LOGINยาตัวใหม่นางใช้เวลาหลอมนานถึงสองชั่วยาม และซ่อมแซมพลังปราณอีกสองชั่วยาม อีกทั้งตอนฟื้นขึ้นมายังรู้สึกมึนศีรษะอยู่บ้าง เพราะยาตัวนี้ใช้พลังงานมากจริง ๆ แต่มันก็มีราคาสูงถึงห้าหมื่นตำลึงเลยทีเดียว สำคัญกว่านั้นนางสามารถหลอมได้ปีละสี่ครั้งเท่านั้น เช่นนั้นนางจึงต้องเว้นระยะห่างนานถึงสามเดือน ยังดีที่การหลอมยาทั้งสองชนิดไม่ข้องเกี่ยวต่อกัน หลังจากหลอมยาตัวใหม่เสร็จ หากในวันถัดไปนางอยากหลอมยาพิษครอบจักรวาลก็สามารถทำได้เลย สี่วันต่อมายามเซิน เว่ยซินเหยียนยกเสื้อคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินปักลายมังกรทองห้าเล็บ และถุงมือผ้าขนแกะสีดำสองคู่สีน้ำเงินอีกสองคู่ ที่พับใส่กล่องไว้ออกมาจากห้องนอนด้วย พลางบอกจางหมัวมัวว่า “ข้าวานเจ้าช่วยเอาชุดนี้ไปให้ท่านอ๋องที และฝากบอกท่านอ๋องด้วยว่าอีกสองวันข้าจะเข้าไปซื้อของที่ตลาด” “เจ้าค่ะ” จางหมัวมัวรับคำพลางยิ้มอ่อน รู้สึกปลื้มใจแทนเจิ้นเสิ่นอ๋องที่พระชายาเย็บเสื้อให้เป็นครั้งแรก รับเสื้อมาแล้วจางหมัวมัวก็ไม่รอช้า รีบสาวเท้าไปที่ห้องหนังสือทันที เมื่อท่านอ๋องเอ่ยปากอนุญาตแล้วนางจึงเดินเข้าไป นางยอบกายพลางเอ่ย
ให้หลังผู้เป็นนายเฉาหยวนจึงพูดกับสหายว่า “เจ้าคิดเหมือนข้าหรือไม่” “เหมือน” เฉาหยวนมองค้อนถามว่า “ข้าคิดอะไร” เขายังไม่ได้พูดออกมาสักคำว่าคิดอะไร “นั่นสิ เจ้าคิดอะไรอยู่รึ” “เจ้านี่มัน…” เฉาหยวนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ข้ากำลังคิดว่าท่านอ๋องกำลังแอบสนใจพระชายาเข้าแล้วน่ะสิ” เฟิ่งหนิงหลงรีบแย้ง “ฮื้อ จะเป็นไปได้ยังไง ตั้งแต่เจ้ารับใช้ท่านอ๋องมา ท่านอ๋องเคยสนใจสตรีคนใดหรือ เจ้าคิดมากไปแล้ว” “ถ้าสิ่งที่ข้าคิดเป็นความจริงขึ้นมาเล่า” “ข้าจะยอมเลี้ยงหูฉลามน้ำแดงเจ้าหนึ่งมื้อ” “ได้ เจ้าพูดแล้วห้ามคืนคำ” “ข้าพูดคำไหนคำนั้น” เพราะมั่นใจว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องไม่มีทางมีความรู้สึกเช่นนั้นกับสตรีคนใด เฟิ่งหนิงหลงจึงยืนยันออกไปเช่นนั้น แม้ว่าหูฉลามน้ำแดงจะมีราคาแพงถึงชามละหนึ่งร้อยตำลึงก็ตาม ภายในห้องหนังสือ เจิ้นเสิ่นอ๋องถอดถุงมือข้างขวาออกเขียนอักษรบนกระดาษหลายคำแล้วเรียกซ่งฉือเข้ามา เลื่อนซองเอกสารให้เขา กล่าวว่า “ส่งจดหมายนี้ไปที่จวนจิ้งอันโหวโดยม้าเร็ว” “ขอรับ”เว่ยซินเหยี
