เข้าสู่ระบบเมื่อจงห่าวหรานแยกตัวออกไป ซิงเยียนก็สั่งขันทีกำนัลที่ติดตามมา ไปรออยู่ที่รถม้า ส่วนตนเองพาเสี่ยวหงกลับไปเดินในตลาดอีกครั้ง เพื่อหาซื้อขนมไปฝากมารดาและน้องสาว
“พอเถิดเพคะองค์หญิง เท่านี้พระสนมและองค์หญิงเจ็ดก็อิ่มไปหลายวัน” เสี่ยวหงชูขนมมากมายให้นายเหนือหัวดู ข้าวของเต็มไม้เต็มมือถึงเพียงนี้ หากล้มหน้าคะมำไป นางคงถูกขนมทับจนหลังหักเสียแล้ว
“จิ๊ พอเพียงเท่านี้ก็ได้ ช่วงนี้เจ้าชักจะขัดใจข้าบ่อยขึ้นนะเสี่ยวหง” มิว่าเปล่า หญิงสาวหรี่ตามองคนสนิทอย่างคาดโทษ
“โถ่~ ก็ช่วงนี้องค์หญิงเป็นถึงที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของฝ่าบาท ผู้อื่นจึงเอาแต่ตามใจองค์หญิง หม่อมฉันกลัวว่าองค์หญิงจะเสียคนเพคะ”
“หึ! เจ้ามิชอบหรืออย่างไร มีแต่คนเอาใจเช่นนั้น คนจากตำหนักของฮองเฮายังไม่กล้าหาเรื่องเรา เสด็จแม่ หนิงเซียน และขันทีกำนัลของเรา ก็พลอยอยู่กันอย่างสงบสุขไปด้วย”
“ชอบเพคะ แต่คนเหล่านั้นล้วนหวังผลประโยชน์จากองค์หญิง หม่อมฉันมิไว้ใจ” แม้จะรู้ว่าองค์หญิงของนาง มิมีทางยอมให้ผู้อื่นเอาเปรียบได้ง่ายๆ แต่นางก็อดห่วงมิได้อยู่ดี
“ข้าเองก็หวังประโยชน์กับคนพวกนั้นเช่นกัน เจ้าอย่าได้คิดมาก ผู้ใดเป็นมิตร ข้าก็จะดีด้วย แต่หากมันผู้ใดกล้าคิดเป็นศัตรูกับข้า ข้าจะทำให้พวกมันรับรู้ว่านรกมิได้เป็นเพียงความเชื่อ” พัดคู่ใจถูกนำขึ้นมาโบกสะบัดเบาๆ กลิ่นอายสูงส่ง และแววตาเจ้าคิดเจ้าแค้น ทำให้ชาวบ้านละแวกนั้นต้องรีบหลุบตาลงกับพื้น เพราะกลัวจะไปทำให้หญิงงามต้องเคืองใจ
แต่ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ ก็ย่อมมีผู้ที่โง่งม มองมิออกว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร กระทำตนอวดเบ่ง ถึงขั้นรวมตัวกัน เพื่อดักรีดไถองค์หญิงของแคว้น
“แม่นางจะไปที่ใดหรือ” เหล่าชายฉกรรจ์สี่คน เข้ามารุมล้อมซิงเยียนและเสี่ยวหงเอาไว้ ด้วยคิดว่าหญิงสาวคงเป็นคุณหนูสกุลร่ำรวย ที่มาเที่ยวเล่นกับสาวใช้เพียงคนเดียว
“ข้าจะพานายของข้า ไปขึ้นรถม้าที่จอดไว้อีกฟากของตลาด พวกเจ้าหลีกไปเสีย” หลังจากที่ซิงเยียนและเสี่ยวหงได้ขนมมามากมายแล้ว จึงพากันกลับ แต่ด้วยซิงเยียนอยากตรวจดูความเป็นอยู่ของชาวบ้าน พวกนางจึงตัดสินใจเดินอ้อมมาอีกเส้นทาง แน่นอนว่าเส้นทางนี้ผู้คนไม่พลุกพล่าน ทั้งยังเป็นทางเปลี่ยว
