LOGINสายลมยามค่ำคืนพัดพากลิ่นคาวเลือดและเขม่าไฟให้เจือจางลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนหนักอึ้งเหนือทุ่งหญ้าชายป่าที่เพิ่งผ่านสมรภูมิขนาดย่อม ร่างของอดีตชินอ๋องผู้เคยสูงส่ง บัดนี้ทอดกายสงบนิ่งอยู่บนพื้นดินที่ชุ่มไปด้วยหยดน้ำค้างและโลหิตของตนเอง ดวงตาที่เคยแฝงไปด้วยความทะเยอทะยานและแผนการร้ายในอดีตชาติ บัดนี้ปิดสนิทลงพร้อมกับรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก ราวกับว่าได้พบกุญแจที่ไขพันธนาการแห่งความรู้สึกผิดที่จองจำมานานแสนนานเสิ่นลู่ถิงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าร่างนั้น มือหนึ่งยังคงโอบกอดเยี่ยหลานลูกสาววัยห้าขวบไว้แนบอก ก่อนจะหันไปมองหยางหมิงที่มีอาลี่และเยว่จินคอยยืนจับมือไว้อยู่ เด็กน้อยซบหน้าลงกับไหล่ของมารดาด้วยความหวาดหวั่นแต่ไออุ่นจากอ้อมกอดของเสินลู่ถิงก็ทำให้เด็กน้อยเริ่มสงบลง ดวงตากลมจ้องมองใบหน้าที่ซูบผอมของอดีตชินอ๋องอย่างตั้งใจ ความทรงจำจากชาติก่อนไหลวนเข้ามาดั่งภาพฝันที่บิดเบี้ยว ภาพที่อีกคนเคยยืนอยู่เคียงข้างตระกูลหลี่ ภาพที่มือนั้นร่างสูงนั้นยืนมองดาบคมบั่นลงที่คอของข้าอย่างไม่ใยดี แต่ในเพลานี้ความเกลียดชังที่เคยสลักลึกอยู่ในกระดูกกลับค่อยๆ มลายหายไปราวกับควันไฟที่ถูกลมพัด"เขาตายแล้
สายลมพัดพาเอากลิ่นอายของดอกไม้นานาพรรณจากยอดเขามาสู่ตลาดการค้าชายขอบเมืองหลวง บรรยากาศภายนอกกำแพงวังช่างแตกต่างจากความเงียบเชียบและกฎระเบียบอันเคร่งครัดที่เสิ่นลู่ถิงในฐานะสูงส่งอย่างหวงกุ้ยเฟย วันนี้อยู่ในชุดสีฟ้าอ่อนเรียบง่ายอย่างสตรีผู้ดีมีฐานะทั่วไป ใบหน้าผุดผ่องถูกแต้มเพียงชาดบางเบาแต่ยังคงไม่อาจซ่อนเร้นราศีแห่งความสูงศักดิ์ไปได้มือบางซ้ายขวาจับมือของหยางหมิงและเยี่ยหลานองค์ชายและองค์หญิงฝาแฝดวัยห้าขวบที่บัดนี้ดวงตากลมโตกำลังเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น ทั้งคู่ชี้ชวนกันดูงิ้วข้างทางและขนมน้ำตาลปั้นรูปมังกรอย่างสนุกสนาน"ท่านแม่ ดูนั่นสิเพคะ! มังกรตัวนั้นมีสีรุ้งด้วย" เยี่ยหลานตัวน้อยส่งเสียงเจื้อยแจ้ว พลางกระตุกชายแขนเสื้อของมารดาให้หันมาสนใจสิ่งที่ตนกำลังมองด้วยความตื่นเต้น"เยี่ยหลานชอบหรือ? เดี๋ยวแม่จะให้พี่อาลี่ซื้อให้เจ้าดีไหม" เสิ่นลู่ถิงยิ้มตอบด้วยแววตาอ่อนโยน ข้างกายคืออาลี่แลเยว่จินที่ติดตามมาด้วยความเป็นห่วง หากอี้เหอไม่ติดว่าต้องดูแลไท่เฮา เห็นทีคงตามมากันจนหมดแม้บรรยากาศจะดูรื่นรมย์เพียงใด แต่เสิ่นลู่ถิงกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่างที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก ดวงตากลมกวาด
ราตรีที่ผ่านพ้นพายุหมุนแห่งการทรยศหักเหลี่ยมดูจะเงียบสงบกว่าคืนไหนๆ ภายในห้องบรรทมของตำหนัก กลิ่นกำยานหอมอ่อนระรื่นโชยพัดพาความเหนื่อยล้าให้มลายหายไป เสิ่นลู่ถิงยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงไม้แกะสลักหลังใหญ่ ดวงตาคู่สวยทอดมองไปยังร่างเล็กๆ ของลูกฝาแฝดวัยสามขวบที่นอนหลับสนิทเคียงข้างกัน หยางหมิงและเยี่ยหลานบุตรมังกรและธิดาหงส์ของนางที่เพิ่งผ่านพ้นภยันตรายมาหยกๆกายบางโน้มกายลงจัดผ้าห่มแพรไหมสีทองให้คลุมถึงอกอุ่นๆ ของทั้งคู่เบาๆ สัมผัสแผ่วเบาที่พวงแก้มยุ้ยของลูกทำให้เสิ่นลู่ถิงหลุดยิ้มออกมาด้วยความรักสุดหัวใจในชาติก่อนข้ามิเคยได้รับสัมผัสเช่นนี้ มิเคยรู้ซึ้งถึงคำว่ามารดา แต่นับจากวินาทีที่ข้าได้กลับมาล้างแค้นและสร้างชีวิตใหม่ ทุกลมหายใจของข้าบัดนี้คือเพื่อปกป้องลมหายใจของเด็กทั้งสองคนนี้เท่านั้นเมื่อมั่นใจว่าลูกๆ เข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนหวานแล้ว เสิ่นลู่ถิงจึงขยับกายอย่างเงียบเชียบที่สุด ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้อาลี่และเยว่จินถอยออกไปเฝ้าที่ม่านชั้นนอก แล้วคว้าเสื้อคลุมไหล่ผ้าไหมลายดอกเหมยมาห่มกาย ทั้งเดินออกจากห้องบรรทมมุ่งหน้าสู่สวนอุทยานที่ชอบไป“พระจันทร์คืนนี้สวยมากเลยเจ้าค่ะคุณหนู” อาลี่
ในความเงียบสงัดที่มีเพียงเสียงนกร้องจิ๊บๆ จากยอดไม้ เสิ่นลู่ถิงจ้องมองสตรีที่นั่งอยู่เบื้องหน้าด้วยแววตาพินิจพิเคราะห์ แม้คำพูดของอี้เหอจะฟังดูบริสุทธิ์ใจ ทว่าสัญชาตญาณของคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่งบอกลู่ถิงว่า ไม่มีใครยอมอุทิศชีวิตให้ผู้อื่นเพียงเพราะ "ความเมตตา" ของผู้สูงส่งเท่านั้น ต้องมีบางอย่างที่ผูกมัดนางไว้... บางอย่างที่ลึกซึ้งเกินกว่ากตัญญูทั่วไป"อี้เหอ..." เสิ่นลู่ถิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา"ข้าขอบใจในความสัตย์ซื่อของเจ้า แต่ในวังหลวงแห่งนี้ ข้าเรียนรู้มาว่าความภักดีมักแลกมาด้วยความแค้นหรือความรัก ข้าอยากรู้... อะไรคือสิ่งที่ทำให้สตรีที่ดูรักสันโดษเช่นเจ้า ยอมก้าวเข้าสู่กรงทองที่เต็มไปด้วยเขม่าพิษแห่งนี้?"อี้เหอนิ่งไป แววตาที่เคยใสกระจ่างกลับวูบไหวด้วยประกายไฟบางอย่างที่ลุกโชนขึ้นมาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะมอดดับลงกลายเป็นความเย็นเยียบที่แสนโศกเศร้า เสิ่นลู่ถิงมองคนตรงหน้าที่ก้มหน้าลงมองมือของตนเองที่สั่นเทาเล็กน้อย"หวงกุ้ยเฟยทรงปราดเปรื่องเกินกว่าที่หม่อมชั้นจะปิดบังได้... เหตุผลที่ไท่เฮาทรงไว้วางใจหม่อมชั้น เพราะหม่อมชั้นและพระองค์มี 'ศัตรู' คนเดียวกันเพคะ" เหอเอ่ยเสียงแผ่วก
กาลเวลาผันผ่านไปราวกับสายน้ำหลาก สามปีในวังหลวงช่างสั้นนักสำหรับผู้ที่มีความสุข แต่ช่างยาวนานแสนสาหัสสำหรับผู้ที่ถูกลืมเลือน ที่ตำหนักร้างท้ายวัง บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยเถาวัลย์หนาเตอะจนแทบมองไม่เห็นบานหน้าต่างเสียงหัวเราะสลับกับเสียงร้องไห้โฮของสตรีผู้หนึ่งยังคงดังเล็ดลอดออกมาเป็นระยะ แต่ไม่มีใครใส่ใจจะเงี่ยหูฟัง อดีตฮองเฮาในวัยที่ควรจะงดงามสะพรั่ง กลับกลายเป็นหญิงชราผมขาวโพลนทั้งที่อายุยังไม่ถึงสามสิบ ทั้งนั่งกินเศษข้าวบูดเน่าที่ทหารยามโยนให้ผ่านช่องประตู พลางคุยกับเงาของตัวเองในบ่อน้ำครำ นรกบนดินที่เสิ่นลู่ถิงประทานให้นั้นกัดกินวิญญาณของอีกคนเหลือเพียงความว่างเปล่าลานหน้าตำหนักคุนหนิงบรรยากาศกลับรื่นเริงและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของบุปผานานาพันธุ์ วันนี้คืองานเฉลิมฉลองครบรอบวันประสูติสามชันษาขององค์ชายหยางหมิงองค์หญิงเยี่ยหลานซึ่งถือเป็นงานใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีเสิ่นลู่ถิงในชุดสีแดงเพลิงปักลวดลายหงส์ทองสยายปีกดูน่าเกรงขามและสง่างามจนขุนนางน้อยใหญ่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา กายบางนั่งเคียงคู่กับฮ่องเต้ทอดสายตามองดูลูกแฝดที่บัดนี้วิ่งเล่นอยู่ในชุดผ้าไหมสีเหลืองทองขนาดเล็ก"ถึงเวลาแล้ว..."
ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามค่ำคืนที่จันทร์เสี้ยวแขวนเด่นอยู่เหนือยอดตำหนัก เสิ่นลู่ถิงนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้หอมภายในสวนหลังวัง กลิ่นดอกราตรีโชยมาตามลมเย็น แผ่วเบาและเยือกเย็นไม่ต่างจากกระแสอารมณ์ที่กำลังไหลเวียนอยู่ในอกในยามนี้มือเรียวบางลูบไล้ถ้วยชาเคลือบมุกอย่างใจเย็น แววตาที่เคยฉายเพียงความอ่อนโยนและออดอ้อนต่อหน้าฮ่องเต้ บัดนี้กลับวาวโรจน์ไปด้วยความพึงพอใจลึกๆ ที่ยากจะหยั่งถึงดวงตากลมหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ภาพเหตุการณ์ของทั้งสองชาติภพไหลย้อนกลับมา ราวกับกำลังละเลียดรสชาติของชัยชนะที่หอมหวานที่สุดภาพแรกที่แจ่มชัดในมโนสำนึก คือภาพของหลี่หว่านหว่านที่เคยหยิ่งผยอง รวมถึงผู้คนจากตระกูลหลี่และตระกูลเสิ่นที่ถูกข้าจัดการไปก่อนหน้าก่อนที่ภาพสะท้อนไปตอนที่ขันทีอาวุโสถือถาดไม้ที่วางจอกสุราลายครามไว้หนึ่งจอกจะเข้ามาแทรก เฉินเสี่ยวเยี่ยนและตระกูลเฉินในสภาพที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงทั้งชุดเก่าฉีกขาดกำลังนั่งทรุดอยู่กับพื้นราวกับซากศพที่ยังหายใจเสิ่นลู่ถิงเฝ้าดูเฉินเสี่ยวเยี่ยนถูกประหารไปด้วยตาตัวเองในครานี้ เพื่อไม่ให้เกิความผิดพลาดอีก ทำกับลูกข้าไว้อย่างไร ข้าย่อมสนองให้ แม้ลูกข้าจะยังไม่ตาย แต่แค่
ท่ามกลางความหอมกรุ่นของน้ำแกงตุ๋นยาจีน บรรยากาศภายในตำหนักจิ่งเหรินช่างขัดกับพายุหิมะด้านนอกอย่างสิ้นเชิง เสิ่นลู่ถิงยังคงลอบสังเกตสีหน้าของชินอ๋องที่บัดนี้ยืนนิ่งงันราวกับรูปปั้นน้ำแข็ง ข้ามองเห็นดวงตาร้าวรานที่ปิดไม่มิดของเขามองมาอย่างไม่ลดละ เจ็บเพียงเท่านี้ยังไม่เทียบเท่ากับความเจ็บของข้าในชาติ
ฤดูหนาวในปีนี้ดูเหมือนจะรุนแรงที่สุดเท่าที่เสิ่นลู่ถิงเคยำด้สัมผัสอากาศหนาวมา หิมะโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย ราวกับผืนผ้าขาวบริสุทธิ์ที่พยายามจะปกปิดร่องรอยความโสมมของโลกมนุษย์ไว้ภายใต้ความเย็นเยียบ ภายในตำหนักจิ่งเหรินกลับอบอวลไปด้วยไออุ่นจากเตาผิงและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของกำยานกุหลาบ เสิ่นลู่ถิงในชุดค
ท่ามกลางหิมะโปรยปรายที่ปกคลุมไปทั่วเขตตำหนักเย็นกลิ่นคาวโลหิตจางๆคละคลุ้งไปกับอากาศหนาวเหน็บที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ เสียงหวีดร้องของทารกแรกเกิดที่เพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่กี่ชั่วยามดังก้องแทรกความเงียบงันของค่ำคืนที่มืดมิดที่สุดเสิ่นลู่ถิงพยายามตะเกียกตะกายร่ายกายที่อ่อนแรงจากการให้กำเนิดบุตรแฝดชายหญิงอ
เสียงโหวกเหวกวุ่นวายดังไปทั่วตำหนักเย็นในยามค่ำคืนหิมะตกหนัก อาลี่และเยว่จินวิ่งเออกตำหนักเย็นจนวุ่นวาย เสิ่นลู่ถิงนอนกระสับกระส่ายปวดท้องรุนแรง น้ำคร่ำเปรอะเปื้อนเต็มผ้าสีขาวที่เคยสะอาดตา เม็ดเหงื่อผุดตามขมับและคอสวยจนเปียกชุ่มมือเล็กกุมหน้าท้องเอาไว้แน่น เอ่ยบอกลูกรักในท้องให้ทรมานแม่น้อยลงอีกหน







