Masuk“เอ่อ เรื่ององค์รัชทายาทของแคว้น ฝ่าบาทเห็นสมควรว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ให้มีการจัดการคัดเลือกสนมมาปรนนิบัติดีหรือไม่” เสนาบดีฮั่ว เสนาบดีกรมขุนนางเอ่ยถาม ด้วยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องความมั่นคงของแคว้น ย่อมต้องพูดคุยกันให้กระจ่าง ในฐานะที่เขาอาวุโสที่สุดในที่นี้ จึงต้องออกปากถามกับฝ่าบาท
“เอาไว้ก่อนเถิด สนมข้าก็มีมากมายแล้ว”
“แต่เรื่ององค์รัชทายาท เรามิอาจรอได้นะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมกลัวว่าต่างแคว้นจะเข้ามาแทรกแซงได้” ฮ่องเต้จวิ้นหลงไท่ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยปัดไปอีกตามเคย
“เอาเป็นว่าข้าจะไปทบทวนดูก่อน อีกสามวันข้าจะให้คำตอบพวกท่าน”
“ฝ่าบาท-”
“เสนาบดีฮั่วอย่าได้คาดคั้นเสด็จพ่อเลย เรื่องนี้ย่อมมีทางแก้ อีกอย่างทัพหลวงของเราก็ใช่ว่าจะด้อยสามารถ ย่อมทำให้ต่างแคว้นเกรงกลัวอยู่บ้าง พวกท่านรออีกสักสามวันจะเป็นไรไป” ซิงเยียนออกหน้าแทนพระบิดา นางเอ่ยถึงเพียงนี้แล้ว หากเสนาบดีฮั่วยังไม่ยอมรามือ ก็เท่ากับว่ามิให้เกียรติเสด็จพ่อ
“พ่ะย่ะค่ะ” เมื่อสิ้นสุดการพูดคุยเรื่องทายาทสืบบัลลังก์ องค์ฮ่องเต้ก็กลับเข้าตำหนักใหญ่ทันที ซิงเยียนที่ตั้งใจจะสนทนาเรื่องนี้กับพระบิดา จึงได้มาขอเข้าเฝ้าเป็นการส่วนตัว
“หากเจ้าจะมาถามเรื่ององค์รัชทายาท ให้เวลาพ่อสักสามวันเถิด” สีหน้าเคร่งเครียดของพระบิดา ทำให้องค์หญิงสี่มั่นใจว่าต้องเป็นเรื่องน่าหนักใจเป็นแน่
“ลูกมิอาจรู้ได้ว่าเสด็จพ่อกำลังหนักใจเรื่องใดอยู่ ทั้งยังมิอาจเสนอความคิดได้ หากเสด็จพ่อมิยอมเอ่ยเล่าให้ลูกฟัง” สายพระเนตรขององค์กษัตริย์เลื่อนลงมา สบเข้ากับแววตาแห่งความมุ่งมั่นของซิงเยียน พ่อลูกสบตากันอยู่นาน ก่อนฮ่องเต้หลงไท่จะถอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“พ่อ พ่อมิอาจมีบุตรได้อีกแล้ว มิรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่ไม่ว่าจะให้หมอหลวงคนใดมารักษา ก็มิมีผู้ใดรักษาได้” กายใหญ่ทิ้งตัวลงกับพนักพิงเก้าอี้อย่างอ่อนแรง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พระองค์ละอายเกินกว่าจะเอ่ยบอกผู้อื่น พูดออกไปก็รังแต่จะมีคนหัวเราะเยาะ เป็นถึงกษัตริย์ของแผ่นดิน แต่กลับมิมีโอรสไว้สืบราชสมบัติ
“หากทำการรักษาไม่ได้จริงๆ เราต้องไปสืบเสาะหาเชื้อพระวงศ์ชายที่มีสายเลือดของราชวงศ์จวิ้น มารับตำแหน่งองค์รัชทายาทเพคะ” นอกจากซิงเยียนจะไม่ตกใจ นางยังเสนอแนวทางอย่างกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป จนผู้เป็นบิดานึกใจชื้นที่ไม่ถูกหัวเราะเยาะ