“เรือนพวกเจ้าอยู่ที่ใด ให้พวกข้าไปส่งเถิด ข้าคิดราคาไม่แพง เพียงสิบตำลึงทองเท่านั้น”
“สิบตำลึงทอง!” ซิงเยียนมองเสี่ยวหงที่บัดนี้เท้าสะเอวจ้องชายเหล่านั้นอย่างไม่ลดละ
“ใช่ แต่หากพวกเจ้ามิมีจ่าย จะจ่ายเป็นอย่างอื่นก็ย่อมได้” ทั้งสายตาและท่าทางของบุรุษทั้งสี่ ทำเอาซิงเยียนแทบอาเจียนออกมา
“น่ารังเกียจเกินทน” สายตาดูถูกเหยียดหยามจากสาวงาม ทำให้บุรุษทั้งหลายมิพอใจ กรูเข้ามาหมายจะจับตัวซิงเยียนและเสี่ยวหงไว้ แต่ซิงเยียนก็ตั้งท่ารอการปะทะเป็นอย่างดี
ทว่า…
“รังแกสตรีเช่นนี้ พวกเจ้ายังขึ้นชื่อว่าเป็นบุรุษอยู่หรือ” ดาบเล่มใหญ่ที่ไม่ได้ถอดฝัก ทุบเข้ากลางหลังของชายคนหนึ่งที่ยืนล้อมซิงเยียนอยู่ ก่อนที่อีกสามคนจะถูกชายชุดดำทุบตี จนสลบไป
ทั้งการเคลื่อนไหว การออกอาวุธ และพละกำลัง ทำให้องค์หญิงผู้สูงศักดิ์รับรู้ได้ทันที ว่าชายชุดดำที่โพกหน้าและโพกผมผู้นี้ คงเป็นผู้ที่มีวรยุทธ์ เก่งกล้าเรื่องการต่อสู้เป็นแน่
“นี่แหนะๆ ต้องโดนเช่นนี้ ผู้ใดสั่งสอนให้พวกเจ้ารังแกคนมิมีทางสู้ เห้อ~ คนพวกนี้น่าตายเสียจริง” ซิงเยียนได้ฟังคำของชายผู้ช่วยชีวิต ถึงขั้นคิ้วกระตุก
“เจ้าว่าข้ามิมีทางสู้หรือ”
“อ่อ…ใช่ เป็นหญิงบอบบาง ร่างอ้อนแอ้นถึงเพียงนั้น จะเอากำลังที่ใดไปสู้กับเจ้าพวกนี้ ทางที่ดีเจ้าควรจะหลีกเลี่ยงทางที่เปลี่ยวและร้างคนเช่นนี้”
“…”
“โตแต่ตัว หัวคิดไม่มีเลยหรืออย่างไร นี่คงจะเป็นคุณหนูเอาแต่ใจใช่หรือไม่…ส่วนเจ้าก็ควรจะดูแลนายให้ดี อย่าได้ตามใจนางจนเคยตัว คราหน้าอาจถึงแก่ชีวิตได้” ไม่เพียงแต่ซิงเยียนที่นิ่งอึ้ง เสี่ยวหงเองก็อ้าปากค้างตามไปด้วย แม้แต่พระสนมยังมิเคยดุด่าองค์หญิงถึงเพียงนี้
“เจ้า-”
“มิต้องขอบใจข้า แล้วมิต้องโยนเงินให้ข้าด้วย ข้าเป็นคนดีพอที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ร้อน โดยมิหวังผลตอบแทน” ว่าแล้ว ชายชุดดำก็จากไป ทิ้งให้ซิงเยียนเจ็บใจกับคำต่อว่าเหล่านั้น
“องค์หญิงเพคะ”
“ย้า! เจ้าตาสีขนเป็ด กลับมาเดี๋ยวนี้นะ! ด่าข้าแล้วจะจากไปง่ายๆ หรือ” ตั้งแต่เกิดมานางยังมิเคยถูกด่าทอ ว่าไม่มีหัวคิดมาก่อน ขนาดฮองเฮาและเหล่าพี่น้องที่มักจะกลั่นแกล้งนาง ยังมิเคยเอ่ยว่านางไม่มีหัวคิด แล้วเจ้าตาสีเหลืออ๋อยนั่น กล้าดีอย่างไร
“เย็นพระทัยลงก่อนเพคะ เย็นพระทัยลงก่อน”
“เย็นมิได้เสี่ยวหง ข้าเป็นเช่นนั้นหรือ ข้าถูกตามใจจนเคยตัว แล้ว แล้วเป็นพวกมิมีหัวคิดอย่างนั้นหรือ!”
