로그인"อาลี่ เยว่จิน... พาลูกๆ ของข้าเข้าไปในห้องบรรทมชั้นใน และปิดหน้าต่างให้มิดชิดด้วย" ลู่ถิงสั่งเสียงเรียบทว่าแฝงด้วยความเฉียบขาดหลังจากที่เฟยหลงออกไปทำตามที่สั่ง แต่ยังไม่ทันที่สาวใช้คนสนิททั้งสองจะอุ้มองค์ชายและองค์หญิงแฝดลับตาไป เสียงฝีเท้าหนักๆ ของทหารกลุ่มหนึ่งที่ไม่ใช่คนคุ้นหน้าก็ดังขึ้นที่หน้าตำหนัก พร้อมกับการปรากฏกายของเฉินเสี่ยวเยี่ยนในชุดสีชมพูกลีบบัว ปักลวดลายโบตั๋นอย่างประณีตสะดุดตา เดินนวยนาดเข้ามาพร้อมรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็นเข้ามาภายใน
"สนมเสิ่น ไม่สิ หวงกุ้ยเฟย!!... เหตุใดจึงทำหน้าตื่นตระหนกเช่นนั้นเล่าเพคะ?" เฉินเสี่ยวเยี่ยนเอ่ยทักทายเสียงหวานหยดย้อยนั้นปะปนไปด้วยความสับสน ดวงตาของคนตรงหน้าวาวโรจน์ด้วยความริษยาที่ปิดไม่มิด เสิ่นลู่ถิงขยับกายบังทิศทางที่ลูกๆ อยู่ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าเป้าหมายของคนตรงหน้าครั้งนี้ไม่ใช่แค่ตน แต่เป็นลูกๆ ด้วย
"เฉินเสี่ยวเยี่ยน... เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? เจ้าถูกสั่งประหารไปแล้วไม่ใช่หรือ!?” ทั้งที่รู้มาก่อนหน้าเพียงชั่วครู่ว่าเฉินเสี่ยวเยี่ยนยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็ต้องทำเหมือนไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน เพื่อใหอีกคนได้ตายใจ
“เจ้าคิดว่าข้าจะถูกกำจัดง่ายเช่นนั้นเชียวหรือ”
“ที่ฮองเฮาอาละวาดในวันนี้ คงเพราะฝีมือเจ้าอีกสินะ ฮองเฮาดันหลังเจ้ามาก อกตัญญูนัก”
"ฮองเฮาหรือ? สตรีวิปลาสที่ไร้อำนาจคนนั้นน่ะหรือจะทำอะไรได้? นางก็แค่ 'หมาก' ตัวหนึ่งที่ข้าเขี่ยให้ล้มลงเพื่อล่อเสือออกจากถ้ำเท่านั้นเอง เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าลำพังฮองเฮาที่ถูกกักบริเวณจะหาฟืนหาไฟมาเผาตำหนักเองได้โดยไม่มีคนช่วย?"
