Mag-log in“ข้าไม่เมา ไม่เมาเลยสักนิด ข้าจำเจ้าได้ เจ้าตาสีขนเป็ด คิกๆ” ซิงเยียนว่าด้วยเสียงยานคาง พร้อมกับใช้นิ้วจิ้มไปที่แก้มของชายหนุ่ม
“ตาข้าน่ะหรือ สีเหมือนขนเป็ด” จ้านโหรวพูดไปด้วย พลางสาวเท้าขึ้นรถม้าไปด้วย
“ช่าย คิกๆ ผมก็สีขนเป็ด ตาก็สีขนเป็ด เจ้าเป็นเป็ดหรือ” ชายหนุ่มส่ายหัวให้กับความคิดของคนในอ้อมกอด รอยยิ้มเอ็นดูปรากฏขึ้นตลอดทั้งเส้นทาง
กว่าจะมาถึงจวนผิงจิ้ง ก็ทุลักทุเลกันพอสมควร แต่ที่น่าปวดหัวไปกว่านั้น คือฮูหยินคนงามของเขา ยืนยันว่าจะอาบน้ำก่อนที่จะเข้านอนให้ได้ ห้ามอย่างไรก็มิยอมฟัง
“ข้าจะอาบ สกปรก เหม็น นอนไม่ได้”
“ขนาดยืน ยังโอนเอนไปมา จะอาบน้ำเองได้อย่างไร ประเดี๋ยวข้าจะเรียกเสี่ยวหงให้” เพียงแค่เขาคลายอ้อมกอด คนที่ยืนอยู่ข้างกันก็พร้อมจะร่วงลงไปนอนกับพื้นได้ทันที
“ไม่เอา! เสี่ยวหงนอนแล้ว ทุกคนนอนหมดแล้ว”
“แล้วจะทำอย่างไร ท่านอาบเองไม่ได้ เพียงข้าปล่อยมือ ท่านก็ล้มแล้ว หากลื่นล้มในห้องอาบน้ำจะทำอย่างไร”
“แต่ข้าจะอาบ ฮึก ไม่มีใครตามใจข้าเลย ฮื่ออออ” จ้านโหรวถึงกับกุมขมับ อันนั้นก็ไม่ดี อันนี้ก็ไม่ได้
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร หืม…ทั้งจวนก็มีแต่ข้ากับท่านที่ยังไม่นอน ท่านจะให้ข้าอาบให้หรือ” ชายหนุ่มเอ่ยไป เพราะรู้อยู่แล้วว่าซิงเยียนมิมีทางให้เขาช่วย
แต่เขาคิดผิด!
“อืม”
“ห๊า!!” จ้านโหรวเบิกตากว้าง ที่ได้ยินเมื่อครู่คือคำตอบ หรือว่าเป็นเพียงเสียงละเมอพูดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น
“ให้เจ้าอาบให้ อาบด้วยกัน”
ชัด ชัดเจน!!!สตรีตรงหน้ากำลังยั่วยวนเขา สายตาออดอ้อนที่ไม่เคยเห็นทำเอาจิตใจที่แกร่งดั่งหินผาถึงกับสั่นไหว
“อึก”
“ท่านป้าเย้ยข้า ว่าท่านลุงอาบน้ำให้เขาอยู่บ่อยครั้ง ข้าอิจฉา! เจ้าช่วยอาบน้ำให้ข้าที นะ นะ” โถ่ เหตุใดฮูหยินหวังจึงสอนเรื่องพวกนี้ให้เด็กน้อยเช่นนี้
จะเอาอย่างไรดี จะอาบให้ดีหรือไม่…แต่หากปฏิเสธ ก็จะเป็นการหยามน้ำใจภรรยาเกินไปกระมัง
“ท่านแน่ใจหรือ สร่างเมาแล้วจะไม่โวยวายแน่นะ”
“สัญญา ซิงเยียนไม่โวยวายเจ้าค่ะ” ทั้งคำพูดและแววตาที่แสนจะออดอ้อน ทำเอาคนที่ได้เห็นแทบห้ามใจไม่อยู่ เหตุใดสตรีที่แข็งกร้าว ตอนเมาจึงน่ารัก น่าเอ็นดูเช่นนี้
“เช่นนั้นเราไปอาบน้ำกันเถิด”
และนั่นเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ เพราะหลังจากที่พากันมาในห้องอาบน้ำ ร่างบางก็เอาแต่จะถอดเสื้อผ้า จนจ้านโหรวต้องรีบหลบหลีกแทบไม่ทัน ไม่ว่าจะสั่งให้ทำสิ่งใด คนเมาก็ทำสิ่งตรงข้ามไปเสียหมด ภายในห้องอาบน้ำจึงมีเสียงหลงของนายท่านจงดังขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
“อย่าพึ่งถอด อย่าพึ่ง!”
