LOGINหลังจากที่องค์หญิงหนิงเซียนเดินทางไปแคว้นฉิน องค์หญิงห้า จวิ้นเลี่ยงหรูก็ได้สมรสกับใต้เท้าซ่งตามที่ต้องการ ส่วนฮูหยินคนงามของจ้านโหรวก็กลับมานั่งซึมอีกครั้ง ครานี้เกรงว่าจะเป็นหนักกว่าเดิม เห็นทีเขาคงต้องทำอันใดสักอย่างแล้ว
“ไปกันเถิด” มือใหญ่คว้าแขนเรียวของภรรยาให้ตามมา
“ไปที่ใด ข้าจะอ่านตำรา”
“ตำรามิหายไปไหนหรอก ท่านมากับข้าดีกว่า ข้าจะพาท่านไปในที่ที่จรรโลงใจ” รอยยิ้มร้ายของสามี ทำให้ซิงเยียนนึกระแวงไม่น้อย แต่ก็ยอมตามไป เจ้าตาสีขนเป็ดนี่ก็เป็นคนดีกับเขาเหมือนกัน อุตส่าห์พานางออกมาเที่ยวทั้งที่ใกล้เวลาเข้านอนแล้ว
รถม้าคันหรูเคลื่อนมาหยุดอยู่หน้าสถานที่ที่ซิงเยียนไม่คาดคิด สตรีใดจะคิดเล่าว่ายามทุกข์ใจเช่นนี้ สามีจะพานางมาที่หอนางโลม
บ้า บ้าไปแล้วจริงๆ
“เจ้าจะบ้าหรืออย่างไร เจ้าพาข้ามาหอนางโลมเนี่ยนะ” ซิงเยียนฟาดมือลงบนแขนแกร่ง นึกเสียดายที่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นคนดี ที่แท้เขาก็อยากมาเที่ยวหอนางโลม
“โอ๊ย! โอ๊ย ก็ข้านึกถึงที่ใดไม่ออก นอกจากที่นี่ ดนตรีไพเราะ สุรารสดี ทั้งยังมีสาวงามมาปรนนิบัติ รับรองว่าท่านจะจรรโลงใจอย่างที่มิเคยเป็นมาก่อน”
“เจ้านี่มัน!”
“อย่าพึ่งโวยวายไปเลย ลองเข้ามาก่อนแล้วท่านจะติดใจ มาๆ ข้าจะนำทางท่านเอง” จ้านโหรวดึงลากภรรยาที่ใบหน้าบูดบึ้งเข้าไปในหอนางโลมด้วยกัน เพราะเป็นลูกค้าประจำ จึงไม่ต้องสั่งอันใดมาก เหล่าคณิกาของหอนางโลมหงฮัวก็พากันจัดอาหารและห้องรับรองไว้เรียบร้อยแล้ว
“นายท่าน” สาวงามสี่คนเดินเข้ามาคำนับ
“อืม”
“วันนี้นายท่านพาผู้ใดมาด้วยเจ้าคะ แล้วจะให้ข้าอยู่ปรนนิบัติหรือไม่ วันนี้ข้ามิได้รับแขกคนอื่น” หนึ่งในสาวงามเดินออกมาทักทายจ้านโหรวอย่างคุ้นเคย จนซิงเยียนคิ้วกระตุก อย่างไรจ้านโหรวก็เป็นสามีของนางแล้ว แม้จะยังไม่ได้ร่วมหอกันก็เถิด แต่แม่นางน้อยเหล่านี้กลับกล้ามายั่วยวนสามี ต่อหน้าภรรยา
ช่างหยามหน้ากันเกินไปแล้ว
“ไม่ต้อง วันนี้ข้าพาฮูหยินมาผ่อนคลายอารมณ์เท่านั้น พวกเจ้าดูแลฮูหยินของข้าให้ดีก็พอ” เมื่อได้รับคำปฏิเสธจากชายหนุ่ม ซิงเยียนก็เห็นแววตาตัดพ้อของสตรีงามผู้นั้นอย่างชัดเจน ดูเหมือนว่านางจะเคยเห็นสตรีผู้นี้มาก่อน
ใช่คนที่นางพบอยู่กับจ้านโหรว ในห้องวันนั้นหรือไม่นะ
“เจ้าค่ะนายท่าน”
จ้านโหรวนั่งร่ำสุราไปพลาง มองภรรยาที่ถูกปรนนิบัติพัดวีไปพลาง คณิกาสาวทั้งหลายต่างเอาอกเอาใจฮูหยินคนงามไม่หยุด บ้างก็พัด บ้างก็นวด บางคนถึงขั้นป้อนสุราและกับแกล้มเข้าปาก
“เป็นอย่างไรฮูหยินของข้า อารมณ์ดีขึ้นหรือไม่”
“อืม เสียงบรรเลงดนตรีก็พอจะทำให้ผ่อนคลายได้บ้าง อ่อ…สุรารสดีอย่างเจ้าว่า อึก” ดื่มไปเพียงไม่กี่จอก ซิงเยียนก็เริ่มมึนเมาเล็กน้อย ด้านจ้านโหรวที่เห็นว่าภรรยาเริ่มออกอาการเมา ก็ขอตัวออกไปจัดการกิจธุระของตนเอง
“ซิงเยียน ข้าขอไปเข้าห้องสุขาก่อนนะ ท่านอยู่ได้หรือไม่”
“อืม ไปเถิด” ใบหน้าเล็กพยักขึ้นลงหงึกหงัก ก่อนจะหันไปอ้าปากรับผลไม้ที่คณิกาสาวป้อน
“พวกเจ้าดูแลนายหญิงให้ดี เข้าใจหรือไม่” น้ำเสียงและสายตาอ่อนโยนยามพูดคุยกับภรรยา เปลี่ยนไปทันที เมื่อหันมาออกคำสั่งกับเหล่าคณิกา
“เข้าใจเจ้าค่ะ”
ร่างสูงเดินออกจากห้องรับรอง ก่อนจะลงไปห้องใต้ดินของหอนางโลมหงฮัว ตะเกียงไฟเรียงรายไปตลอดเส้นทาง จนมาถึงห้องที่เต็มไปด้วยม้วนกระดาษและตำรามากมายหลายชนิด
“ข้านึกว่านายท่านจะปลีกตัวออกมาไม่ได้เสียแล้ว เหตุใดจึงพานายหญิงมาด้วยขอรับ” ไห่เหลียง คนสนิทของจ้านโหรว กล่าวถามขึ้นเมื่อเห็นว่านายของตนพาฮูหยินมาด้วย ทั้งที่นัดหมายกับเขาเพื่อมาพูดคุยเรื่องสำคัญ
“นางมิสบายใจเรื่องน้องสาว ข้ามิอยากปล่อยไว้คนเดียว”
“คนสนิทของนายหญิงก็มี มิใช่หรือขอรับ”
“ดูด้วยกันก็รังแต่จะพากันร้องไห้ ทั้งเสี่ยวหง ทั้งลู่เป่า”
“อ่า เห็นทีข้าจะได้อุ้มนายน้อยในเร็ววัน คึๆ” หากคิดว่าจ้านโหรวติดเล่นแล้ว ไห่เหลียงอาการหนักกว่าจ้านโหรวนับสิบเท่า
“พูดมากเสียจริง เรื่องที่ให้ไปทำ ว่าอย่างไรบ้าง” จ้านโหรวทำเสียงเข้ม ทั้งที่ใบหน้ามิได้แสดงถึงความไม่พอใจเลยสักนิด
“ขอรับ เรื่องที่มีผู้คนมาจ้างวานให้สังหารคน ข้าได้กระจายงานให้คนของเราทำเรียบร้อยแล้วขอรับ เหลือก็เพียงเศรษฐีตระกูลกวนที่คดโกงคนมากมาย จนบางคนถึงกับฆ่าตัวตายที่สิ้นเนื้อประดาตัวขอรับ” ไห่เหลียงนำหลักฐานออกมากางให้นายของตนได้ดู
“อืม ส่งคนไปจัดการ อย่าให้ถึงตาย และรวบตัวไปส่งให้ทางการพร้อมกับหลักฐานทั้งหมด เขียนคำเตือนไปด้วยว่าหากมิอยากตาย ก็ให้กลับใจและชดใช้ให้ผู้ที่เสียหายทั้งหมด” จ้านโหรวพิจารณาดูแล้ว ว่าสมควรจะทำให้หลาบจำและชดใช้เงินทองให้ผู้เสียหาย เพราะหากฆ่าให้ตาย ผู้ที่สูญเงินไปจะไม่ได้รับเงินเหล่านั้นกลับคืน แต่ถ้ายังคิดจะกระทำการชั่วช้าเช่นนั้นอยู่ ก็เตรียมตัวรับกรรมได้เลย
“ได้ขอรับ ข้าจะให้คนสำนักฟู่โฉวของเราจัดการให้เรียบร้อย”
“แล้วเรื่องชนเผ่าเอ๋อร์หลัวเล่า เป็นอย่างไรบ้าง”