“ไม่มีแม้แต่พระองค์เดียว พี่ชายและน้องชายของพ่อ ต่างก็สิ้นใจไปตั้งแต่ยังมิได้ตบแต่งชายา จึงมิมีบุตรสืบสกุล”
“แต่หากเรายืดเยื้อไม่ยอมตัดสินใจเรื่ององค์รัชทายาท อาจมีคนใช้เหตุผลนี้ ก่อกบฏ ได้นะเพคะ” บทสนทนาเป็นไปอย่างเคร่งเครียด
“พ่อเองก็มิไว้ใจเหล่าขุนนางเช่นกัน”
“เอ่อ ท่านพ่อคิดอย่างไรกับการแต่งตั้งองค์หญิงสักพระองค์เป็นรัชทายาทเพคะ” คำถามของซิงเยียนทำให้ฝ่าบาทถึงกับยืดตัว นั่งหลังตรง
“เรื่องนี้ผิดขนมธรรมเนียมเกินกว่าจะทำได้ มิเพียงแต่เหล่าขุนนางจะไม่ยินยอม แต่ราษฎรทั่วทั้งแผ่นดินก็จะมิพอใจที่วันข้างหน้าจะมีกษัตริย์เป็นสตรี”
“เช่นนั้นก็คงเหลือเพียงทางเดียว”
“อันใดหรือ”
“ยกตำแหน่งองค์รัชทายาทให้ราชบุตรเขยเพคะ” ซิงเยียนหมายความว่า จะให้พระบิดาพิจารณาราชบุตรเขยที่มีคุณสมบัติเหมาะแก่การเป็นองค์รัชทายาทของแผ่นดิน
“เจ้าหมายถึงเขยแต่งเข้าหรือ”
“ใช่เพคะ อย่างน้อยลูกหลานที่สืบต่อราชสมบัติก็ยังคงมีเลือดเนื้อเชื้อไขของราชวงศ์จวิ้น และยังใช้แซ่จวิ้นในการสืบราชสมบัติต่อไป” ยิ่งฟังข้อคิดเห็นของบุตรสาว ฮ่องเต้จวิ้นหลงไท่ก็ยิ่งพอใจกับข้อเสนอนี้
“แต่คงยาก ที่บุรุษจะยอมเป็นเขยแต่งเข้า”
“เสด็จพ่ออย่าได้กังวลไปเลยเพคะ ข้ามิคิดว่าผู้ใดจะโง่งม ทิ้งโอกาสนี้หลุดมือไป”
“จริงดังเจ้าว่า แต่การจะทำเช่นนี้ พ่อคงต้องเขียนข้อกำหนดให้ชัดเจน หากไม่แล้วอาจเกิดการโต้แย้งกันภายหลัง” สองพ่อลูกนั่งปรึกษาเรื่องนี้กันอยู่นานจนได้ข้อสรุปที่จะประกาศต่อหน้าเหล่าขุนนางทั้งหลาย
“หากได้ข้อสรุปแล้ว ลูกขอตัวลาก่อนเพคะ”
“ประเดี๋ยวก่อน…เจ้ามีบุรุษที่พึงใจแล้วหรือยัง” คำถามของบิดา ทำให้ซิงเยียนยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยนามของชายผู้นั้นออกไป
“จงห่าวหราน แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจวิ้นเพคะ”
“ฮ่าๆ เจ้าฉลาดนัก สมกับเป็นลูกพ่อ” จะมิให้ฮ่องเต้จวิ้นหลงไท่หัวเราะชอบใจได้อย่างไร ในเมื่อธิดาของพระองค์ฉลาดเลือกเช่นนี้
ภริยาเป็นองค์หญิงที่ประสูติจากสนม มีความสามารถปกครองบ้านเมือง ดูแลประชาราษฎร์ให้ร่มเย็น ส่วนสวามีเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของแคว้น ครอบครองทหารน้อยใหญ่นับแสนนาย แล้วภายหน้า ผู้ใดจะกล้าเอ่ยว่าพวกเขามิเหมาะกับบัลลังก์ทองอีกเล่า
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ชมเชยเพคะ”