“นั่งรอข้าเติมน้ำก่อน นั่งรอตรงนี้ ห้ามเดินไปเดินมา”
“ไม่ๆ ค่อยไปถอดในน้ำ”
“ท่านอาบก่อนเลย ข้าไม่ลง” คำแล้วคำเล่าที่พูดออกไป ดูเหมือนฮูหยินคนงามจะไม่รับรู้ บัดนี้จ้านโหรวจึงต้องมานั่งในอ่างด้วยตามคำรบเร้าของสตรีขี้เมา
“ถูให้หน่อย” แขนเรียวยื่นมาตรงหน้า ก่อนที่ร่างบางจะขยับเข้าหาสามี จนทั้งสองนั่งประจันหน้ากัน
“หันหลังดีกว่า แบบนี้ข้าถูไม่ถนัด” จะถนัดได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าตาไม่รักดี ดันเหลือบไปมองทุกครั้งที่เนินอกขาวนั่นขยับ แม้จะพยายามเบนสายตาไปทางอื่น แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าก็ล่อตาล่อใจเสียเหลือเกิน
“ก็ได้ ข้าหันหลังเช่นนี้ดีหรือไม่” แผ่นหลังบางถอยเข้ามาพิงอกกว้าง ก่อนจะยื่นแขนให้ชายหนุ่มขัดถูให้
จ้านโหรวจึงต้องทำตามที่คนเมาต้องการ ขัดแขนขวาเสร็จ ก็ไปแขนซ้ายต่อ แล้วเลื่อนลงมาบนแผ่นหลังเนียน เลยไปจนถึงหน้าท้องแบบราบ
“ที่ขาด้วยสิ” ดวงหน้ามนช้อนขึ้นมามองด้วยสายตาหวานเยิ้ม ก่อนจะยกขาขึ้นยันขอบอ่างไว้ รอให้มือใหญ่มาช่วยขัดถู
“อึก! ข้าว่าพอเท่านี้เถิด นานกว่านี้จะไม่สบายเอาได้”
“ไม่เอา ข้ายังมิได้ขัดตัวให้เจ้าเลย ข้าช่วยนะ”
“ไม่ต้องๆ ข้าทำเอง โอ้!” จ้านโหรวหันหน้าหนีแทบไม่ทัน เมื่อจู่ๆ สตรีตรงหน้าก็ลุกขึ้นนั่งชันเข่า อะไรต่อมิอะไรของหญิงสาวที่เคยถูกบดบัง ด้วยกลีบกุหลาบที่ลอยอยู่เหนือน้ำ ก็โผล่ขึ้นมาทักทาย
มือเล็กขัดตรงนั้นที ถูตรงนี้ที ด้วยอารมณ์สุนทรีย์ ต่างจากคนถูกปรนนิบัติที่หลับตาแน่น ร่างกายเหยียดเกร็งไปหมด ยิ่งมือเล็กเคลื่อนลงไปขัดถูบริเวณโคนขา เขายิ่งหายใจไม่ทั่วท้อง
“พะ พอเถิด ข้าเริ่มหนาวแล้ว”
“แต่ยังไม่สะอาดเลยนะ แล้วนั่น เจ้าหลับตาทำไม” เสียงยานคางทำให้รู้ว่าหญิงสาวยังไม่สร่างจากอาการเมา
“ข้าง่วงน่ะ ซี๊ดดด อย่าจับตรงนั้น” ดวงตาสีเหลืองทองเบิกกว้างขึ้น ยามแก่นกายใต้น้ำขยายขึ้นสู้มือนุ่ม ที่กำลังช่วยทำความสะอาด
“เหตุใดจึงจับไม่ได้ ข้าจะช่วยขัดถูให้อย่างไรเล่า”
ภาพเรือนร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาว ที่เห็นอยู่ตรงหน้ายิ่งทำให้ก้อนเนื้อภายในอกแกร่งเต้นครึกโครม แม้จะคิดได้ว่ามิสมควรจะล่วงเกินภรรยา ยามที่นางขาดสติ
แต่สมองหรือจะสู้จิตใจที่ชั่วช้า