หลังจากเหตุการณ์นั้นเพียงสองวัน ก็มีข่าวลือว่าคุณหนูสกุลจ้าวเข้าไปเที่ยวเล่นในหอนางโลม จนตกเป็นของแขกชายที่ไปใช้บริการในหอนางโลมนั้น แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้มาจากศัตรูทางการเมือง ที่ต้องการทำให้สกุลจ้าวเสื่อมเสีย“มันเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้า เจ้าถูกขืนใจจริงหรือ” เสนาบดีกรมโยธาเค้นถามบุตรสาว เขาทั้งโกรธ และเสียใจที่ดูแลบุตรสาวไม่ดี ปล่อยให้พวกนางคาดสายตาจนไปเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้“มิได้เจ้าค่ะท่านพ่อ ข่าวลือพวกนั้นเกินจริงไปมาก” เฟิงเหยียนรีบแก้ต่าง เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดามีอาการเสียใจอย่างเห็นได้ชัด“แล้วเรื่องเป็นเช่นไร เล่าให้พ่อฟังเถิด พ่อพร้อมจะรับฟังพวกเจ้าเสมอ”“คือ…ลูกกับน้องหลงเข้าไปในหอนางโลมจริงเจ้าค่ะ และถูกพาไปที่ห้องรับรองแขกจริงๆ แต่มิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยนะเจ้าคะ เพียงแค่นั่งทานอาหารด้วยกันเท่านั้น เพราะประตูห้องรับรองลงกลอนจากด้านนอกจึงออกมาไม่ได้”“แน่หรือ! ชายผู้นั้นได้ล่วงเกินพวกเจ้าหรือไม่” เสนาบดีจ้าวถามซ้ำ“มิได้เจ้าค่ะ เขามิได้ล่วงเกินลูกแม้แต่น้อย” ฟาผิงตอบรับอย่างหนักแน่น แต่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าผู้อื่นคงมิเชื่อ ชายหญิงอยู่ในห้องรับรองของหอนางโลมเพียงลำพัง จะไม่ม
นับตั้งแต่สถาปนาขึ้นเป็นองค์ฮ่องเต้และองค์ฮองเฮาของแคว้น จ้านโหรวและซิงเยียนก็ทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างสุดความสามารถ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละเลยครอบครัว พวกเขามักพากันไปส่งบุตรทั้งหกเข้านอนอย่างที่เคยทำ เริ่มจากตำหนักของสองแฝด จากนั้นก็ตำหนักของโอรสคนที่สาม สี่ และห้า สุดท้ายก็กลับตำหนักใหญ่มากล่อมบุตรสาวคนเล็ก“เหตุใดวันนี้องค์หญิงของพ่อจึงไม่ยอมนอน หืม” จ้านโหรวมักจะพาบุตรสาวมานอนด้วยทุกคืน ตามประสา บิดาที่เห่อบุตรสาว ทั้งอี้เจินยังเป็นธิดาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้หนุ่ม“ม่ายหลับ”“หึๆ ทีนี้เสด็จพ่อจะงัดกลยุทธ์ใดมากล่อมลูกอีกเล่า” ซิงเยียนยิ้มขำ ตั้งแต่ที่ขึ้นครองราชย์ เหล่าขุนนางก็กดดันให้จ้านโหรวรับสนมอยู่หลายครา แต่เจ้าตัวก็เอ่ยปฏิเสธไปทุกครั้ง และแก้ปัญหาโดยการมีบุตรเพิ่ม เพื่อไม่ให้เหล่าขุนนางยกเรื่องทายาทมาอ้าง“ไม่บอก เป็นความลับ ใช่หรือไม่ลูกสาวพ่อ” คนเรือนผมทองก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเสียฟอดใหญ่ องค์หญิงตัวน้อยก็หัวเราะคิกคัก“คิกๆ ฮ่าๆ เจินม่ายบอก ความลับของพี่ยอง”“ความลับของพี่รองเจ้าหรือ เรื่องใดเล่า” ซิงเยียนถามย้ำ“ม่ายบอก เจินม่ายบอกว่าพี่ยองไปหอโลม” ได้ยินดังนั้นสองสามีภรรยาก็สบตา