“เจ้า... เจ้าเป็นคนวางแผนทั้งหมดจริงๆ! เจ้าส่งคนไปยุยงและช่วยฮองเฮาอาละวาด เพื่อดึงความสนใจของฝ่าบาทและองครักษ์ออกไปจากที่นี่!" เสิ่นลู่ถิงชี้หน้า เฉินเสี่ยวเยี่ยนร้ายลึกและใช้สมองมากกว่าฮองเฮามากนัก แต่นั่นไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัวแม้สักนิด
"ฉลาดสมกับที่ฝ่าบาททรงโปรดปราน ในเมื่อฮองเฮาหนุนหลังข้าไม่ได้อีกต่อไป การกำจัดทั้งฮองเฮาและเสี้ยนหนามอย่างเจ้าไปพร้อมกัน ย่อมเป็นทางลัดที่สั้นที่สุดสู่ตำแหน่งฮองเฮาของข้า" เสี่ยวเยี่ยนสาวเท้าเข้ามาใกล้ ใบหน้าของนางเดี๋ยวก็ยิ้มแย้ม เดี๋ยวก็แค้นเคืองราวกับคนที่กดดันจนเสียสติ
“เจ้าคิดหรือว่าหากข้ากับฮองเฮาสิ้น เจ้าจะได้เป็นฮองเฮา เจ้ามันก็แค่สนมที่เคยถูกต้องโทษเท่านั้น”
“แล้วใครบอกเจ้าเล่าว่าข้าต้องให้ฝ่าบาทแต่งตั้งข้าเป็นฮองเฮา ข้าเพียบพร้อมทุกอย่าง แต่เขาไม่เหลียวแลข้า ข้าก็แค่ต้องขึ้นเป็นฮองเฮา แล้วหาคนมาเป็นฮ่องเต้แทน” ดวงตาคมเบิกกว้างให้กับความคิดนั้นของเฉินเสี่ยวเยี่ยน นี่ไม่ต่างอะไรกับคิดกบฏ ในครานี้นางไม่ได้ต้องการแค่กำจัดข้าและลูก แต่ตั้งใจปลงพระชนม์ฮ่องเต้ด้วย
“นี่เจ้าคิดกบฏหรือ!!”
"จับตัวนางไว้! และเอาตัวเด็กแฝดสองคนนั้นมาให้ข้า!" เฉินเสี่ยวเยี่ยนตวาดสั่งการ ทหารที่ถูกซื้อตัวมาพุ่งเข้าจับทันที เสิ่นลู่ถิงพยายามขัดขืน มือบางใช้แจกันด้ามหยกใกล้ตัวขว้างใส่ผู้ที่เข้ามาใกล้ ทว่าสตรีบอบบาง มิอาจต้านทานกำลังบุรุษได้นานนัก แขนเรียวถูกรวบไปข้างหลังอย่างแรงจนความเจ็บปวดแล่นริ้วและใบหน้าเหยเก
"ปล่อยข้า! อย่าแตะต้องลูกของข้า!" เสิ่นลู่ถิงกรีดร้องเมื่อเห็นทหารอีกสองคนบุกเข้าไปในห้องบรรทมชั้นใน เสียงร้องไห้จ้าของหยางหมิงและเยี่ยหลานดังระงมบาดลึกเข้าไปในใจของคนเป็นแม่ อาลี่และเยว่จินที่ถูกตีสลบไปถูกวางกองลงที่พื้นอย่างไม่ใยดี เฉินเสี่ยวเยี่ยนเดินเข้าไปใกล้เสิ่นลู่ถิงที่ถูกกดให้นั่งลงกับพื้น ก่อนจะใช้มือที่สวมปลอกเล็บทองคำเชยคางของเสิ่นลู่ถิงขึ้นมา
"จำเอาไว้นะเสิ่นลู่ถิง เจ้าอาจจะชนะใจฝ่าบาทได้ แต่ในกระดานแห่งอำนาจ... ผู้ที่โหดเหี้ยมกว่าเท่านั้นที่จะอยู่รอด"
"เจ้ามันปีศาจ... ฝ่าบาทจะไม่มีวันให้อภัยเจ้า!" เสิ่นลู่ถิงถ่มน้ำลายใส่หน้าสตรีเบื้องหน้าด้วยความโกรธแค้น เฉินเสี่ยวเยี่ยนเช็ดหน้าอย่างใจเย็น ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้าเนียนของเสิ่นลู่ถิงจนหันไปตามแรง
"ฝ่าบาทจะทรงกริ้วฮองเฮาที่คลุ้มคลั่งจนอาจจะสั่งประทานความตายแก่ฮองเฮา ส่วนเจ้าก็จะถูกข้าฆ่าตายไปกับลูกของเจ้า หากฝ่าบาทเลือกที่จะสยบลงแทบเท้าข้า ข้าก็จะเป็นคนเข้าไปปลอบประโลมพระองค์ในวันที่ทรงสูญเสียที่สุดเอง"