หลังจากเหตุการณ์นั้นเพียงสองวัน ก็มีข่าวลือว่าคุณหนูสกุลจ้าวเข้าไปเที่ยวเล่นในหอนางโลม จนตกเป็นของแขกชายที่ไปใช้บริการในหอนางโลมนั้น แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้มาจากศัตรูทางการเมือง ที่ต้องการทำให้สกุลจ้าวเสื่อมเสีย“มันเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้า เจ้าถูกขืนใจจริงหรือ” เสนาบดีกรมโยธาเค้นถามบุตรสาว เขาทั้งโกรธ และเสียใจที่ดูแลบุตรสาวไม่ดี ปล่อยให้พวกนางคาดสายตาจนไปเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้“มิได้เจ้าค่ะท่านพ่อ ข่าวลือพวกนั้นเกินจริงไปมาก” เฟิงเหยียนรีบแก้ต่าง เมื่อเห็นว่าผู้เป็นบิดามีอาการเสียใจอย่างเห็นได้ชัด“แล้วเรื่องเป็นเช่นไร เล่าให้พ่อฟังเถิด พ่อพร้อมจะรับฟังพวกเจ้าเสมอ”“คือ…ลูกกับน้องหลงเข้าไปในหอนางโลมจริงเจ้าค่ะ และถูกพาไปที่ห้องรับรองแขกจริงๆ แต่มิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลยนะเจ้าคะ เพียงแค่นั่งทานอาหารด้วยกันเท่านั้น เพราะประตูห้องรับรองลงกลอนจากด้านนอกจึงออกมาไม่ได้”“แน่หรือ! ชายผู้นั้นได้ล่วงเกินพวกเจ้าหรือไม่” เสนาบดีจ้าวถามซ้ำ“มิได้เจ้าค่ะ เขามิได้ล่วงเกินลูกแม้แต่น้อย” ฟาผิงตอบรับอย่างหนักแน่น แต่ก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าผู้อื่นคงมิเชื่อ ชายหญิงอยู่ในห้องรับรองของหอนางโลมเพียงลำพัง จะไม่ม
นับตั้งแต่สถาปนาขึ้นเป็นองค์ฮ่องเต้และองค์ฮองเฮาของแคว้น จ้านโหรวและซิงเยียนก็ทำงานเพื่อแผ่นดินอย่างสุดความสามารถ แต่กระนั้นก็ไม่ได้ละเลยครอบครัว พวกเขามักพากันไปส่งบุตรทั้งหกเข้านอนอย่างที่เคยทำ เริ่มจากตำหนักของสองแฝด จากนั้นก็ตำหนักของโอรสคนที่สาม สี่ และห้า สุดท้ายก็กลับตำหนักใหญ่มากล่อมบุตรสาวคนเล็ก“เหตุใดวันนี้องค์หญิงของพ่อจึงไม่ยอมนอน หืม” จ้านโหรวมักจะพาบุตรสาวมานอนด้วยทุกคืน ตามประสา บิดาที่เห่อบุตรสาว ทั้งอี้เจินยังเป็นธิดาเพียงคนเดียวของฮ่องเต้หนุ่ม“ม่ายหลับ”“หึๆ ทีนี้เสด็จพ่อจะงัดกลยุทธ์ใดมากล่อมลูกอีกเล่า” ซิงเยียนยิ้มขำ ตั้งแต่ที่ขึ้นครองราชย์ เหล่าขุนนางก็กดดันให้จ้านโหรวรับสนมอยู่หลายครา แต่เจ้าตัวก็เอ่ยปฏิเสธไปทุกครั้ง และแก้ปัญหาโดยการมีบุตรเพิ่ม เพื่อไม่ให้เหล่าขุนนางยกเรื่องทายาทมาอ้าง“ไม่บอก เป็นความลับ ใช่หรือไม่ลูกสาวพ่อ” คนเรือนผมทองก้มลงหอมแก้มบุตรสาวเสียฟอดใหญ่ องค์หญิงตัวน้อยก็หัวเราะคิกคัก“คิกๆ ฮ่าๆ เจินม่ายบอก ความลับของพี่ยอง”“ความลับของพี่รองเจ้าหรือ เรื่องใดเล่า” ซิงเยียนถามย้ำ“ม่ายบอก เจินม่ายบอกว่าพี่ยองไปหอโลม” ได้ยินดังนั้นสองสามีภรรยาก็สบตา