“อย่าดูเลย ไม่เหมาะกับเด็ก” หนิงหวงเอามือปิดตาน้องชายไว้“เจ้ากับข้าเป็นฝาแฝดกัน ลืมแล้วหรือ” ซิ่วอิงมีหรือจะยอม เขามาถึงที่จะให้กลับไป โดยไม่รู้สิ่งใดเลยมันก็มิใช่เขาแล้วเสียงครวญครางของนางโลมสาว ที่ถูกเคี่ยวกร่ำดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกชายร่างหนาควบขี่ด้วยจังหวะที่เร่งเร้า ซิ่วอิงเห็นดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ จนพี่ชายต้องรีบพาน้องชายออกจากที่นั่น“เป็นอย่างไรเจ้าคะ ครึกครื้นหรือไม่”“อืม ครึกครื้นมากเชียวล่ะ” ซิ่วอิงลดมือลงบังส่วนที่แข็งขืนขึ้นมา“เช่นนั้นเปิดห้องดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้เด็กๆ มาดูแล รับรองว่าน่ารัก ช่างออดช่างอ้อน ถูกใจคุณชายทั้งสองแน่”“ไม่-”“เอา! มาถึงนี่แล้ว อย่างไรก็ต้องลองสักที นะ นะ พี่ใหญ่” ซิ่วอิงพูดจาออดอ้อนพี่ชายของตน ปกติแล้วเขามักจะไม่เรียกหนิงหวงว่าพี่ใหญ่ เว้นเสียแต่ว่ามีสิ่งที่ต้องการ เขาก็จะออดอ้อนพี่เป็นพิเศษ“อย่างไรดีเจ้าคะ”“…เอาสองห้องเลยแม่นาง” เมื่อพี่ชายไม่ได้คัดค้าน ซิ่วอิงจึงรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ สั่งให้คณิกาสาวไปจัดการทันทีหนิงหวงนั่งอยู่ในห้องรับรองเพียงคนเดียว บนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยู่ สุราและชาเองก็ถูกเตร
ภายในวังหลวงที่แสนน่าอยู่ มองไปทางใดก็มีแต่ความร่มรื่น เต็มไปด้วยเสียงเด็กชายที่เล่นกันอยู่กลางสวน มิได้ทำให้องค์ชายรอง จวิ้นซิ่วอิง รู้สึกสนุกสนานไปด้วยเลย“หนิงหวง เราออกไปเที่ยวนอกวังดีหรือไม่” เด็กหนุ่มวัยสิบห้าหนาว กำลังอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง จึงได้เอ่ยถามพี่ชายฝาแฝดที่นั่งอยู่ข้างกัน“เจ้าอยากไปที่ใดเล่า แต่คงต้องรอให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่กลับมาจากท้องพระโรงเสียก่อน” หนิงหวงว่า พลางอุ้มน้องสาวคนเล็กขึ้นมานั่งบนตักจวิ้นหนิงหวง องค์ชายใหญ่ของราชวงศ์จวิ้น มักจะตามใจน้องทุกคนอยู่เสมอ โดยเฉพาะ น้องสาวคนเล็ก เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ตัวเขาและซิ่วอิงเป็นฝาแฝด มีน้องชายอีกสามคน คือ เจียวเจี้ย 13 หนาว ฉางชุน 10 หนาว ซีฮัน 