LOGINบรรยากาศรอบข้างพลันเงียบสงัดลง
เมื่อสักครู่พวกเขาได้ยินว่าอะไรนะ !?
จื่อหรานได้รับจดหมายเข้าเมืองเพื่อรับคัดเลือกฮูหยินของท่านแม่ทัพเช่นนั้นหรือ !? ไม่ใช่ว่าคนที่จะสามารถเข้ารับการคัดเลือกได้จะต้องเป็นสตรีอ่านออกเขียนได้อายุตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไปหรือ แล้วเหตุใดจื่อหรานถึงมีสิทธิ์เข้ารับการคัดเลือก !
นางอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำ ชื่อตนเองเขียนเช่นไรก็ไม่รู้
คนที่ไม่เคยเรียนหนังสือจะได้รับการคัดเลือกได้อย่างไร
ชาวบ้านมากมายต่างตกใจละคนสงสัย แต่คนที่ตกตะลึงมากกว่าคือ จื่อลี่
เด็กสาวผู้พึ่งได้สติก้าวเร็ว ๆ เข้ามาดึงจดหมายจากมือจื่อหรานไปเปิดออกอย่างไร้มารยาท ทำเอาคนมาส่งขมวดคิ้วแน่น
สตรีผู้นี้เป็นลูกเต้าเหล่าใครเหตุใดถึงได้ไร้มารยาทถึงเพียงนี้
ชายหนุ่มส่ายหัวน้อย ๆ ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเหตุการณ์นี้ เขาต้องการดูว่าสตรีตรงหน้าจะจัดการสถานการณ์ตอนนี้อย่างไร
จื่อหรานราวกับมองเห็นสายตาต้องการทดสอบของเขา หญิงสาวหันหน้าไปหาน้องสาวเอ่ยกับอีกฝ่ายว่า
“จื่อลี่การกระทำของเจ้าคิดว่าสมควรหรือไม่ ? ข้าคือพี่สาวเจ้าการที่เจ้าแย่งจดหมายข้าไปคิดว่าทำถูกแล้วจริง ๆ หรือ ?”
จื่อหรานจ้องมองจื่อลี่ซึ่งจ้องจดหมายไม่วางตา น้ำเสียงเต็มไปด้วยนัยเสียดสีเบา ๆ
เด็กสาวผู้ถูกจ้องมองกวาดตามองตัวอักษรมากมาย นางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใจความในจดหมายนั้นเขียนไว้ว่าอย่างไร ยกเว้นตราสัญลักษณ์จวนแม่ทัพซึ่งเด่นหราบนกระดาษที่พอมองออก
จื่อลี่ผู้มัวแต่จดจ่ออยู่บนกระดาษไม่ได้ยินว่าจื่อหรานพูดอะไร จวบจนกระทั่งคิดจะเงยหน้าขึ้นมาซักถามอีกฝ่าย ในจังหวะที่สายตาสบเข้ากับนัยน์ตาดำขลับคมกริบ ร่างกายจื่อลี่พลันตื่นตระหนก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“พะ...พี่ใหญ่”เด็กสาวเอ่ยเสียงเบา
บรรยากาศรอบกายซึ่งต่างจากเดิมส่งผลให้จื่อลี่ทำตัวไม่ถูก
จื่อหรานจ้องตาอีกฝ่ายชั่วครู่แล้วเหลือบตามองกระดาษในมือ
ไม่จำเป็นต้องพูดซ้ำ เด็กสาวผู้เต็มไปด้วยความมั่นใจรีบยื่นกระดาษในมือให้นางทันที
หลังได้รับจดหมายกลับมา จื่อหรานก็หันไปหาชายหนุ่มข้างกาย ค้อมตัวทำความเคารพเขา ขยับปากเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ถ่อมตนมากนักแต่ก็ไม่ได้เย่อหยิ่งจนน่าหมั่นใส้
“ขอบคุณท่านที่นำจดหมายมาส่ง หลังอ่านเนื้อความในจดหมายเรียบร้อยแล้ว ข้าจะรีบเดินทางเข้าเมือง”
อีกฝ่ายมองการแก้สถานการณ์และท่าทางตอบรับจดหมายด้วยแววตาประหลาดใจ
ถือว่าแก้สถานการณ์ได้ดีในระดับหนึ่ง ไม่ใช้กำลังแย่งมาแต่ใช้สายตาและอำนาจกดดันบนร่างทำให้อีกฝ่ายยอมจำนน
แถมบรรยากาศกดดันรอบกายที่ว่านี้ใช่ว่าใครอยากจะมีก็มีได้ ต้องเป็นคนมีความมั่นใจและความสามารถในตนเองระดับหนึ่งถึงจะสามารถสร้างความกดดันให้ผู้อื่นได้เพียงแค่ปรายตามอง
เขาล่ะสงสัยจริง ๆ ว่าสตรีตรงหน้ากับเด็กไร้มารยาทคนนี้ใช่ครอบครัวเดียวกันจริงหรือ เหตุใดบรรยากาศรอบกายนางถึงแตกต่างจากเด็กคนนี้เสียเหลือกิน
