LOGIN10
จะใช้เล่ห์กลใดอีก
“แบบนี้เรียกหน้าผ่อง”
หลังจากที่ชะโงดดูเงาตัวเองในถ้วยชา หงเป่าเป้ยยังหาเหตุผลมายกยอตัวเองได้อีก การมีผิวขาวดั่งไข่มุกคือความนิยมสูงสุดของสตรียุคนี้ แต่สีผิวนั้นต้องขาวอย่างเป็นธรรมชาติไม่ใช่การโบกแป้งหนาๆ
“วันนี้เยว่ซานซีมาแปลก เมื่อก่อนเราพูดข่มนิดเดียวก็น้ำตาคลอเบ้า พอถูกทับถมก็ไม่เห็นว่านางจะรู้สึกอับอาย หรือว่านางกลายเป็นคนโง่ไปแล้วจริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่อยู่ในสายตาคุณชายจ้าวแล้วสิ”
“ดูไปก่อนเป่าเป้ย คอยดูว่านางจะใช้เล่ห์กลใดอีก”
“เจ้ากับคุณชายจ้าวเป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่ [1] จู่ๆ คนโง่อย่างเยว่ซานซีก็มาแทรกกลาง จูเจียวเจ้ายอมได้จริงๆ น่ะหรือ”
“ข้ายอมถูกเยว่ซานซีหยามเกียรติก็เพื่อให้จ้าวฟู่เฉิงขึ้นเป็นใหญ่ เมื่อวันนั้นมาถึงความอดทนของข้าจึงจะสัมฤทธิ์ผล”
สวีจูเจียวคิดดีแล้ว แต่หงเป่าเป้ยไม่เคยมีความรักเลยสักครั้งกลับคิดต่างออกไป ถ้าหากวันใดได้รักใครสักคนจะไม่ยอมให้คนรักของตนแสดงความรักใคร่ต่อสตรีอื่นแน่นอน ต่อให้สตรีนางนั้นจะเป็นบันไดให้เขาก้าวไปสู่ความสำเร็จ หงเป่าเป้ยไม่ยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อที่จะได้เดินต่ออีกสองก้าว คนรักกันจะต้องเดินไปพร้อมๆ กัน สำหรับนางต้องเป็นอันดับหนึ่งเท่านั้นจะไม่ยอมเป็นตัวสำรองเพื่อรอการเลื่อนขั้นเป็นตัวจริงเด็ดขาด หากไม่เป็นดั่งที่คาดหวังก็ปล่อยมือจากกันเสียยังดีกว่า
ณ จวนเจ้าเมือง
เมื่อแยกย้ายกับโม่สือปาแล้วเยว่ซานซีได้เข้ามานอนต่อในห้องส่วนตัวงีบหนึ่ง รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเป็นยามเซิน ลืมไปเสียสนิทว่ายังไม่ได้ทำลายจดหมายทิ้ง ทว่าพอล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อกลับไม่เจอจดหมายดังกล่าว นางสะบัดอาภรณ์หาอยู่นาน หมุนซ้ายหมุนขวาก้มหาก็แล้ว ไม่รู้ว่าเผลอทำจดหมายหล่นไว้ตรงไหน แต่ก็ยังเบาใจได้ว่าอย่างน้อยก็เอามันออกมาจากมือจ้าวเฟยเทียนได้สำเร็จ
“อาจจะหล่นระหว่างทาง คงไม่มีใครสนใจหรอก”
นางพึมพำก่อนจะเดินออกมาจากห้อง เสียงท้องกำลังร้องครวญหิวอาหาร จึงเดินไปที่ห้องครัวเพื่อหาอะไรกินรองท้องก่อนถึงช่วงเวลาอาหารเย็น ขณะที่กำลังเดินอยู่ระเบียงวนเส้นทางเชื่อมต่อไปห้องครัวเสิ่นเวยหลงเดินผ่านมาพอดี
“พี่เสิ่น”
