Masuk11
ข้าอยากฟัง
“ซานซาน”
บิดาเอ่ยเรียกแผ่วเบา นางหันกลับมามองเห็นว่าเขายืนอิงขอบประตูอยู่
“ท่านพ่อมาตั้งแต่เมื่อไรเจ้าคะ ข้าเห็นว่าพิณตัวนี้น่าสนใจก็เลยดีดเล่นๆ”
“นั่นเป็นพิณที่ท่านแม่ของเจ้ารักมาก”
“พิณของท่านแม่หรือเจ้าคะ งดงามมากจริงๆ” เมื่อเอ่ยถึงมารดาสีหน้าของเยว่ซานซีสลดลง “สายลมตะวันตกแห่งซานซีท่านพ่อเคยได้ยินหรือไม่”
“ย่อมต้องเคยได้ยินอยู่แล้ว เพลงพิณนี้มารดาของเจ้าแต่งตอนที่นางกำลังตั้งครรภ์เจ้าอยู่ ในวันเกิดของพ่อเจ้าก็บรรเลงให้ผู้คนฟังทุกปี”
“เช่นนั้นท่านพ่อบรรเลงเพลงพิณนี้เป็นหรือไม่ ข้าอยากฟัง”
ผู้เป็นบิดามองอย่างประหลาดใจ เยว่ซานซีพูดราวกับว่าไม่เคยได้ฟังเพลงพิณนี้มาก่อน ทั้งที่ตัวนางเองก็เล่นได้ยอดเยี่ยมกว่าผู้ใด
“เอ่อ...ข้าอยากฟังผู้อื่นเล่นให้ฟังเจ้าค่ะ อยากรู้ว่าเพลงพิณนี้ผู้อื่นจะบรรเลงได้สุขหรือเศร้า”
“เพลงที่แม่ของเจ้าแต่งขึ้นมาเพื่อเจ้า ย่อมเป็นบทเพลงแห่งความสุข แต่พ่อเล่นไม่เป็น คนที่เล่นเพลงนี้ได้อีกคนคือพี่เสิ่นของเจ้า”
“เช่นนั้นข้าขอยืมพิณตัวนี้สักประเดี๋ยว”
พูดจบก็อุ้มพิณวิ่งออกจากห้องไป เยว่ซานซีวิ่งมาหยุดอยู่หน้าเรือนเล็กแล้วกวาดตามองหาเสิ่นเวยหลง เห็นเงาร่างสูงยืนอยู่ปีกระเบียงที่ยื่นออกไปริมสระบัว เขาเพียงแค่ยืนกอดอกทอดมองดอกบัวในสระอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางความเงียบนี้แสงสว่างของวันก็ลดน้อยถอยลงเช่นกัน อีกไม่กี่ชั่วยามฟ้าก็จะมืดลงแล้ว
“พี่เสิ่น”
น้ำเสียงหวานล้ำเอ่ยเรียกเขาด้วยคำที่คุ้นเคย เสิ่นเวยหลงละสายตาจากสระบัวหันกลับมายังร่างระหง
“เจ้ากินมื้อค่ำกับท่านลุงก่อนได้เลย ข้าไม่หิว”
เขาคิดว่านางมาตามไปทานมื้อค่ำก็เลยบอกไปอย่างนั้น แต่เมื่อเลื่อนระยะสายตามายังพิณกู่ฉินที่นางอุ้มอยู่ ในตาของชายหนุ่มมีประกายวูบไหว
“มีอะไรงั้นหรือ”
“ข้าอยากให้พี่เสิ่นบรรเลงเพลงพิณสายลมตะวันตกแห่งซานซีให้ฟัง”
“เหตุใดไม่ให้จ้าวฟู่เฉิงบรรเลงให้ฟัง เจ้าก็ดูสนิทกับเขาดี”
“จ้าวฟู่เฉิงบอกว่าทั้งเมืองจี้ฉู่มีเพียงข้ากับท่านแม่ที่บรรเลงเพลงนี้ได้ไพเราะลึกซึ้ง แต่ข้ารู้มาจากท่านพ่อว่าท่านก็บรรเลงเพลงนี้ได้”
มีเหตุผลใดต้องอุ้มพิณมาให้เขาบรรเลงให้ฟัง ทั้งที่ตัวนางเองก็สามารถเล่นเพลงนี้ได้ดีกว่าผู้ใด แม้ว่าความสงสัยมีมากแต่เสิ่นเวยหลงก็ยังอยากตามใจนางอยู่ เขาเดินเข้ามานั่งลงที่หน้าโต๊ะเตี้ย ฝ่ายเยว่ซานซีก็รีบวางพิณลงบนโต๊ะ จากนั้นหย่อนก้นนั่งตรงข้ามชายหนุ่ม ยกมือขึ้นมาเท้าคางจดจ่อรอฟัง
“มือข้าจับกระบี่จนหยาบกร้าน ถึงจะเล่นเพลงพิณที่เจ้าว่าได้บ้างก็คงไม่ไพเราะจับใจอย่างเช่นคุณชายนักกวี”
เอ้า! ฟังทะแม่งๆ นะ นี่คงไม่ได้กำลังพูดประชดข้าอยู่กระมัง
เยว่ซานซียิ้มแห้ง ไม่กล้าพูดขัดเพราะกลัวว่าเสิ่นเวยหลงจะเปลี่ยนใจ นางเพียงแต่นั่งมองเขาวางนิ้วบนสายพิณ หลังจากนิ้วเรียวยาวขยับเสียงแว่วหวานดังขจรขจายไปทั่วบริเวณ เพลงพิณลึกซึ้งลื่นไหลไม่ติดขัด ทว่ากลับรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความเศร้าที่แทรกซึมอยู่ คล้ายอยากกล่าวถึงความดีใจเมื่อพบพานและพรั่งพรูถึงความเสียใจเมื่อพลัดพราก
