Mag-log inแนวสายลับจากยุคปัจจุบันเข้าไปในยุคจีนโบราณ .... สายลับสายลุยจากยุคสองพันตายเพราะปฏิบัติภารกิจพลาด ดันทะลุมิติมาในยุคจนโบราณในร่างสตรีที่อาศัยในหมู่บ้านติดชายแดน พร้อมของแถมเป็นลูกแฝดต่างเพศสองคน และสามีที่ดันความจำเสื่อมไม่ต่างจากคนอายุสามขวบ! ปลูกผัก ขายของป่าก็แค่อาชีพเสริม อย่างนางต้องสร้างธุรกิจเท่านั้น… ทว่าสามีเอ๋อของนางไยเปลี่ยนไปเสียได้ อีกทั้งเขาคือใครทำไมมีแต่คนตามหาเขากันนะ!?
view more#####บทนำ
ความทรงจำที่ไม่คุ้นเคยหยุดหมุนเวียนมาให้สมองประมวลแล้ว สายลับสายลุยประจำองค์กรความมั่นคงระดับประเทศที่เพิ่งตายเพราะปฏิบัติภารกิจพลาดเพียงคราแรกก็ถึงแก่ชีวิตเลย รู้สึกตัวอีกทีในสภาพแวดล้อมและร่างกายแสนจะไม่คุ้นเคย
ร่างกายนี้ไม่ใช่ของจิ่วเม่ยในยุคสองพันแน่ แต่เป็นจิ่วเม่ย แซ่จางในยุคจีนโบราณ สตรีที่อาศัยในหมู่บ้านติดชายแดน ที่อยู่กับสามีหนึ่งลูกแฝดต่างเพศอีกสองคน
ความทรงจำของจิ่วเม่ยคนเก่ามีมากจนนางไม่สามารถพิจารณาและเข้าใจได้หมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่จิ่วเม่ยต้องรีบทำความเข้าใจ เพราะนั่นเป็นสาเหตุให้เจ้าของร่างคนเก่าตายไปจนจิ่วเม่ยในยุคสองพันมาเกิดในร่างนี้แทน
ภาพความทรงจำก่อนตาย คือมีโจรชุดดำสามคนบุกเข้ามาจะพาสามีและลูกแฝดทั้งสองไป แต่จิ่วเม่ยคนเดิมไม่ยอมเข้าขัดขวางจึงถูกป้อนผงยาบางอย่าง แต่ก็ขัดขืนและถูกใช้กำลังจนถึงแก่ความตายบนพื้นนี่ล่ะ เมื่อนางมองไปรอบข้างไม่พบคนอื่นจึงคาดว่าโจรพวกนั้นพาสามีและลูกน้อยของนางไปแล้ว
อ่า แม้นไม่ใช่สามีและลูกของจิ่วเม่ยคนใหม่จริง แต่นางก็จำเป็นต้องไปช่วยนั่นล่ะ หวังว่าพวกโจรจะยังพาไปไม่ไกลนะ...
อีกฝั่งหนึ่งในป่าใหญ่ ร่างบุรุษชุดดำสามคนกำลังเคลื่อนตัวอย่างยากลำบาก เพราะหนึ่งคนแบกร่างสูงใหญ่ของบุรุษที่สลบไม่ได้สติไว้ที่บ่า อีกคนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มหวานละมุนที่ยอมให้พามาแต่โดยดีในตอนแรกแต่ตอนนี้กลับดิ้นไม่ยอมอยู่เฉย แม้นจะร้องไห้น้ำตานองแฉะเต็มหน้าตา แต่ก็แหกปากร้องลั่นป่า ส่วนมือก็ทุบตีที่อกของเขาจนไม่สามารถจับให้อยู่นิ่งได้แล้ว ส่วนบุรุษอีกคนหนึ่งอุ้มเด็กน้อยหน้านิ่งอีกคนไว้แต่ถูกความสลบนิ่งก่อนหน้าลวงจนเผลอผ่อนแรงจับไว้กลายเป็นเด็กน้อยในอ้อมแขนดิ้นหลุดได้ ต้องวิ่งไล่จับเด็กน้อยที่วิ่งวนรอบบุรุษชุดดำอีกสองคนนั่นเอง
หากพวกเขาไม่ชะล่าใจว่าเป็นเพียงเด็กสองคน จึงไม่โปะยาสลบคงไม่ต้องปวดหัวถึงเพียงนี้หรอก
“เอาผงยาสลบส่งมาให้ข้าเสีย! เร็วเข้า”
ผงยาสลบทั้งหมดอยู่ที่โจรชุดดำคนที่แบกเด็กน้อยขี้แงที่หน้าเสียเพราะเริ่มรับเสียงแหลมที่แหกปากไม่ไหวแล้ว ทว่าพอเขาคลำหาที่ตัวกลับไม่พบถุงใส่ผงยาสลบเสียแล้ว
“ไม่รู้ตกไปตอนไหน ไม่อยู่ที่ตัวข้าแล้ว!”
