LOGINในที่สุด วันนี้ก็มาถึงสถานที่จัดงานจัดอันดับยอดอัจฉริยะคึกคักอลังการ ตระกูลสมกับเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่กุมบังเหียนดินแดนไร้ขอบ ผู้คนนับล้านหลั่งไหลจับจองที่นั่ง สมมงที่รอคอยมาร้อยปีตื่นตาตื่นใจมากท่ามกลางเสียงผู้ชม เหล่าอัจฉริยะทยอยกันเข้ามาแล้ว ท่ามกลางพวกเขา คนกลุ่มหนึ่งมองซ้ายแลขวาหาที่นั่งตนเอง นั่งแช่ไปพูดคุยกันไปราวสองชั่วยาม งานจัดอันดับยอดอัจฉริยะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ บรรดาผู้มีชื่อเสียงเริ่มมากันแล้ว เสียงตะโกนเรียกชื่อไม่เคยขาด มีแต่จะดังขึ้นเสมอ พวกเขาเสมือนเทพจุติจากฟากฟ้าหาตัวจับยากบนแท่นผู้ชม เสี่ยวพ่านตื่นเต้นสุดขีด ชะเง้อคอมองมุมของที่นั่งสำหรับผู้ทรงอิทธิพลโดยเฉพาะ เสี่ยวพ่านสะกิดไหล่เพื่อนข้างๆ อย่างอดใจไม่ไหว“อาเจ๋อ พวกหอสิบทิศยังไม่มากันหรือ” หยวนเจ๋อกลอกตาเหนื่อยหน่าย หมอนี่พูดมาสิบรอบแล้วยังไม่หยุด คนอื่นมาดูการประลอง สหายของเขามาดูหมอหญิงซะงั้นสองสามปีมานี้ชื่อเสียงของหลี่หลิงเฟิ่งโด่งดังถึงปลายยอด อายุยังน้อยก็เป็นแพทย์โอสถฝีมือดี ให้เวลานางเติบโตสักสิบปีคงกลายเป็นนักหลอมโอสถไม่ยากดังขนาดถึงขั้นเปรียบเทียบกับธิดาเทพได้เลย“ดูนั่นๆๆ ธิดาเทพ ธิดาเทพจริ
ไอเย็นเยือกประดุจเข็มพิษทิ่มแทงเข้าสู่ห้วงจิตกะทันหัน พร้อมกับเสียงหัวเราะแหบพร่าที่แฝงไปด้วยความชั่วร้ายดังสะท้อนออกมา“ฮ่าๆๆๆ นังหนู เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวาสนาของข้าเทาเที่ยจะรับไปได้ง่ายดายเพียงนั้น!”ท่านปู่เขียวหรือเศษเสี้ยววิญญาณอสูรเทาเที่ยซ่อนเร้นอยู่ในผลึกวิญญาณเลือด ปรากฏตัวขึ้นพร้อมจิตสังหารหมายจะกลืนกินนางเพื่อยึดครองร่างเป็นภาชนะใหม่หลี่หลิงเฟิ่งไม่ลืมตาแม้แต่น้อย มุมปากเย้ยหยันดูกวนประสาทอย่างที่สุด“โผล่หัวออกมาสักทีนะตาเฒ่าร้อยเล่ห์” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก “รอจนเหงือกแห้งเลยล่ะ นึกว่าใจเสาะจนไม่กล้าโผล่หัวมาซะอีก”“เจ้า... เจ้ารู้อยู่แล้วรึ!” เสี้ยววิญญาณเทาเที่ยชะงัก“ตอนอยู่ในสุสานคนมันเยอะ แถมเจ้ายังพอมีฤทธิ์เดช ข้าเลยแกล้งโง่ปล่อยให้เจ้าดีใจเล่น แต่ที่นี่คือถิ่นของข้า และเจ้าตอนนี้ ก็เป็นแค่เศษขยะใกล้ตาย เจ้าว่าข้าจะทำอย่างไรกับเจ้าดีล่ะ”“นังเด็กโอหัง ข้าจะบดขยี้วิญญาณเจ้าให้แหลก!”เสี้ยววิญญาณเฒ่าแผดคำราม พุ่งเข้าหาจุดศูนย์กลางจิตของนางด้วยโทสะ หลี่หลิงเฟิ่งแค่ขยับจิตวูบเดียว วิชาที่นางเพิ่งสืบทอดมาจากราชาเซียนเต้าหยูก็ถูกปลุกให้ตื่นขึ้
