าผากับสายน้ำ ผีเสื้อบินว่อนหยอกล้อบุปผา หยาดน้ำค้างหยดลงกระทบกับหญ้าเขียว กระท่อมไม้หลังเล็กล้อมรอบไปด้วยสวนองุ่น ด้านข้างยังมีบ่อน้ำเล็กๆ ปลานัยหลายสิบตัวแหวกว่ายท้าแสงแดดยามเช้า

บุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ริมบ่อน้ำหันหลังให้กับนาง ในมือถือพวงองุ่นอยู่ เส้นผมสีดำขลับปล่อยสยายลงกลางหลัง ลมหนาวยามรุ่งอรุณพัดผ่าน ดอกหลีฮวาบานสะพรั่งโปรยปรายลงมาราวกับหิมะ พาให้บรรยากาศรอบกายเย็นสบาย

“อาจารย์” หญิงสาวชุดสีชมพูหน้าตาละม้ายคล้ายนางอยู่หลายส่วนร้องเรียกอยู่ด้านหลัง ส่งรอยยิ้มกว้างสดใสดั่งดวงตะวัน ดวงตาของนางเปี่ยมไปด้วยความสุขใจ เดินเข้าไปหาบุรุษตรงหน้าอย่างเบิกบาน

ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ หันมา รอยยิ้มอบอุ่นประดับอยู่บนในหน้า แสงแดดลอดผ่านต้นไม้ส่องกระทบลงบนใบหน้า ชุดสีขาวภายใต้แสงรุ่งอรุณดูขาวสะอาดดุจทวยเทพผู้ลงมาจุติ งดงามตรึงตราราวกับเป็นภาพแห่งความฝัน หลี่หลิงเฟิ่งเพ่งพินิจมองใบหน้าไม่ชัดเจนนั้น ทว่ารอยยิ้มที่ประดับอยู่บนริมฝีปากชวนให้ผู้มองรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด

สายตาเคลิบเคลิ้มของหลี่หลิงเฟิ่งติดตรึงอยู่ที่ร่างของชายหนุ่มปริศนาอยู่เป็นนาน เผลอมองด้วยความหลงใหลอย่างลืมตัว

“กลับมาแล้วหรือ” น้ำเสียงอบอุ่นปลุกหลี่หลิงเฟิ่งตื่นขึ้นมา มองดูมือเรียวยาวยกขึ้นลูบหัวหญิงสาวอย่างเอ็นดู ชายเสื้อขาวอ้ากว้างเผยให้เห็นข้อมือแข็งแกร่งอันไร้ที่ติ

หลี่หลิงเฟิ่งตะลึงงันอยู่กับที่เป็นเวลานาน นางจ้องสิ่งที่อยู่บนข้อมือของชายปริศนาเขม็ง แสงสีม่วงสะท้อนประกายสดใสวาววับรับกับผิวขาวของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี ลวดลายมังกรที่คุ้นตาส่องสะท้อนสู่สายตาของนางเข้าอย่างจัง

หลี่หลิงเฟิ่งพยายามพุ่งตัวออกไปคว้าบุรุษผู้นั้นไว้ ทว่า นางพลันพบว่าร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ นางได้แต่ยืนมองภาพคนทั้งสองอย่างโง่งม

“อาจารย์ ข้าอยากกินองุ่น” หญิงสาวเอี้ยวตัวหลบฝ่ามือของบุรุษชุดขาว ทำปากยื่นอย่างน่ารัก ส่งสายตาอ้อนวอนราวลูกสุนัขเฝ้ารออาหารจากเจ้านาย

เสียงหัวเราะเบาๆ แว่วมาตามสายลม “ได้สิ ข้าเตรียมไว้ให้เจ้าก่อนแล้ว” มือใหญ่ทิ้งข้างลำตัวเช่นเดิม ชูมืออีกข้างที่ถือพวงองุ่นยื่นมาตรงหน้าหญิงสาว

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านรักข้าที่สุด” เสียงหัวเราะคิกอย่างอารมณ์ดีดังขึ้นขับเน้นให้บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุข มือเรียวสวยยื่นมือไปหยิบพวงองุ่นมาถือไว้ พลางยื่นกลับคืนไป

บุรุษชุดขาวได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนใจ ทว่ามือกลับหยิบองุ่นลูกหนึ่งขึ้นมา บรรจงปอกเปลือก คว้านเมล็ดออกก่อนส่งไปยังริมฝีปากหญิงสาว