ทว่าถึงจะสงสัยกับไม่คิดเอ่ยถาม หลังได้คำตอบอันเป็นที่น่าประทับใจ ผู้มาใหม่จึงเอ่ยว่า
“พรุ่งนี้ก่อนถึงยามโหย่วข้าหวังว่าจะพบเจ้าที่จวนแม่ทัพ”
รถม้าคนหรูเดินทางออกจากหมู่บ้านไปแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่อีกฝ่ายเหลือทิ้งเอาไว้ คือความสงสัยและความสนใจของชาวบ้าน
พวกเขาอยากรู้เสียเหลือเกินว่าจื่อหรานทำเช่นไรถึงได้รับจดหมาย ทว่าก่อนที่พวกเขาจะได้เอ่ยถามเสียงแหลมปรี๊ดของสตรีพลันดังขึ้นขัดความต้องการของพวกเขาเสียก่อน
“จื่อหราน ! ที่เจ้าหายไปวันนั้นเพราะไปสร้างเรื่องเอาไว้สินะ !”
ซุนเทียนหยูก้าวมายืนตรงหน้าหญิงสาวผู้มีบรรยากาศแตกต่างจากคนอื่น ทั้งที่ถูกเมินเฉยจากคนมากมาย แต่กับสามารถคงสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ทำเอาเขาที่แอบมองอยู่นานรู้สึกสนใจขึ้นมา จนเกิดเป็นความคาดหวังว่านางจะสามารถผ่านการทดสอบรอบแรกไปได้“ถึงคราเจ้าแล้ว”น้ำเสียงซุนเทียนหยูยังคงนิ่งสงบเช่นเดิม ทว่าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อดี มือทั้งสองข้างของเขากับกำเข้าหากันแน่นนัยน์ตาลุ่มลึกหลุบมองสบนัยน์ตาดำขลับเป็นประกายงดงามชั่วขณะที่สายตาสองคู่ประสานกัน ชายหนุ่มพลันรู้สึกเสมือนรอบข้างหยุดชะงัก เป็นความรู้สึกราวกับจิตวิญญาณถูกดูดให้ตกลงไปในหลุมลึกอันยากจะปีนป่ายเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน สัญชาติญาณสัตว์ร้ายกู่ร้องบอกให้เขาระวังเอาไว้ให้ดี“ท่านแม่ทัพ ?”ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเพราะหลังได้สบตาคู่นี้การรับรู้ของเขาพลันบิดเบี้ยวไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของคนข้าง ชายหนุ่มถึงได้มีสติขึ้นมา“เจ้าผ่านแล้ว”เขาเอ่ยออกมาทั้งที่ยังไม่ยอมหลบสายตา“อ่ะ...อื้ม”หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจเผยยิ้มเล็กน้อยส่งไปให้รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยทำซุนเทียนหยูประหลาดใจนางคือคนแรกจากสตรีนับร้อยที่เผยสีหน้าสงสัย แถมยังส่
บรรยากาศเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงใบไม้ไหวเอนตามการพัดผ่านของสายลมซุนเทียนหยูก้าวมาด้านหน้าเผชิญหน้ากับสตรีมากมายผู้มีใจต้องการอยากเกี่ยวดองกับจวนแม่ทัพ หากไม่ใช่ว่ามารดาขอร้องเขาคงไม่คิดจะมองหาสตรีมาอยู่ข้างกายหญิงสาวแสนบอบบางเหล่านี้ไม่เหมาะกับตนเลยสักนิด มีเรื่องอะไรกระทบจิตใจเพียงเล็กน้อยก็หลั่งน้ำตาแล้วไม่ใช่ว่าซุนเทียนหยูไม่ต้องการแต่งงานเพียงแค่ไม่อยากแต่งงานกับสตรีที่เพียงสบตากันก็หวาดกลัว ภรรยาที่แม้คิดจะมองหน้ายังไม่ได้เขาจะมีไปทำไมกันคนเป็นสามีภรรยากันไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องหรือ ? เป็นคู่คอยคิด คอยให้กำลังใจกัน เหมือนเช่นมารดาและบิดาของตนซุนเทียนหยูต้องการคู่ชีวิต ไม่ใช่ไม้ประดับข้างกาย“สิ่งที่ข้าอยากให้พวกเจ้าพิสูจน์มีเพียงอย่างเดียว