“เหลวไหล! เห็นชัดๆ ว่าเจ้าฆ่าเขาเพราะแบ่งน้ำแร่ไม่ลงตัว” เถิงอู่ฮ่าวโกรธจัด พวกเขาสามคนรู้จักกันมานาน ร่วมกันเสาะหาสมบัติด้วยกันหลายปี ไม่คิดว่าจะโดนสหายร่วมกระบวนการหักหลังเพราะผลประโยชน์ตรงหน้าเหวินเจิ้งสะท้อนใจ ตอนมามีสิบคน ตอนนี้เหลือแค่เจ็ด ซ้ำจางเลี่ยความโลภครอบงำเริ่มไล่สังหารแล้ว ส่วนหลูกังสองคนนั้นขาดการติดต่อคาดว่าคงไม่รอดจางเลี่ยหัวเราะหึ ท่าทีไม่แยแสแม้แต่น้อย “แล้วอย่างไรเล่า ในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ ใครแข็งแกร่งกว่าก็มีสิทธิ์มากกว่า เจ้ายังจะพูดถึงความยุติธรรมอะไร”“เจ้าฆ่าเขาชิงสมบัติจริงๆ สินะ” เถิงอู่ฮ่าวกัดฟันแน่น คำพูดนั้นเหมือนน้ำมันที่สาดลงบนกองไฟ “จางเลี่ย เจ้ามันเลวยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน กล้าทำกับพวกเราได้ลงคอ!”บรรยากาศพลันแข็งตึง กลิ่นอายสังหารแผ่กระจายออกจากร่างของจางเลี่ยโดยไม่ปิดบังอีกต่อไป กลายเป็นสัตว์ร้ายฉีกหน้ากากออกเผยเขี้ยวเล็บแท้จริงเป่ยเฉินหลงก้าวออกมาเพียงครึ่งก้าว ดวงตาเย็นเฉียบดุจน้ำแข็ง “ในเมื่อเจ้าก้าวข้ามเส้นก็อย่าหวังว่าจะออกไปได้อย่างปลอดภัย”เป่ยฮวาซินรีบกันหลี่หลิงเฟิ่งถอยห่างก่อนขยับมายืนเคียงข้างพี่ชายโดยไม่เอ่ยคำใด แรงกดดันจากร่างกายพุ่งสู
ค่ายกลแผ่เส้นสายพลังซ้อนทับกันนับพันราวกับใยแมงมุมแห่งกาลเวลา เป่ยเฉินหลงและคนอื่นๆ ยืนล้อมอยู่ด้านนอก สีหน้าตึงเครียด พวกเขามองทะลุแก่นแท้ของมันได้ทว่าหลี่หลิงเฟิ่งกลับเพียงปรายตามองครั้งเดียว ก่อนเอ่ยอย่างเรียบเฉย “ก็แค่ค่ายกลผนึกซ้อนค่ายกลหลอกตา แล้วก็มีค่ายกลย้อนพลังแทรกอยู่อีกชั้นหนึ่ง”ชิงเหยาชะงักงันไปทันที “สหายหลี่ท่านมองออกตั้งแต่แรกหรือ”นางไม่ตอบ เพียงยกปลายนิ้วขึ้นแตะกลางอากาศ ลากผ่านโครงสร้างค่ายกลอย่างแม่นยำ “ตรงนี้คือจุดเชื่อมของสามชั้นพลัง และตรงนี้คือจุดตาย”การเคลื่อนไหวของนางลื่นไหลราวสายน้ำ ไม่ติดขัดแม้แต่น้อย ในขณะที่มือยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง จิตใจของนางกลับว่อกแว่กไปอีกเรื่องเป่ยเฉินหลงช่วงนี้ดูแปลกไปจริงๆจากที่เคยวางตัวห่างเหิน สุขุมเย็นชา กลับดูแลเป็นพิเศษ คอยแบ่งสมบัติให้โดยไม่ลังเล แม้แต่ท่าทีเล็กน้อยก็ยังต่างออกไป เมื่อก่อนเขาเรียกนางว่า “ท่านหมอ” รักษาระยะชัดเจน แล้วเหตุใดตอนนี้จึงเปลี่ยนเป็น “แม่นาง” กันเล่าปลายนิ้วของนางหยุดไปเพียงเสี้ยวอึดใจ ก่อนจะเคลื่อนไหวต่ออย่างไม่ผิดพลาดเพราะมองเห็นคุณค่าแล้ว?หรือมีจุดประสงค์อื่น…แววตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย
ชายหนุ่มนอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหินเย็นเฉียบ แม้อยู่ในระดับราชันย์ ทว่าแรงระเบิดมหาศาลและไอมรณะอันเข้มข้นได้ฉีกกระชากเส้นลมปราณของเขาจนยับเยิน พลังยุทธ์หลงเหลือริบหรี่“... นังชั้นต่ำ...”เขาเค้นเสียงลอดไรฟันออกมาอย่างยากลำบาก ทันทีที่เห็นว่าเป็นหลี่หลิงเฟิ่ง แววตาขุ่นมัวฉายแววดูแคลนอย่างไม่ปิดบัง แม้ก้ำกึ่งระหว่างความเป็นความตาย แต่ความโอหังฝังลึกในกมลสันดานยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์หลี่หลิงเฟิ่งเลิกคิ้วขึ้นมอง กดรอยยิ้มมุมปาก “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านไม่แม้แต่แสร้งทำแล้วหรือเจ้าคะ”คำเย้าแหย่ทำเอาชายหนุ่มสำลักเลือดออกมาด้วยความคั่งแค้น เขาพยายามวางท่าทีสั่งการด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง “อย่ามาโยกโย้ รีบเข้ามาพยุงข้าเสีย พาออกไปจากทางเดินอัปมงคลนี่ หากเจ้าช่วยข้าพ้นภัยได้ ข้าเว่ยเฉิง ในฐานะคุณชายแห่งตระกูลเว่ย จะประทานลาภยศและสมบัติที่เจ้าไม่มีวันจินตนาการถึงให้เป็นรางวัล”“ตระกูลเว่ย?” หลี่หลิงเฟิ่งแค่นหัวเราะ รู้สึกขบขันอยู่บ้าง “คุณชายดูจะสำคัญตัวผิดไปมาก สำหรับข้าแล้ว ตระกูลเว่ยของท่านนับเป็นตัวอะไรกัน ทรัพยากรที่ท่านอวดอ้างว่ายิ่งใหญ่นักหนา ต่อให้ถมลงมาทั้งตระกูลก็ยังเทียบไม่ได้แม้แต่เศษเสี้
