LOGINดวงตาคมกล้าของ ฉินเซียนหรู คล้ายส่องทะลุไปยังความจริงที่ผู้คนทั้งจวนยังไม่อาจหยั่งถึง ในช่วงชีวิตก่อนหน้านั้น นางเคยเป็น บุตรีอันเป็นที่ภาคภูมิใจของท่านแม่ทัพ ผู้เพียบพร้อมด้วยพรสวรรค์อันสูงส่ง เปรียบดั่งมณีล้ำค่าที่ประดับไว้กลางตระกูล ทว่าพรสวรรค์อันงดงามกลับถูกเลี้ยงดูปกป้องราวกับไข่ในหิน นางมิจำเป็นต้องจับดาบ มิจำเป็นต้องสัมผัสโลหิตที่สาดกระเซ็นในสนามจริง พรสวรรค์จึงเป็นเพียงเครื่องประดับที่ไว้เชิดชูชื่อเสียงของตระกูลฉิน หาใช่พลังที่สั่งสมจากหยาดเหงื่อและประสบการณ์ใด ๆ
สุดท้าย ความงดงามนั้นกลับกลายเป็นจุดอ่อนร้ายแรง นางผู้มากด้วยพรสวรรค์ กลับไร้เดียงสาต่อเล่ห์เหลี่ยมและความดำมืดของมนุษย์ จนชีวิตที่ควรจะรุ่งโรจน์ต้องดับสูญลงอย่างน่าอนาถ
แต่ในชีวิตนี้ทุกอย่างหาได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ประสบการณ์จากความตายได้ชุบหล่อให้นางรู้แจ้งในมุมมืดของโลกมนุษย์ รู้ซึ้งถึงเล่ห์กลอันสกปรกที่ซ่อนอยู่ในทุกสายตา ทุกรอยยิ้ม ทุกคำพูด ริมฝีปากแดงเรื่อของนางขยับเอื้อนเสียงเย็นเยียบ ราวกับสายลมหนาวที่พัดตัดผิวกาย “ฉินชิงหร่าน… ตัวเจ้าช่างน่าสังเวชนัก”
ถ้อยคำแฝงด้วยความเวทนาปนการดูแคลน หากเป็นชีวิตก่อน พี่สาวต่างมารดาผู้นี้คงก้าวล้ำไปไกลด้วยการชี้แนะของนาง แต่ในยามนี้กลับต้องอาศัยเพียงกำลังของตนเอง ฝึกฝนอย่างเชื่องช้า แม้นับเป็นความเพียรอันน่าชื่นชมในสายตาผู้อื่น ทว่าในสายตาของ ฉินเซียนหรู กลับเป็นเพียงความก้าวหน้าที่ต้อยต่ำและน่าสมเพช ราวกับเด็กน้อยที่ก้าวเดินในความมืดโดยไม่รู้แม้กระทั่งปลายทาง
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังสะท้อนในระเบียงทอดยาวของเรือนใหญ่ มีเพียงเงาร่างสองร่างที่ค่อย ๆ สวนกันไป ฉินเซียนหรูก้าวย่างอย่างเรียบง่าย อาภรณ์ธรรมดาไร้ซึ่งการประดับประดา นางกดกลั้นพลังปราณที่แท้จริงเอาไว้อย่างแนบเนียน มิให้ผู้ใดสัมผัสได้ถึงความล้ำลึกในร่างกาย หากแต่สิ่งที่นางไม่อาจซ่อนเร้นได้เลยก็คือความสง่างามที่เผยออกมาในทุกอากัปกิริยา
แม้เพียงการก้าวเดินเงียบ ๆ รัศมีรอบกายก็แผ่วพรายออกมาดุจกลีบดอกไม้แรกแย้มในยามวสันต์ หอมละมุนโดยไม่ต้องปรารถนาสายตาของผู้ใด แต่กลับดึงดูดทุกสรรพสิ่งรอบกายให้หันมาสนใจอย่างมิอาจต้านทาน
ฉินชิงหร่านเชิดศีรษะขึ้นสูง ราวกับมิได้เหลียวแลน้องสาวต่างมารดาแม้แต่ปลายหางตา ริมฝีปากเม้มแน่นประหนึ่งกำลังกล้ำกลืนบางสิ่งไว้ในอก ทว่าทันทีที่ทั้งสองสวนผ่านกันไป หัวใจของนางพลันสะท้านแรง ฝีเท้าหยุดลงโดยไม่รู้ตัว แววตาที่แข็งกร้าวสั่นระริกเล็กน้อย “นางแพศยา… มีดีเพียงรูปโฉม แล้วเหตุใดข้าต้องรู้สึกเช่นนี้เล่า”