“มิได้เพคะ”
“เจ้าตาสีขนเป็ดนั่นมันว่าข้าไม่มีทางสู้ ไม่มีหัวคิด มันว่าข้าโง่!” ท่าทางกระฟัดกระเฟียดของซิงเยียน สร้างความขบขันให้เสี่ยวหงไม่น้อย แต่นางจำต้องกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ หากไม่แล้วนางคงต้องถูกโกรธไปด้วยอีกคน
“ว่าแต่ เหตุใดเมื่อครู่องค์หญิงมิเรียกองครักษ์ลู่เป่ากับองครักษ์ลู่ซิวเล่าเพคะ” ท่านลู่เป่ากับท่านลู่ซิวเป็นองครักษ์ข้างกายองค์หญิงสี่และองค์หญิงเจ็ดมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ แต่พวกเขามักจะหลบซ่อนตัว คุ้มครองอยู่ห่างๆ เท่านั้น หากว่าเหตุการณ์มิเลวร้าย หรือองค์หญิงมิได้สั่ง พวกเขาก็จะไม่ปรากฏกายเด็ดขาด
“เพราะข้าอยากลองวิชาอย่างไรเล่า” ซิงเยียนร่ำเรียนการต่อสู้และวิชาดาบมาตั้งแต่ยังเด็ก โดยมีลู่เป่ากับลู่ซิวเป็นอาจารย์ ทว่านางกลับมิเคยได้ต่อสู้กับคนที่ประสงค์ร้ายเลยสักครั้ง ครานี้จึงคิดอยากลองวิชาที่ได้ร่ำเรียนมา เลยสั่งห้ามให้องครักษ์ทั้งสองออกมาช่วย
แต่แล้วทุกอย่างก็พังพินาศ เพียงเพราะเจ้าตาสีขนเป็ดนั่น นอกจากจะไม่ได้ทดสอบฝีมือตนเอง ยังถูกต่อว่าเสียยกใหญ่
อย่าให้เจอกันคราหน้า นางจะเอาคืนให้สาสม
หลังจากเหตุการณ์นั้นเพียงสองวัน ก็มีข่าวลือว่าคุณหนูสกุลจ้าวเข้าไปเที่ยวเล่นในหอนางโลม จนตกเป็นของแขกชายที่ไปใช้บริการในหอนางโลมนั้น แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้มาจากศัตรูทางการเมือง ที่ต้องการทำให้สกุลจ้าวเสื่อมเสีย“มันเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้า เจ้าถูกขืนใจจริงหรือ” เสนาบดีกรมโยธาเค้นถามบุตรสาว เขาทั้งโกรธ และเสียใจที่ดูแลบุตรสาวไม่ดี ปล่อยให้พวกนางคาดสายตาจนไปเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้“มิได้เจ้าค่ะท่านพ่อ ข่าวลือพวกนั้นเกินจริงไปมาก” เฟิงเหยียนรีบแก้ต่าง เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดามีอาการเสียใจอย่างเห็นได้ชัด“แล้วเรื่องเป็นเช่นไร เล่าให้พ่อฟังเถิด พ่อพร้อมจะรับฟังพวกเจ้าเสมอ”“คือ…ลูกกับน้องหลงเข้าไปในหอนางโลมจริงเจ้าค่ะ และถูกพาไปที่ห้องรับรองแขกจริงๆ แต่มิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยนะเจ้าคะ เพียงแค่นั่งทานอาหารด้วยกันเท่านั้น เพราะประตูห้องรับรองลงกลอนจากด้านนอกจึงออกมาไม่ได้”“แน่หรือ! ชายผู้นั้นได้ล่วงเกินพวกเจ้าหรือไม่” เสนาบดีจ้าวถามซ้ำ“มิได้เจ้าค่ะ เขามิได้ล่วงเกินลูกแม้แต่น้อย” ฟาผิงตอบรับอย่างหนักแน่น แต่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าผู้อื่นคงมิเชื่อ ชายหญิงอยู่ในห้องรับรองของหอนางโลมเพียงลำพัง จะไม่ม