6 หนาว และน้องสาวคนเล็ก อี้เจิน ที่อายุเพียงสามหนาวเท่านั้น“ข้าอยากออกไปตอนกลางดึก” ซิ่วอิงป้องปากพูด เพราะไม่อยากให้เหล่าขันทีกำนัลบริเวณนั้นได้ยิน“หืม ไปที่ใดกัน เหตุใดต้องออกไปกลางดึกด้วยเล่า เจ้าก็รู้ว่ามันอันตราย”“พอๆ เลิกบ่นเสียที ที่ข้าจะไปตอนกลางคืน เพราะข้าอยากไปหอนางโลม”“ห๊า! หอนางโล- อุบ” เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวมาปิดปากพี่ชายฝาแฝดอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเจ้
จ้านโหรวและซิงเยียนอุ้มเด็กน้อยทั้งสองออกมาดูหน้าจวน ก็พบว่าเฟยหย่ากำลังชี้นิ้วสั่งการให้บ่าวไพร่นำของลงจากเกวียน“ท่านป้า ท่านลุง ของพวกนี้คือสิ่งใดหรือขอรับ” จ้านโหรวเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาแน่ใจว่ามิได้สั่งซื้อสิ่งใดมา“อ้าว พระชายายังมิได้บอกกับองค์รัชทายาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”“บอกเรื่องใดหรือเยียนเอ๋อร์” ซิงเยียนอมยิ้ม ก่อนจะตอบออกไป“อีกสองวันข้างหน้าเป็นวันเกิดของเจ้ามิใช่หรือ ข้าเลยคิดว่าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน เชิญเฉพาะครอบครัวมาดื่มกินสังสรรค์กัน”“อ่อ มิเห็นจะต้องลำบาก อย่างไรอีกสองวันก็ต้องจัดงานในวังอยู่แล้ว”“เพราะวันนั้นผู้คนจะมาร่วมอวยพรให้เจ้ามากมาย คงมิได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว” จ้านโหรวยกยิ้มเต็มใบหน้า เข้าไปจุมพิตปรางแก้มเนียนของภรรยาเป็นรางวัล เขามิได้อยากมีงานฉลองยิ่งใหญ่ เพียงได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าก็เพียงพอแล้ว“พอๆ รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถิดพ่ะย่ะค่ะ แม้จะมีเพียงครอบครัว แต่คนก็มากมายทีเดียว มิรู้ว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาด้วยหรือไม่” ป๋อเหวินรีบไล่หลานสาวและหลานเขยไปอาบน้ำอาบท่า“เอาองค์ชายน้อยทั้งสองมาฝากกระหม่อมไว้เถิด”“เจ้าค่ะ แต่ท่านป้าอย่าสอนเรื่องแปลกๆ ให้บุตรของข้านะเจ
ด้านซิงเยียนและจ้านโหรวแวะเข้ามาชำระกายที่หอนางโลม เพราะไม่อยากให้เลือดของสตรีชั่วช้าไปแปดเปื้อนในจวนผิงจิ้งของพวกเขา“ดีขึ้นแล้วหรือยัง ความแค้นในใจของท่าน”“ราวกับถูกปลดปล่อยเลยล่ะ ข้าอยากให้นางมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน”“มันจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคิดจะทำร้ายผู้อื่นก่อน ก็ต้องถูกเอาคืนเช่นนี้” จ้านโหรววักน้ำขึ้นมาขัดถูตามเนื้อตัวให้ภรรยา