ยิ่งนึก ความขุ่นเคืองก็ยิ่งทวี น้องสาวผู้นั้นมิได้เผยพลัง ไม่ได้แสดงพรสวรรค์ใด ๆ ให้โลกเห็น แต่เพียง ความงามอันเจิดจรัสที่ยิ่งวันยิ่งเปล่งประกาย ก็เพียงพอจะบดบังเงาของนางจนมิดสนิท สำหรับผู้ที่มิอาจภาคภูมิใจในรูปลักษณ์ของตนเอง ความงามเช่นนี้เปรียบเสมือนคมหนามที่ทิ่มแทงลึกลงไปในหัวใจ เจ็บปวดเสียยิ่งกว่าถูกผู้คนเหยียดหยามต่อหน้าเสียอีก
ความทรงจำยังตราตรึงฉินชิงหร่าน เคยทิ่มแทงนางด้วยเล่ห์เพทุบายและความริษยาอย่างไร้ปรานี แต่ฉินเซียนหรูก็เลือกเพิกเฉย ยอมปล่อยให้นางเปล่งประกายแทนตน เพื่อแลกกับความสงบที่เปราะบาง
ทว่าเมื่อความสงบนั้นต้องแลกด้วยการถูกเหยียบย่ำ หากชาตินี้นางยังคิดจะก่อเรื่องอีก… ฉินเซียนหรูจะเป็นผู้สอนเองว่า “นรกจริง ๆ มันโหดร้ายเพียงใด”
ด้านแม่ทัพฉินเทียนหง ความคาใจยังคงกรีดลึกในอกไม่เสื่อมคลายกลิ่นโลหิตที่ติดตรึงอยู่บนกายของบุตรีในคืนนั้น แท้จริงแล้วนางไปสังหารผู้ใดกันแน่? ยิ่งคิดก็ยิ่งคล้ายมีหนามแหลมทิ่มแทง เขาจึงลอบสั่งคนสนิทออกติดตามนาง หวังได้ความจริงมาไขข้อข้องใจ
แต่สำหรับฉินเซียนหรู ต่อให้ฝีเท้าของผู้ลอบตามจะเบาราวเงาลม นางก็สัมผัสได้ทันที “คงเป็นคนของท่านพ่อ…” ความคิดนั้นผุดขึ้นอย่างเรียบเฉย ปราศจากความแปลกใจ นางยังคงสวมหน้ากากขาวบาง ก้าวออกไปรักษาผู้คนดั่งเช่นทุกเมื่อ ร่างบอบบางแผ่วเคลื่อนไปในตรอกซอย กลายเป็นเงาสงบที่คอยเยียวยาผู้บาดเจ็บและผู้ยากไร้
เพราะไม่ช้าก็เร็ว… ความสามารถของนางย่อมถูกเปิดเผย นางรู้ดีว่าตนไม่อาจปิดบังความจริงได้ไปตลอดชีวิต สิ่งใดที่เปิดเผยได้นางจะเปิดอย่างไม่ลังเล สิ่งใดที่ต้องเก็บเป็นความลับนางก็จะฝังมันไว้ในเงามืดอย่างแน่นหนา
และความลับนั้น…คือการที่นางเป็น ศิษย์สืบทอดของหมอเทวดาไป๋อี้เซิน หากความจริงข้อนี้แพร่งพรายออกไป มิใช่เพียงชื่อเสียงที่ตามมา แต่คือคลื่นความวุ่นวายและภัยอันตรายมหาศาลที่จะถาโถมใส่ชีวิตของนางอย่างไม่หยุดยั้ง
เงาร่างทหารลับเร่งรุดเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ เขาคุกเข่าลงเบื้องหน้าแม่ทัพฉินเทียนหง รายงานสิ่งที่ตนสืบได้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แต่แฝงความตื่นเต้น “คุณหนูเซียนหรู… นางมิใช่เพียงสตรีธรรมดา นางมีความสามารถทั้งในการรักษาและหลอมโอสถ ข้าลองติดตามอย่างใกล้ชิด จึงได้พบหลักฐานชัดเจน”