หลังจากถูกกระบี่จี้คอเยว่ซานซีระวังคำพูดเป็นพิเศษ นางยิ้มระรื่นรีบวิ่งเข้าหาเขา เพ่งมองไปยังอกข้างขวาที่มีบาดแผลซ่อนอยู่ใต้ร่มผ้าแล้วนึกถึงมัดกล้ามแน่นๆ ถึงจะเจ็บขนาดนั้นเสิ่นเวยหลงก็ยังฝืนเคลื่อนไหวอย่างเป็นปกติ ไม่แสดงความเจ็บปวดออกมาเลยแม้แต่น้อย สมแล้วที่เป็นหัวหน้ามือปราบชุดเขียวแห่งเมืองจี้ฉู่ แม้กระทั่งเยว่เยี่ยนซีซึ่งเป็นเจ้าเมืองก็ยังไม่รู้ว่าเขาได้รับบาดเจ็บ ดีไม่ดีผู้ใต้บังคับบัญชาอาจจะรู้แค่ไม่กี่คนเท่านั้น
“พี่เสิ่นแผลของท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
“ดีขึ้น”
“ดีจัง ข้ากำลังจะเดินไปหาอะไรกินรองท้อง ไม่รู้ว่าในห้องครัวมีของกินหรือไม่”
“ในห้องครัวมีลูกพลับย่าง เพราะเจ้าชอบกินก็เลยมีติดครัวตลอด”
“อย่างนี้นี่เอง แม่ครัวที่นี่รู้ความยิ่งนัก คงเป็นท่านพ่อที่สั่งให้พวกนางทำให้ เช่นนั้นข้าไปก่อนนะ”
นางวิ่งเข้าห้องครัวไปแล้ว เขายังมองส่งจนร่างบอบบางหายไปลับตา จากนั้นค่อยเดินต่อไปยังเรือนหลัก ตั้งใจว่าจะไปหารือกับเยว่เยี่ยนซีเรื่องแผนการดักจับขบวนการลักลอบค้าโลหะ ทว่าเมื่อเดินมาถึงลานหน้าเรือน สายตาเหลือบเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งถูกลมพัดปลิวมาหยุดอยู่ปลายเท้า
เสิ่นเวยหลงก้มลงเก็บขึ้นมาคลี่อ่าน อ่านจบสีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที เผลอไผลไปชั่วขณะขยำกระดาษจนยับคามือ เป็นเพียงอารมณ์วูบหนึ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ เมื่อสติกลับคืนมาก็รีบรีดกระดาษจนเรียบดังเดิม
เยว่ซานซีกินลูกพลับย่างอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นปิดท้ายด้วยหมั่นโถวลูกใหญ่อีกสองลูก เมื่ออิ่มหนำสำราญแล้วจึงเดินออกมาจากห้องครัว มองผ่านหน้าต่างเห็นเสิ่นเว่ยหลงกำลังนั่งคุยกับบิดาอยู่ ดังนั้นนางจึงไม่ได้เข้าไปรบกวน นางเดินอ้อมมาอีกฟาก ห้องที่อยู่ทางปีกด้านซายของเรือนหลักเป็นห้องนั่งเล่นเล็กๆ เดินเข้าไปถึงรู้ว่าในนี้มีของสะสมและเครื่องดนตรีมากมาย เยว่ซานซีแตะปลายนิ้วสัมผัสเครื่องดนตรีแต่ละอย่างด้วยความตื่นเต้น จนมาหยุดอยู่ที่พิณกู่ฉินตัวหนึ่ง
“งดงามเหลือเกิน”
นางเพิ่งจะเคยเห็นพิณกู่ฉินที่ทำออกมาได้อย่างประณีตขนาดนี้เป็นครั้งแรก เนื้อไม้มีกลิ่นหอมอ่อนนุ่มนวล เพียงแค่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็ได้กลิ่นหอมนั้นโชยมา เส้นสายทั้งเจ็ดขึงตึงแต่ไม่ตึงจนเกินไป อดไม่ได้ที่จะดีดทำนองมั่วๆ เล่น
เต๊ง...