ทนต่อการจ้องมองของข้าให้ได้ คนที่ทนได้จะถือว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรก แล้วหลังจากนั้นข้าจะเลือกสตรีที่เหลือมาแต่งงานกับข้า”จื่อหรานถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจง่ายไปไหม เลือกภรรยานะพี่ไม่ใช่เลือกของใช้ทว่าถึงจะแปลกใจก็หาได้เอ่ยออกไป จื่อหรานคิดว่าดีเสียอีก ไม่ต้องลงแรงทั้งยังไม่ต้องใช้สมองอะไรมากขอแค่จ้องตากับเขาได้ก็พ
การคัดเลือกจวนแม่ทัพไม่ง่ายอย่างที่คิดจริง ๆจื่อหรานนั่งอยู่กลางลานกว้างมานานกว่าสองชั่วยามแล้ว ทว่านอกจากเหล่าสตรีมากมายที่ก้าวเข้ามา ยังไม่พบเจ้าบ้านเลยสักครั้งมีเพียงนายทหารยืนนิ่งตามจุดต่าง ๆ ของจวน และเหล่าบ่าวรับใช้เดินทำงานกันไปมา บรรดาบ่าวรับใช้จวนแม่ทัพจะเดินยกสำรับของว่างและน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะแต่ละตัวทุกครั้งที่น้ำชาเย็นหรือไม่ก็ของว่างหมดลง ซึ่งโต๊ะหนึ่งตัวนั่งล้อมวงได้ถึงสิบคน นับจากสายตาแล้วมีโต๊ะทั้งหมดสิบสามตัว และมีเพียงหนึ่งตัวที่มีคนนั่งเพียงคนเดียวเป็นโต๊ะของจื่อหรานไม่มีใครอยากเข้าใกล้ รวมถึงไม่มีใครอยากเข้ามาทำความรู้จักหญิงสาวมากมายต่างหลีกหนีด้วยกลัวว่าการเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับคนฐานะต่ำต้อยจะทำให้ตนถูกมองไม่ดี...การต้องมานั่งรอไปนาน ๆ ทำให้ความตื่นเต้นของหญิงสาวมากมายลดน้อยลง มีหลายคนเริ่มแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย ไม่ก็เอ่ยพูดคุยซุบซิบกันเสียงเบาถึงสาเหตุที่ปล่อยให้พวกนางรอ ถึงขั้นมีคนกล่าวขึ้นมาว่า“จวนแม่ทัพจะให้พวกเรารอไปจนถึงเมื่อใด ? นี่ไม่ใช่ว่าทุกคนมากันครบแล้วหรือ ? ควรเริ่มการคัดเลือกได้แล้ว”เสียงของนางไม่ดังมากนักจึงมีเพียงคนโต๊ะข้าง ๆ ไม่กี่คน
“เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้”คนเอ่ยถามคือชายส่งจดหมาย วันนี้เขาได้รับหน้าที่ตรวจสอบผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดจื่อหรานยิ้มให้คนเอ่ยทัก หยิบจดหมายแสดงตัวให้อีกฝ่ายชายหนุ่มตรงหน้าตรวจดูทั้งที่จำหน้าจื่อหรานได้ ที่ทำเช่นนี้เพื่อป้องกันคำครหาจากผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆหลังยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จื่อหรานถึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปในจวน เพียงฝีเท้าก้าวผ่านธรณีประตูสายตาไม่เป็นมิตรมากมายพลันมุ่งตรงมาผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆ ต่างแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ออกมาอย่างชัดเจน และยังมีหลายคนจับกลุ่มพูดคุยกันคนที่อยู่เป็นกลุ่มคงจะรู้จักกันมาก่อนสินะหญิงสาวคิดใจในพลางมองหาที่นั่งเมื่อพบแล้วจึงเดินเข้าไปหวังหย่อนตัวนั่ง“มีคนไม่เจียมตัวกล้ามารับการคัดเลือกด้วยหรือนี่ คงไม่ได้หลงระเริงในตัวเองคิดว่าจะได้รับเลือกด้วยสภาพเช่นนั้นใช่ไหม”“คงเป็นสตรีบ้านยากจนอยากได้เงินหนึ่งตำลึงทองนะสิ ไม่เช่นนั้นคงไม่ใจกล้าเข้ามาในสถานที่สูงส่งเช่นนี้”“หึ คนบางคนก็น่าสงสารเกิดมาคงไม่เคยเจอเงินหนึ่งตำลึงทอง ถึงได้พยายามขวานขวายให้ได้มาแม้จะต้องแลกด้วยความอับอายของตนก็ตาม”จื่อหรานทำเมินเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น