ร่างของเสิ่นลู่ถิงถูกผ้าคลุมหัวและลากออกไปทางประตูหลังของตำหนักพร้อมกับลูกๆ ที่ถูกอุ้มแยกไปอีกทาง ท่ามกลางความวุ่นวายที่ตำหนักเย็นที่ไฟกำลังลุกโชนและเสียงกู่ร้องของผู้คน ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าหัวใจของฮ่องเต้กำลังถูกลักพาตัวไปจากวังหลวง
เสิ่นลู่ถิงพยายามดิ้นรนในความมืดมิดใต้ผ้าคลุมได้แต่นึกถึงภาพในอดีตชาติ... ความตายที่ข้าเคยพบเจอมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่นี่ไม่ใช่เวลามาท้อถอย ข้ากลับชาติมาเพื่อแก้ไขไม่ใช่เพื่อมาพ่ายแพ้ซ้ำสอง รอดูเอาเถิกเฉินเสี่ยวเยี่ยน แม้อดีตชาติข้าจะไม่มีชีวิตอยู่จนได้พบเจอเจ้า แต่ในชาตินี้เจ้าเลือกเองที่จะจบลมหายใจลงที่นี่
‘ฝ่าบาท... ได้โปรด... รู้ตัวให้ทันก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป’ นางอ้อนวอนต่อสวรรค์ในใจ และขอให้เฟยหลงจดการทุกอย่างได้สำเร็จ ขณะที่ถูกพาตัวมุ่งหน้าสู่ความมืดมิดที่ไม่อาจคาดเดา ภายในห้องใต้ดินอันอับชื้นใต้ศาลาริมน้ำลึกเข้าไปในเขตอุทยานหลวง แสงสว่างเพียงน้อยนิดลอดผ่านซี่กรงเหล็กที่ขึ้นสนิม กลิ่นดินและเชื้อราทำให้เสิ่นลู่ถิงรู้สึกคลื่นไส้ แต่ยังคงพยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา มือบางถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนเส้นเล็กแต่แข็งแรง
เบื้องหน้ามี เฉินเสี่ยวเยี่ยนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักที่ทหารยกตามมาให้ อีกคนกำลังจิบชาอย่างสำราญใจ ราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่คุกใต้ดินแต่เป็นศาลาชมจันทร์
"เจ้าดูสภาพตัวเองตอนนี้สิเสิ่นลู่ถิง...ช่างน่าเวทนานัก สตรีที่ฝ่าบาททรงทะนุถนอมราวกะไข่มุกในอุ้งมือ บัดนี้กลับต้องมานั่งจมกองฝุ่นช่างไม่คู่ควรเอาเสียเลย" เฉินเสี่ยวเยี่ยนวางถ้วยชาลงเสียงดัง เสิ่นลู่ถิงเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ แม้ใบหน้าจะซีดเซียวและมีรอยนิ้วมือจากการถูกตบ แต่แววตากลับนิ่งสงบจนเฉินเสี่ยวเยี่ยนรู้สึกไม่มั่นคง
"เจ้าคิดว่าการขังข้าไว้ที่นี่จะรอดพ้นจากฝ่าบาทได้จริงๆ หรือเสี่ยวเยี่ยน? แม้เจ้าจะอยู่ใกล้ชิดกับฝ่าบาทไม่นานนัก แต่ก็น่าจะรู้ว่าฝ่าบาทเป็นเยี่ยงไร”
"หุบปาก! เจ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนข้า! ฝ่าบาททรงรักเจ้าเพราะเจ้าแสร้งทำเป็นอ่อนหวานไร้เดียงสา แต่หากเจ้าหายไป... และหลักฐานทุกอย่างบ่งชี้ว่าเจ้าเป็นแค่หญิงโสมม มั่วผู้ชายไปทั่ว ทั้งลูกฝาแฝดของเจ้าก็มิใช่ของฝ่าบาท คิดหรือว่าเจ้าจะยังได้รับวามรักอยู่"