หลี่หลิงเฟิ่งมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย ความคิดแรกคือรอยยิ้มของเขาทำให้นางหยุดหายใจไปครึ่งจังหวะ ความคิดที่สองเหตุใดหญิงสาวนางนั้นถึงมีหน้าคล้ายคลึงกับนาง และสุดท้ายกำไลที่บุรุษคนนั้นสวมอยู่จะใช่วงเดียวกับที่นางเห็นก่อนตายในชาติก่อนหรือไม่ แล้วมีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับการทะลุมิติมาของนาง

จะว่าไปแล้ว บุรุษผู้นั้นช่างคุ้นตายิ่งนัก...

เปร๊ยะ! เสียงดังกึกก้องขึ้นมาให้หัวนาง หลี่หลิงเฟิ่งตกใจตื่นโดยพลัน ร่างกายนอนแผ่หลาไม่ขยับเขยื้อนสักพักใหญ่ พลางถอนหายใจอย่างโล่งอก นางเข้ามาในมิติอีกแล้ว

หลี่หลิงเฟิ่งเหลือบมองเสี่ยวมู่พลันรู้สึกหดหู่ ผ่านมาก็หลายเดือนแล้วควรจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างสิ นางรดน้ำพรวนดินให้สม่ำเสมอนะ เจ้าเฒ่าทารกตนนี้ก็ไม่ยอมโตสักที

หรือเสี่ยวมู่ของนางจะแตกต่างจากพืชอสูรทั่วไป

ขณะที่หลี่หลิงเฟิ่งยุ่งอยู่กับการเลี้ยงดูเสี่ยวมู่อยู่นั้น สัมผัสอบอุ่นกระแสหนึ่งวนเวียนอยู่บนศีรษะของนาง นางส่งกระแสจิตกลับเข้าร่าง ฟื้นคืนสติขึ้นมา ก็รู้สึกว่าร่างทั้งร่างของนางปวดเมื่อยยิ่งนัก ในหัวมีเสียงวิ้งๆ ดังไม่หยุด สายตาก็พร่าเบลอเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งกะพริบตาถี่ๆ หลายครั้ง ภาพภายในห้องถึงได้ชัดเจนขึ้น

นางรู้สึกถึงมือใหญ่กำลังลูบศีรษะนางอย่างทะนุถนอม หลี่หลิงเฟิ่งขมวดคิ้วมุ่น หันหน้าไปมองคนข้างเตียง สายตาก็ปะทะเข้ากับบุรุษชุดขาวที่มือข้างหนึ่งกำลังกุมมือของนางอยู่ อีกข้างลูบศีรษะนาง การกระทำตรงหน้าทำให้หัวใจที่แห้งเหือดมาทั้งชีวิตพลันมีน้ำเย็นสายหนึ่งเข้ามาหล่อเลี้ยง ทั้งอบอุ่นทั้งเย็นสบาย

ความรู้สึกที่หญิงสาวชุดสีชมพูในความฝันของนางได้รับ จะใช่ความรู้สึกเดียวกันกับนางในตอนนี้ไหมนะ

หลี่หลิงเฟิ่งอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นไปมอง รอยยิ้มเบาบางที่แทบจะไม่เหมือนรอยยิ้มนั่นปรากฏต่อสายตาของหญิงสาว สีหน้าอ่อนล้าราวกับอดนอนติดต่อกันหลายคืน ช่างแตกต่างจากดวงตารัติกาลที่แสดงความดีใจออกมาอย่างปิดไม่มิด

งานดี!

บุรุษผู้นี้งดงามไร้ที่ติ ราวกับงานศิลปะชั้นยอดชัดๆ ถ้าอยู่ในชาติก่อน เขาคงดังเป็นพลุแตกไปแล้วแน่ๆ สาวเล็กสาวใหญ่ยลโฉมคงหลงละเมอเพ้อพกไปเป็นเดือนๆ อะไรที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบ นี่แหละที่สมบูรณ์แบบ คิ้วคมเข้มรับกับนัยน์ตาดำทอประกายล้ำลึก จมูกโด่งได้รูป ผิวขาวกระจ่างใสขับให้ใบหน้าดูเย็นชา ทว่าริมฝีปากโค้งขึ้นนิดๆ นั้นช่างกระชากใจนางยิ่งนัก

เขาไม่ได้ดูอบอุ่น สูงศักดิ์ จับต้องไม่ได้ เหมือนชายในฝันของนาง แต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์เหลือร้าย คล้ายเฉยเมยต่อทุกสิ่ง ทว่าสง่างาม เหนือสิ่งอื่นใด ทำให้นางอยากจะพิชิตมาให้จงได้!