หน้าโลงศพเป่ยเฉินหลงกับพวกล้อมโลงศพบนแท่นสูง รอบโลงศพถูกปกคลุมด้วยเส้นสายพลังงานที่พันไขว้กันไปมาจนมองไม่เห็นช่องโหว่"ค่ายกลภพวิญญาณ" เขาเอ่ยสีหน้าเคร่งเครียด "ซับซ้อนเกินไป ต่อให้พวกเราทั้งหมดลงมือพร้อมกัน ก็อาจทำได้เพียงแค่ทำให้มันสั่นคลอนเท่านั้น"เหล่าสมาชิกในกลุ่มต่างมองหน้ากันด้วยความลังเล สำรวจเส้นทางจนหมด กวาดสมบัติจนเกลี้ยง กลับมาก็ยังหาทางแก้ค่ายกลไม่ได้ แต่ละคนต่างสิ้นหวังเป่ยเฉินหลงกล่าว “แม่นางหลี่มีความเข้าใจเรื่องค่ายกล หากเป็นนาง อาจจะมีวิธีแก้”เป่ยเฉินหลงนิ่งคิดอยู่ครู่ จากนั้นก็หยิบป้ายคำสั่งขึ้นมาหลี่หลิงเฟิ่งนั่งพักฟื้นอยู่ริมขอบทะเลสาบ ป้ายคำสั่งในมิติมายาสั่นสะเทือนเบาๆ ข้อความของเป่ยเฉินหลงปรากฏขึ้น สั้นและกระชับ"แม่นางหลี่ ไม่กี่วันมานี้พวกเราหาโลงศพราชาเซียนเต้าหยูเจอแล้ว แต่ติดปัญหาตรงโลงศพมีค่ายกลภพวิญญาณปิดกั้น ซับซ้อนเกินกำลังพวกข้า หากท่านพอมีวิธีแนะนำ ขอรบกวนด้วย ไม่รีบ รอได้"หลี่หลิงเฟิ่งอ่านจบแล้วก็นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง คนพวกนี้ถึงกับหาเจอ โชคดีไม่หยอกสายตาขอ
คราวนี้หลี่หลิงเฟิ่งไม่ยอมปล่อยสองแม่ลูกตระกูลถังอีก ต่อให้ไร้หลักฐานเชิงจะเปิดโปงพวกนาง ส่วนต่อสู้ซึ่งหน้าหรือ ล้วนไม่ใช่ทางเลือกของคนฉลาด นางเลือกยืมดาบฆ่าคนแจ้งเรื่องราวแก่คนตระกูลเป่ยแต่ไหนแต่ไรหลี่หลิงเฟิ่งก็เป็นผู้มีพระคุณของพวกเขา ประมุขตระกูลเป่ยย่อมไม่ปฏิเสธ จริงเท็จอย่างไรไม่สำคัญ“แม่นา
“ชาระดับนี้ ท่านได้ประสบวาสนามาจากที่ใดกันแน่รึ” คำถามนี้มิใช่การซักไซ้เพื่อจับผิด ทว่าคือความอัศจรรย์ใจที่เปี่ยมล้นจากก้นบึ้งของหัวใจหลี่หลิงเฟิ่งวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา กิริยาเรียบง่ายทว่าแฝงด้วยความสูงส่ง “ข้าเพียงพบวาสนาเล็กน้อยระหว่างอยู่ในเขตจิตลวง บั
หลี่หลิงเฟิ่งวาดแผนที่ จนกระทั่งร่างชายผอมเดินโซเซออกจากห้องเวรด้วยกลิ่นเหล้าติดตัว หลี่หลิงเฟิ่งย่อกายต่ำ ติดตามชายผอมไป ทิศทางของเขาไม่ใช่ที่พัก ชายผอมเดินลึกเข้าไปในค่าย ทางเดินที่ควรเป็นเขตร้างยามกลับสว่างจ้าจากแสงไฟ เมื่อเดินผ่านอาคารสามหลัง ทั่วบริเวณเริ่มไร้เสียงผู้คน มี
อสูรฝูงแรกถูกกำจัดในไม่ช้า เหลือเพียงลมหอบสะท้านของคนทั้งสองคณะ แต่แรงสั่นของพื้นยังดำเนินต่อ แถมหนักกว่าเดิมหลายเท่า ชัดเจนเหลือเกินว่าอีกฝูงกำลังพุ่งทะลุเข้ามาเป็นคลื่นที่สองใครบางคนกลืนน้ำลาย แล้วเอ่ยเสียงสั่น“มาอีกฝูงรึ”หลี่หลิงเฟิ่งหลุบตาลง เกร