“เช่นนั้นวันพรุ่งพ่อจะเรียกแม่ทัพใหญ่และบิดาของเขามาพูดคุยเรื่องนี้ เจ้าก็มาร่วมฟังด้วยกันเถิด” ผู้เป็นใหญ่ยกยิ้มให้ซิงเยียน มิใช่ว่าพระองค์ลำเอียง แต่พระธิดาอีกสามพระองค์ มิมีผู้ใดเก่งกล้าสามารถเรื่องการเมืองการปกครอง พระองค์จึงได้เชื่อใจซิงเยียน ว่าจะทำให้ราชวงศ์จวิ้นสืบราชสมบัติต่อไปในภายภาคหน้าได้
“เพคะเสด็จพ่อ” เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามที่คิดไว้ ร่างบางจึงรีบกลับไปส่งข่าวให้ท่านลุงและป้าสะใภ้ได้รับรู้ ทั้งยังต้องเตรียมตัวไปพูดคุยกับจงห่าวหรานในวันพรุ่งนี้อีกด้วย
หลังจากเหตุการณ์นั้นเพียงสองวัน ก็มีข่าวลือว่าคุณหนูสกุลจ้าวเข้าไปเที่ยวเล่นในหอนางโลม จนตกเป็นของแขกชายที่ไปใช้บริการในหอนางโลมนั้น แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้มาจากศัตรูทางการเมือง ที่ต้องการทำให้สกุลจ้าวเสื่อมเสีย“มันเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้า เจ้าถูกขืนใจจริงหรือ” เสนาบดีกรมโยธาเค้นถามบุตรสาว เขาทั้งโกรธ และเสียใจที่ดูแลบุตรสาวไม่ดี ปล่อยให้พวกนางคาดสายตาจนไปเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้“มิได้เจ้าค่ะท่านพ่อ ข่าวลือพวกนั้นเกินจริงไปมาก” เฟิงเหยียนรีบแก้ต่าง เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดามีอาการเสียใจอย่างเห็นได้ชัด“แล้วเรื่องเป็นเช่นไร เล่าให้พ่อฟังเถิด พ่อพร้อมจะรับฟังพวกเจ้าเสมอ”“คือ…ลูกกับน้องหลงเข้าไปในหอนางโลมจริงเจ้าค่ะ และถูกพาไปที่ห้องรับรองแขกจริงๆ แต่มิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยนะเจ้าคะ เพียงแค่นั่งทานอาหารด้วยกันเท่านั้น เพราะประตูห้องรับรองลงกลอนจากด้านนอกจึงออกมาไม่ได้”“แน่หรือ! ชายผู้นั้นได้ล่วงเกินพวกเจ้าหรือไม่” เสนาบดีจ้าวถามซ้ำ“มิได้เจ้าค่ะ เขามิได้ล่วงเกินลูกแม้แต่น้อย” ฟาผิงตอบรับอย่างหนักแน่น แต่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าผู้อื่นคงมิเชื่อ ชายหญิงอยู่ในห้องรับรองของหอนางโลมเพียงลำพัง จะไม่ม
นับตั้งแต่สถาปนาขึ้นเป็นองค์ฮ่องเต้และองค์ฮองเฮาของแคว้น จ้านโหรวและซิงเยียนก็ทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างสุดความสามารถ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละเลยครอบครัว พวกเขามักพากันไปส่งบุตรทั้งหกเข้านอนอย่างที่เคยทำ เริ่มจากตำหนักของสองแฝด จากนั้นก็ตำหนักของโอรสคนที่สาม สี่ และห้า สุดท้ายก็กลับตำหนักใหญ่มากล่อมบุตรสาวคนเล็ก“เหตุใดวันนี้องค์หญิงของพ่อจึงไม่ยอมนอน หืม” จ้านโหรวมักจะพาบุตรสาวมานอนด้วยทุกคืน ตามประสา บิดาที่เห่อบุตรสาว ทั้งอี้เจินยังเป็นธิดาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้หนุ่ม“ม่ายหลับ”“หึๆ ทีนี้เสด็จพ่อจะงัดกลยุทธ์ใดมากล่อมลูกอีกเล่า” ซิงเยียนยิ้มขำ ตั้งแต่ที่ขึ้นครองราชย์ เหล่าขุนนางก็กดดันให้จ้านโหรวรับสนมอยู่หลายครา แต่เจ้าตัวก็เอ่ยปฏิเสธไปทุกครั้ง และแก้ปัญหาโดยการมีบุตรเพิ่ม เพื่อไม่ให้เหล่าขุนนางยกเรื่องทายาทมาอ้าง“ไม่บอก เป็นความลับ ใช่หรือไม่ลูกสาวพ่อ” คนเรือนผมทองก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเสียฟอดใหญ่ องค์หญิงตัวน้อยก็หัวเราะคิกคัก“คิกๆ ฮ่าๆ เจินม่ายบอก ความลับของพี่ยอง”“ความลับของพี่รองเจ้าหรือ เรื่องใดเล่า” ซิงเยียนถามย้ำ“ม่ายบอก เจินม่ายบอกว่าพี่ยองไปหอโลม” ได้ยินดังนั้นสองสามีภรรยาก็สบตา
“อย่าดูเลย ไม่เหมาะกับเด็ก” หนิงหวงเอามือปิดตาน้องชายไว้“เจ้ากับข้าเป็นฝาแฝดกัน ลืมแล้วหรือ” ซิ่วอิงมีหรือจะยอม เขามาถึงที่จะให้กลับไป โดยไม่รู้สิ่งใดเลยมันก็มิใช่เขาแล้วเสียงครวญครางของนางโลมสาว ที่ถูกเคี่ยวกร่ำดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกชายร่างหนาควบขี่ด้วยจังหวะที่เร่งเร้า ซิ่วอิงเห็นดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ จนพี่ชายต้องรีบพาน้องชายออกจากที่นั่น“เป็นอย่างไรเจ้าคะ ครึกครื้นหรือไม่”“อืม ครึกครื้นมากเชียวล่ะ” ซิ่วอิงลดมือลงบังส่วนที่แข็งขืนขึ้นมา“เช่นนั้นเปิดห้องดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้เด็กๆ มาดูแล รับรองว่าน่ารัก ช่างออดช่างอ้อน ถูกใจคุณชายทั้งสองแน่”“ไม่-”“เอา! มาถึงนี่แล้ว อย่างไรก็ต้องลองสักที นะ นะ พี่ใหญ่” ซิ่วอิงพูดจาออดอ้อนพี่ชายของตน ปกติแล้วเขามักจะไม่เรียกหนิงหวงว่าพี่ใหญ่ เว้นเสียแต่ว่ามีสิ่งที่ต้องการ เขาก็จะออดอ้อนพี่เป็นพิเศษ“อย่างไรดีเจ้าคะ”“…เอาสองห้องเลยแม่นาง” เมื่อพี่ชายไม่ได้คัดค้าน ซิ่วอิงจึงรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ สั่งให้คณิกาสาวไปจัดการทันทีหนิงหวงนั่งอยู่ในห้องรับรองเพียงคนเดียว บนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยู่ สุราและชาเองก็ถูกเตร
ภายในวังหลวงที่แสนน่าอยู่ มองไปทางใดก็มีแต่ความร่มรื่น เต็มไปด้วยเสียงเด็กชายที่เล่นกันอยู่กลางสวน มิได้ทำให้องค์ชายรอง จวิ้นซิ่วอิง รู้สึกสนุกสนานไปด้วยเลย“หนิงหวง เราออกไปเที่ยวนอกวังดีหรือไม่” เด็กหนุ่มวัยสิบห้าหนาว กำลังอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง จึงได้เอ่ยถามพี่ชายฝาแฝดที่นั่งอยู่ข้างกัน“เจ้าอยากไปที่ใดเล่า แต่คงต้องรอให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่กลับมาจากท้องพระโรงเสียก่อน” หนิงหวงว่า