...ใครจะรู้เล่าว่าเป็นฝีมือของเด็กขี้แยนี่เอง ก่อนหน้าเห็นว่าบิดาของตนถูกคนใช้สิ่งนั้นจึงคิดว่ามันต้องอันตรายแน่ จึงหาโอกาสแอบหยิบออกมาแล้วโยนทิ้งไประหว่างทางนี้
“โธ่เอ๊ย! ทำหล่นไปได้อย่างไร อย่างนั้นก็จัดการเด็กๆ ให้สลบด้วยกำลังเลยแล้วกัน...”
“โอ๊ย!”
“โอ๊ย! ใครมันปาหินใส่ข้า”
“โอ๊ย! ข้าด้วย”
จุดที่หินกระทบหัวของบุรุษชุดดำทั้งสามแรงจนแต่ละคนปล่อยสิ่งที่เป็นภาระบนตัวทันทีเลยล่ะ
สามีของจิ่วเม่ยร่วงลงสู่พื้นดินอย่างน่าเวทนา...
เด็กหญิงตัวน้อยร้องเสียงหลงที่ก้นจั้มเบ้าลงบนพื้นแข็ง แต่ก็หุบปากที่ร้องไห้ทันที ก่อนวิ่งไปหาเด็กชายตัวน้อยอีกคนที่ไม่มีคนไล่ตามแล้ว...
จิ่วเม่ยคือเจ้าของของหินทั้งสามก้อนมองผลลัพธ์ตรงหน้าอย่างพอใจ นางไม่รีบออกจากที่กำบัง หรือเผยตัว ปล่อยให้โจรชุดดำทั้งสามงงไปก่อน จุดที่จิ่วเม่ยปาหินไปถูกอย่างแรงนั้นเป็นจุดที่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่เยอะทุกจุด คนถูกหินต้องเจ็บปวดเหลือประมาณแน่ ไหนจะหินแต่ละก่อนที่คมประมาณนึงอีกเล่า คงมีเวลาพอให้จิ่วเม่ยเรียกให้เด็กน้อยทั้งสองวิ่งหนีห่างจากโจรทั้งสามได้นั่นล่ะ
“เด็กๆ มานี่เร็ว!!!”
ดวงตาสองคู่หันมองตามเสียงที่คุ้นเคยทันใด...
“ท่านแม่!”
“แม่จ๋า!”
อา เสียงตอบรับนี้ทำเอาจิ่มเม่ยใจกระตุกอย่างไม่เคยรับรู้ความรู้สึกนี้มาก่อนเลย...
ทว่าตอนนี้ต้องมีสติ นางรอให้เด็กน้อยทั้งสองวิ่งห่างออกมาพอประมาณ จึงขว้างเศษผ้าขนาดพอให้คลุมปิดหน้าบุรุษได้ไปที่ใบหน้าเน้นที่จมูกของบุรุษทั้งสาม ในเศษผ้านั้นมีก้อนหินขนาดเล็กและผงยาสลบที่นางเก็บได้ในระหว่างทางอยู่ เมื่อสามคนรับผงยาสลบของตนไปก็ค่อยๆ ล้มลงไร้สติจนครบทุกคน
ภารกิจเสร็จสิ้น!!!
“ท่านแม่มาช่วยพวกเราแล้ว ลูกนึกว่าท่านแม่จะ...”
“แม่จ๋ามาช่วยเมี่ยวเอ๋อร์แล้ว เมี่ยวเอ๋อร์กลัวมากเจ้าค่ะ ฮือ...”