เว่ยซินเหยียนไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก ฉวยเม็ดยาจากมือเขา มืออีกข้างบีบคางเขาให้อ้าปาก แล้วหย่อนยาลงในปากเจิ้นเสิ่นอ๋องกำลังตะลึงตาค้างที่นางกล้าบีบคางเขาจนเจ็บแปลบเช่นนี้ แต่นางกลับขึ้นมานั่งอยู่ด้านหลังเขาแล้ว ฝ่ามือน้อยทาบลงบนแผ่นหลังกว้าง สั่งเขาว่า “หลับตาแล้วเดินลมปราณเสีย”เจิ้นเสิ่นอ๋องรู้สึกว่าพลังปราณของตนเริ่มปั่นป่วนจึงหลับตาลงและเดินลมปราณให้สม่ำเสมอทั้งนางและเขาต่างนิ่วหน้า พลังปราณของเจิ้นเสิ่นอ๋องเริ่มตีรวนขึ้นด้านบน ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชาเขาลืมตาโพลงพร้อมกับโก่งคอพ่นเลือดออกมาสองคำ โชคดีที่เขานั่งอยู่ขอบเตียง เลือดที่พุ่งออกมาจึงไม่เลอะบนเตียงนอนเจิ้นเสิ่นอ๋องรู้สึกโล่งไปทั้งตัวอย่างน่าประหลาด จากนั้นสายตาเลื่อนลงมองมือของตน มือสั่นเทาค่อย ๆ เลิกแขนเสื้อขึ้นด้วยความแปลกใจเจือตื่นเต้น จากนั้นยกขาของตนขึ้นดู ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าคันฉ่องทองเหลือง มือสองข้างลูบแก้มตนเบา ๆ ตอนนี้ติ่งเนื้อที่เคยปูดนูนตามตัวได้มีขนาดเล็กลงมากแล้ว เจิ้นเสิ่นอ๋องรู้สึกยินดีกับผลลัพธ์ที่ได้เป็นอย่างยิ่งเว่ยซินเหยียนถามเขาว่า “ท่านพอใจกับการรักษาของข้าหรือไม่” เมื่อเขาเอาแต่ยืนเหม่อนางจึงถามขึ้นอี
เจิ้นเสิ่นอ๋องถามขึ้นอีกว่า “แล้วอาการที่ข้าเป็นอยู่ทุกวันนี้ล่ะ” “ท่านได้รับพิษจากสมุนไพรชนิดหนึ่ง ที่มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทใช้น้อยเป็นยา ทำให้มีความสุข สนุกสนาน และมีกำลังวังชา แต่หากใช้มากเกินไป หรือได้รับสารติดต่อกันเป็นเวลานาน จะมีพฤติกรรมก้าวร้าว หงุดหงิดง่าย มีอาการทางจิต หวาดระแวง ประสาทหลอน คลุ้มคลั่ง และอาจมีอารมณ์ซึมเศร้าสามารถฆ่าตัวตายได้ เช่นนั้นพอพิษสะสมมากเกินไป ร่างกายของท่านจำเป็นต้องขับพิษออกมา เพียงแต่ท่านทำได้เพียงแค่ใช้ปราณกับวรยุทธ์ข่มมันไว้เท่านั้น ร่างกายของท่านจึงรู้สึกปวดแสบปวดร้อนคล้ายธาตุไฟจะแตกจนต้องลงไปแช่ในน้ำแข็ง แต่มันไม่สามารถขับพิษนั้นออกมาจากร่างกายท่านได้ แต่ก็นับว่ายังโชคดีที่ท่านมีพลังปราณ และคิดฝึกวรยุทธ์ตั้งแต่แรก” เจิ้นเสิ่นอ๋องนึกย้อนไปถึงตอนที่เขามาอยู่ที่จวนแห่งนี้ในช่วงแรก เขาเอาแต่ร้องไห้กอดจางหมัวมัว ปากก็พูดตลอดว่าข้าคิดถึงเสด็จแม่ กระทั่งเวลาผ่านไปเป็นเดือนเขาก็ยังไม่หายเศร้า หมอหลิวเป็นหมอหลวงที่ติดตามมาด้วยจึงนำยามาให้เขาดื่ม บอกว่าดื่มแล้วเขาจะรู้สึกดีขึ้น และเขาก็ดีขึ้นจริง ๆ แต่ไม่คิดว่าผ่านมาสิบกว่าปีเขาจะกล