"ตำแหน่งที่ได้มาด้วยคราบเลือดและหยาดน้ำตาของทารก... เจ้าคิดว่าเจ้าจะนั่งอยู่บนบัลลังก์นั้นได้อย่างสงบสุขงั้นหรือ? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าตระกูล ของเจ้านั้นหยั่งรากฝังลึกอยู่กับอำนาจขุนนางฝ่ายบุ๋น หากฝ่าบาททรงทราบเพียงนิดว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเจ้าที่จะตาย แต่ทั้งตระกูลของเจ้าจะถูกล้างบางไม่เหลือแม้แต่ซาก" เสิ่นลู่ถิงแค่นยิ้มเย็น ข้ารู้ดีว่าต้องดึงเวลาเอาไว้ให้ยาวที่สุด เพื่อให้ฮ่องเต้เสด็จมาได้ทันเวลาสำคัญพอดี ข้อมูลเหล่านี้ข้าล้วนรู้มาจากที่ให้เฟยหลงสืบ เพื่อกำจัดครอบครัวของเจ้าต่อไปภายหน้า
"ข้ารู้เรื่องที่ตระกูลเจ้าแอบส่งจดหมายลับไปให้แม่ทัพหลิวที่ชายแดนเมื่อสเดือนก่อน..." เสิ่นลู่ถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าทรงพลัง เฉินเสี่ยวเยี่ยนชะงักฝีเท้า ใบหน้าที่เคยดูแคลนเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก
"เจ้า... เจ้าพูดเรื่องบ้าอะไร! ครอบครัวข้าไม่เคยทำเช่นนั้น!"
"เจ้าทำ... เจ้าพยายามจะสร้างผลงานให้บิดาด้วยการส่งข่าวเรื่องการเคลื่อนทัพของศัตรูที่เจ้าแอบฟังมาจากฮองเฮา แต่เจ้าหารู้ไม่ว่าจดหมายฉบับนั้นถูกดักไว้ได้โดยคนของข้า และข้าทูลเรื่องนี้ต่อฝ่าบาทแล้ว" เสิ่นลู่ถิงโกหกคำโต ข้ารู้เรื่องนี้จริงแต่ยังไม่ได้ทูลฮ่องเต้แม้สักคำ
"ที่ฝ่าบาทยังทรงนิ่งเฉย ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่ทรงรอเวลาที่จะถอนรากถอนโคนตระกูลเฉินพร้อมกันในคราเดียวต่างหาก" เฉินเสี่ยวเยี่ยนเริ่มเดินพล่านไปมาในห้องขัง ความมั่นใจเริ่มสั่นคลอน เฉินลู่ถิงแสยะยิ้ม ในเพลานี้เรื่องนี้ดีที่สุดสำหรับการถ่วงเวลา
"ไม่จริง! เจ้าโกหก! เจ้าแค่ต้องการจะถ่วงเวลาข้า!"
"ถ้าข้าโกหก... เหตุใดเจ้าถึงต้องสั่นเช่นนั้นเล่า เจ้าคิดว่าฮองเฮาอาละวาดจะเป็นเรื่องใหญ่โตจนเบี่ยงเบนความสนใจได้นานเพียงใดกัน? ตอนนี้ฝ่าบาทคงทรงจัดการนางเรียบร้อยแล้ว และสิ่งแรกที่จะทำคือกลับไปที่ตำหนักของข้า เมื่อพบว่าข้าและลูกหายไป คิดว่าฝ่าบาทจะไม่สั่งคนตามหาข้าหรือ?" เสิ่นลู่ถิงรุกต่อ ต้องทำให้คนตรงหน้าเสียสติมากที่สุด เพื่อยืดเวลาให้นานกว่าเก่าอย่างมีความหวัง
"เงียบ! เงียบเดี๋ยวนี้!" เฉินเสี่ยวเยี่ยนกรีดร้อง พลางคว้าจอกชาขว้างใส่ฝาผนังจนแตกกระจาย
"ทหาร! ไปดูซิว่าที่ตำหนักคุณหนิงเป็นอย่างไรบ้าง!” เสิ่นลู่ถิงลอบผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างรู้ว่าแผนการปั่นประสาทเริ่มได้ผล แต่ความกังวลที่แท้จริงในใจคือลูกๆ ที่ถูกแยกออกไปต่างหาก ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นเยี่ยงไรบ้าง เสิ่นลู่ถิงมองเห็นเฟยหลงที่แอบอยู่จึงส่งสายตาบอกกล่าวให้เฟยหลงไปช่วยลูกตนก่อน
"เฉินเสี่ยวเยี่ยน... หากเจ้าปล่อยข้าและลูกตอนนี้ ข้าสัญญาว่าจะกราบทูลฝ่าบาทว่าเจ้าเป็นคนมาช่วยข้าไว้จากน้ำมือของผู้อื่น นี่คือทางรอดเดียวของเจ้าและตระกูลเฉิน" เฉินเสี่ยวเยี่ยนหันมามองลู่ถิงด้วยแววตาที่ผสมปนเประหว่างความกลัวและความแค้น
"เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเจ้าหรือ? ไม่ว่าข้าจะตายหรือไม่ แต่เจ้าต้องตายก่อนข้า!" เสิ่นลู่ถิงมองคนที่ชักมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา แสงคมมีดวาววับสะท้อนเข้าตาของลู่ถิง
"ในเมื่อเจ้าขู่ข้านัก... ข้าก็จะส่งเจ้าไปรอฝ่าบาทในปรโลกเสียเดี๋ยวนี้!" เฉินเสี่ยวเยี่ยนพุ่งตรงมาที่ร่างเล็กๆ ของเสิ่นลู่ถิงด้วยความบ้าคลั่ง ดวงตากลมหลับลงพร้อมกับพยายามบิดข้อมือเพื่อให้โซ่ตรวนหลุดออก และได้แต่ภาวนาในใจ มาเสียทีเถิดเพคะฝ่าบาท….
สายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นคาวเลือดและเขม่าไฟให้เจือจางลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนหนักอึ้งเหนือทุ่งหญ้าชายป่าที่เพิ่งผ่านสมรภูมิขนาดย่อม ร่างของอดีตชินอ๋องผู้เคยสูงส่ง บัดนี้ทอดกายสงบนิ่งอยู่บนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยหยดน้ำค้างและโลหิตของตนเอง ดวงตาที่เคยแฝงไปด้วยความทะเยอทะยานและแผนการร้ายในอดีตชาติ บัดนี้ปิดสนิทลงพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ราวกับว่าได้พบกุญแจที่ไขพันธนาการแห่งความรู้สึกผิดที่จองจำมานานแสนนานเสิ่นลู่ถิงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าร่างนั้น มือหนึ่งยังคงโอบกอดเยี่ยหลานลูกสาววัยห้าขวบไว้แนบอก ก่อนจะหันไปมองหยางหมิงที่มีอาลี่และเยว่จินคอยยืนจับมือไว้อยู่ เด็กน้อยซบหน้าลงกับไหล่ของมารดาด้วยความหวาดหวั่นแต่ไออุ่นจากอ้อมกอดของเสินลู่ถิงก็ทำให้เด็กน้อยเริ่มสงบลง ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าที่ซูบผอมของอดีตชินอ๋องอย่างตั้งใจ ความทรงจำจากชาติก่อนไหลวนเข้ามาดั่งภาพฝันที่บิดเบี้ยว ภาพที่อีกคนเคยยืนอยู่เคียงข้างตระกูลหลี่ ภาพที่มือนั้นร่างสูงนั้นยืนมองดาบคมบั่นลงที่คอของข้าอย่างไม่ใยดี แต่ในเพลานี้ความเกลียดชังที่เคยสลักลึกอยู่ในกระดูกกลับค่อยๆ มลายหายไปราวกับควันไฟที่ถูกลมพัด"เขาตายแล้