จิ่วเม่ยรับการกอดจากก้อนแป้งน้อยทั้งสอง แม้เป็นเด็กแฝดเกิดพร้อมกันแต่นิสัยทั้งสองคนช่างแตกต่างกันยิ่งนัก
...เด็กน้อยผู้พี่ มีความคิดอ่านรู้เรื่องเกินเด็กอายุสามปียิ่ง นางพอเดาได้ว่าเด็กน้อยคงเข้าใจว่ามารดาอาจตายแล้ว แต่ก็รู้เรื่องที่จะไม่เอ่ยออกมาในยามที่มารดามีชีวิตอยู่ตรงหน้า
...เด็กน้อยเพศหญิงผู้น้องดูไร้เดียงสากว่า แต่ก็รู้เรื่องพอตัว จิ่วเม่ยสังเกตจากการที่ก้อนแป้งน้อยเมี่ยวเอ๋อร์รู้จักเลือกโอกาสในการร้องไห้ได้เหมาะสม ไม่ร้องไห้มั่วซั่วไร้สาระจนน่ารำคาญนั่นล่ะ
เอ หรือว่าจิ่วเม่ยคิดมากไปหว่า ก้อนแป้งน้อยทั้งสองอาจบังเอิญทำตามสันชาตญาณก็ได้
“พวกเจ้ามีใครบาดเจ็บหรือไม่?”
“ท่านแม่ไยเรียกเมี่ยวเอ๋อร์ห่างเหินเช่นนั้นเจ้าคะ?
หรือว่าแม่จ๋าเบื่อหนูแล้ว ฮือ ฮือ”
อ่อ นางคือมารดาของเจ้าก้อนแป้งน้อยตาแป๋วตรงหน้านี่นา
“แม่ เอ่อ ข้า...” ความทรงจำของร่างเดิมยังวิ่งวนสับสนอยู่เลย นางเรียบเรียงไม่ได้ว่าแต่ก่อนร่างเดิมเรียกว่าอันใด
“ปกติท่านแม่เรียกพวกเราว่า อาเมี่ยวและอาหมิงขอรับ หรือเรียกว่าลูกน้อยขอรับ”
เป็นอาหมิงน้อยที่เอ่ยช่วยนาง อีกทั้งจิ่วเม่ยมองสบสายตาสงสัยของเขาแล้วก็รู้สึกขนลุกขนพองอย่างไรไม่รู้
“ลูกน้อยทั้งสองไม่บาดเจ็บก็ดีแล้ว เรารีบกลับบ้านกันเถอะนะ...”
จิ่วเม่ยจูงสองมือเล็กของก้อนแป้งน้อยจะพาไปทางเดิมที่นางจากมา บ้านหลังเล็กที่ทำจากวัสดุง่ายๆ คล้ายจะพังแหล่ไม่พังแหล่นั่นล่ะ ทว่ามือข้างที่จูงหลินหมิงอยู่กลับมีแรงขืนไว้จน
จิ่วเม่ยต้องหันกลับไปมอง
“ไม่ไปหรืออาหมิง?”
“ท่านแม่ลืมพาท่านพ่อกลับไปด้วยหรือเปล่าขอรับ?...”
มองตามนิ้วเล็กสั้นป้อมที่ชี้ไปเบื้องหลังของทุกคนแล้ว ก็ได้แต่แจกรอยยิ้มจืดเจื่อนส่งไปให้ใบหน้าสงสัยของเจ้าก้อนแป้งน้อยแทน
“แม่ลืมที่ไหนกันเล่า แม่กะว่าจะพาพวกลูกกลับไปบ้านก่อนแล้วค่อยมารับตัวท่านพ่อของพวกลูกอย่างไรเล่า...”
ใช่ที่ไหนกัน นางลืมจริงนั่นล่ะ!!!
“ไหนไหน อาหมิงก็ถามแม่แล้ว เดี๋ยวพาท่านพ่อของพวกลูกกลับไปพร้อมกันเลยแล้วกัน...”