หลี่หลิงเฟิ่งมองคนบนเตียงอย่างอึ้งๆ ร่างกายแข็งค้างราวกับหิน ปากอ้าแล้วหุบแล้วอ้าออกอยู่อย่างนั้นหลายรอบ แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

“ตื่นแล้วหรือ”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชายาอสรพิษ   กาลเวลา

    ข่าวการล่มสลายของค่ายโจรหมื่นโลหิตแพร่สะพัดไปทั่วทุกเขตแดน ผู้คนพูดถึงความยิ่งใหญ่ของสิบราชันย์ กล่าวขานถึงการเสียสละของตระกูลใหญ่ สาปแช่งวิถีมารในหุบเขาหยกขาว หลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาอย่างแผ่วเบา เป่ยเฉินหลงรายงานผ่านป้ายคำสั่งทองคำตามเคย ค้นทั่วค่ายไม่พบเบาะแสของหัวหน้าใหญ่ บัญชีรายชื่อทั้งหมดจบที่หัวหน้าสาม“เหมือนเงา” เป่ยเฉินหลงสรุปก่อนตัดการเชื่อมต่อหลี่หลิงเฟิ่งคิดตามเงา… ย่อมต้องมีเจ้าของหัวหน้าสามระดับนั้น นักวางค่ายกลขั้นปราชญ์ ราชันย์วิถีมารที่ผสานค่ายกลกับพลังยุทธ์ได้อย่างแนบเนียนหากไม่มีใครหนุนหลัง ทรัพยากรจะมาจากที่ใด ความรู้ต้องห้ามจะถ่ายทอดจากผู้ใด ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ไม่อาจเติบโตลำพังในถิ่นทุรกันดารสายตานางเย็นลงเล็กน้อย “ตระกูลชิง…”ชื่อหนึ่งผุดขึ้นในใจ ไม่มีหลักฐาน เอาผิดไม่ได้ บอกผู้อื่นยิ่งไม่ได้ หลี่หลิงเฟิ่งรู้สึกอึดอัดมากตระกูลชิงเงียบสูญเสียครั้งใหญ่ แต่กลับไม่เคลื่อนไหว น่ากลัวเสียจริงหลี่หลิงเฟิ่งทอดถอนใจ ไร้หลักฐานก็คือไร้หลักฐานการกล่าวหาโดยไม่มีน้ำหนักมีแต่จะเปิดช่องให้ตนเองตกเป็นเป้าอีกอย่างเรื่องนี้ห่างไกลจากตัวนาง อย่างน้อยก็ในตอนนี้อีกด้านหน

  • ชายาอสรพิษ   สิ้นแล้วค่ายโจร

    ผ่านไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ลานหินกลางค่ายโจรกลายเป็นซากปรักหักพัง พื้นดินแตกร้าวเป็นใยแมงมุม หลุมลึกนับสิบจั้งกระจายทั่วบริเวณ อักขระสีดำและสีทองยังคงสลับส่องแสงปะทะกันไม่หยุดศึกยังไม่ตัดสินแพ้ชนะยอดราชันย์สิบคนผลัดกันโจมตีไม่หยุดตลอดหลายวันหลายคืน แม้มีผู้บาดเจ็บล้มลงบ้าง แต่ก็มีคนเข้ามาแทนที่ทันที ราวกับคลื่นซัดใส่โขดหินไม่ขาดสายทว่าโขดหินก้อนนั้นเริ่มมีรอยร้าวแล้วหัวหน้าสามแห่งหมื่นโลหิตยืนอยู่กลางแกนค่ายกล เสื้อคลุมดำขาดวิ่น แขนข้างหนึ่งยังคงมีรอยแผลกรีด โลหิตซึมไม่หยุด ใบหน้าซูบตอบลงเล็กน้อยแม้พลังยุทธ์ของเขาจะยังพลุ่งพล่าน แต่แววตาลึกโหลนั้นฉายแววอ่อนล้าหนึ่งคนสู้กับสิบคนต่อให้เป็นราชันย์ก็ใช่ว่าจะไม่สิ้นเปลือง“มันเริ่มไม่ไหวแล้ว” ผู้นำตระกูลไป๋ตะโกน โอกาสมาถึงแล้ว เส้นพลังสีฟ้าฟาดใส่กระแทกกำแพงค่ายกลจนสั่นสะเทือนตูม!อักขระสีดำด้านหนึ่งแตกกระจายเป็นผงหัวหน้าสามแค่นหัวเราะ แม้เสียงแหบพร่า “คิดว่าข้าล้าแล้วหรือ?”เขายกมือขึ้นอีกครั้ง วิญญาณเร่ร่อนที่เหลืออยู่พุ่งกรูออกมา แต่เหล่าราชันย์เตรียมตัวไว้แล้ว สมบัติอาคมหลายชิ้นส่องประกายพร้อมกัน ผนึกพลังวิญญาณให้กระจายหายไปในอากา