ดวงตาคมกร้าวของแม่ทัพฉินเทียนหงเบิกกว้างเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับไหววูบคล้ายเปลวไฟต้องลม “อะไรกัน… นางสามารถหลอมโอสถและเยียวยาผู้คนได้จริงหรือ?” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและเหลือเชื่อ แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงด้วยประกายแห่งความปลาบปลื้ม
“ไม่เพียงเท่านั้น ข้าคาดว่าฝีมือพลังปราณของคุณหนูเองก็มิได้ต่ำต้อยเลย หากมิใช่ว่าซ่อนเร้นไว้ ฝีมือของนางอาจสูงล้ำกว่าที่ผู้ใดคาดถึง”
คำพูดนั้นพลันทำให้หัวใจของแม่ทัพสั่นสะท้าน ความภาคภูมิใจที่หล่นหายไปแปดปีเต็ม ราวกับกลับคืนมาในห้วงพริบตา ใบหน้าที่เคร่งขรึมเสมอของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเปี่ยมชีวิตชีวา สีหน้าสดใสราวกับผู้ที่ได้ลิ้มยาอายุวัฒนะ ขอบตาที่เคยหม่นหมองกลับทอประกายใหม่อีกครั้ง
ลูกน้องยังรายงานต่อ “เมื่อไม่กี่วันก่อน มีข่าวการตายของซ่งเจิ้งหยุน ชายผู้เป็นหมอและนักหลอมโอสถชื่อกระฉ่อน แต่ชื่อเสียงกลับด่างพร้อยนัก… ข้าสงสัยว่าเรื่องนี้อาจมีส่วนเกี่ยวพันกับคุณหนู”
ฉินเทียนหงนิ่งไปครู่หนึ่ง ความคิดแล่นผ่านดุจสายฟ้า เขาประมวลผลทุกสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะถอนหายใจยาวแฝงความโล่งอก “เช่นนั้นหรือ… หากเป็นฝีมือของนางก็มิใช่เรื่องที่เลวร้าย ซ่งเจิ้งหยุนผู้นั้นขึ้นชื่อเรื่องเล่ห์เหลี่ยมต่ำทราม การที่นางลงมือ ก็นับว่าเป็นการชำระล้างสิ่งสกปรกให้เมืองนี้เสียด้วยซ้ำ”
ความกังวลที่ค้างคาใจคลายลงเล็กน้อย บิดาผู้หนึ่งมิได้รู้สึกผิดหวัง กลับเบาใจที่บุตรีไม่ได้ก้าวเข้าสู่หนทางมืดชั่วร้าย หากแต่เดินบนเส้นทางที่ยังพอให้เขาภาคภูมิได้แม่ทัพใหญ่ยกมือหยิบถุงเงินหนักอึ้งโยนลงต่อหน้าลูกน้อง น้ำเสียงเรียบแต่แฝงด้วยความพอใจ “นี่คือรางวัลของเจ้า จงรับไว้เถิด”
ทหารผู้ภักดีโขกศีรษะลงกับพื้น “ขอบคุณนายท่าน!” เสียงสั่นสะเทือนด้วยความตื้นตัน
ท่ามกลางความเงียบของโถงใหญ่ ร่างสูงใหญ่ของฉินเทียนหงยืนนิ่ง ริมฝีปากขยับเพียงเบา ๆ ทว่าเป็นคำที่สะท้อนออกมาจากก้นบึ้งหัวใจความภาคภูมิที่กลับมาฉายชัดในแววตาของบิดาผู้เคยทอดทิ้งลูกสาวตนเอง
หลังจากเหตุการณ์บนเกาะร้าง แม้ฉินชิงหร่านจะรอดชีวิตกลับมาได้ แต่จิตใจของนางกลับไม่อาจก้าวพ้นความหวาดกลัวอันฝังลึก นางหัวเราะลอย ๆ โดยไร้เหตุผล แล้วพลันก็ร้องไห้โฮราวกับเด็กที่หลงทาง ทั้งสายตาและสติสัมปชัญญะแกว่งไกว ไม่ยึดอยู่กับปัจจุบันอีกต่อไป คล้ายว่าจิตของนางติดหลงในความมืดมิดแห่งอดีตที่ไม่อาจถอนตัวออกมาได้แม้กระทั่งเมื่อทารกลืมตาดูโลกเด็กที่ถือกำเนิดจากช่วงเวลาที่นางถูกกระทำ ถูกบีบบังคับจนไร้ซึ่งอำนาจควบคุมตนเองความบริสุทธิ์ของเด็กน้อยก็ไม่อาจนำพานางกลับสู่ความปกติได้ ชิงหร่านยังคงจมอยู่ในห้วงเจ็บปวดของตน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากาลเวลาอยู่ในยามกลางวันหรือกลางคืนฉินเซียนหรูยืนมองพี่สาวต่างมารดาเพียงหนึ่งก้าว สายตาเต็มไปด้วยความเวทนา…พร้อมบาดแผลที่นางเองก็ไม่เคยลืม นางเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบ หากแฝงความรู้สึกลึกซึ้ง“เจ้าจงอย่าโกรธเคืองข้าเลย…ครั้งนี้ ข้าไม่อาจรักษาเจ้าได้ดั่งที่ข้ารักษาผู้อื่น”นางนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนทอดมองเด็กน้อยสองคนที่หลับอยู่ในเปลเล็ก ๆ ผิวทารกเนียนนุ่ม ข้อมือเล็กกำอากาศอย่างไร้เดียงสา ไม่รับรู้ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นก่อนพวกเขาจะถือกำเนิด เซียนหรูยื่นมือแตะผ้าอ้อมเบา ๆ
หลังจากองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงเสด็จกลับถึงนครหลวงได้ไม่นาน พระองค์ก็ประกาศต่อประชาชนทั่วทั้งเมืองว่า“ราชครูจินหรงและเหล่าทหารติดตาม ประสบเหตุเรืออัปปางกลางทะเลบัดนี้ไม่ทราบว่ามีชีวิตรอดหรือสิ้นชีพแล้ว”คำประกาศเรียบง่าย ทว่ากลบความจริงทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเกาะร้างอย่างแนบเนียน มีเพียงคนไม่กี่คนเท่านั้น แม่ทัพฉินเทียนหง กับทหารชั้นสูงบางนายที่รู้ความจริงว่าราชครูจินหรงถูกกำจัดสิ้นแล้วยามค่ำวันนั้นในท้องพระโรงส่วนพระองค์ ฮ่องเต้มู่จื้อเหวินทอดพระเนตรองค์รัชทายาทด้วยสายตาเปี่ยมความเอ็นดู พระสุรเสียงแผ่วละมุนดังขึ้น“หยางเฉิง… ลูกพ่อ ภารกิจครั้งนี้เจ้าทำได้ดีมากเจ้าพึ่งเดินทางไกลกลับมา คงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย”องค์รัชทายาทประสานมือแล้วค้อมศีรษะพระสุรเสียงสงบนิ่ง ทว่าแฝงความกตัญญูอย่างลึกซึ้ง“เพียงได้แบ่งเบาภาระของเสด็จพ่อสักส่วนหนึ่งลูกก็พึงพอใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการตามล่าผู้ทรยศแต่คือการกำจัด เสี้ยนหนามที่ฝังรากลึกในราชสำนักและหยางเฉิงก็ทำสำเร็จอย่างงดงามฮ่องเต้มู่จื้อเหวินประทานรอยยิ้มบางเบา แต่แฝงความหมายลึกซึ้ง“แม้ราชครูจะสิ้นไปแล้ว แต่ในราชสำนักยังม