สามีบ้านี่ก็นอนสลบหลับสบายเชียว ต้องเป็นสตรีร่างผอมบางแบกขึ้นหลัง ส่วนมือเล็กๆ ของก้อนแป้งสองคนก็จับชายกระโปรงมารดาไปอย่างรู้ความ
...จิ่วเม่ยนั้นตอนฟื้นใหม่ๆ คิดว่าการที่มีโอกาสได้มีชีวิตอีกรอบในร่างนี้นั้นถือว่าเป็นพรที่พระเจ้าประทานให้ แต่พอมาตอนนี้ไฉนนางถึงรู้สึกอาจไม่ใช่พรแต่เป็นเวรกรรมที่นางต้องชดใช้กันล่ะ
29หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่า
ทางฝั่งสวนดอกไม้ในจวนเฉินท่ามกลางกลิ่นหอมของดอกไม้ในสวน หมิงจูเดินทอดน่องอย่างสบายใจเมื่อหูของนางไม่ต้องรับเสียงหวี่ของแมลงหวี่อันแสนน่ารำคาญแล้ว มือเรียวเอื้อมสัมผัสกลีบดอกไม้พลางคุยกับเยว่ฮวาสารพัดเรื่อง“เจ้าว่าดอกไม้พวกนี้ปลูกไว้นานเท่าใดแล้วนะ สีสดอย่างนี้...คงได้คนดูแลดี”เสียงของหมิงจูแฝงความผ่อนคลาย ขณะที่เยว่ฮวาซึ่งเดินตามหลังพยักหน้าหงึก ๆและคุยจ้อตอบกลับมาอย่างผ่อนคลายไม่แพ้กันแต่เมื่อเดินไปได้ไม่กี่ก้าวนี้ หมิงจูก็เริ่มรู้สึกถึงความเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงฝีเท้าของบ่าวคนสนิทอีกแล้ว นางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหยุดเท้าแล้วหันไปมองอย่างสงสัย“เยว่ฮวา? หายไปไหน...”ยังไม่ทันขาดคำ นางก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่อบอุ่นโอบรอบเอวเบื้องหลังฝั่งที่นางเพิ่งหันจากมา ก่อนที่ทั้งร่างจะถูกดึงเข้าสู่อ้อมกอดแข็งแรง เสียงทุ้มนุ่มที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหูเบาราวกระซิบ“ข้าคิดว่า...หากดอกไม้ในสวนนี้พูดได้ มันคงยอมหลีกทางให้เจ้าผู้เดียว”“คุณชายอวี่!” หมิงจูร้องไม่ดัง ขณะที่ร่างของนางพยายามดิ้นออกเบาๆ “นี่ท่านกล้าเดินเข้ามากอดข้าเช่นนี้ไม่เกรงใจดอกไม้รอบตัวเลยหรือไร?”“ทำไมต้องใส่ใจดอกไม้ด้วยในเมื่อข้าหล
จวิ้นอี้ยิ้มเยาะอย่างถือตัว “เจ้าคงมิได้เรียนรู้มารยาทของสตรีในเรือนขั้นสูง? เพื่อเอาใจพวกเราก็มารินน้ำชาสักจอกก็นับว่าดีแล้วนะ”หมิงจู เหลือบตามองจวิ้นอี้ด้วยสายตาเย็นชา นางรู้สึกรำคาญเสียงหวี่ที่ข้างหูนี้จนใช้เพียงมือปัดไม่ไหวแล้ว หมิงจูหันไปทางบ่าวที่ยืนใกล้ๆ แล้วกล่าวเสียงนุ่ม“ข้าขอไปเดินดูดอกไม้ในสวนก่อนก็แล้วกัน หากเขาแล้วมาโปรดแจ้งให้ข้าทราบด้วย”บ่าวโค้งตัวรับคำ “เชิญคุณหนูได้ตามสะดวกเจ้าค่ะ”เมื่อเห็นว่าหมิงจูเมินคำพูดและลุกขึ้นเดินออกไป ฮูหยิน รองและจวิ้นอี้ก็หันมายิ้มเยาะให้กันอย่างสมใจ ไม่ทันไรก็ต้องกลับมาสำรวมอีกคราแล้วเพราะฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลเฉินเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสง่างาม สีหน้าของนางแฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นลึกๆ ที่ไม่อาจปิดบังได้ ตั้งแต่นางทราบว่ามีแขกจากตระกูลไป๋มาเยือนแล้ว“ท่านเจ้าตระกูลไป๋ ฮูหยินรองไป๋ ยินดีต้อนรับเข้าสู่จวนเฉิน”ฮูหยินใหญ่เฉินกล่าวพร้อมรอยยิ้มตามมารยาท น้ำเสียงของนางเรียบหรู แต่ในใจกลับคาดหวังที่จะได้พบคนผู้หนึ่งที่ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำสายตาของนางจึงมองไปข้างหลังทันทีที่ทักทายอย่างที่ควรแล้ว“ขอบพระคุณฮูหยินเฉินที่กรุณา พวกเราเพียงแต่แวะมาเย