“อย่าดูเลย ไม่เหมาะกับเด็ก” หนิงหวงเอามือปิดตาน้องชายไว้“เจ้ากับข้าเป็นฝาแฝดกัน ลืมแล้วหรือ” ซิ่วอิงมีหรือจะยอม เขามาถึงที่จะให้กลับไป โดยไม่รู้สิ่งใดเลยมันก็มิใช่เขาแล้วเสียงครวญครางของนางโลมสาว ที่ถูกเคี่ยวกร่ำดังขึ้นเรื่อยๆ เมื่อถูกชายร่างหนาควบขี่ด้วยจังหวะที่เร่งเร้า ซิ่วอิงเห็นดังนั้นก็หน้าแดงก่ำ หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ไม่อาจละสายตาได้ จนพี่ชายต้องรีบพาน้องชายออกจากที่นั่น“เป็นอย่างไรเจ้าคะ ครึกครื้นหรือไม่”“อืม ครึกครื้นมากเชียวล่ะ” ซิ่วอิงลดมือลงบังส่วนที่แข็งขืนขึ้นมา“เช่นนั้นเปิดห้องดีหรือไม่เจ้าคะ ข้าจะให้เด็กๆ มาดูแล รับรองว่าน่ารัก ช่างออดช่างอ้อน ถูกใจคุณชายทั้งสองแน่”“ไม่-”“เอา! มาถึงนี่แล้ว อย่างไรก็ต้องลองสักที นะ นะ พี่ใหญ่” ซิ่วอิงพูดจาออดอ้อนพี่ชายของตน ปกติแล้วเขามักจะไม่เรียกหนิงหวงว่าพี่ใหญ่ เว้นเสียแต่ว่ามีสิ่งที่ต้องการ เขาก็จะออดอ้อนพี่เป็นพิเศษ“อย่างไรดีเจ้าคะ”“…เอาสองห้องเลยแม่นาง” เมื่อพี่ชายไม่ได้คัดค้าน ซิ่วอิงจึงรีบคว้าโอกาสนี้ไว้ สั่งให้คณิกาสาวไปจัดการทันทีหนิงหวงนั่งอยู่ในห้องรับรองเพียงคนเดียว บนโต๊ะมีอาหารมากมายวางอยู่ สุราและชาเองก็ถูกเตร
ภายในวังหลวงที่แสนน่าอยู่ มองไปทางใดก็มีแต่ความร่มรื่น เต็มไปด้วยเสียงเด็กชายที่เล่นกันอยู่กลางสวน มิได้ทำให้องค์ชายรอง จวิ้นซิ่วอิง รู้สึกสนุกสนานไปด้วยเลย“หนิงหวง เราออกไปเที่ยวนอกวังดีหรือไม่” เด็กหนุ่มวัยสิบห้าหนาว กำลังอยากรู้อยากเห็นไปเสียทุกเรื่อง จึงได้เอ่ยถามพี่ชายฝาแฝดที่นั่งอยู่ข้างกัน“เจ้าอยากไปที่ใดเล่า แต่คงต้องรอให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่กลับมาจากท้องพระโรงเสียก่อน” หนิงหวงว่า พลางอุ้มน้องสาวคนเล็กขึ้นมานั่งบนตักจวิ้นหนิงหวง องค์ชายใหญ่ของราชวงศ์จวิ้น มักจะตามใจน้องทุกคนอยู่เสมอ โดยเฉพาะ น้องสาวคนเล็ก เขามีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ตัวเขาและซิ่วอิงเป็นฝาแฝด มีน้องชายอีกสามคน คือ เจียวเจี้ย 13 หนาว ฉางชุน 10 หนาว ซีฮัน 6 หนาว และน้องสาวคนเล็ก อี้เจิน ที่อายุเพียงสามหนาวเท่านั้น“ข้าอยากออกไปตอนกลางดึก” ซิ่วอิงป้องปากพูด เพราะไม่อยากให้เหล่าขันทีกำนัลบริเวณนั้นได้ยิน“หืม ไปที่ใดกัน เหตุใดต้องออกไปกลางดึกด้วยเล่า เจ้าก็รู้ว่ามันอันตราย”“พอๆ เลิกบ่นเสียที ที่ข้าจะไปตอนกลางคืน เพราะข้าอยากไปหอนางโลม”“ห๊า! หอนางโล- อุบ” เด็กหนุ่มเคลื่อนตัวมาปิดปากพี่ชายฝาแฝดอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเจ้
จ้านโหรวและซิงเยียนอุ้มเด็กน้อยทั้งสองออกมาดูหน้าจวน ก็พบว่าเฟยหย่ากำลังชี้นิ้วสั่งการให้บ่าวไพร่นำของลงจากเกวียน“ท่านป้า ท่านลุง ของพวกนี้คือสิ่งใดหรือขอรับ” จ้านโหรวเอ่ยถามด้วยความสงสัย เขาแน่ใจว่ามิได้สั่งซื้อสิ่งใดมา“อ้าว พระชายายังมิได้บอกกับองค์รัชทายาทหรือพ่ะย่ะค่ะ”“บอกเรื่องใดหรือเยียนเอ๋อร์” ซิงเยียนอมยิ้ม ก่อนจะตอบออกไป“อีกสองวันข้างหน้าเป็นวันเกิดของเจ้ามิใช่หรือ ข้าเลยคิดว่าจะจัดงานเลี้ยงที่จวน เชิญเฉพาะครอบครัวมาดื่มกินสังสรรค์กัน”“อ่อ มิเห็นจะต้องลำบาก อย่างไรอีกสองวันก็ต้องจัดงานในวังอยู่แล้ว”“เพราะวันนั้นผู้คนจะมาร่วมอวยพรให้เจ้ามากมาย คงมิได้มีเวลาอยู่กับครอบครัว” จ้านโหรวยกยิ้มเต็มใบหน้า เข้าไปจุมพิตปรางแก้มเนียนของภรรยาเป็นรางวัล เขามิได้อยากมีงานฉลองยิ่งใหญ่ เพียงได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าก็เพียงพอแล้ว“พอๆ รีบไปอาบน้ำแต่งตัวเถิดพ่ะย่ะค่ะ แม้จะมีเพียงครอบครัว แต่คนก็มากมายทีเดียว มิรู้ว่าฝ่าบาทจะเสด็จมาด้วยหรือไม่” ป๋อเหวินรีบไล่หลานสาวและหลานเขยไปอาบน้ำอาบท่า“เอาองค์ชายน้อยทั้งสองมาฝากกระหม่อมไว้เถิด”“เจ้าค่ะ แต่ท่านป้าอย่าสอนเรื่องแปลกๆ ให้บุตรของข้านะเจ
ด้านซิงเยียนและจ้านโหรวแวะเข้ามาชำระกายที่หอนางโลม เพราะไม่อยากให้เลือดของสตรีชั่วช้าไปแปดเปื้อนในจวนผิงจิ้งของพวกเขา“ดีขึ้นแล้วหรือยัง ความแค้นในใจของท่าน”“ราวกับถูกปลดปล่อยเลยล่ะ ข้าอยากให้นางมีชีวิตอยู่อย่างทุกข์ทรมาน”“มันจะเป็นเช่นนั้น ในเมื่อคิดจะทำร้ายผู้อื่นก่อน ก็ต้องถูกเอาคืนเช่นนี้” จ้านโหรววักน้ำขึ้นมาขัดถูตามเนื้อตัวให้ภรรยา