นับตั้งแต่สถาปนาขึ้นเป็นองค์ฮ่องเต้และองค์ฮองเฮาของแคว้น จ้านโหรวและซิงเยียนก็ทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างสุดความสามารถ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละเลยครอบครัว พวกเขามักพากันไปส่งบุตรทั้งหกเข้านอนอย่างที่เคยทำ เริ่มจากตำหนักของสองแฝด จากนั้นก็ตำหนักของโอรสคนที่สาม สี่ และห้า สุดท้ายก็กลับตำหนักใหญ่มากล่อมบุตรสาวคนเล็ก“เหตุใดวันนี้องค์หญิงของพ่อจึงไม่ยอมนอน หืม” จ้านโหรวมักจะพาบุตรสาวมานอนด้วยทุกคืน ตามประสา บิดาที่เห่อบุตรสาว ทั้งอี้เจินยังเป็นธิดาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้หนุ่ม“ม่ายหลับ”“หึๆ ทีนี้เสด็จพ่อจะงัดกลยุทธ์ใดมากล่อมลูกอีกเล่า” ซิงเยียนยิ้มขำ ตั้งแต่ที่ขึ้นครองราชย์ เหล่าขุนนางก็กดดันให้จ้านโหรวรับสนมอยู่หลายครา แต่เจ้าตัวก็เอ่ยปฏิเสธไปทุกครั้ง และแก้ปัญหาโดยการมีบุตรเพิ่ม เพื่อไม่ให้เหล่าขุนนางยกเรื่องทายาทมาอ้าง“ไม่บอก เป็นความลับ ใช่หรือไม่ลูกสาวพ่อ” คนเรือนผมทองก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเสียฟอดใหญ่ องค์หญิงตัวน้อยก็หัวเราะคิกคัก“คิกๆ ฮ่าๆ เจินม่ายบอก ความลับของพี่ยอง”“ความลับของพี่รองเจ้าหรือ เรื่องใดเล่า” ซิงเยียนถามย้ำ“ม่ายบอก เจินม่ายบอกว่าพี่ยองไปหอโลม” ได้ยินดังนั้นสองสามีภรรยาก็สบตา
“อย่าดูเลย ไม่เหมาะกับเด็ก” หนิงหวงเอามือปิดตาน้องชายไว้“เจ้ากับข้าเป็นฝาแฝดกัน ลืมแล้วหรือ” ซิ่วอิงมีหรือจะยอม เขามาถึงที่จะให้กลับไป โดยไม่รู้สิ่งใดเลยมันก็มิใช่เขาแล้วเสียงครวญครางของนางโลมสาว ที่ถูกเคี่ยวกร่ำดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกชายร่างหนาควบขี่ด้วยจังหวะที่เร่งเร้า ซิ่วอิงเห็นดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ จนพี่ชายต้องรีบพาน้องชายออกจากที่นั่น“เป็นอย่างไรเจ้าคะ ครึกครื้นหรือไม่”“อืม ครึกครื้นมากเชียวล่ะ” ซิ่วอิงลดมือลงบังส่วนที่แข็งขืนขึ้นมา“เช่นนั้นเปิดห้องดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้เด็กๆ มาดูแล รับรองว่าน่ารัก ช่างออดช่างอ้อน ถูกใจคุณชายทั้งสองแน่”“ไม่-”“เอา! มาถึงนี่แล้ว อย่างไรก็ต้องลองสักที นะ นะ พี่ใหญ่” ซิ่วอิงพูดจาออดอ้อนพี่ชายของตน ปกติแล้วเขามักจะไม่เรียกหนิงหวงว่าพี่ใหญ่ เว้นเสียแต่ว่ามีสิ่งที่ต้องการ เขาก็จะออดอ้อนพี่เป็นพิเศษ“อย่างไรดีเจ้าคะ”“…เอาสองห้องเลยแม่นาง” เมื่อพี่ชายไม่ได้คัดค้าน ซิ่วอิงจึงรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ สั่งให้คณิกาสาวไปจัดการทันทีหนิงหวงนั่งอยู่ในห้องรับรองเพียงคนเดียว บนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยู่ สุราและชาเองก็ถูกเตร
