Share

บทที่ 10

คำตอบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของชุนหยาไม่ได้ทำให้เสิ่นหลิวเวยใจชื้นขึ้นเลยแม้แต่น้อยเนื่องจากนางกังวลถึงสิ่งตรงหน้ามากกว่า แต่ดูเหมือนว่าความกังวลของนางจะเสียเปล่า

“สวรรค์...นี่...นี่มัน...” จางชุนฮวาถึงกับพูดไม่ออก นางเดินเข้าไปใกล้กองมันฝรั่งอย่างไม่เชื่อสายตา

แต่ผู้ที่ได้สติกลับคืนมาเป็นคนแรกคือเสิ่นอี้หาน! ในฐานะผู้ปกครองเมืองที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหาร ความตกตะลึงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวในทันที ปาฏิหาริย์กองโตขนาดนี้หากถูกพบเห็นโดยคนนอก อาจนำมาซึ่งหายนะมากกว่าพรจากสวรรค์!

“ทุกคน! อย่ามัวยืนนิ่ง!” เขาตวาดเสียงดัง ปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ “รีบหาตะกร้า กระสอบ ทุกอย่างที่ใส่ของได้ มาขนย้ายมันเข้าไปในห้องเก็บของท้ายจวนเร็วเข้า! ก่อนที่ฟ้าจะสว่างเต็มที่แล้วมีคนมาเห็น!”

คำสั่งนั้นทำให้ทุกคนเคลื่อนไหวทันที บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความตกตะลึงกลายเป็นความวุ่นวายแต่ก็เป็นระเบียบ ทุกคนในตระกูลเสิ่นไม่เว้นแม้แต่ชายชราและหญิงชราที่บัดนี้แข็งแรงขึ้นมากจากน้ำพุวิเศษต่างก็ลงมือช่วยกันอย่างขยันขันแข็ง

เสิ่นจวินสือกับเสิ่นจวินโม่ช่วยกันยกกระบุงขนาดใหญ่ โดยมีเสิ่นจวินหลี่กับเสิ่นหลิวเวยช่วยกันนำหัวมันทั้งสองชนิดใส่กระบุง ส่วนเด็กแฝดทั้งสองก็ช่วยกันเก็บหัวมันที่ตกหล่น

โดยมีอาเต๋อมาช่วยแบกหามอย่างเต็มกำลัง ซึ่งในเวลานี้เสี่ยวชิงกับฮุยจูยังไม่มาถึงจวนเนื่องจากบ้านของพวกนางทั้งสองห่างออกไปไม่มากดังนั้นจึงไม่ได้พักอยู่ในเรือนแห่งนี้

ทุกคนต่างทำงานแข่งกับเวลาในรุ่งอรุณที่เงียบสงัดนั้น จนกระทั่งมันฝรั่งและมันเทศกองสุดท้ายถูกขนย้ายเข้าไปเก็บ ในห้องเก็บของจนแน่นเอี๊ยดและปิดประตูลงกลอนด้านนอกอย่างแน่นหนา

เมื่อมื้อเช้ามาถึง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ก็เปี่ยมด้วยความตื่นเต้น ทุกคนต่างกินโจ๊กข้าวฟ่างในชามของตนไปพลางลอบมองหน้ากันไปมาอย่างมีความลับร่วมกัน

หลังจากอิ่มกันเรียบร้อย เสิ่นอี้หานก็มองหน้าน้องชายคนที่สองด้วยแววตาแห่งความมุ่งมั่น “น้องรอง เจ้าพร้อมที่จะทำงานใหญ่ของเราแล้วหรือยัง”

เสิ่นอี้เฉิงพยักหน้ารับ “ข้าพร้อมเสมอขอรับพี่ใหญ่ เพื่อให้ทุกคนในอำเภอของเราไม่ต้องอดอยาก”

สองพี่น้องไม่รอช้า พวกเขารีบรุดเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอทันที เมื่อไปถึง เสิ่นอี้หานก็ไม่ได้เข้าไปในห้องทำงานของตน แต่กลับเรียกหาเสมียนผู้เปรียบดั่งมือซ้ายของตนทันที

“เสมียนจาง”

“ขอรับท่านนายอำเภอ” ชายวัยกลางคนนามจางเหวินซู รีบเดินเข้ามาทำความเคารพเขาทันที

“ส่งสาส์นด่วนที่สุดไปยังหัวหน้าหมู่บ้านทั้งห้าสิบหมู่บ้านในเขตปกครองของเรา” เสิ่นอี้หานสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “แจ้งให้พวกเขาทุกคนมารวมตัวกันที่ลานหน้าจวนที่ว่าการในอีกสามวันข้างหน้า... บอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวกับปัญหาปากท้องของทุกคนที่ต้องมาด้วยตัวเอง ห้ามส่งตัวแทนมาเด็ดขาด!”