  • ชายาอสรพิษ   เริ่มบุก

    ภายนอกเป็นเวลากว่าห้าเดือนหลี่หลิงเฟิ่งสามารถรวมพลังจิตและเนตรลักษณ์เข้าด้วยกันแล้ว ตอนนี้สอดส่องได้ไกลถึงหน้าตีนเขาเขตจิตลวง ที่น่ายินดีนางเจอผู้ฝึกยุทธ์ขั้นปราชน์หลายคนแต่ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของนางได้เลย วิชาเนตรลักษณ์สมกับเป็นหนึ่งในคัมภีร์สวรรค์ระยะนี้ป้ายคำสั่งทองคำสั่นบ่อยครั้งจนนางแทบไม่มีสมาธิฝึกฝน ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางเก็บพลังจิตกลับมา ตอบรับเป่ยเฉินหลง“คำแนะนำของท่านได้ผลจริงๆ พวกเราแก้ค่ายกลชั้นนอกได้แล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็จะทำลายจนหมด”ตลอดหลายเดือนเป่ยเฉินหลงหมั่นติดต่อมาหานาง แทบทุกครั้งมักจะพ่วงผู้อาวุโสเป่ยเหยียนมาด้วย ต้องบอกว่าพรสวรรค์เรื่องค่ายกลของเป่ยเหยียนไม่ธรรมดา นางเพียงชี้แนะนิดหน่อยเขาก็ขยายความต่อได้ทันที หลี่หลิงเฟิ่งแนะนำเหมือนอย่างเคยก่อนตัดการติดต่อจนกระทั่งเข้าสู่เดือนที่แปด ปราการที่แข็งแกร่งที่สุดจึงพังทลายลงด้วยการรวมพลังถล่มแกนกลางตามจุดอ่อนที่หลี่หลิงเฟิ่งระบุไว้หญิงสาวไม่คิดเลยว่าค่ายกลพวกนั้นที่นางเขียนขึ้นมาลวกๆ ทำให้เหล่ายอดฝีมือค่ายกลรับมือยากขนาดนี้ นางเป็นแค่มือสมัครเล่นเองนะ ไฉนถึงก่อคลื่นลมมากมายขนาดนี้กันเล่าหลี่หลิงเฟิ่งอยากจะร้อง

  • ชายาอสรพิษ   วิชาเนตรลักษณ์

    หลังทดลองกับมังกรดินแล้วล้มเหลว หลี่หลิงเฟิ่งละเหี่ยใจ ความเข้าใจในอาคมควบคุมของนางมิได้ผิดพลาด ค่ายกลก็ไม่ขาดตกบกพร่องแต่ระดับพลัง…สิ่งมีชีวิตที่มีวิญญาณแข็งแกร่งเกินไป ต่อให้โครงสร้างถูกต้อง หากพลังไม่ถึงก็ย่อมควบคุมไม่ได้“เช่นนั้นก็ลดระดับเป้าหมายลง”สายตานางทอดไปยังหุ่นเชิดเดิมทีหุ่นเชิดต้องฝังผลึกวิญญาณเลือดเพื่อให้เกิดพลังวิญญาณเป็นแก่นขับเคลื่อนนางมีผลึกชนิดนั้นเพียงชิ้นเดียว ใส่ให้อีกตัวไปแล้วหากต้องพึ่งพาจึงจะควบคุมได้ก็ไม่ต่างจากพึ่งพาวัตถุภายนอก อีกอย่างผนึกนั่นหาง่ายเสียที่ไหน‘หากข้าใช้อาคมควบคุมเป็นตัวกำกับ ใช้ค่ายกลวิญญาณเป็นตัวดึงพลังงานจากมิติมายามาทดแทนผลึกเหล่านั้นล่ะ?’นางตัดสินใจทดลอง นำหุ่นเชิดเหล็กสองตัวออกมา เริ่มวาดอักขระกลางอากาศครั้งนี้นางไม่สร้างวิญญาณให้มัน แต่สร้างโครงสร้างรองรับคำสั่งแทนค่ายกลดูดวิญญาณถูกวาดลงอย่างประณีตแทนที่แก่นพลังเดิม จากนั้นอาคมควบคุมซ้อนทับลงไป เชื่อมตรงเข้าสู่พลังจิตของนางอักขระสุดท้ายส่องประกาย หุ่นเชิดสั่นไหวเล็กน้อย ยกแขนยกขา หมุนคอ ก้าวเดิน มันก็หยุดคิดอีกครั้ง มันคุกเข่า ง่ายดายอย่างน่าประหลาด“หรือแท้จริงแล้วการควบ