ด้วยความช่วยเหลือจากหญิงชาวบ้านวัยสามสิบตอนต้น จื่อหรานจึงมีที่ให้ซุกหัวนอนสำหรับหนึ่งคืนและคนรู้จักเพิ่มขึ้นมาสองคนบ้านของหวังซานซือมีอยู่ด้วยกันสองคน คือตัวนางและบุตรชายตัวน้อยวัยหกปี เด็กน้อยขี้อายที่พึ่งเสียบิดาไปเมื่อต้นปีที่แล้วการใช้ชีวิตร่วมกันหนึ่งคืนทำให้จื่อหรานได้รู้ว่าใจจริงของหวังซานซือไม่ใช่คนเลวร้าย อีกฝ่ายสงสารและเห็นใจนางจริง ส่วนสาเหตุของความสงสารนั้นไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมาจากความเห็นใจซึ่งเกิดหลังจากสามีตายแล้วบุตรชายต้องกำพร้าพ่อ หรือเป็นเพราะคาดหวังหลังได้เห็นจดหมายจากจวนแม่ทัพกันแน่ทว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จื่อหรานก็รู้สึกขอบคุณในความมีน้ำใจของหวังซานซือ“รับไปสิถือว่าเป็นความช่วยเหลือเล็กน้อยจากข้า”จื่อหรานมองเงินจำนวนหนึ่งร้อยอีแปะตรงหน้า เงยหน้ามองหวังซานซือคล้ายเข้าใจความหมายจากสายตาหวังซานซือจึงยิ้มบางพลางเอ่ย“ไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น ข้าเพียงต้องการมอบให้ไม่คิดถือเป็นบุญคุณ”จื่อหรานดึงสายตากลับมามองมืออีกครั้งหนึ่ง เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นการหยิบยื่นสิ่งที่ต้องการในยามยาก ตัวนางต้องการเงินจริง ๆ เพราะเงินที่ได้จากการฉกฉวยจิ้นจูหมดลงไปกับการเดินทางในครั้งน
คราวนี้เป็นพวกเขาที่พูดไม่ออก หญิงสาวไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เอ่ยขึ้นมาอีกว่า“เพียงคำพูดประโยคเดียวของลูกในไส้ บอกว่าข้ารังแกท่านก็ติดป้ายหาว่าข้าเป็นคนใจร้าย ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แถมยังไม่รู้ด้วยว่าข้ารังแกนางจริงหรือไม่ แต่ขอแค่เป็นคำพูดจากปากลูกของท่าน ท่านถึงเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา และตราหน้าว่าข้าไม่ดี”“ข้าขอถามหน่อย ข้าเคยทำอะไรไม่ดีด้วยหรือ ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่มีเพียงพวกท่านหรือที่เอาเปรียบข้า กินข้าวก็กินเหมือนกัน แต่เหตุใดงานที่ข้าได้รับถึงได้มากมายและหนักกว่าลูก ของพวกท่าน โตจนสุนัขกัดตูดไม่ถึงแล้วยังเอาเปรียบข้าไม่หยุดอีก จะรักลูกตัวเองมากกว่าลูกคนอื่นก็ขอมีขอบเขตเสียบ้าง ไม่ใช่ว่าเพราะข้าไม่พูดอะไรถึงได้เอาเปรียบกันไม่หยุด”จื่อหรานหันไปหาจื่อเกา จ้องมองอีกฝ่าย เอ่ยคำพูดที่ทำให้คนฟังใจกระตุก“ข้าขอถามท่านหน่อยเถิด ท่านยังคิดว่าข้าเป็นลูกท่านหรือไม่ ?”“...”จื่อเกาพูดไม่ออก สายตาของบุตรสาวในวันนี้ทำชายวัยกลางคนใจหวิว รู้สึกได้ถึงความกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนความเงียบของเขาคือคำตอบจื่อหรานหัวเราะในลำคอ จ้องมองพวกเขา“พวกท่านรู้จักคำนี้ไหม สุนัขที่มันจนตรอกม