สายลมพัดพาเอากลิ่นอายของดอกไม้นานาพรรณจากยอดเขามาสู่ตลาดการค้าชายขอบเมืองหลวง บรรยากาศภายนอกกำแพงวังช่างแตกต่างจากความเงียบเชียบและกฎระเบียบอันเคร่งครัดที่เสิ่นลู่ถิงในฐานะสูงส่งอย่างหวงกุ้ยเฟย วันนี้อยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่ายอย่างสตรีผู้ดีมีฐานะทั่วไป ใบหน้าผุดผ่องถูกแต้มเพียงชาดบางเบาแต่ยังคงไม่อาจซ่อนเร้นราศีแห่งความสูงศักดิ์ไปได้มือบางซ้ายขวาจับมือของหยางหมิงและเยี่ยหลานองค์ชายและองค์หญิงฝาแฝดวัยห้าขวบที่บัดนี้ดวงตากลมโตกำลังเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น ทั้งคู่ชี้ชวนกันดูงิ้วข้างทางและขนมน้ำตาลปั้นรูปมังกรอย่างสนุกสนาน"ท่านแม่ ดูนั่นสิเพคะ! มังกรตัวนั้นมีสีรุ้งด้วย" เยี่ยหลานตัวน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้ว พลางกระตุกชายแขนเสื้อของมารดาให้หันมาสนใจสิ่งที่ตนกำลังมองด้วยความตื่นเต้น"เยี่ยหลานชอบหรือ? เดี๋ยวแม่จะให้พี่อาลี่ซื้อให้เจ้าดีไหม" เสิ่นลู่ถิงยิ้มตอบด้วยแววตาอ่อนโยน ข้างกายคืออาลี่แลเยว่จินที่ติดตามมาด้วยความเป็นห่วง หากอี้เหอไม่ติดว่าต้องดูแลไท่เฮา เห็นทีคงตามมากันจนหมดแม้บรรยากาศจะดูรื่นรมย์เพียงใด แต่เสิ่นลู่ถิงกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก ดวงตากลมกวาด
ราตรีที่ผ่านพ้นพายุหมุนแห่งการทรยศหักเหลี่ยมดูจะเงียบสงบกว่าคืนไหนๆ ภายในห้องบรรทมของตำหนัก กลิ่นกำยานหอมอ่อนระรื่นโชยพัดพาความเหนื่อยล้าให้มลายหายไป เสิ่นลู่ถิงยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังร่างเล็กๆ ของลูกฝาแฝดวัยสามขวบที่นอนหลับสนิทเคียงข้างกัน หยางหมิงและเยี่ยหลานบุตรมังกรและธิดาหงส์ของนางที่เพิ่งผ่านพ้นภยันตรายมาหยกๆกายบางโน้มกายลงจัดผ้าห่มแพรไหมสีทองให้คลุมถึงอกอุ่นๆ ของทั้งคู่เบาๆ สัมผัสแผ่วเบาที่พวงแก้มยุ้ยของลูกทำให้เสิ่นลู่ถิงหลุดยิ้มออกมาด้วยความรักสุดหัวใจในชาติก่อนข้ามิเคยได้รับสัมผัสเช่นนี้ มิเคยรู้ซึ้งถึงคำว่ามารดา แต่นับจากวินาทีที่ข้าได้กลับมาล้างแค้นและสร้างชีวิตใหม่ ทุกลมหายใจของข้าบัดนี้คือเพื่อปกป้องลมหายใจของเด็กทั้งสองคนนี้เท่านั้นเมื่อมั่นใจว่าลูกๆ เข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนหวานแล้ว เสิ่นลู่ถิงจึงขยับกายอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้อาลี่และเยว่จินถอยออกไปเฝ้าที่ม่านชั้นนอก แล้วคว้าเสื้อคลุมไหล่ผ้าไหมลายดอกเหมยมาห่มกาย ทั้งเดินออกจากห้องบรรทมมุ่งหน้าสู่สวนอุทยานที่ชอบไป“พระจันทร์คืนนี้สวยมากเลยเจ้าค่ะคุณหนู” อาลี่
ในความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงนกร้องจิ๊บๆ จากยอดไม้ เสิ่นลู่ถิงจ้องมองสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ แม้คำพูดของอี้เหอจะฟังดูบริสุทธิ์ใจ ทว่าสัญชาตญาณของคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งบอกลู่ถิงว่า ไม่มีใครยอมอุทิศชีวิตให้ผู้อื่นเพียงเพราะ "ความเมตตา" ของผู้สูงส่งเท่านั้น ต้องมีบางอย่างที่ผูกมัดนางไว้... บางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่ากตัญญูทั่วไป"อี้เหอ..." เสิ่นลู่ถิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา"ข้าขอบใจในความสัตย์ซื่อของเจ้า แต่ในวังหลวงแห่งนี้ ข้าเรียนรู้มาว่าความภักดีมักแลกมาด้วยความแค้นหรือความรัก ข้าอยากรู้... อะไรคือสิ่งที่ทำให้สตรีที่ดูรักสันโดษเช่นเจ้า ยอมก้าวเข้าสู่กรงทองที่เต็มไปด้วยเขม่าพิษแห่งนี้?"อี้เหอนิ่งไป แววตาที่เคยใสกระจ่างกลับวูบไหวด้วยประกายไฟบางอย่างที่ลุกโชนขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะมอดดับลงกลายเป็นความเย็นเยียบที่แสนโศกเศร้า เสิ่นลู่ถิงมองคนตรงหน้าที่ก้มหน้าลงมองมือของตนเองที่สั่นเทาเล็กน้อย"หวงกุ้ยเฟยทรงปราดเปรื่องเกินกว่าที่หม่อมชั้นจะปิดบังได้... เหตุผลที่ไท่เฮาทรงไว้วางใจหม่อมชั้น เพราะหม่อมชั้นและพระองค์มี 'ศัตรู' คนเดียวกันเพคะ" เหอเอ่ยเสียงแผ่วก
กาลเวลาผันผ่านไปราวกับสายน้ำหลาก สามปีในวังหลวงช่างสั้นนักสำหรับผู้ที่มีความสุข แต่ช่างยาวนานแสนสาหัสสำหรับผู้ที่ถูกลืมเลือน ที่ตำหนักร้างท้ายวัง บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาเตอะจนแทบมองไม่เห็นบานหน้าต่างเสียงหัวเราะสลับกับเสียงร้องไห้โฮของสตรีผู้หนึ่งยังคงดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ แต่ไม่มีใครใส่ใจจะเงี่ยหูฟัง อดีตฮองเฮาในวัยที่ควรจะงดงามสะพรั่ง กลับกลายเป็นหญิงชราผมขาวโพลนทั้งที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ ทั้งนั่งกินเศษข้าวบูดเน่าที่ทหารยามโยนให้ผ่านช่องประตู พลางคุยกับเงาของตัวเองในบ่อน้ำครำ นรกบนดินที่เสิ่นลู่ถิงประทานให้นั้นกัดกินวิญญาณของอีกคนเหลือเพียงความว่างเปล่าลานหน้าตำหนักคุนหนิงบรรยากาศกลับรื่นเริงและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของบุปผานานาพันธุ์ วันนี้คืองานเฉลิมฉลองครบรอบวันประสูติสามชันษาขององค์ชายหยางหมิงองค์หญิงเยี่ยหลานซึ่งถือเป็นงานใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีเสิ่นลู่ถิงในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์ทองสยายปีกดูน่าเกรงขามและสง่างามจนขุนนางน้อยใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา กายบางนั่งเคียงคู่กับฮ่องเต้ทอดสายตามองดูลูกแฝดที่บัดนี้วิ่งเล่นอยู่ในชุดผ้าไหมสีเหลืองทองขนาดเล็ก"ถึงเวลาแล้ว..."