  • ชายาอสรพิษ   รู้จักใช้อาคม

    หลี่หลิงเฟิ่งยังคงจมดิ่งอยู่กับการถอดรหัสอักขระโบราณบนแผ่นโลหะเขียว ความเงียบงันรอบกายขับเน้นให้กระบวนการคิดวิเคราะห์ในใจของนางเฉียบคมยิ่งขึ้น นางเริ่มตระหนักมหาคัมภีร์สวรรค์เก้าชั้นฟ้ามิใช่การสร้างวิถีใหม่ที่แปลกแยก ทว่ามันคือการเข้าถึงแก่นแท้ของวิชาทั้งปวงบนโลกที่นางอาศัยอยู่ หากนางเข้าใจหลักการของมันอย่างถ่องแท้ นางย่อมสามารถนำไปต่อยอดและแตกแขนงวิชาพื้นฐานให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมได้หลายแขนงยิ่งศึกษายิ่งลึกล้ำทุกวันนี้ นอกจากนางจะเคี่ยวกรำฝึกฝนวิชาตามตำราที่ได้รับมาอย่างหนักแล้ว ในใจของนางยังเริ่มก่อเกิดความต้องการที่จะรังสรรค์วิชาเฉพาะตัวของตนเองขึ้นมา นางต้องการสร้างกระบวนท่าที่แปลกใหม่ เอาไว้ใช้สร้างความประหลาดใจสยบศัตรูในอนาคตแต่ยากตรงที่วิชาทั่วไปสอนให้จำ สอนให้ทำตาม สอนให้เดินตามรอยเท้าคนก่อนหน้า แต่เจ้ากลับสอนให้ข้ารื้อทุกอย่างออกมาทั้งโครงสร้างพลัง เส้นทางไหลเวียน เจตจำนงท่วงท่าเมื่อมองทะลุถึงระดับนั้น วิชาหนึ่งย่อมปรับใช้กับอีกวิชาหนึ่งได้“ในเมื่อข้าเข้าใจแก่นแท้ เหตุใดต้องเดินตามผู้อื่นเพียงอย่างเดียว”ดวงตาของหลี่หลิงเฟิ่งเข้มขึ้น นางเริ่มจากสิ่งที่ถนัดที่สุดพลังธาตุ