เยว่ซานซีรู้ซึ้งถึงความหมายของเพลงพิณนี้แล้ว มารดาแต่งเพลงนี้ขึ้นมาเพราะรู้ว่าหากเก็บบุตรในท้องไว้ตนจะต้องตายแต่ก็ยังเลือกที่จะให้บุตรลืมตาขึ้นมาดูโลก ช่างเป็นความรักอันบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดเทียบเทียม
“ซานซาน”
เสียงบรรเลงพิณหยุดลงพร้อมกับเสียงทุ้ม เสิ่นเวยหลงมองหน้านางนิ่งงัน
“หยุดทำไมหรือเจ้าคะ”
“น้ำตาเจ้าไหล”
ไม่เห็นรู้ตัวสักนิด นางใช้นิ้วแตะๆ ที่แก้มเนียน ปรากฏว่ามีหยาดน้ำตาอุ่นหลั่งรินออกมาจากดวงตาคู่สวยจริงๆ
“อ้อ ข้าแค่คิดถึงท่านแม่”
เฮ้อ...สงสัยจะอินกับบทมากเกินไป ถูกบทละครกลืนกินจิตวิญญาณเสียแล้วเยว่ซานซีเอ๋ย
พอซับน้ำตาจนแห้งเหือดก็แสร้งหัวเราะ จะเศร้าไปทำไมละ ชีวิตของนางเอกไม่ใช่ชีวิตจริงของเยว่ซานซีคนนี้เสียหน่อย
“นอกจากบทเพลงนี้พี่เสิ่นบรรเลงเพลงอื่นได้อีกหรือไม่ เอ่อ...นกกระจอกเหินหาว”
“นกกระเรียนเหินหาว”
“ใช่ๆ นกอะไรหาวเหินนี่แหละ”
“เหินหาว”
“อ้อ ใช่แล้วนกกระเรียนเหินหาว ช่วยบรรเลงเพลงนี้ให้ข้าฟังที”
พอนางร้องขอ เสิ่นเวยหลงทำตามโดยไม่ขัด เพลงพิณนกกระเรียนเหินหาวก็ไพเราะเช่นกันแต่เป็นการสื่อถึงความสุข การเป็นอิสระไร้พันธะผูกรั้ง ปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับสายลม แสงแดด ท่องไปทั่วทิศทั้งภูเขาแม่น้ำลำธาร หลังจากการบรรเลงจบลงเยว่ซานซีปรบมือให้หนึ่งชุดเป็นจังหวะหนึ่งสองหนึ่งสองสาม ตบท้ายด้วยการตบเข่าอีกฉาดใหญ่
“ฮ่าๆ เพลงนี้โดนเส้นข้ามาก ถ้าเร่งจังหวะอีกนิดลุกขึ้นเต้นได้เลยนะเนี่ย ต่อเลยพี่เสิ่น สง่างามดุจสน ลำนำ…เอ่อ…”
“เจ้าน่าจะหมายถึงลำนำดอกไม้ขาวหรือไม่”
“ใช่ๆ ลำนำดอกไม้ขาว”
“อืม”
เสิ่นเวยหลงรับคำแล้วบรรเลงอีกสองบทเพลงให้นางฟังจนจบ หลังจากที่บทเพลงจบลงแล้วเห็นว่าเยว่ซานซีนั่งสัปหงก นางคงง่วงงุนเต็มที เพราะบทเพลงสุดท้ายมีจังหวะที่แช่มช้า สามารถใช้เป็นเพลงกล่อมเด็กนอนได้เลยก็ไม่เชิง
81 อ้อมกอดท่านตาก่อนที่จะเดินตามทุกคนเข้าเรือน เยว่ซานซีชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่งแล้วหมุนกายกลับไปมองที่กำแพงเตี้ยๆ ซึ่งกั้นระหว่างจวนเจ้าเมืองและบ้านตระกูลโม่ นางเห็นร่างอ้วนกลมของบุรุษที่ยืนเด่นท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายโมสือปายกมือขึ้นโบกพร้อมกับส่งยิ้มมา เยว่ซานซีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างตอบกลับแล้วโบกมือกลับ จากนั้นนางก็หันกลับมายังเรือนหลักแล้วก้าวเดินเข้าไปข้างในเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลาง กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก บนโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสมากมายจนแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งเป็ดตุ๋นน้ำแดงรสเข้มข้น ปลานึ่งซีอิ๊วที่เนื้อขาวนุ่ม และแกงผักป่า รวมไปถึงลูกพลับย่างที่เยว่ซานซีโปรดปราน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจ ด้วยความรักของบิดาที่เฝ้ารอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"มาเถิดซานซาน เวยหลง มานั่งข้างพ่อนี่ หลันเอ๋อร์นั่งบนตักตาก็ได้ ตาจะป้อนขนมโก๋น้ำตาลให้เจ้าเอง" เยว่เยี่ยนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เสิ่นเวยหลงที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและรักษากิริยา
80 ข้าก็จะไม่ถือสาอาเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสนกึ่งขัดขืน "ทำไมล่ะขอรับท่านแม่ เมื่อครู่ท่านแม่ยังบอกว่าจะจัดการนางให้ข้าอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงต้องให้ข้าขอโทษเด็กซุ่มซ่ามนี่ด้วย""หุบปากเดี๋ยวนี้" หงเป่าเป้ยถลึงตาจนดูน่ากลัว "แม่บอกให้ขอโทษก็ขอโทษ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเยว่เยี่ยนซี”คำว่าท่านเจ้าเมืองทำให้อาเจ๋อที่เคยอวดเบ่งถึงกับหดหัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเย่อหยิงบัดนี้กลับจ๋อยสนิท ความอวดดีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาเขาก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองสลับกับถังหูลู่ที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแผ่วเบา "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วที่วิ่งชนเจ้า และข้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เจ้าด้วย"อวี้หลันตัวน้อยยืนกอดอกมองอยู่ข้างมารดาไม่ได้ทำท่าทางเยาะเย้ย นางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ อย่างสำรวมตามแบบที่ได้รับการอบรมมา "ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดข้าก็จะไม่ถือสา แต่คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรหัดเดินให้ระวังและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอะอะก็อ้างชื่อท่านแม่ของเจ้าไปทั่ว เพราะมันจะท
79 แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะเยว่ซานซียืนนิ่ง มองดูเด็กชายตรงหน้าที่ยืนเท้าสะเอวเชิดหน้าอย่างถือดี ท่าทางโอหังเกินวัยของเขาทำให้นางนึกระอาใจมากกว่าจะโกรธเคืองอย่างจริงจัง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเรื่องมารยาทให้เสียหน่อย"เจ้าหนู นอกจากจะวิ่งชนคนอื่นจนของเสียหายแล้วยังจะมาข่มขู่กันอีกรึ" เยว่ซานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับคมปลาบ "เจ้าบอกว่าถ้าบอกท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วข้าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถิดว่าตระกูลของเจ้าใหญ่โตมาจากไหน ถึงได้กล้าประกาศศักดากลางตลาดเช่นนี้"เด็กชายแค่นหัวเราะอย่างลำพองใจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เยว่ซานซีอีกนิด พลางชี้นิ้วใส่หน้าอวี้หลันที่ยังคงยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ "เหอะ! คงมาจากต่างเมืองล่ะสิถึงไม่รู้ความ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ของข้าเป็นใคร ในเมืองจี้ฉู่นี้ใครบ้างจะไม่เกรงใจนาง"เยว่ซานซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มอย่างนึกสนุก "อ้อ! แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะ ไหนลองบอกข้าให้เป็นบุญหูหน่อยสิ""ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! มีคนมารังแกข้า!" เด็กชายตะโกนก้องลั่นตลาดพลางหันไปทางร้านเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งอยู่
