LOGIN“พี่ใหญ่ข้าถามท่านจริง ๆ นะ วันนั้นท่านออกไปทำอะไรกันแน่ เหตุใดถึงออกไปเพียงลำพังทั้งยังไม่กลัวว่าท่านแม่จะโกรธอีก”
เด็กสาวเอ่ยข้างกาย สีหน้าอยากรู้อยากเห็น
วันนั้นหลังกลับมาถึงบ้าน นางถูกจิ้นจูเทศนาอย่างหนัก ทั้งที่กลับมาทันทำข้าวเที่ยงแต่ยังไม่วายถูกต่อว่าเพียงเพราะไม่ลงไปช่วยงานในไร่ !
เป็นเหตุให้บุตรชายนางต้องทำงานหนักมากขึ้น
ทำงานหนักขึ้นครึ่งวันไม่ทำให้ตายหรอก จื่อหรานอยากจะตอกกลับไปเสียเหลือเกิน แต่เพื่อไม่ให้เรื่องราวบานปลายไปกันใหญ่นางจึงเงียบฟัง ทำหูทวนลมปล่อยให้อีกฝ่ายบ่นไป
และเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเช่นวันนั้นอีก หญิงวัยกลางคนจึงสั่งให้จื่อลี่มาคอยเฝ้าดูนาง
เด็กสาววัยสิบสองคนนี้พูดมากจนน่ารำคาญ แถมยังวนเวียนอยู่ข้างกายไม่ช่วยหยิบจับอะไร พอรู้สึกเบื่อก็จะไปเกาะรั้วเล็ก ๆ ของบ้านพูดคุยกับเพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมา ซ้ำยังโอ้อวดว่า ท่านแม่ไว้วานให้ช่วยดูแลพี่ใหญ่ ด้วยน้ำเสียงและสีหน้าภาคภูมิใจนักหนา
ไม่สนใจเลยว่ากากระทำของนางจะทำให้จื่อหรานรู้สึกเสียหน้าหรือไม่
พอกันทั้งแม่ทั้งลูกจริง ๆ
หญิงสาวพยายามไม่สนใจน้องสาวคนเล็กคนนี้ ขยับตัวทำงานที่ตนได้รับมอบหมายให้จบ พร้อมคาดหวังให้จดหมายจากจวนแม่ทัพมาถึงโดยเร็ว
อยากออกไปจากบ้านหลังนี้เต็มแก่แล้ว !
ขณะที่นางภาวนาด้วยใจคาดหวังเต็มเปี่ยม รถม้าคันหรูพลันเคลื่นตัวเข้ามาในหมู่บ้านท่ามกลางสีหน้าสนอกสนใจอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านว่างงานมากมาย เมื่อเห็นว่ารถม้าหยุดลงหน้าบ้านจื่อ สายตาทุกคู่ยิ่งให้ความสนใจเป็นพิเศษ
ถึงขั้นมีคนเอ่ยถามขึ้นมา
“ลี่เอ๋อร์เป็นรถม้าจากที่ใดกัน หรือจะเป็นรถม้าของบุรุษผู้ดีมีเงินถูกตาต้องใจเจ้าเลยส่งแม่สื่อมาหา”คำพูดเอ่ยแซวของเพื่อนบ้านทำนางขัดเขิน สายตาคาดหวังมองตรงไปยังรถม้า
แม้ใจจะไม่รู้ว่าเป็นผู้ใด แต่หากเป็นบุรุษบ้านมีเงินอย่างที่อีกฝ่ายว่าจริงคงจะดีไม่น้อยเลย
ทว่าจื่อลี่ก็ต้องผิดหวังเมื่อคนที่พึ่งก้าวจากรถม้ากวาดตามองพลางเอ่ยว่า
“แม่นางจื่อหรานจากหมู่บ้านซานคือผู้ใด”น้ำเสียงอีกฝ่ายดังฟังชัด สายตาชาวบ้านที่เมื่อครู่ตกอยู่บนตัวจื่อลี่เปลี่ยนมามองจื่อหรานทันที
ส่วนจื่อลี่ตอนนี้แข็งค้างไปแล้ว
จื่อหรานปลายสาตามอง ส่ายหัวเล็กน้อยเดินเข้าไปหาชายผู้นั้น
“ข้าคือจื่อหราน ท่านคงมาจากจวนแม่ทัพสินะ”คำถามและท่าทางไม่หวาดกลัวของนางสร้างความพึงพอใจระคนประหลาดใจให้ผู้มาใหม่ อีกฝ่ายมองพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าเงียบ ๆ
เป็นสตรีกล้าหาญคนหนึ่ง อีกทั้งสายตายังเต็มไปด้วยความแน่วแน่มั่นใจ ต่างจากสายตาหวาดกลัวของชาวบ้านรอบ ๆ
“มีใครยืนยันได้หรือไม่ว่านางคือจื่อหรานตัวจริง ?”ถึงจะมั่นใจว่าคงเป็นนางตามคำบอกเล่าของสหาย แต่เพื่อป้องกันความผิดพลาดเขาจึงต้องการพยานบุคคล
“...”บริเวณรอบข้างเงียบไปชั่วขณะ และในจังหวะที่นางเลิกคาดหวังความช่วยเหลือจากคนในหมู่บ้านเสียงหนึ่งพลันเอ่ยขึ้นมา
“ข้าเป็นพยายานให้ได้ นางคือจื่อหราน จากครอบครัวจื่อจริง”หญิงสาวหันหน้าไปมอง เป็นสตรีคนนั้นที่ซุบซิบนินทานางบนรถเทียมลา ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยปากช่วยเหลือ
“ในเมื่อมีคนยืนยันเช่นนั้นคงไม่ผิดคน”อีกฝ่ายหันมามองสตรีตรงหน้า หยิบจดหมายจากอกเสื้อออกมายื่นให้
“พรุ่งนี้เดินทางเข้าเมืองไปรับคัดเลือกว่าที่ฮูหยินของท่านแม่ทัพ”
“...”