ไม่นานหลังการค้นหาทั่วทั้งเกาะ กองทหารขององค์รัชทายาทก็นำร่างของนายกองเฉาหมิงและพวกที่เหลือกลับมาได้สำเร็จ พวกมันถูกจับลากคอมาอย่างไม่ปรานี ราวกับสัตว์ดุร้ายที่หมดเรี่ยวแรงหลังดิ้นรนหนีความตายร่างกายของแต่ละคนเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ยามหัวค่ำลมทะเลพัดเย็นยะเยือกแต่กองไฟใหญ่หน้ากระโจมกลับลุกโชติช่วงราวกับตอบสนองต่อความเดือดดาลของคนสองคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าองค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงและแม่ทัพฉินเทียนหง“ในที่สุดก็จับกุมตัวจนครบ” พระสุรเสียงเรียบ แต่หนักแน่นดุจแผ่นหินแล้วพระองค์หันไปยังแม่ทัพผู้ยืนตระหง่านอยู่ข้าง ๆ“แม่ทัพฉินเทียนหง… จากนี้ไป เป็นหน้าที่ของท่าน”คำว่า หน้าที่ ขององค์รัชทายาท ไม่ใช่คำสั่งธรรมดาแต่คือการอนุญาตให้แม่ทัพชำระความด้วยวิถีของตนโดยไม่มีผู้ใดสามารถตั้งคำถามแม่ทัพฉินเทียนหงลุกขึ้นยืนช้า ๆ เงาของเขาทาบทับเหนือพื้นดินราวกับภูผา แววตาที่ทอดมองเหล่าเชลยนั้นมิใช่เพียงความโกรธ หากแต่เป็นความปวดร้าวที่กดทับจนสั่นสะเทือนทั้งใจเขาค้อมศีรษะเล็กน้อย“กระหม่อมซาบซึ้งในพระเมตตา…”จากนั้นใบหน้าที่เคยสงบนิ่งกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาเฉียบคมเสียงของเขาแผ่วต่ำ แต่ทรงพลังดั่งคำพิพากษาแห่
ท่ามกลางสายลมที่พัดแรงและคลื่นทะเลที่โถมใส่ไม่หยุด เรือสำเภาขององค์รัชทายาทมู่หยางเฉิงยังคงฝ่าความปั่นป่วนของพายุอย่างไม่หวั่นเกรง น้ำทะเลสาดซัดขึ้นมาบนดาดฟ้าเป็นระยะ แต่ทหารทุกนายยังยืนประจำตำแหน่งอย่างมั่นคงทันใดนั้น นายทหารผู้ควบคุมเรือก็ร้องเรียกเสียงดัง “องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ! พบเศษซากเรือลอยมากับคลื่น!”เขารีบรุดเข้ามาประทับยืนเบื้องหน้าพลางคุกเข่ารายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง“จากลักษณะไม้และรอยแตก คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของเรือท่านราชครู เกรงว่าเรือของพวกเขาคงอัปปางไปแล้ว หากยังมีชีวิต… ก็ต้องอยู่บนเกาะที่อยู่เบื้องหน้าพ่ะย่ะค่ะ”มู่หยางเฉิงหันพระพักตร์ไปมองเกาะที่ลางเลือนอยู่ท่ามกลางสายฝน ภาพเงาดำทะมึนของเกาะราวสัตว์ร้ายที่หมอบซุ่มอยู่กลางสมุทร แต่ในแววพระเนตรของพระองค์กลับมีเพียงความเย็นชาและความแน่วแน่ราชครูจินหรง หนีข้ามน้ำข้ามทะเลเพียงนี้ แต่สุดท้ายก็ยังไม่อาจเลี่ยงชะตาพระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นประหนึ่งฟ้าผ่าภายใต้คำสั่งเดียว“เตรียมกำลังให้พร้อมเราจะเทียบท่าเกาะเบื้องหน้าเดี๋ยวนี้!”เสียงทหารขานรับดังก้องเหนือเสียงพายุ “รับพระบัญชา!”ไม่นาน เรือสำเภาขององค์รัชทายาทก็ฝ่าคลื่นเข้าสู่เขต