ภายในวังหลวงที่แสนน่าอยู่ มองไปทางใดก็มีแต่ความร่มรื่น เต็มไปด้วยเสียงเด็กชายที่เล่นกันอยู่กลางสวน มิได้ทำให้องค์ชายรอง จวิ้นซิ่วอิง รู้สึกสนุกสนานไปด้วยเลย“หนิงหวง เราออกไปเที่ยวนอกวังดีหรือไม่” เด็กหนุ่มวัยสิบห้าหนาว กำลังอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง จึงได้เอ่ยถามพี่ชายฝาแฝดที่นั่งอยู่ข้างกัน“เจ้าอยากไปที่ใดเล่า แต่คงต้องรอให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่กลับมาจากท้องพระโรงเสียก่อน” หนิงหวงว่า พลางอุ้มน้องสาวคนเล็กขึ้นมานั่งบนตักจวิ้นหนิงหวง องค์ชายใหญ่ของราชวงศ์จวิ้น มักจะตามใจน้องทุกคนอยู่เสมอ โดยเฉพาะ น้องสาวคนเล็ก เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ตัวเขาและซิ่วอิงเป็นฝาแฝด มีน้องชายอีกสามคน คือ เจียวเจี้ย 13 หนาว ฉางชุน 10 หนาว ซีฮัน 6 หนาว และน้องสาวคนเล็ก อี้เจิน ที่อายุเพียงสามหนาวเท่านั้น“ข้าอยากออกไปตอนกลางดึก” ซิ่วอิงป้องปากพูด เพราะไม่อยากให้เหล่าขันทีกำนัลบริเวณนั้นได้ยิน“หืม ไปที่ใดกัน เหตุใดต้องออกไปกลางดึกด้วยเล่า เจ้าก็รู้ว่ามันอันตราย”“พอๆ เลิกบ่นเสียที ที่ข้าจะไปตอนกลางคืน เพราะข้าอยากไปหอนางโลม”“ห๊า! หอนางโล- อุบ” เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวมาปิดปากพี่ชายฝาแฝดอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเจ้
จ้านโหรวและซิงเยียนอุ้มเด็กน้อยทั้งสองออกมาดูหน้าจวน ก็พบว่าเฟยหย่ากำลังชี้นิ้วสั่งการให้บ่าวไพร่นำของลงจากเกวียน“ท่านป้า ท่านลุง ของพวกนี้คือสิ่งใดหรือขอรับ” จ้านโหรวเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาแน่ใจว่ามิได้สั่งซื้อสิ่งใดมา“อ้าว พระชายายังมิได้บอกกับองค์รัชทายาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”“บอกเรื่องใดหรือเยียนเอ๋อร์” ซิงเยียนอมยิ้ม ก่อนจะตอบออกไป“อีกสองวันข้างหน้าเป็นวันเกิดของเจ้ามิใช่หรือ ข้าเลยคิดว่าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน เชิญเฉพาะครอบครัวมาดื่มกินสังสรรค์กัน”“อ่อ มิเห็นจะต้องลำบาก อย่างไรอีกสองวันก็ต้องจัดงานในวังอยู่แล้ว”“เพราะวันนั้นผู้คนจะมาร่วมอวยพรให้เจ้ามากมาย คงมิได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว” จ้านโหรวยกยิ้มเต็มใบหน้า เข้าไปจุมพิตปรางแก้มเนียนของภรรยาเป็นรางวัล เขามิได้อยากมีงานฉลองยิ่งใหญ่ เพียงได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าก็เพียงพอแล้ว“พอๆ รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถิดพ่ะย่ะค่ะ แม้จะมีเพียงครอบครัว แต่คนก็มากมายทีเดียว มิรู้ว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาด้วยหรือไม่” ป๋อเหวินรีบไล่หลานสาวและหลานเขยไปอาบน้ำอาบท่า“เอาองค์ชายน้อยทั้งสองมาฝากกระหม่อมไว้เถิด”“เจ้าค่ะ แต่ท่านป้าอย่าสอนเรื่องแปลกๆ ให้บุตรของข้านะเจ