เสียงที่ลอยออกไปด้านนอกทำให้เยว่เยี่ยนซีที่เพิ่งจะคุยกับเสิ่นเวยหลงเสร็จเดินมาชะเง้อมอง เขาจ้องมองแผ่นหลังของบุตรสาวเนิ่นนาน ภาพนี้ทำให้หวนนึกถึงภรรยาที่ตายจากไปนานแล้ว เยว่ซานซีนางเหมือนมารดามาก ทุกครั้งที่มองหน้าบุตรสาวก็มักจะคิดถึงเรื่องราวของคนที่รักมากที่สุด
ในตอนที่เยว่ฮูหยินตั้งครรภ์ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง แพทย์ให้ทางเลือกสองทางคือเก็บเยว่ซานซีเอาไว้กับยุติการตั้งครรภ์เพื่อรักษาชีวิต แต่เยว่ฮูหยินเลือกอย่างแรก หลังจากคลอดเยว่ซานซีแล้วอาการป่วยออดๆ แอดๆ ของนางก็ยิ่งทรุดหนัก ห้าปีต่อมานางก็ได้ลาจากโลกนี้ไปอย่างสงบ
^คู่รักในวัยเด็กหรือเพื่อนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเล็ก
81 อ้อมกอดท่านตาก่อนที่จะเดินตามทุกคนเข้าเรือน เยว่ซานซีชะงักฝีเท้าลงครู่หนึ่งแล้วหมุนกายกลับไปมองที่กำแพงเตี้ยๆ ซึ่งกั้นระหว่างจวนเจ้าเมืองและบ้านตระกูลโม่ นางเห็นร่างอ้วนกลมของบุรุษที่ยืนเด่นท่ามกลางแสงแดดอ่อนยามบ่ายโมสือปายกมือขึ้นโบกพร้อมกับส่งยิ้มมา เยว่ซานซีไม่ได้เอ่ยคำพูดใดออกไป นางเพียงแต่แย้มยิ้มกว้างตอบกลับแล้วโบกมือกลับ จากนั้นนางก็หันกลับมายังเรือนหลักแล้วก้าวเดินเข้าไปข้างในเมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถงกลาง กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก บนโต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางด้วยสำรับอาหารเลิศรสมากมายจนแทบไม่มีที่ว่าง ทั้งเป็ดตุ๋นน้ำแดงรสเข้มข้น ปลานึ่งซีอิ๊วที่เนื้อขาวนุ่ม และแกงผักป่า รวมไปถึงลูกพลับย่างที่เยว่ซานซีโปรดปราน ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้อย่างตั้งใจ ด้วยความรักของบิดาที่เฝ้ารอคอยวันนี้มาตลอดสี่ปีเต็ม"มาเถิดซานซาน เวยหลง มานั่งข้างพ่อนี่ หลันเอ๋อร์นั่งบนตักตาก็ได้ ตาจะป้อนขนมโก๋น้ำตาลให้เจ้าเอง" เยว่เยี่ยนซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อยด้วยความตื้นตันบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความรื่นเริงอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน เสิ่นเวยหลงที่ปกติมักจะเคร่งขรึมและรักษากิริยา
80 ข้าก็จะไม่ถือสาอาเจ๋อเงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความไม่เข้าใจ ดวงตาของเขาฉายแววสับสนกึ่งขัดขืน "ทำไมล่ะขอรับท่านแม่ เมื่อครู่ท่านแม่ยังบอกว่าจะจัดการนางให้ข้าอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงต้องให้ข้าขอโทษเด็กซุ่มซ่ามนี่ด้วย""หุบปากเดี๋ยวนี้" หงเป่าเป้ยถลึงตาจนดูน่ากลัว "แม่บอกให้ขอโทษก็ขอโทษ เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูผู้นี้เป็นหลานสาวเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมืองเยว่เยี่ยนซี”คำว่าท่านเจ้าเมืองทำให้อาเจ๋อที่เคยอวดเบ่งถึงกับหดหัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเย่อหยิงบัดนี้กลับจ๋อยสนิท ความอวดดีมลายหายไปสิ้นเหลือเพียงความหวาดกลัวที่แล่นพล่านขึ้นมาเขาก้มหน้าลงมองปลายเท้าตัวเองสลับกับถังหูลู่ที่เปื้อนฝุ่นบนพื้น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักแผ่วเบา "ข้า...ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้วที่วิ่งชนเจ้า และข้าขอโทษที่พูดจาไม่ดีใส่เจ้าด้วย"อวี้หลันตัวน้อยยืนกอดอกมองอยู่ข้างมารดาไม่ได้ทำท่าทางเยาะเย้ย นางเพียงแต่พยักหน้าช้าๆ อย่างสำรวมตามแบบที่ได้รับการอบรมมา "ในเมื่อเจ้าสำนึกผิดข้าก็จะไม่ถือสา แต่คราวหน้าคราวหลังเจ้าควรหัดเดินให้ระวังและมีน้ำใจต่อผู้อื่น ไม่ใช่เอะอะก็อ้างชื่อท่านแม่ของเจ้าไปทั่ว เพราะมันจะท
79 แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะเยว่ซานซียืนนิ่ง มองดูเด็กชายตรงหน้าที่ยืนเท้าสะเอวเชิดหน้าอย่างถือดี ท่าทางโอหังเกินวัยของเขาทำให้นางนึกระอาใจมากกว่าจะโกรธเคืองอย่างจริงจัง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสอนเรื่องมารยาทให้เสียหน่อย"เจ้าหนู นอกจากจะวิ่งชนคนอื่นจนของเสียหายแล้วยังจะมาข่มขู่กันอีกรึ" เยว่ซานซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าดวงตากลับคมปลาบ "เจ้าบอกว่าถ้าบอกท่านแม่ของเจ้ารู้แล้วข้าจะไม่มีที่ซุกหัวนอน เช่นนั้นข้าขอถามหน่อยเถิดว่าตระกูลของเจ้าใหญ่โตมาจากไหน ถึงได้กล้าประกาศศักดากลางตลาดเช่นนี้"เด็กชายแค่นหัวเราะอย่างลำพองใจ เขาขยับตัวก้าวเข้ามาใกล้เยว่ซานซีอีกนิด พลางชี้นิ้วใส่หน้าอวี้หลันที่ยังคงยืนจ้องเขาตาไม่กะพริบ "เหอะ! คงมาจากต่างเมืองล่ะสิถึงไม่รู้ความ ข้าจะบอกให้เอาบุญ รู้หรือไม่ว่าท่านแม่ของข้าเป็นใคร ในเมืองจี้ฉู่นี้ใครบ้างจะไม่เกรงใจนาง"เยว่ซานซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากหยักยิ้มอย่างนึกสนุก "อ้อ! แล้วแม่ของเจ้าเป็นใครล่ะ ไหนลองบอกข้าให้เป็นบุญหูหน่อยสิ""ท่านแม่! ท่านแม่ขอรับ! มีคนมารังแกข้า!" เด็กชายตะโกนก้องลั่นตลาดพลางหันไปทางร้านเครื่องประดับหรูหราที่ตั้งอยู่
78 ขนมนั่นสีแดงสวยจังทั้งสี่เดินออกมาจากโรงเตี้ยม จ้าวฟู่เฉิงจ้องมองเงาร่างของเสิ่นเวยหลงที่ควบม้าเคียงข้างรถม้าคันใหญ่ และภาพใบหน้าเล็กจิ้มลิ้มของเสิ่นอวี้หลันที่โผล่พ้นหน้าต่างมาโบกมืออำลาอย่างร่าเริง จ้าวฟู่เฉิงยืนนิ่งราวรูปสลักหิน สายตาของเขาทอดมองตามฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่เบื้องหลังขบวนเดินทางนั้นจนกระทั่งมันค่อยๆ เลือนหายไปลับตา ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและเสียงกระดิ่งลมที่พัดไหวเบาๆ"เถ้าแก่มีที่ว่างสำหรับพวกเราสามคนหรือไม่" เสียงตะโกนของกลุ่มนักเดินทางชุดใหม่ที่เพิ่งลงจากเกวียนดังขึ้น ปลุกจ้าวฟู่เฉิงให้ตื่นจากภวังค์เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ รับเอาอากาศเข้าเต็มปอด ก่อนจะละสายตาจากถนนที่ว่างเปล่าเบื้องหน้า รอยยิ้มที่ดูสงบและจริงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าขณะที่เหันกลับไปหาแขกผู้มาใหม่"มีแน่นอนขอรับ เชิญด้านในเลยขอรับ แดดข้างนอกแรงนักเข้าไปจิบชาให้คลายเหนื่อยก่อนเถิด"หลังจากเดินทางผ่านขุนเขาและทุ่งกว้างมาอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลเสิ่นก็เคลื่อนผ่านประตูเมืองจี้ฉู่เข้าสู่เขตย่านการค้าที่คุ้นตา เสียงอึกทึกของตลาดทำให้เยว่ซานซีรู้สึกผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก นางมองออกไปนอกหน้
77 นับว่าเป็นวาสนาเสิ่นเวยหลงมองดูชุดผ้าป่านเนื้อหยาบของจ้าวฟู่เฉิงแล้วขมวดคิ้ว "ข้าจำได้ว่าโทษของตระกูลจ้าวนั้น แม้จะหนักหนาแต่ถ้าพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในส่วนของตนเองได้บางส่วนโทษก็จะเบาลงบ้าง"จ้าวฟู่เฉิงยกชาขึ้นจิบเพียงนิด รอยยิ้มของเขาดูขมขื่นทว่าก็แฝงไปด้วยความปล่อยวาง "ตระกูลจ้าวก็เหมือนต้นไม้ที่ถูกถอนรากถอนโคน ทำผิดก็ต้องว่าไปตามผิด หลังจากที่คดีความของตระกูลจ้าวถูกตัดสินในคราวนั้น ครอบครัวของข้าทุกคนล้วนได้รับโทษประหารทั้งสิ้น เหลือเพียงข้าคนเดียวที่รอดพ้นความตายมาได้แต่ก็ถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานหนักที่ชายแดนเพื่อไถ่โทษ"เยว่ซานซีชะงักมือที่กำลังจะหยิบถ้วยชา นางมองใบหน้าของจ้าวฟู่เฉิงที่ดูกร้านแดดและมีรอยแผลจางๆ ที่ข้อมือ ซึ่งคงเป็นร่องรอยจากการถูกตีตรวนและทำงานหนักในค่ายทหารที่ชายแดน"ข้าต้องใช้ชีวิตปะปนกับเหล่านักโทษและแบกหามหินทรายอยู่กลางแดดจ้าถึงสามปีเต็ม" จ้าวฟู่เฉิงเล่าต่อพลางแค่นยิ้มบางๆ "จนกระทั่งรับโทษครบกำหนดตามฎีกา ข้าจึงได้รับอิสรภาพคืนมาพร้อมกับเงินติดตัวเพียงไม่กี่ตำลึงที่แอบเก็บออมไว้ ข้าไม่อาจซัดเซพเนจรไปที่ใดได้ไกลนัก จนกระทั่งเดินทางมาถึงรอยต่อของเส้นทางนี
76 ใช่ท่านจริงๆ หรือเยว่ซานซีพยักหน้าพลางอุ้มอวี้หลันลงจากรถม้าเมื่อขบวนหยุดนิ่งสนิท โรงเตี๊ยมแห่งนี้สร้างจากไม้เนื้อแข็งสภาพเก่าแก่แต่ดูสะอาดสะอ้าน มีป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดอยู่หน้าร้าน ลานกว้างด้านข้างเต็มไปด้วยรถม้าจากต่างเมืองและพ่อค้าหาบเร่ที่มานั่งพักคลายร้อน"ท่านแม่เจ้าค่ะ ข้าหิวแล้วเจ้าค่ะ" อวี้หลันจูงมือมารดาเดินนำเข้าไปในโถงด้านในซึ่งมีโต๊ะไม้จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบขณะที่เสิ่นเวยหลงกำลังหันไปสั่งผู้ดูแลขบวนเกวียน เยว่ซานซีก็ก้าวเท้าเข้าไปในโรงเตี๊ยม นางกวาดสายตามองไปรอบๆ จนกระทั่งปะทะเข้ากับร่างของชายผู้หนึ่งที่กำลังง่วนอยู่กับการเช็ดโต๊ะไม้ตัวยาวอยู่ที่มุมห้อง เขาอยู่ในชุดผ้าป่านเรียบง่าย ท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีสง่าราศีผิดกับชาวบ้านทั่วไปเมื่อชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นมาเพื่อต้อนรับลูกค้าใหม่ ดวงตาของเขาและเยว่ซานซีก็สบกันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง เยว่ซานซีถึงกับชะงักเท้าที่กำลังจะก้าวต่อ หัวใจของนางกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจ ภาพบุรุษผู้สง่างามในความทรงจำเมื่อหลายปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว"จ้าวฟู่เฉิง!"ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของเยว่ซานซีแผ่วเบา นางจ้องมองใบหน้าที่คมเข้มซึ
34ฝนพรากไป“ขอบคุณสวรรค์ฝนยังไม่ตก ข้ายังไม่ต้องไปตอนนี้ใช่ไหม”นางเอาแต่นั่งหน้าซึมอยู่ตรงศาลาริมน้ำ สายตาเหม่อลอยจดจ้องไปยังประตูจวน ราวกับว่าหากกะพริบตาเพียงนิดจะพลาดเสี้ยวเวลาที่เขาควบม้ากลับมา“นั่งถอนหายใจจนดอกไม้ในสวนจะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว”โม่สือปาเดินเข้ามาพร้อมขนมในมือ ปากยังเคี้ยมตุ้ยๆ จนแก
29ไม่สบาย“พี่เสิ่น”เยว่ซานซีเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้มละมุน เสิ่นเวยหลงเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยดุดันยามเผชิญหน้ากับคนร้ายกลับอ่อนลงทันตา“ข้านึกว่าเจ้าจะเพลียจากเรื่องเมื่อคืนจนตื่นสายเสียอีก”“ข้าโปร่งโล่งสบายใจได้นอนเต็มอิ่มอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนต่างหาก นี่เป็นขนมที่ข้าสั่งให้ห้องครัวทำเป็นพิเศษ ท่า
17ไม่มีหลักฐานเอาผิดไม่เหมือนกับที่คิดเอาไว้ แก่ขนาดนี้เขายังจะมีแรงวิ่งหนีอยู่หรือเปล่า เยว่ซานซีกับโม่สือปามองหน้ากันอย่างเลิ่กลัก ไม่อยากเชื่อว่าตาเฒ่าเป็นคนดี จะมีคนดีที่ไหนแอบไปทำลับๆ ล่อๆ ข้างบ้านคนอื่นราวกับว่ามาดูราวเราเอาไว้ คงหวังเข้าไปลักทรัพย์หลังพระอาทิตย์ตกดินเสียมากกว่า“แก่แล้วก็ไ
16สหายรักชายผู้นั้นแนบดวงตากับช่องกำแพงแอบมองเข้าไปด้านใน เขาสวมหมวกฟางปิดบังใบหน้า แต่งตัวมิดชิดด้วยอาภรณ์สีเข้ม ทำให้เยว่ซานซีนึกถึงคำพูดหนึ่งของบิดา เมื่อสองสามวันก่อนเยว่เยี่ยนซีเคยเอ่ยถึงคดีความเกี่ยวกับเรื่องลักเล็กขโมยน้อย นางจึงหยุดฝีเท้าแล้วดึงโม่สือปาเข้ามากระซิบกระซาบเบาๆ“ข้าได้ยินท่า