พลางอุ้มน้องสาวคนเล็กขึ้นมานั่งบนตักจวิ้นหนิงหวง องค์ชายใหญ่ของราชวงศ์จวิ้น มักจะตามใจน้องทุกคนอยู่เสมอ โดยเฉพาะ น้องสาวคนเล็ก เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ตัวเขาและซิ่วอิงเป็นฝาแฝด มีน้องชายอีกสามคน คือ เจียวเจี้ย 13 หนาว ฉางชุน 10 หนาว ซีฮัน 6 หนาว และน้องสาวคนเล็ก อี้เจิน ที่อายุเพียงสามหนาวเท่านั้น“ข้าอยากออกไปตอนกลางดึก” ซิ่วอิงป้องปากพูด เพราะไม่อยากให้เหล่าขันทีกำนัลบริเวณนั้นได้ยิน“หืม ไปที่ใดกัน เหตุใดต้องออกไปกลางดึกด้วยเล่า เจ้าก็รู้ว่ามันอันตราย”“พอๆ เลิกบ่นเสียที ที่ข้าจะไปตอนกลางคืน เพราะข้าอยากไปหอนางโลม”“ห๊า! หอนางโล- อุบ” เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวมาปิดปากพี่ชายฝาแฝดอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเจ้
จ้านโหรวและซิงเยียนอุ้มเด็กน้อยทั้งสองออกมาดูหน้าจวน ก็พบว่าเฟยหย่ากำลังชี้นิ้วสั่งการให้บ่าวไพร่นำของลงจากเกวียน“ท่านป้า ท่านลุง ของพวกนี้คือสิ่งใดหรือขอรับ” จ้านโหรวเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาแน่ใจว่ามิได้สั่งซื้อสิ่งใดมา“อ้าว พระชายายังมิได้บอกกับองค์รัชทายาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”“บอกเรื่องใดหรือเยียนเอ๋อร์” ซิงเยียนอมยิ้ม ก่อนจะตอบออกไป“อีกสองวันข้างหน้าเป็นวันเกิดของเจ้ามิใช่หรือ ข้าเลยคิดว่าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน เชิญเฉพาะครอบครัวมาดื่มกินสังสรรค์กัน”“อ่อ มิเห็นจะต้องลำบาก อย่างไรอีกสองวันก็ต้องจัดงานในวังอยู่แล้ว”“เพราะวันนั้นผู้คนจะมาร่วมอวยพรให้เจ้ามากมาย คงมิได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว” จ้านโหรวยกยิ้มเต็มใบหน้า เข้าไปจุมพิตปรางแก้มเนียนของภรรยาเป็นรางวัล เขามิได้อยากมีงานฉลองยิ่งใหญ่ เพียงได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าก็เพียงพอแล้ว“พอๆ รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถิดพ่ะย่ะค่ะ แม้จะมีเพียงครอบครัว แต่คนก็มากมายทีเดียว มิรู้ว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาด้วยหรือไม่” ป๋อเหวินรีบไล่หลานสาวและหลานเขยไปอาบน้ำอาบท่า“เอาองค์ชายน้อยทั้งสองมาฝากกระหม่อมไว้เถิด”“เจ้าค่ะ แต่ท่านป้าอย่าสอนเรื่องแปลกๆ ให้บุตรของข้านะเจ