ซุนเทียนหยูก้าวมายืนตรงหน้าหญิงสาวผู้มีบรรยากาศแตกต่างจากคนอื่น ทั้งที่ถูกเมินเฉยจากคนมากมาย แต่กับสามารถคงสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ได้ทำเอาเขาที่แอบมองอยู่นานรู้สึกสนใจขึ้นมา จนเกิดเป็นความคาดหวังว่านางจะสามารถผ่านการทดสอบรอบแรกไปได้“ถึงคราเจ้าแล้ว”น้ำเสียงซุนเทียนหยูยังคงนิ่งสงบเช่นเดิม ทว่าภายใต้เสื้อผ้าเนื้อดี มือทั้งสองข้างของเขากับกำเข้าหากันแน่นนัยน์ตาลุ่มลึกหลุบมองสบนัยน์ตาดำขลับเป็นประกายงดงามชั่วขณะที่สายตาสองคู่ประสานกัน ชายหนุ่มพลันรู้สึกเสมือนรอบข้างหยุดชะงัก เป็นความรู้สึกราวกับจิตวิญญาณถูกดูดให้ตกลงไปในหลุมลึกอันยากจะปีนป่ายเป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน สัญชาติญาณสัตว์ร้ายกู่ร้องบอกให้เขาระวังเอาไว้ให้ดี“ท่านแม่ทัพ ?”ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนเพราะหลังได้สบตาคู่นี้การรับรู้ของเขาพลันบิดเบี้ยวไป จนกระทั่งได้ยินเสียงเรียกของคนข้าง ชายหนุ่มถึงได้มีสติขึ้นมา“เจ้าผ่านแล้ว”เขาเอ่ยออกมาทั้งที่ยังไม่ยอมหลบสายตา“อ่ะ...อื้ม”หญิงสาวพยักหน้าเข้าใจเผยยิ้มเล็กน้อยส่งไปให้รอยยิ้มเพียงเล็กน้อยทำซุนเทียนหยูประหลาดใจนางคือคนแรกจากสตรีนับร้อยที่เผยสีหน้าสงสัย แถมยังส่
บรรยากาศเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงใบไม้ไหวเอนตามการพัดผ่านของสายลมซุนเทียนหยูก้าวมาด้านหน้าเผชิญหน้ากับสตรีมากมายผู้มีใจต้องการอยากเกี่ยวดองกับจวนแม่ทัพ หากไม่ใช่ว่ามารดาขอร้องเขาคงไม่คิดจะมองหาสตรีมาอยู่ข้างกายหญิงสาวแสนบอบบางเหล่านี้ไม่เหมาะกับตนเลยสักนิด มีเรื่องอะไรกระทบจิตใจเพียงเล็กน้อยก็หลั่งน้ำตาแล้วไม่ใช่ว่าซุนเทียนหยูไม่ต้องการแต่งงานเพียงแค่ไม่อยากแต่งงานกับสตรีที่เพียงสบตากันก็หวาดกลัว ภรรยาที่แม้คิดจะมองหน้ายังไม่ได้เขาจะมีไปทำไมกันคนเป็นสามีภรรยากันไม่ใช่ว่าต้องเป็นคนที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องหรือ ? เป็นคู่คอยคิด คอยให้กำลังใจกัน เหมือนเช่นมารดาและบิดาของตนซุนเทียนหยูต้องการคู่ชีวิต ไม่ใช่ไม้ประดับข้างกาย“สิ่งที่ข้าอยากให้พวกเจ้าพิสูจน์มีเพียงอย่างเดียว ทนต่อการจ้องมองของข้าให้ได้ คนที่ทนได้จะถือว่าผ่านการคัดเลือกรอบแรก แล้วหลังจากนั้นข้าจะเลือกสตรีที่เหลือมาแต่งงานกับข้า”จื่อหรานถึงกับเลิกคิ้วแปลกใจง่ายไปไหม เลือกภรรยานะพี่ไม่ใช่เลือกของใช้ทว่าถึงจะแปลกใจก็หาได้เอ่ยออกไป จื่อหรานคิดว่าดีเสียอีก ไม่ต้องลงแรงทั้งยังไม่ต้องใช้สมองอะไรมากขอแค่จ้องตากับเขาได้ก็พ