ฉินชิงหร่าน ซึ่งแต่เดิมมีสภาพเหมือนไร้จิตวิญญาณ ในที่สุดสติของนางก็กลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง เมื่อร่างอันบอบบางถูกรุกล้ำอย่างเชื่องช้า มือที่หยาบกระด้างและเต็มไปด้วยตัณหาของนายกองเฉาหมิง เริ่มลูบไล้นางด้วยความมัวเมานางถูกพันธนาการติดกับเสากระโดงเรืออย่างน่าเวทนา สภาพร่างกายที่เปียกปอนจากคลื่นลมยิ่งเน้นย้ำถึงความอ่อนแอและยั่วยวน“เจ้า... เจ้าจะทำอะไร?” นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือและหวาดกลัวสุดขีด สายตาของเฉาหมิงและพวกพ้องจ้องมองนางราวกับ สัตว์ป่าที่หิวกระหาย พวกมันยืนล้อมรอบนางและราชครูที่ถูกมัดอยู่ข้างกัน“ข้าจะมอบไออุ่นให้เรือนร่างของเจ้า” เฉาหมิงกระซิบข้างหูของนางอย่างน่ารังเกียจ ขณะที่มือของเขาลูบไล้ผิวหนังที่เปิดเผย “เนื้อตัวของเจ้าถูกคลื่นลมมานาน เดี๋ยวจะไม่สบาย ข้าจะให้ไออุ่นเจ้าเอง”“อย่าเข้ามานะ!” นางกรีดร้องด้วยความหวาดผวา พยายามดิ้นรน แต่เชือกที่รัดแน่นทำให้ทำได้เพียงขยับตัวไปมา นาย กองผู้นั้นไม่สนใจคำพูดใดอีก มอบจูบที่เต็มไปด้วยความใคร่และปรารถนาให้นางอย่างป่าเถื่อนโดยไม่สนใจแรงขัดขืน นางพยายามหันหน้าหนีอย่างสุดกำลัง“อย่าทำข้า! ท่านราชครูช่วยข้าด้วย!
ใครจะไปคาดคิดได้ว่า ราชครูจินหรง ผู้ซึ่งเป็นอดีตขุนนางใหญ่แห่งราชสำนัก พร้อมกับลูกน้องที่เป็นทหารหลวง จะกระทำตัวเลวทรามเยี่ยงโจรป่า หลอกให้ชาวบ้านต่ำศักดิ์เลี้ยงอาหาร เมื่ออิ่มท้องแล้วก็ฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยมในตอนนี้ เรือสำเภาลำเก่ากำลังหนีลอยลำอยู่กลางทะเลอย่างไร้จุดหมาย คลื่นทะเลในยามนี้นั้นซัดสาดเต็มลำเรือจนทุกคนเปียกปอนไปหมด ฉินชิงหร่าน นางผู้ซึ่งเป็นสตรีเพียงนางเดียว ถูกจับมัดแขนขาอยู่กลางเสากระโดงเรือ ยิ่งน้ำจากคลื่นทะเลสาดซัดบนตัวนางเท่าไหร่ ก็ยิ่งที่จะส่งเสน่ห์ความเย้ายวนมากเท่านั้นตั้งแต่เส้นลมปราณของนางถูกทำลายไป นางก็เหมือนแต่คนที่มีร่างแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ ไม่สามารถขัดขืนหรือแม้แต่ตอบโต้ได้ เหล่าลูกน้องชั้นเลวของท่านราชครูต่างแอบจ้องมองเรือนร่างของนางจนตาเป็นมัน ร่องรอยของผ้าที่เปียกแนบเนื้อทำให้สรีระอ่อนช้อยเผยออกอย่างชัดเจน แววตาที่เต็มไปด้วยความโลภและตัณหาฉายชัดในความมืด พวกมันแทบจะควบคุมความปรารถนามืดมิดของตนเองไว้ไม่อยู่ รอคอยเพียงโอกาสอันเหมาะเจาะที่เจ้านายจะละสายตาบนเรือลำนี้ นอกจากพายุคลื่นลมที่โหมกระหน่ำแล้ว ยังมี พายุแห่งความชั่วร้าย ที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจของคนสาร







