Masuk“เหอะ ข้าก็ว่าแล้ว เหตุใดคุณชายสามจวนข้าถึงได้นอนหมดสติหลังจากร่วมงานยอดยุทธ์อันดับหนึ่งครา
หนึ่งเดือนก่อนหน้า ชิงเซวียนซึ่งปกติสุขุมลุ่มลึกบัดนี้ตกอยู่ในสภาพคลุ้มคลั่ง ทันทีที่ได้รับรายงานเรื่องการตายของจิ่นอวี้ สีหน้าของเขาก็มืดมนลงจนน่าสะพรึงกลัวประหนึ่งท้องฟ้ายามพายุกำลังตั้งเค้าสาวใช้คนเดียวตายแล้วก็ตายไปเถอะ แต่มุกเงือกนั่นเป็นความหวังที่จะช่วยยื้ออายุขัยของเขากลับถูกชิงไปต่อหน้าต่อตาในรังของตนเอง!ตูม!“โธ่เอ๊ย! พวกไร้ประโยชน์!” เสียงคำรามดังสะเทือนไปทั่วตำหนักราวอสนีบาตฟาดผ่า แรงกดดันอันน่าสะพรึงแผ่ออกมาจนหลายคนเลือดลมปั่นป่วน ใบหน้าซีดขาว กระอักเลือดออกมาเงียบๆ แต่ต้องฝืนทนไม่กล้าส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียวชิงเซวียนกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน ความแค้นและความอัปยศแทบกลืนกินสติของเขา คุกน้ำเป็นสถานที่ลับล้อมด้วยค่ายกลโบราณ ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับราชันย์ก็ยากจะลอบเข้ามาได้โดยไร้ร่องรอย แต่ไอ้หัวขโมยผู้นั้นไม่เพียงบุกเข้ามาได้สำเร็จ ชิงมุกเงือกไปใต้จมูกเขา เรื่องนี้หากแพร่ออกไป ทั่วดินแดนไร้ขอบคงหัวเราะเยาะเขาจนฟันร่วง“ประกาศล่าค่าหัว” ชิงเซวียนเอ่ยเสียงเย็น ไอสังหารควบแน่นจนอากาศรอบกายกลายเป็นน
ภายในลานประลองฝูงชนโห่ร้องเชียร์ดังก้อง บนแท่นฝั่งหอสิบทิศ "หลี่หลิงเฟิ่ง" ยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เดิม"ข้าว่าเยี่ยหลินได้เปรียบแน่ กระบวนท่าของอีกฝ่ายเริ่มสับสนจังหวะแล้ว!" สมาชิกหอสิบทิศเอ่ยด้วยความตื่นเต้น"มิแน่..." อีกคนเอ่ยขัด "อีกคนยังมิได้หงายไพ่ตายใบสุดท้าย"หลี่หลิงเฟิ่งเพียงพยักหน้าเบาๆ ราวกับกำลังจดจ่อกับการประลองบนเวทีทว่าในความเป็นจริง ร่างหลักของนางเพิ่งจะหลอมรวมเข้ากับร่างแยกอัสนีอย่างแนบเนียนไปเมื่อครู่ ด้วยดวงจิตที่เชื่อมถึงกันอย่างสมบูรณ์ จึงไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าสตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้าพวกเขาเพิ่งจะก้าวข้ามผ่านความเป็นตายมาหญิงสาวนั่งตัวตรง ในหัวย่อยข้อมูลมหาศาลที่เพิ่งได้รับมาทั้งเรื่องสายหลักถูกกวาดล้าง สำนักไร้ขอบ ตระกูลไป๋ ตำหนักธิดาสวรรค์ และกำไลมังกรเก้าชีวา ทุกอย่างถูกถักทอเข้าด้วยกันสิ่งที่ทำให้นางกังขาที่สุดคือพรสวรรค์ของตนเองมารดาครอบครองธาตุน้ำแข็งและธาตุไม้ บิดาเป็นถึงเจ้าสำนักไร้ขอบครองธาตุไฟ ส่วนนางถือกำเนิดมาพร้อมธาตุมิติมายาและธาตุไฟ ซึ่งมิเคยปรากฏมานับหมื่นปี อย่างน้อยตระกูลชิ
หลี่หลิงเฟิ่งเกิดจิตสังหารแวบหนึ่ง ผู้ที่ล่วงรู้ว่านางครอบครองธาตุมิติมายามีเพียงไม่กี่คน คนอื่นตายหมดแล้วความทรงจำในวัยเยาว์เลือนรางเริ่มแจ่มชัดทีละส่วน เมื่อก่อนสติไม่แจ่มชัดจึงดูไม่ออกมารดาแท้ๆ เย็นชาแม้ไม่ได้ลงไม้ลงมือทารุณกรรมและเลี้ยงดูมาตามปกติ แต่ก็ไม่มอบความรักแม้เพียงกระผีกริ้น มีเพียงความเฉยเมยที่มอบให้เสมอมากับจิ่นอวี้สาวใช้ข้างกายมารดาคนนี้ หลี่หลิงเฟิ่งยิ่งไม่มีความสนิทสนมด้วย สำหรับนางแล้ว จิ่นอวี้ไม่ต่างจากคนแปลกหน้าเท่าไหร่ สายตาที่มองจิ่นอวี้ซับซ้อนยิ่งนักนางลังเลแล้วหลี่หลิงเฟิ่งเก็บสีหน้ามืดมน พยุงนางลุกขึ้น “อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ ออกไปจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน”จิ่นอวี้ส่ายหน้า หายใจอ่อนแรง มุกเงือกถูกสูบออกไปเกือบครึ่ง ซ้ำร้ายตันเถียนถูกทำลาย ต่อให้รอดกลับมาก็ไม่มีทางฟื้นคืนดังเดิม"ร่างกายของข้า ข้ารู้ดีที่สุด" จิ่นอวี้ยิ้มขม มองหลี่หลิงเฟิ่งราวกับมองเงาสะท้อนวัยสาว “เหมือนมากจริงๆ”นางกัดฟันแน่น ควักมุกเงือกออกจากอกยื่นให้หลี่หลิงเฟิ่งด้วยมือที่สั่นเทา กล่าวอย่าง
หลี่หลิงเฟิ่งอดไม่ได้แอบยกมือตบอกตัวเองแรงๆ หนึ่งทีเกือบไปแล้วไหมล่ะนางลอบถอนหายใจยาว ยังดีมีร่างแยกอัสนี มิฉะนั้นวันนี้คงเผยพิรุธต่อหน้าคนทั้งงานแน่ ร่างแยกยังนั่งอยู่ข้างพี่น้องตระกูลเป่ยในเวลานี้ ทั้งตัวตนมีลมหายใจ คลื่นพลัง และสติสัมปชัญญะครบถ้วน ไม่ว่าจะสีหน้า แววตา หรือแม้แต่จังหวะการพูด ล้วนไม่ต่างจากร่างต้นที่สำคัญที่สุด ทั้งสองร่างยังเชื่อมถึงกันตลอดเวลา สิ่งที่ร่างแยกมองเห็น นางรับรู้ สิ่งที่นางคิด ร่างแยกก็เข้าใจ คนสองคนใช้ดวงจิตเดียวกันหลี่หลิงเฟิ่งซ่อนกลิ่นอาย เคลื่อนตัวไปตามเงามืดของระเบียงอย่างไร้สุ้มเสียง ยันต์อำพรางถูกติดไว้แทบทั่วร่าง เสื้อคลุมล่องหนสวมทับอีกชั้น ทุกย่างก้าวระมัดระวังจนถึงขีดสุดไม่รู้ว่าในตระกูลชิงแห่งนี้ซ่อนสัตว์ประหลาดเฒ่าไว้มากเพียงใด หากแหวกหญ้าให้งูตื่นขึ้นมา ต่อให้มีสิบชีวิตก็คงไม่พอให้หนีถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องมาตั้งแต่วินาทีแรกก้าวขาสู่งานจัดอันดับยอดอัจฉริยะ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นคุ้นเคยยังมีเรื่องของมารดามารดาของนางมาจากสายหลัก และสายรองชิงอำนาจทำล
ในที่สุด วันนี้ก็มาถึงสถานที่จัดงานจัดอันดับยอดอัจฉริยะคึกคักอลังการ ตระกูลสมกับเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่กุมบังเหียนดินแดนไร้ขอบ ผู้คนนับล้านหลั่งไหลจับจองที่นั่ง สมมงที่รอคอยมาร้อยปีตื่นตาตื่นใจมากท่ามกลางเสียงผู้ชม เหล่าอัจฉริยะทยอยกันเข้ามาแล้ว ท่ามกลางพวกเขา คนกลุ่มหนึ่งมองซ้ายแลขวาหาที่นั่งตนเอง นั่งแช่ไปพูดคุยกันไปราวสองชั่วยาม งานจัดอันดับยอดอัจฉริยะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรดาผู้มีชื่อเสียงเริ่มมากันแล้ว เสียงตะโกนเรียกชื่อไม่เคยขาด มีแต่จะดังขึ้นเสมอ พวกเขาเสมือนเทพจุติจากฟากฟ้าหาตัวจับยากบนแท่นผู้ชม เสี่ยวพ่านตื่นเต้นสุดขีด ชะเง้อคอมองมุมของที่นั่งสำหรับผู้ทรงอิทธิพลโดยเฉพาะ เสี่ยวพ่านสะกิดไหล่เพื่อนข้างๆ อย่างอดใจไม่ไหว“อาเจ๋อ พวกหอสิบทิศยังไม่มากันหรือ” หยวนเจ๋อกลอกตาเหนื่อยหน่าย หมอนี่พูดมาสิบรอบแล้วยังไม่หยุด คนอื่นมาดูการประลอง สหายของเขามาดูหมอหญิงซะงั้นสองสามปีมานี้ชื่อเสียงของหลี่หลิงเฟิ่งโด่งดังถึงปลายยอด อายุยังน้อยก็เป็นแพทย์โอสถฝีมือดี ให้เวลานางเติบโตสักสิบปีคงกลายเป็นนักหลอมโอสถไม่ยากดังขนาดถึงขั้นเปรียบเทียบกับธิดาเทพได้เลย“ดูนั่นๆๆ ธิดาเทพ ธิดาเทพจริ
ไอเย็นเยือกประดุจเข็มพิษทิ่มแทงเข้าสู่ห้วงจิตกะทันหัน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายดังสะท้อนออกมา“ฮ่าๆๆๆ นังหนู เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวาสนาของข้าเทาเที่ยจะรับไปได้ง่ายดายเพียงนั้น!”ท่านปู่เขียวหรือเศษเสี้ยววิญญาณอสูรเทาเที่ยซ่อนเร้นอยู่ในผลึกวิญญาณเลือด ปรากฏตัวขึ้นพร้อมจิตสังหารหมายจะกลืนกินนางเพื่อยึดครองร่างเป็นภาชนะใหม่หลี่หลิงเฟิ่งไม่ลืมตาแม้แต่น้อย มุมปากเย้ยหยันดูกวนประสาทอย่างที่สุด“โผล่หัวออกมาสักทีนะตาเฒ่าร้อยเล่ห์” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก “รอจนเหงือกแห้งเลยล่ะ นึกว่าใจเสาะจนไม่กล้าโผล่หัวมาซะอีก”“เจ้า... เจ้ารู้อยู่แล้วรึ!” เสี้ยววิญญาณเทาเที่ยชะงัก“ตอนอยู่ในสุสานคนมันเยอะ แถมเจ้ายังพอมีฤทธิ์เดช ข้าเลยแกล้งโง่ปล่อยให้เจ้าดีใจเล่น แต่ที่นี่คือถิ่นของข้า และเจ้าตอนนี้ ก็เป็นแค่เศษขยะใกล้ตาย เจ้าว่าข้าจะทำอย่างไรกับเจ้าดีล่ะ”“นังเด็กโอหัง ข้าจะบดขยี้วิญญาณเจ้าให้แหลก!”เสี้ยววิญญาณเฒ่าแผดคำราม พุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางจิตของนางด้วยโทสะ หลี่หลิงเฟิ่งแค่ขยับจิตวูบเดียว วิชาที่นางเพิ่งสืบทอดมาจากราชาเซียนเต้าหยูก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้
คราวนี้หลี่หลิงเฟิ่งไม่ยอมปล่อยสองแม่ลูกตระกูลถังอีก ต่อให้ไร้หลักฐานเชิงจะเปิดโปงพวกนาง ส่วนต่อสู้ซึ่งหน้าหรือ ล้วนไม่ใช่ทางเลือกของคนฉลาด นางเลือกยืมดาบฆ่าคนแจ้งเรื่องราวแก่คนตระกูลเป่ยแต่ไหนแต่ไรหลี่หลิงเฟิ่งก็เป็นผู้มีพระคุณของพวกเขา ประมุขตระกูลเป่ยย่อมไม่ปฏิเสธ จริงเท็จอย่างไรไม่สำคัญ“แม่นา
“ชาระดับนี้ ท่านได้ประสบวาสนามาจากที่ใดกันแน่รึ” คำถามนี้มิใช่การซักไซ้เพื่อจับผิด ทว่าคือความอัศจรรย์ใจที่เปี่ยมล้นจากก้นบึ้งของหัวใจหลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา กิริยาเรียบง่ายทว่าแฝงด้วยความสูงส่ง “ข้าเพียงพบวาสนาเล็กน้อยระหว่างอยู่ในเขตจิตลวง บั
หลี่หลิงเฟิ่งวาดแผนที่ จนกระทั่งร่างชายผอมเดินโซเซออกจากห้องเวรด้วยกลิ่นเหล้าติดตัว หลี่หลิงเฟิ่งย่อกายต่ำ ติดตามชายผอมไป ทิศทางของเขาไม่ใช่ที่พัก ชายผอมเดินลึกเข้าไปในค่าย ทางเดินที่ควรเป็นเขตร้างยามกลับสว่างจ้าจากแสงไฟ เมื่อเดินผ่านอาคารสามหลัง ทั่วบริเวณเริ่มไร้เสียงผู้คน มี
อสูรฝูงแรกถูกกำจัดในไม่ช้า เหลือเพียงลมหอบสะท้านของคนทั้งสองคณะ แต่แรงสั่นของพื้นยังดำเนินต่อ แถมหนักกว่าเดิมหลายเท่า ชัดเจนเหลือเกินว่าอีกฝูงกำลังพุ่งทะลุเข้ามาเป็นคลื่นที่สองใครบางคนกลืนน้ำลาย แล้วเอ่ยเสียงสั่น“มาอีกฝูงรึ”หลี่หลิงเฟิ่งหลุบตาลง เกร