27แขกของตระกูลเฉิน“ไม่มีผู้ใดนามอวี่อาศัยอยู่ในจวนขอรับ หากต้องการตามหาคนก็ขอให้ไปตามหาที่อื่นเถิด”จวิ้นอี้ที่ฟังได้ยินเช่นกันก็รีบคว้าโอกาสนี้มาโจมตีทันที“นั่นไงเล่า! ข้าบอกแล้วว่าเจ้ามาที่นี่เองไม่ได้หรอก หรืออวี่ที่เจ้าว่าจะหมายถึงบ่าวสักคนในจวนตระกูลเฉินหรือเปล่า?”ฮูหยินรองแสร้งถอนหายใจยาวกอนเอ่ยต่อบุตรีของนาง“น่าสมเพชนัก อุตส่าห์แต่งตัวมาเสียดีเชียว หากเจ้าอยากเข้าไปจริงก็ร้องขอท่านพี่สิ ไม่แน่ว่าพวกเราจะให้เข้าไปก็ได้นะ”“...”หมิงจูยังคงนิ่งและสุขุมไร้ความหวั่นเกรงและอับอาย นางเชื่อในการนัดหมายของอวี่เพียงแต่รอเท่านั้น“นี่ เจ้าชั่งไร้มารยาทต่อผู้ให้กำเนิดเจ้าจนเคยตัวนัก ดะ...”ก่อนฮูหยินรองไป๋จะพ่นคำพูดไร้สาระไปมากกว่านี้บ่าวในจวนเฉินกลุ่มหนึ่งก็ออกมา พวกเขามีท่าทีต้อนรับคนตระกูลไป๋ด้วยท่าทางสุภาพนอบน้อมอย่างไม่คาดคิด แม้จวิ้นอี้จะเอ่ยบอกอย่างมั่นใจไปก่อนหน้าแต่ด้วยพวกเขาตระกูลไป๋ที่ไม่ได้สนิทกับเจ้าตระกูลเฉินมากเท่าไหร่ก็มีเผื่อใจไว้ว่าอาจไม่ได้เข้าพบ แต่ดูเหมือนจะผิดคาดไปเสียแล้ว...การต้อนรับเช่นนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ยืดตัวตรงเชิดหน้ากวาดสายตามองรอบๆ ราวกับเป็นจวนของตน
21ค่ำคืนที่เร่าร้อนเขามองหมิงจูที่แทบไร้เรี่ยวแรงอยู่บนอกของตน เขาสัมผัสได้ถึงความร้อนลวกจากผิวกายของนางผ่านสาบเสื้อที่กั้นระหว่างเราไว้ ดวงตาที่เคยเย็นชาและเด็ดขาดของอวี่ในยามนี้มีเพียงความอ่อนโยนซ่อนอยู่“หากจะเป็นบุรุษคนไหน ก็ขอให้เป็นข้าเถอะ...”อวี่กระซิบที่ข้างหูนาง ก่อนจะกดจุมพิตแผ่วเบาลงบ
อวี่ชะงักไปเล็กน้อย เขาหยุดเดินก่อนจะตอบโดยไม่ต้องคิดมาก “เรื่องตัวตนนี้ข้านั้นหาได้ปิดเป็นความลับแต่อย่างใด ข้าแค่ไม่ได้ป่าวประกาศก็เท่านั้น”คำตอบนั้นทำให้หมิงจูหรี่ตาลงเล็กน้อยนางก้าวขยับเข้าไปใกล้เขามากขึ้น รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าดูอ่อนหวานทว่าในดวงตากลับแฝงความเยือกเย็น นางก้าวเข้าไปใกล้เรื่อ
16ใครหยั่งเชิงใครกันแน่เสียงล้อรถม้าที่หมุนลั่นดังไปทั่วบริเวณจวนซุน ขณะที่จวิ้นอี้ก้าวลงจากรถอย่างระมัดระวัง ใบหน้าของนางบูดบึ้งทันใดเมื่อเท้าลงถึงพื้น เพราะสะโพกที่เจ็บจากการถูกโยนออกมาทำให้นางขยับตัวไม่สะดวกฮ่าวเทียนที่ตามลงมาทีหลังมีสภาพไม่ต่างกัน ชุดคลุมที่เคยเรียบกริบของเขาเปรอะเปื้อนด้วยฝ
“เราไม่ต้องทำอะไรหรอก เดี๋ยวผู้ที่ถูกกล่าวหาก็จะจัดการเอง พวกเราเพียงยืนอยู่เฉย ๆ ก็พอ”หมิงจูหันกลับมามองยังจวิ้นอี้ที่ส่งรอยยิ้มอย่างคนเหนือกว่ามาให้แล้วก็ก้มหน้าให้เล็กน้อยเป็นการขอบคุณซึ่งสร้างความประหลาดใจและฉงนให้จวิ้นอี้ยิ่งนัก นางคาดไว้ว่าจะได้รับสีหน้าอับอายและสีหน้าไร้ทางออกของพี่ใหญ่ของน


















Rebyu