78 ขนมนั่นสีแดงสวยจังทั้งสี่เดินออกมาจากโรงเตี้ยม จ้าวฟู่เฉิงจ้องมองเงาร่างของเสิ่นเวยหลงที่ควบม้าเคียงข้างรถม้าคันใหญ่ และภาพใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเสิ่นอวี้หลันที่โผล่พ้นหน้าต่างมาโบกมืออำลาอย่างร่าเริง จ้าวฟู่เฉิงยืนนิ่งราวรูปสลักหิน สายตาของเขาทอดมองตามฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆ เลือนหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงกระดิ่งลมที่พัดไหวเบาๆ"เถ้าแก่มีที่ว่างสำหรับพวกเราสามคนหรือไม่" เสียงตะโกนของกลุ่มนักเดินทางชุดใหม่ที่เพิ่งลงจากเกวียนดังขึ้น ปลุกจ้าวฟู่เฉิงให้ตื่นจากภวังค์เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนจะละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ดูสงบและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เหันกลับไปหาแขกผู้มาใหม่"มีแน่นอนขอรับ เชิญด้านในเลยขอรับ แดดข้างนอกแรงนักเข้าไปจิบชาให้คลายเหนื่อยก่อนเถิด"หลังจากเดินทางผ่านขุนเขาและทุ่งกว้างมาอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองจี้ฉู่เข้าสู่เขตย่านการค้าที่คุ้นตา เสียงอึกทึกของตลาดทำให้เยว่ซานซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นางมองออกไปนอกหน้
77 นับว่าเป็นวาสนาเสิ่นเวยหลงมองดูชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของจ้าวฟู่เฉิงแล้วขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าโทษของตระกูลจ้าวนั้น แม้จะหนักหนาแต่ถ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในส่วนของตนเองได้บางส่วนโทษก็จะเบาลงบ้าง"จ้าวฟู่เฉิงยกชาขึ้นจิบเพียงนิด รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นทว่าก็แฝงไปด้วยความปล่อยวาง "ตระกูลจ้าวก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หลังจากที่คดีความของตระกูลจ้าวถูกตัดสินในคราวนั้น ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนได้รับโทษประหารทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดพ้นความตายมาได้แต่ก็ถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"เยว่ซานซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบถ้วยชา นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่เฉิงที่ดูกร้านแดดและมีรอยแผลจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งคงเป็นร่องรอยจากการถูกตีตรวนและทำงานหนักในค่ายทหารที่ชายแดน"ข้าต้องใช้ชีวิตปะปนกับเหล่านักโทษและแบกหามหินทรายอยู่กลางแดดจ้าถึงสามปีเต็ม" จ้าวฟู่เฉิงเล่าต่อพลางแค่นยิ้มบางๆ "จนกระทั่งรับโทษครบกำหนดตามฎีกา ข้าจึงได้รับอิสรภาพคืนมาพร้อมกับเงินติดตัวเพียงไม่กี่ตำลึงที่แอบเก็บออมไว้ ข้าไม่อาจซัดเซพเนจรไปที่ใดได้ไกลนัก จนกระทั่งเดินทางมาถึงรอยต่อของเส้นทางนี