เขาเองก็อยากจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง เพราะไม่อยากให้มือที่แสนงดงามนี้ต้องเปื้อนเลือด ทว่าซิงเยียนกลับไม่ยอม“อย่าพูดถึงนางอีกเลย เรารีบอาบน้ำแล้วกลับไปหาเจ้าตัวเล็กทั้งสองเถิด ข้าคิดถึงพวกเขาแล้ว”“หึๆ ภรรยาติดลูกเช่นนี้ สามีจะทำอย่างไรเล่า”“มิต้องเลย รีบอาบเร็วเข้า ประเดี๋ยวลูกจะหิวนม” แม้ปากจะเอ่ยห้าม แต่กลับเงยหน้ารับจุมพิตแสนหวานจากสามีอ่า~ ดูเหมือนว่าบิดาก็หิวนมมิต่างจากบุตรชายทั้งสองหลังจากจัดการกับกองกำลังกบฏเรียบร้อย บ้านเมืองก็กลับมาสุขสงบอีกครั้ง จ้านโหรวในฐานะองค์รัชทายาทใช้เวลากว่าสามเดือนในการแก้พื้นฐานการปกครองของราชสำนัก ขุนนางที่คิดคด ทุจริตต่อบ้านเมือง ถูกตัดสินโทษทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ แน่นอนว่าซิงเยียนเองก็คอยช
“เอาเถิด ท่านคิดเสียว่าข้าเป็นสุนัขก็ได้ ข้าจะนั่งฟังเฉยๆ ไม่ปริปาก”“หน้าเจ้าเหมือนสุนัขจรจัดแถวตลาด…ข้าโกรธหนิงเซียน” จ้านโหรวกำลังจะเอ่ยปากเถียง ที่ภรรยาว่าเขาเป็นสุนัขจรจัด แต่ก็ต้องหุบปากลง เมื่อนางเริ่มเล่าเรื่องราวที่ทุกข์ใจให้ฟัง“…”“ข้าโกรธที่นางยอมไปแคว้นฉินตามคำขอของฝ่ายนั้น” เรื่องราวต
“ข้าจะไปแคว้นฉิน ไม่ว่าพี่หญิงจะพูดอย่างไร ข้าก็จะไป” หลังจากที่หนิงเซียนลั่นวาจาเช่นนั้นกับพระบิดา ซิงเยียนก็รีบพาน้องสาวออกมาพูดคุยกันด้านนอก“ที่ที่เจ้าจะไปอยู่ คือวังหลังของแคว้นฉินนะ” อย่างไรซิงเยียนก็ไม่มีทางปล่อยน้องสาวไปที่นั่นเด็ดขาด“แต่เราก็อยู่วังหลังมาทั้งชีวิตนะเจ้าคะ มันจะแตกต่างกันอ
เมื่อจงห่าวหรานแยกตัวออกไป ซิงเยียนก็สั่งขันทีกำนัลที่ติดตามมา ไปรออยู่ที่รถม้า ส่วนตนเองพาเสี่ยวหงกลับไปเดินในตลาดอีกครั้ง เพื่อหาซื้อขนมไปฝากมารดาและน้องสาว“พอเถิดเพคะองค์หญิง เท่านี้พระสนมและองค์หญิงเจ็ดก็อิ่มไปหลายวัน” เสี่ยวหงชูขนมมากมายให้นายเหนือหัวดู ข้าวของเต็มไม้เต็มมือถึงเพียงนี้ หากล้ม
“ในเมื่อไม่มีผู้ใดขัดข้อง พวกเจ้าทั้งสองคนก็ทำความรู้จักกันไว้เถิด” นั้นเป็นคำพูดขององค์ฮ่องเต้ได้ฟังดังนั้น แม่ทัพใหญ่จงห่าวหรานจึงขอประทานอนุญาตพาองค์หญิงสี่ของแคว้นออกมาเที่ยวชมตลาด จึงเป็นเหตุให้วันนี้ ซิงเยียนต้องออกจากวังพร้อมกับเสี่ยวหงและองครักษ์ ส่วนเสี่ยวเฟินอยู่ดูแลหนิงเซียนในวังเช่นเคย