ด้านซิงเยียนและจ้านโหรวแวะเข้ามาชำระกายที่หอนางโลม เพราะไม่อยากให้เลือดของสตรีชั่วช้าไปแปดเปื้อนในจวนผิงจิ้งของพวกเขา“ดีขึ้นแล้วหรือยัง ความแค้นในใจของท่าน”“ราวกับถูกปลดปล่อยเลยล่ะ ข้าอยากให้นางมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน”“มันจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคิดจะทำร้ายผู้อื่นก่อน ก็ต้องถูกเอาคืนเช่นนี้” จ้านโหรววักน้ำขึ้นมาขัดถูตามเนื้อตัวให้ภรรยา เขาเองก็อยากจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพราะไม่อยากให้มือที่แสนงดงามนี้ต้องเปื้อนเลือด ทว่าซิงเยียนกลับไม่ยอม“อย่าพูดถึงนางอีกเลย เรารีบอาบน้ำแล้วกลับไปหาเจ้าตัวเล็กทั้งสองเถิด ข้าคิดถึงพวกเขาแล้ว”“หึๆ ภรรยาติดลูกเช่นนี้ สามีจะทำอย่างไรเล่า”“มิต้องเลย รีบอาบเร็วเข้า ประเดี๋ยวลูกจะหิวนม” แม้ปากจะเอ่ยห้าม แต่กลับเงยหน้ารับจุมพิตแสนหวานจากสามีอ่า~ ดูเหมือนว่าบิดาก็หิวนมมิต่างจากบุตรชายทั้งสองหลังจากจัดการกับกองกำลังกบฏเรียบร้อย บ้านเมืองก็กลับมาสุขสงบอีกครั้ง จ้านโหรวในฐานะองค์รัชทายาทใช้เวลากว่าสามเดือนในการแก้พื้นฐานการปกครองของราชสำนัก ขุนนางที่คิดคด ทุจริตต่อบ้านเมือง ถูกตัดสินโทษทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ แน่นอนว่าซิงเยียนเองก็คอยช
นับจากวันที่จ้านโหรวพาซิงเยียนไปอารามกับท่านแม่ นางก็มีท่าทีสดใสขึ้น ทั้งยังแวะไปหาหนิงเซียนทุกเช้า หลังจากเข้าร่วมประชุมเช้าเสร็จ บ้างก็พากันมาเล่นที่จวน อย่างเช่นวันนี้เคร้ง!“อ๊ะ แม่ทำได้ ลงไปแล้วๆ พวกเจ้าเห็นหรือไม่” พระสนมหวัง ออกจากวังมา เพื่อละเล่นโยนลูกดอกถึงจวนผิงจิ้ง แน่นอนว่าเรื่องที่หน
“เอาเถิด ท่านคิดเสียว่าข้าเป็นสุนัขก็ได้ ข้าจะนั่งฟังเฉยๆ ไม่ปริปาก”“หน้าเจ้าเหมือนสุนัขจรจัดแถวตลาด…ข้าโกรธหนิงเซียน” จ้านโหรวกำลังจะเอ่ยปากเถียง ที่ภรรยาว่าเขาเป็นสุนัขจรจัด แต่ก็ต้องหุบปากลง เมื่อนางเริ่มเล่าเรื่องราวที่ทุกข์ใจให้ฟัง“…”“ข้าโกรธที่นางยอมไปแคว้นฉินตามคำขอของฝ่ายนั้น” เรื่องราวต
“ข้าจะไปแคว้นฉิน ไม่ว่าพี่หญิงจะพูดอย่างไร ข้าก็จะไป” หลังจากที่หนิงเซียนลั่นวาจาเช่นนั้นกับพระบิดา ซิงเยียนก็รีบพาน้องสาวออกมาพูดคุยกันด้านนอก“ที่ที่เจ้าจะไปอยู่ คือวังหลังของแคว้นฉินนะ” อย่างไรซิงเยียนก็ไม่มีทางปล่อยน้องสาวไปที่นั่นเด็ดขาด“แต่เราก็อยู่วังหลังมาทั้งชีวิตนะเจ้าคะ มันจะแตกต่างกันอ
เมื่อจงห่าวหรานแยกตัวออกไป ซิงเยียนก็สั่งขันทีกำนัลที่ติดตามมา ไปรออยู่ที่รถม้า ส่วนตนเองพาเสี่ยวหงกลับไปเดินในตลาดอีกครั้ง เพื่อหาซื้อขนมไปฝากมารดาและน้องสาว“พอเถิดเพคะองค์หญิง เท่านี้พระสนมและองค์หญิงเจ็ดก็อิ่มไปหลายวัน” เสี่ยวหงชูขนมมากมายให้นายเหนือหัวดู ข้าวของเต็มไม้เต็มมือถึงเพียงนี้ หากล้ม