เขาเองก็อยากจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพราะไม่อยากให้มือที่แสนงดงามนี้ต้องเปื้อนเลือด ทว่าซิงเยียนกลับไม่ยอม“อย่าพูดถึงนางอีกเลย เรารีบอาบน้ำแล้วกลับไปหาเจ้าตัวเล็กทั้งสองเถิด ข้าคิดถึงพวกเขาแล้ว”“หึๆ ภรรยาติดลูกเช่นนี้ สามีจะทำอย่างไรเล่า”“มิต้องเลย รีบอาบเร็วเข้า ประเดี๋ยวลูกจะหิวนม” แม้ปากจะเอ่ยห้าม แต่กลับเงยหน้ารับจุมพิตแสนหวานจากสามีอ่า~ ดูเหมือนว่าบิดาก็หิวนมมิต่างจากบุตรชายทั้งสองหลังจากจัดการกับกองกำลังกบฏเรียบร้อย บ้านเมืองก็กลับมาสุขสงบอีกครั้ง จ้านโหรวในฐานะองค์รัชทายาทใช้เวลากว่าสามเดือนในการแก้พื้นฐานการปกครองของราชสำนัก ขุนนางที่คิดคด ทุจริตต่อบ้านเมือง ถูกตัดสินโทษทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ แน่นอนว่าซิงเยียนเองก็คอยช
นับวันการเรียนการสอนของท่านอาจารย์ก็ยิ่งวนซ้ำไปมา พวกเขาเรียนมาสิบวันก็ยังพูดถึงแต่เรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนวิธีแก้มิได้พูดถึงแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้จ้านโหรวที่ต้องใช้เวลาช่วงกลางคืนในการทำงานต่างๆ ต้องมาหลับในขณะเรียนเป็นประจำกระทั่งซิงเยียนได้รับรายงานจากท่านอาจารย์ ว่าสามีตัวดีของนาง หลับตล
“ข้าไม่เมา ไม่เมาเลยสักนิด ข้าจำเจ้าได้ เจ้าตาสีขนเป็ด คิกๆ” ซิงเยียนว่าด้วยเสียงยานคาง พร้อมกับใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มของชายหนุ่ม“ตาข้าน่ะหรือ สีเหมือนขนเป็ด” จ้านโหรวพูดไปด้วย พลางสาวเท้าขึ้นรถม้าไปด้วย“ช่าย คิกๆ ผมก็สีขนเป็ด ตาก็สีขนเป็ด เจ้าเป็นเป็ดหรือ” ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับความคิดของคนในอ้อมกอ
อย่างที่ผู้คนทั่วไปรับรู้ จ้านโหรวมีสายเลือดของชนเผ่าเอ๋อร์หลัว ที่ถูกล้มล้างไป โทษฐานที่มีใจคิดแปรพักตร์ไปจากแคว้นจวิ้นจ้านโหรวใช้เวลาอยู่นาน เพื่อสืบหาเรื่องราวของชนเผ่าเอ๋อร์หลัว เนื่องจากทุกครั้งที่เขาถามถึงความผิดของเผ่าเอ๋อร์หลัว ท่านแม่มักจะพูดเสมอว่าชนเผ่าของพวกเราถูกใส่ร้าย ท่านตามิเคยคิด
นับจากวันที่จ้านโหรวพาซิงเยียนไปอารามกับท่านแม่ นางก็มีท่าทีสดใสขึ้น ทั้งยังแวะไปหาหนิงเซียนทุกเช้า หลังจากเข้าร่วมประชุมเช้าเสร็จ บ้างก็พากันมาเล่นที่จวน อย่างเช่นวันนี้เคร้ง!“อ๊ะ แม่ทำได้ ลงไปแล้วๆ พวกเจ้าเห็นหรือไม่” พระสนมหวัง ออกจากวังมา เพื่อละเล่นโยนลูกดอกถึงจวนผิงจิ้ง แน่นอนว่าเรื่องที่หน