การคัดเลือกจวนแม่ทัพไม่ง่ายอย่างที่คิดจริง ๆจื่อหรานนั่งอยู่กลางลานกว้างมานานกว่าสองชั่วยามแล้ว ทว่านอกจากเหล่าสตรีมากมายที่ก้าวเข้ามา ยังไม่พบเจ้าบ้านเลยสักครั้งมีเพียงนายทหารยืนนิ่งตามจุดต่าง ๆ ของจวน และเหล่าบ่าวรับใช้เดินทำงานกันไปมา บรรดาบ่าวรับใช้จวนแม่ทัพจะเดินยกสำรับของว่างและน้ำชามาวางไว้บนโต๊ะแต่ละตัวทุกครั้งที่น้ำชาเย็นหรือไม่ก็ของว่างหมดลง ซึ่งโต๊ะหนึ่งตัวนั่งล้อมวงได้ถึงสิบคน นับจากสายตาแล้วมีโต๊ะทั้งหมดสิบสามตัว และมีเพียงหนึ่งตัวที่มีคนนั่งเพียงคนเดียวเป็นโต๊ะของจื่อหรานไม่มีใครอยากเข้าใกล้ รวมถึงไม่มีใครอยากเข้ามาทำความรู้จักหญิงสาวมากมายต่างหลีกหนีด้วยกลัวว่าการเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับคนฐานะต่ำต้อยจะทำให้ตนถูกมองไม่ดี...การต้องมานั่งรอไปนาน ๆ ทำให้ความตื่นเต้นของหญิงสาวมากมายลดน้อยลง มีหลายคนเริ่มแสดงสีหน้าเบื่อหน่าย ไม่ก็เอ่ยพูดคุยซุบซิบกันเสียงเบาถึงสาเหตุที่ปล่อยให้พวกนางรอ ถึงขั้นมีคนกล่าวขึ้นมาว่า“จวนแม่ทัพจะให้พวกเรารอไปจนถึงเมื่อใด ? นี่ไม่ใช่ว่าทุกคนมากันครบแล้วหรือ ? ควรเริ่มการคัดเลือกได้แล้ว”เสียงของนางไม่ดังมากนักจึงมีเพียงคนโต๊ะข้าง ๆ ไม่กี่คน
“เจ้ามาเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้”คนเอ่ยถามคือชายส่งจดหมาย วันนี้เขาได้รับหน้าที่ตรวจสอบผู้เข้ารับการคัดเลือกทั้งหมดจื่อหรานยิ้มให้คนเอ่ยทัก หยิบจดหมายแสดงตัวให้อีกฝ่ายชายหนุ่มตรงหน้าตรวจดูทั้งที่จำหน้าจื่อหรานได้ ที่ทำเช่นนี้เพื่อป้องกันคำครหาจากผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆหลังยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว จื่อหรานถึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปในจวน เพียงฝีเท้าก้าวผ่านธรณีประตูสายตาไม่เป็นมิตรมากมายพลันมุ่งตรงมาผู้เข้ารับการคัดเลือกคนอื่น ๆ ต่างแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ออกมาอย่างชัดเจน และยังมีหลายคนจับกลุ่มพูดคุยกันคนที่อยู่เป็นกลุ่มคงจะรู้จักกันมาก่อนสินะหญิงสาวคิดใจในพลางมองหาที่นั่งเมื่อพบแล้วจึงเดินเข้าไปหวังหย่อนตัวนั่ง“มีคนไม่เจียมตัวกล้ามารับการคัดเลือกด้วยหรือนี่ คงไม่ได้หลงระเริงในตัวเองคิดว่าจะได้รับเลือกด้วยสภาพเช่นนั้นใช่ไหม”“คงเป็นสตรีบ้านยากจนอยากได้เงินหนึ่งตำลึงทองนะสิ ไม่เช่นนั้นคงไม่ใจกล้าเข้ามาในสถานที่สูงส่งเช่นนี้”“หึ คนบางคนก็น่าสงสารเกิดมาคงไม่เคยเจอเงินหนึ่งตำลึงทอง ถึงได้พยายามขวานขวายให้ได้มาแม้จะต้องแลกด้วยความอับอายของตนก็ตาม”จื่อหรานทำเมินเสียงนกเสียงกาเหล่านั้น
ด้วยความช่วยเหลือจากหญิงชาวบ้านวัยสามสิบตอนต้น จื่อหรานจึงมีที่ให้ซุกหัวนอนสำหรับหนึ่งคืนและคนรู้จักเพิ่มขึ้นมาสองคนบ้านของหวังซานซือมีอยู่ด้วยกันสองคน คือตัวนางและบุตรชายตัวน้อยวัยหกปี เด็กน้อยขี้อายที่พึ่งเสียบิดาไปเมื่อต้นปีที่แล้วการใช้ชีวิตร่วมกันหนึ่งคืนทำให้จื่อหรานได้รู้ว่าใจจริงของหวังซานซือไม่ใช่คนเลวร้าย อีกฝ่ายสงสารและเห็นใจนางจริง ส่วนสาเหตุของความสงสารนั้นไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วมาจากความเห็นใจซึ่งเกิดหลังจากสามีตายแล้วบุตรชายต้องกำพร้าพ่อ หรือเป็นเพราะคาดหวังหลังได้เห็นจดหมายจากจวนแม่ทัพกันแน่ทว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด จื่อหรานก็รู้สึกขอบคุณในความมีน้ำใจของหวังซานซือ“รับไปสิถือว่าเป็นความช่วยเหลือเล็กน้อยจากข้า”จื่อหรานมองเงินจำนวนหนึ่งร้อยอีแปะตรงหน้า เงยหน้ามองหวังซานซือคล้ายเข้าใจความหมายจากสายตาหวังซานซือจึงยิ้มบางพลางเอ่ย“ไม่ต้องมองข้าเช่นนั้น ข้าเพียงต้องการมอบให้ไม่คิดถือเป็นบุญคุณ”จื่อหรานดึงสายตากลับมามองมืออีกครั้งหนึ่ง เงินจำนวนนี้ถือว่าเป็นการหยิบยื่นสิ่งที่ต้องการในยามยาก ตัวนางต้องการเงินจริง ๆ เพราะเงินที่ได้จากการฉกฉวยจิ้นจูหมดลงไปกับการเดินทางในครั้งน
คราวนี้เป็นพวกเขาที่พูดไม่ออก หญิงสาวไม่ปล่อยให้เวลาสูญเปล่า เอ่ยขึ้นมาอีกว่า“เพียงคำพูดประโยคเดียวของลูกในไส้ บอกว่าข้ารังแกท่านก็ติดป้ายหาว่าข้าเป็นคนใจร้าย ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แถมยังไม่รู้ด้วยว่าข้ารังแกนางจริงหรือไม่ แต่ขอแค่เป็นคำพูดจากปากลูกของท่าน ท่านถึงเชื่ออย่างไร้ข้อกังขา และตราหน้าว่าข้าไม่ดี”“ข้าขอถามหน่อย ข้าเคยทำอะไรไม่ดีด้วยหรือ ? ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่ใช่มีเพียงพวกท่านหรือที่เอาเปรียบข้า กินข้าวก็กินเหมือนกัน แต่เหตุใดงานที่ข้าได้รับถึงได้มากมายและหนักกว่าลูก ของพวกท่าน โตจนสุนัขกัดตูดไม่ถึงแล้วยังเอาเปรียบข้าไม่หยุดอีก จะรักลูกตัวเองมากกว่าลูกคนอื่นก็ขอมีขอบเขตเสียบ้าง ไม่ใช่ว่าเพราะข้าไม่พูดอะไรถึงได้เอาเปรียบกันไม่หยุด”จื่อหรานหันไปหาจื่อเกา จ้องมองอีกฝ่าย เอ่ยคำพูดที่ทำให้คนฟังใจกระตุก“ข้าขอถามท่านหน่อยเถิด ท่านยังคิดว่าข้าเป็นลูกท่านหรือไม่ ?”“...”จื่อเกาพูดไม่ออก สายตาของบุตรสาวในวันนี้ทำชายวัยกลางคนใจหวิว รู้สึกได้ถึงความกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนความเงียบของเขาคือคำตอบจื่อหรานหัวเราะในลำคอ จ้องมองพวกเขา“พวกท่านรู้จักคำนี้ไหม สุนัขที่มันจนตรอกม