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำคืนที่จันทร์เสี้ยวแขวนเด่นอยู่เหนือยอดตำหนัก เสิ่นลู่ถิงนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้หอมภายในสวนหลังวัง กลิ่นดอกราตรีโชยมาตามลมเย็น แผ่วเบาและเยือกเย็นไม่ต่างจากกระแสอารมณ์ที่กำลังไหลเวียนอยู่ในอกในยามนี้มือเรียวบางลูบไล้ถ้วยชาเคลือบมุกอย่างใจเย็น แววตาที่เคยฉายเพียงความอ่อนโยนและออดอ้อนต่อหน้าฮ่องเต้ บัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยความพึงพอใจลึกๆ ที่ยากจะหยั่งถึงดวงตากลมหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ภาพเหตุการณ์ของทั้งสองชาติภพไหลย้อนกลับมา ราวกับกำลังละเลียดรสชาติของชัยชนะที่หอมหวานที่สุดภาพแรกที่แจ่มชัดในมโนสำนึก คือภาพของหลี่หว่านหว่านที่เคยหยิ่งผยอง รวมถึงผู้คนจากตระกูลหลี่และตระกูลเสิ่นที่ถูกข้าจัดการไปก่อนหน้าก่อนที่ภาพสะท้อนไปตอนที่ขันทีอาวุโสถือถาดไม้ที่วางจอกสุราลายครามไว้หนึ่งจอกจะเข้ามาแทรก เฉินเสี่ยวเยี่ยนและตระกูลเฉินในสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงทั้งชุดเก่าฉีกขาดกำลังนั่งทรุดอยู่กับพื้นราวกับซากศพที่ยังหายใจเสิ่นลู่ถิงเฝ้าดูเฉินเสี่ยวเยี่ยนถูกประหารไปด้วยตาตัวเองในครานี้ เพื่อไม่ให้เกิความผิดพลาดอีก ทำกับลูกข้าไว้อย่างไร ข้าย่อมสนองให้ แม้ลูกข้าจะยังไม่ตาย แต่แค่
เสียงที่ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องใต้ดินดั่งเสียงจากสรวงสวรรค์ แรงสั่นสะเทือนทำเอาฝุ่นผงและเศษหินร่วงกราวลงมาทับถมร่างของเสิ่นลู่ถิงที่กำลังเผชิญหน้ากับมัจจุราชในคราบสตรีสูงศักดิ์ เฉินเสี่ยวเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความตื่นตระหนก ดวงตาที่เคยฉายแววอาฆาตบัดนี้สั่นระริกด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะม
แสงเทียนเริ่มมอดดับลงภายในแต่ยังคงทิ้งกลิ่นอายอบอวลผสมผสานกับกลิ่นอายแห่งความรักที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ แสงแดดรำไรคืบคลานเข้ามาพาดผ่านร่างสองร่างที่นอนกอดก่ายกันอยู่เสิ่นลู่ถิงค่อยๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างช้าๆ ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความอบอุ่นจากอ้อมแขนแข็งแกร่งที่โอบรัดเอวบางเอาไว้แน่นแต่ก
กลิ่นหอมของกำยานอบอวลอยู่ในตำหนัก สายลมพัดผ่านบานหน้าต่างเข้ามาเบาบาง พาให้เปลวเทียนสั่นไหววูบวาบสะท้อนกับม่านมุกที่กระทบกันเป็นเสียงกรุ๋งกริ๋งแผ่วเบา อากาศหนาวกลับไม่ได้ทำให้บรรยากาศภายในตำหนักนี้ลดความร้อนรุ่มลงได้เลยบนเตียงกว้างที่ปูลาดด้วยผ้าไหมสีเหลืองทอง ฮ่องเต้นอนทาบทับอยู่บนกายบาง สายตาคมท
ภายใต้ค่ำคืนที่เงียบสงัดแสงจันทร์สาดส่องลงมายังเขตพระราชฐานชั้นใน ทอดเงายาวพาดผ่านทางเดินหินอ่อน ทว่าความสงบเงียบภายนอกกลับสวนทางกับพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำอยู่ในของฮ่องเต้ กายหนาประทับนิ่งอยู่บนโต๊ะทรงอักษร เบื้องหน้าคือสมุดบันทึกเล่มหนึ่งของชินอ๋องที่มีคนไปพบมาในบันทึกหน้านั้นมีหน้าหนึ่งที่ถูกเขี