76 ใช่ท่านจริงๆ หรือเยว่ซานซีพยักหน้าพลางอุ้มอวี้หลันลงจากรถม้าเมื่อขบวนหยุดนิ่งสนิท โรงเตี๊ยมแห่งนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดสะอ้าน มีป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดอยู่หน้าร้าน ลานกว้างด้านข้างเต็มไปด้วยรถม้าจากต่างเมืองและพ่อค้าหาบเร่ที่มานั่งพักคลายร้อน"ท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ" อวี้หลันจูงมือมารดาเดินนำเข้าไปในโถงด้านในซึ่งมีโต๊ะไม้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบขณะที่เสิ่นเวยหลงกำลังหันไปสั่งผู้ดูแลขบวนเกวียน เยว่ซานซีก็ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งปะทะเข้ากับร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่ที่มุมห้อง เขาอยู่ในชุดผ้าป่านเรียบง่าย ท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีสง่าราศีผิดกับชาวบ้านทั่วไปเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ ดวงตาของเขาและเยว่ซานซีก็สบกันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เยว่ซานซีถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ภาพบุรุษผู้สง่างามในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"จ้าวฟู่เฉิง!"ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของเยว่ซานซีแผ่วเบา นางจ้องมองใบหน้าที่คมเข้มซึ
68 เจ้ามีอะไรรึหัวโจกขมวดคิ้ว มือหนาหยาบกร้านเอื้อมไปคว้าถุงเงินขึ้นมาเปิดดู แสงไฟจากกองไฟสะท้อนกับประกายทองคำจนดวงตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียวของมันเบิกกว้าง"ทองคำแท้ เจ้าไปเอาเงินมากมายขนาดนี้มาจากไหนแม่นาง" มันถามพลางลูบถุงเงินอย่างทะนุถนอม "เงินจำนวนนี้ เจ้าคงไม่ได้มาจ้างให้ข้าไปลักไก่เพื่อน
61 ฮูหยินควรจะเป็นข้าซวงเอ๋อร์หยุดพูดพลางสังเกตปฏิกิริยาของคุณหนูของตน นางอยากจะพูดมากกว่านี้ อยากจะเตือนว่าให้ระวังน้ำแกงทุกถ้วยหรือเสื้อผ้าทุกชิ้นที่ผ่านมือสวีจูเจียวผู้นั้น แต่เมื่อเห็นท่าทีที่นิ่งสงบเกินไปของเยว่ซานซี ซวงเอ๋อร์ก็ยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดีเยว่ซานซีไม่ได้ตอบคำถามในทันที นางเพียงแต่ปั
60 ตามหมอมาเร็วเข้าเสียงโคมไฟกระทบพื้นดังสนั่น เศษแก้วและน้ำมันตะเกียงกระจายเกลื่อน เยว่ซานซีที่ถูกผลักจนล้มลงไปอีกด้านมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง นางเห็นสวีจูเจียวนอนคุดคู้ใบหน้าซีดเผือด มีเลือดซึมออกมาจากบาดแผลที่ไหล่และรอยถลอกปอกเปิกตามแขนขวา"จูเจียวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!"เยว่ซานซีรีบถลาเข้าไ
58 จงมองข้าให้ดีทุกเช้าก่อนดวงตะวันจะโผล่พ้นขอบฟ้า สวีจูเจียวจะตื่นขึ้นมาจัดแจงงานในส่วนของตนจนเรียบร้อยสะอาดตา นางอาสาทำงานหนักที่ผู้อื่นรังเกียจ ไม่ว่าจะเป็นการขัดล้างถังปฏิกูล หรือการคัดแยกเศษฟืนในห้องครัวที่มีฝุ่นคลุ้ง นางทำทุกอย่างด้วยความประณีตเพื่อหวังให้ชื่อของนางไปถึงหูของเยว่ซานซีในฐานะ