  • ชายาอสรพิษ   จัดเปลี่ยนของวิถียุทธ์

    กองทัพตระกูลใหญ่มีหัวหอกเป็นตระกูลเป่ย พวกเขาไม่บุกในทันที เลือกปักหลักอยู่รอบบริเวณนอกค่ายโจร การเตรียมการต่างๆ กินเวลาหลายเดือน เชิญปรมาจารย์ค่ายกลขั้นปราชญ์ออกจากการเก็บตัว ระดมกำลังจากพันธมิตรสองตระกูล รวบรวมยอดฝีมือเหนือขั้นนภาหลายคนสายข่าวแทรกซึมตามแนวเขตอันตราย ส่งข้อมูลตำแหน่งลาดตระเวน จำนวนเวรยาม ช่วงเวลาที่ค่ายกลเปิดปิด ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อมายังหุบเขาหยกขาวด้วยเช่นกัน หลี่หลิงเฟิ่งนั่งอ่านยันต์สื่อสารทีละแผ่นอย่างออกอรรถรสและแล้วเช้าวันหนึ่ง ป้ายคำสั่งทองคำสั่นขึ้นมา เสียงเป่ยเฉินหลงลอดออกมา“ค่ายกลแก้ยากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย แต่ควบคุมได้”พอหลี่หลิงเฟิ่งได้ฟังก็ยกยิ้ม แอบชื่นชมเหล่านักวางค่ายกลอยู่ในใจ สมกับเป็นแผ่นดินใหญ่ คนเก่งกาจมีเยอะจริง ๆ ตัวนางเอกก็ไม่อาจหย่อนยานฝึกฝน ทั้งสองพูดคุยกันสักก่อนจะตัดการติดต่อไปวันเดียวกันยันต์สื่อสารสว่างขึ้นกลางดึก“ค่ายกลซับซ้อนกว่าที่คิด มีชั้นซ้อนหลายระดับ ทุกครั้งที่แก้สำเร็จส่วนหนึ่ง จะกระตุ้นกลไกโจมตีอัตโนมัติ คาดว่าคงใช้ต้องเวลาอีกหลายวันถึงจะทำลายได้”หลี่หลิงเฟิ่งอ่านเงียบ ๆ สีหน้าแปลกประหลาดยิ่ง เมื่อเช้าเป่ยเฉินหลง

  • ชายาอสรพิษ   ห่อผ้าห่อหนึ่ง

    เสี่ยวมู่หน้าดำคล้ำ ยิ่งเห็นหลี่หลิงเฟิ่งคลึงผลบนไม้สีทองเล่นบนมือ หัวใจดวงน้อย ๆ ยิ่งเจ็บปวด ปิดหน้าร้องไห้กระซิกราวกับอนุภรรยาที่โดนรังแก บั้นท้ายงอนงามเจ็บร้าวระบมฮือ ท่านอยากหาเงิน ทำไมต้องบังคับให้ข้าเบ่งพวกมันออกมาด้วย“เอาล่ะๆ ไว้ข้าจะชดเชยเจ้าทีหลัง&rdqu

    last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-20
  • ชายาอสรพิษ   เสี้ยวหนึ่งของชาติกำเนิด

    สวีคุนเริ่มสำรวจภายในห้องโถงอย่างตื่นเต้นโดยมีหลี่หลิงเฟิ่งเดินตามอยู่ด้านหลัง เนื่องจากนางเข้าออกโถงแห่งนี้เป็นประจำ จึงรู้สึกเฉยชาอยู่มาก แต่เมื่อเดินเข้ามายังใจกลางห้อง สีหน้าของนางกลับแปรเปลี่ยนจากปกติโดยสิ้นเชิง หันไปมอบรอบ ๆ อย่างน่าประหลาดใจหลี่หลิงเฟิ่งเริ่มสำรวจอีกรอบ จากที่เคยเป็นโถงไม้ธ

    last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-20
  • ชายาอสรพิษ   งานประมูล

    พวกหลี่หลิงเฟิ่งเลือกนั่งพักตรงเพิงน้ำชาข้างหออวี้หลิ่ว ระหว่างจิบชาทานขนมก็สังเกตคนที่มางานประมูลคืนนี้ไปด้วย เหลือเวลาอีกครึ่งชั่วยามงานประมูลจะเริ่มอย่างเป็นทางการ บรรดาสำนักชื่อดังและตระกูลที่มีชื่อเสียงเริ่มทยอยมากันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสำนักศึกษาหลวง ตระกูลกวน ตระกูลจวง ตระกูลเปียว ตระกูลซ่ง

    last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-20
  • ชายาอสรพิษ   ประชันขันแข่ง

    หลายวันมานี้หลี่หลิงเฟิ่งอยู่อย่างสงบสุขเสมอมา นอกจากรักษาเจ้าสำนักทุกเช้า นางใช้เวลาทั้งวันไปกับฝึกหลอมโอสถที่ห้องหลอมโอสถ ใช้สมุนไพรของสำนักแพทย์โอสถราวกับน้ำ เรียกได้ว่าละลายทรัพย์ของแท้ เหตุเพราะเกิดกระทบกระทั่งกันวันนั้นจึงไม่มีใครกล้าออกมาตำหนิ กลับกันทุกคนคอยเอาใจนางทุกอย่าง วันนี้ก็เช่นกัน

    last updateTerakhir Diperbarui : 2026-03-19
Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status