เสมียนจางรับคำสั่งด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังของผู้เป็นนาย เขาก็ไม่กล้าซักถามอะไรอีก ก่อนจะรีบไปจัดการตามคำสั่งทันที

เสิ่นอี้หานมองตามหลังของเขาไป ก่อนที่แววตาของเจ้าตัวจะย้ายไปยังทิศทางของหมู่บ้านที่ยากจนที่สุด... หมู่บ้านชิงซีในขณะที่บิดาของนางกำลังจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในที่ว่าการอำเภอ เสิ่นหลิวเวยก็หาได้อยู่นิ่งไม่

ในวันนี้เด็กหญิงยังคงสวมบทแม่ทัพตัวน้อยตามเดิม เพิ่มเติมขึ้นมาคือวันนี้นางได้เกณฑ์พลทหารจำเป็นเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่านแม่ของตน อาสะใภ้รอง ฮุ่ยจู ท่านย่าที่แข็งแรงขึ้นอย่างผิดหูผิดตาและต้องการมาดูการทำงาน รวมถึงอาเต๋อผู้แข็งแรง

“วันนี้พวกเราจะมาทำผืนดินหลังจวนที่รกร้างให้เป็นพื้นที่เพาะปลูกกันนะเจ้าคะ!” นางประกาศเสียงดังต่อหน้าทุกคนที่มารวมตัวกันตรงที่ดินท้ายจวน “ข้าดูแล้ว... ดินตรงนี้ดีมากทีเดียว”

คำพูดนั้นทำให้จางชุนฮวาถึงกับเลิกคิ้วสูง “หลานเวยเวย เจ้าตาฝาดไปหรือเปล่า? ดินตรงนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันทั้งแข็งทั้งเค็ม ปลูกอะไรก็ไม่เคยขึ้น”

หลิวซูซินเองก็มีสีหน้ากังวลไม่ต่างกัน “ใช่แล้วลูกรัก ที่ตรงนี้ปล่อยทิ้งร้างมานานแล้ว เราไปหาที่ดินตรงอื่นที่ดีกว่านี้กันดีหรือไม่” ที่นางกล่าวเช่นนี้เนื่องจากกลัวลูกสาวของตนจะผิดหวัง

หลิวเวยส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น ดวงตาของนางทอประกายเจ้าเล่ห์ “ท่านแม่ ท่านอาสะใภ้รองไม่เข้าใจหรอกเจ้าค่ะ ท่านเทพเซินหนงบอกข้าว่าดินผืนนี้ไม่ได้ตาย... แต่แค่หลับอยู่เท่านั้นเอง พวกเราต้องช่วยกันปลุกมันขึ้นมา!”

แม้จะยังไม่เข้าใจนัก แต่ด้วยความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์เมื่อวาน ผู้ใหญ่ทั้งสองจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

“อาเต๋อ!” หลิวเวยหันไปหาชายหนุ่มร่างกำยำที่เป็นใบ้ “รบกวนท่านช่วยใช้จอบขุดดินตรงนี้ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”

อาเต๋อพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขาหยิบจอบขึ้นมาแล้วเริ่มลงแรงขุดดินตรงจุดที่นางชี้... เคร้ง! จอบกระทบกับพื้นดิน แข็ง ๆ จนเกิดประกายไฟ เขาลองออกแรงอีกครั้ง แต่ก็ขุดลงไปได้เพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น ดินที่ถูกขุดขึ้นมาก็เป็นสีซีด ๆ และร่วนเป็นทรายปนกรวด ไม่มีความชุ่มชื้นเลยแม้แต่น้อย

“เห็นหรือไม่!” จางชุนฮวาโพล่งขึ้นมา “ข้าบอกแล้วว่ามันใช้การไม่ได้”

“นั่นเป็นเพราะดินมันป่วยและหิวอยู่ต่างหากเล่าเจ้าคะ!” หลิวเวยยิ้มตอบอาสะใภ้รองที่กำลังมองมาทางนางด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก

“หลานเวยเวย อาสะใภ้ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ ดินมันป่วยกับหิวได้ด้วยเช่นนั้นรึ” ไม่เพียงแค่จางชุนฮวาเท่านั้นที่สงสัย ทั้งนี้เป็นเพราะกองทัพปฐพีพิทักษ์ปากท้องตัวเล็ก ๆ ก็ต่างมีสีหน้ามึนงงเช่นเดียวกัน

“น้องเล็ก หากมันหิวแล้วเราจะให้มันกินอันใดเล่า... ดินมีปากด้วยเช่นนั้นรึ” คำถามของพี่ชายคนที่ห้าทำให้เสิ่นหลิวเวย กลั้นขำเขาอย่างเอ็นดู

“นั่นสิ ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าผืนดินนั้นมีปาก” เสิ่นจื้ออันที่มักจะนิ่งกว่าคนเป็นน้องชายก็ยกมือเกาศีรษะพูดออกมาบ้างเช่นกัน

ซึ่งการกระทำของเขาไม่เพียงแต่ทำให้หลิวเวยกลั้นขำไม่อยู่เพราะผู้ใหญ่ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูให้กับลูกและหลานชายของตน

“ย่าว่า น้องสาวของเจ้าคงมีวิธีนั่นแหละ จริงไหมเวยเวย” คำกล่าวของหญิงชราทำให้เสิ่นหลิวเวยพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ อีกอย่างผืนดินไม่มีปากหรอกนะเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยกล่าวพลางยิ้มกว้างอย่างน่าเอ็นดู ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็นอาจารย์ตัวน้อยผู้ทรงภูมิ นางเดินไปที่พื้นดินแข็ง ๆ แล้วใช้นิ้วเล็ก ๆ ชี้ลงไป