ด้านซิงเยียนและจ้านโหรวแวะเข้ามาชำระกายที่หอนางโลม เพราะไม่อยากให้เลือดของสตรีชั่วช้าไปแปดเปื้อนในจวนผิงจิ้งของพวกเขา“ดีขึ้นแล้วหรือยัง ความแค้นในใจของท่าน”“ราวกับถูกปลดปล่อยเลยล่ะ ข้าอยากให้นางมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน”“มันจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคิดจะทำร้ายผู้อื่นก่อน ก็ต้องถูกเอาคืนเช่นนี้” จ้านโหรววักน้ำขึ้นมาขัดถูตามเนื้อตัวให้ภรรยา เขาเองก็อยากจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพราะไม่อยากให้มือที่แสนงดงามนี้ต้องเปื้อนเลือด ทว่าซิงเยียนกลับไม่ยอม“อย่าพูดถึงนางอีกเลย เรารีบอาบน้ำแล้วกลับไปหาเจ้าตัวเล็กทั้งสองเถิด ข้าคิดถึงพวกเขาแล้ว”“หึๆ ภรรยาติดลูกเช่นนี้ สามีจะทำอย่างไรเล่า”“มิต้องเลย รีบอาบเร็วเข้า ประเดี๋ยวลูกจะหิวนม” แม้ปากจะเอ่ยห้าม แต่กลับเงยหน้ารับจุมพิตแสนหวานจากสามีอ่า~ ดูเหมือนว่าบิดาก็หิวนมมิต่างจากบุตรชายทั้งสองหลังจากจัดการกับกองกำลังกบฏเรียบร้อย บ้านเมืองก็กลับมาสุขสงบอีกครั้ง จ้านโหรวในฐานะองค์รัชทายาทใช้เวลากว่าสามเดือนในการแก้พื้นฐานการปกครองของราชสำนัก ขุนนางที่คิดคด ทุจริตต่อบ้านเมือง ถูกตัดสินโทษทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ แน่นอนว่าซิงเยียนเองก็คอยช
นับวันการเรียนการสอนของท่านอาจารย์ก็ยิ่งวนซ้ำไปมา พวกเขาเรียนมาสิบวันก็ยังพูดถึงแต่เรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนวิธีแก้มิได้พูดถึงแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้จ้านโหรวที่ต้องใช้เวลาช่วงกลางคืนในการทำงานต่างๆ ต้องมาหลับในขณะเรียนเป็นประจำกระทั่งซิงเยียนได้รับรายงานจากท่านอาจารย์ ว่าสามีตัวดีของนาง หลับตล
“ข้าไม่เมา ไม่เมาเลยสักนิด ข้าจำเจ้าได้ เจ้าตาสีขนเป็ด คิกๆ” ซิงเยียนว่าด้วยเสียงยานคาง พร้อมกับใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มของชายหนุ่ม“ตาข้าน่ะหรือ สีเหมือนขนเป็ด” จ้านโหรวพูดไปด้วย พลางสาวเท้าขึ้นรถม้าไปด้วย“ช่าย คิกๆ ผมก็สีขนเป็ด ตาก็สีขนเป็ด เจ้าเป็นเป็ดหรือ” ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับความคิดของคนในอ้อมกอ
อย่างที่ผู้คนทั่วไปรับรู้ จ้านโหรวมีสายเลือดของชนเผ่าเอ๋อร์หลัว ที่ถูกล้มล้างไป โทษฐานที่มีใจคิดแปรพักตร์ไปจากแคว้นจวิ้นจ้านโหรวใช้เวลาอยู่นาน เพื่อสืบหาเรื่องราวของชนเผ่าเอ๋อร์หลัว เนื่องจากทุกครั้งที่เขาถามถึงความผิดของเผ่าเอ๋อร์หลัว ท่านแม่มักจะพูดเสมอว่าชนเผ่าของพวกเราถูกใส่ร้าย ท่านตามิเคยคิด
หลังจากที่องค์หญิงหนิงเซียนเดินทางไปแคว้นฉิน องค์หญิงห้า จวิ้นเลี่ยงหรูก็ได้สมรสกับใต้เท้าซ่งตามที่ต้องการ ส่วนฮูหยินคนงามของจ้านโหรวก็กลับมานั่งซึมอีกครั้ง ครานี้เกรงว่าจะเป็นหนักกว่าเดิม เห็นทีเขาคงต้องทำอันใดสักอย่างแล้ว“ไปกันเถิด” มือใหญ่คว้าแขนเรียวของภรรยาให้ตามมา“ไปที่ใด ข้าจะอ่านตำรา”“ตำ