จางหมัวมัวกับหมอหลิวเดินเข้ามาเตรียมลากตัวนางออกไป เว่ยซินเหยียนเหลือบมองเห็นดาบของเจิ้นเสิ่นอ๋องพิงอยู่ข้างม่านไม้ไผ่ นางคว้าขึ้นมาชักดาบออกจากฝักแล้ววางลงที่คอของหมอหลิวอย่างแผ่วเบา ถึงจะตกใจมากเพียงใดแต่เขากลับเก็บสีหน้าได้เป็นอย่างดี เอ่ยเสียงเนิบช้าแต่ท้าทายว่า “พระชายา ท่านกล้าหรือ” เพราะคิดว่าสตรีร่างเล็กผู้นี้อย่างไรก็ไม่มีทางกล้าปาดคอเขาได้ สิ้นคำถาม เลือดที่คอของหมอหลิวก็ไหลซึมออกมา จางหมัวมัวเบิกตาโตด้วยความตกใจยิ่ง หมอหลิวรู้สึกแสบที่คอและรู้สึกได้ว่ามีของเหลวไหลออกมา เขาอดตื่นตระหนกกับความใจกล้าของนางไม่ได้ “นี่ท่าน…” เขามองนางผิดไปจริง ๆ “จะยอมเล่าให้ข้าฟังดี ๆ ได้หรือยัง” หมอหลิวมองไปยังเจิ้นเสิ่นอ๋องที่ตอนนี้กำลังเริ่มหมดแรงดิ้นแล้ว “ได้ แต่ข้าขอเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่านอ๋องก่อน” เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ เจิ้นเสิ่นอ๋องเคลิ้มหลับไปแล้ว หมอหลิวจึงเริ่มเล่าอาการป่วยให้เว่ยซินเหยียนฟังว่า “เขาป่วยเป็นโรคที่หมอคนไหนก็ไม่อาจระบุชื่อโรคได้ตั้งแต่กำเนิด โหราจารย์ทำนายว่าเขาเป็นตัวอัปมงคลของแคว้น จึงถูกส่งตัวมาอย
ผ่านไปสองวันเว่ยซินเหยียนจึงทำการหลอมยา เพราะนางนัดกับโรงหมอจินฮงไว้ว่าสัปดาห์หน้าจะนำยาไปขายให้ เพราะหากนางเข้าตลาดบ่อยเกินไป เกรงว่าเจิ้นเสิ่นอ๋องจะสงสัยนางมากขึ้นกว่าเดิม เว่ยซินเหยียนให้ซิ่วอิงเฝ้ารออยู่ด้านหน้าประตู จากนั้นจึงเริ่มกรีดนิ้วตน หยดเลือดลงในหม้อหลอมยาหนึ่งร้อยหยด ครบแล้วจึงนั่งขัดสมาธิเดินลมปราณทันที พลังปราณบวกกับเลือดไหลวนอยู่ภายในหม้อหลอมยา ครึ่งชั่วยามแรกผ่านไปเว่ยซินเหยียนเหงื่อเย็นหลั่งไหลอาบกาย ใบหน้าบิดนิ่วคล้ายเจ็บปวด แต่เพียงไม่นานนางก็ได้ยินเสียงร้องขึ้นอย่างบ้าคลั่ง “อ๊าก…ปล่อยข้าออกไป ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้ อ๊าก…” เสียงพูดสลับกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นหลายครั้ง เว่ยซินเหยียนสติหลุดออกจากการเดินลมปราณและหม้อหลอมยาพลางลืมตาโพลง พลังปราณกับเลือดของนางถูกตัดขาดออกจากกัน มันเป็นเสียงของบุรุษคล้ายกับกำลังถูกทำร้ายทารุณ เสียงนั้นรบกวนโสตประสาทของนางอย่างรุนแรงจนทำให้นางไม่สามารถหลอมยาต่อไปได้อีก นางค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นเพราะปราณในกายกำลังซ่อมแซมตนเอง แต่คราวนี้นางไม่ได้สลบเพราะหลอมยาไม่สำเร็จ ซ