“ท่านเทพเซินหนงบอกว่าผืนดินไม่ได้กินอาหารทางปากเหมือนพวกเรา แต่กินโดยการดื่มและซึมซับเอาเจ้าค่ะ” นางอธิบายอย่างช้าชัด “เหมือนเวลาที่ท่านแม่ทายาให้ข้า ผิวหนังของข้าก็ดูดซับยาเข้าไปได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ ผืนดินก็เหมือนกัน มันจะดูดซับของดี ๆ ที่เราผสมลงไป ทำให้มันแข็งแรงขึ้นเจ้าค่ะ”

คำอธิบายที่เรียบง่ายแต่เห็นภาพชัดเจน ทำให้ทุกคนพยักหน้าตามลงอย่างเข้าใจไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กอย่างสองพี่น้องฝาแฝด

“สุดยอดไปเลย!” เสิ่นจื้อคังตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความตื่นเต้น “แล้วอาหารของดินคืออะไรอย่างนั้นหรือน้องเล็ก” คราวนี้เป็นเสียงของแฝดพี่ดังออกมาบ้าง

หลิวเวยดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นท่าทางใคร่รู้ของเขา “ท่านเทพได้มอบสูตรยาบำรุงดินให้เวยเวยมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านบอกว่ายาขนานนี้ต้องมีส่วนผสมสามอย่าง”

นางพล่าวพลางยกนิ้วเล็ก ๆ ขึ้นมานับทีละนิ้ว “อย่างแรก เราต้องการพลังไฟจากในครัว... นั่นก็คือขี้เถ้าอุ่น ๆ เจ้าค่ะ ท่านว่ามันจะช่วยขับไล่ความหนาวเย็นและความป่วยไข้ (ความเป็นกรด) ออกไปจากดิน”

“อย่างที่สอง เราต้องการพลังแห่งชีวิตจากสิ่งมีชีวิต... กล่าวให้เข้าใจง่ายนั่นก็คือมูลวัว มูลไก่ จากโรงนาท้ายอำเภอ ท่านว่ามันคือยาบำรุงชั้นดีที่จะทำให้ดินมีเรี่ยวมีแรง”

“และอย่างสุดท้าย เราต้องนำใบไม้แห้งและฟางข้าวที่หมักจนเปื่อย ท่านว่ามันจะช่วยทำให้ดินนุ่มฟู หายใจได้สะดวกเจ้าค่ะ!”

นางอธิบายหลักการทำปุ๋ยหมักทางวิทยาศาสตร์ด้วยภาษาเทพนิยายที่คนในยุคนี้เข้าใจได้ออกมาอย่างฉะฉาน

“และเมื่อนำของทั้งสามสิ่งนี้มาผสมกับดินป่วย ๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ให้ท่านเทพแห่งดินได้ปรุงยาสักพัก ดินที่หลับใหลก็จะตื่นขึ้นมาแข็งแรงมากกว่าเดิมเจ้าค่ะ!”

คำอธิบายที่ดูแปลกประหลาดแต่ก็ฟังดูมีหลักการอย่างน่าประหลาดนี้ทำให้ทุกคนนิ่งเงียบไปอย่างครุ่นคิด มีเพียงหญิงชราเท่านั้นที่หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ

“วิเศษจริง ๆ! หลานของข้าช่างหลักแหลมนัก!” นางหันไปมองทุกคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ “แล้วพวกเจ้ารออะไรกันอยู่เล่า! ได้ยินที่แม่ทัพน้อยของพวกเราสั่งแล้วไม่ใช่หรือ! รีบไปเตรียมวัตถุดิบมาให้ท่านเทพปรุงยากันได้แล้ว!”

สิ้นคำของแม่สามี จางชุนฮวาผู้คิดเร็วทำเร็วกว่าใครเพื่อนรีบขานรับทันที “เจ้าค่ะท่านแม่! ข้าจะไปจัดการที่ห้องครัวเอง! ฮุ่ยจู เจ้าไปกับข้า!”

“อาเต๋อ!” หลิวเวยรีบหันไปสั่งการต่อทันที “ข้ารบกวนท่านไปที่โรงนาท้ายอำเภอ บอกคนดูแลว่าท่านย่าขอแบ่งมูลวัวมูลไก่มาใช้บำรุงสวนดอกไม้ได้หรือไม่เจ้าคะ”

ชายหนุ่มร่างกำยำพยักหน้ารับอย่างแข็งขันแล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

“ส่วนพวกเรา... กองทัพพิทักษ์ปฐพี!” นางหันมาหาพี่ชายทั้งสองรวมเสี่ยวชิงที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ “ภารกิจของพวกเราคือรวบรวมใบไม้แห้งและฟางข้าวให้ได้มากที่สุด! เคลื่อนทัพได้!”

“รับบัญชาท่านแม่ทัพ!” เหล่าเด็ก ๆ ขานรับอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความฮึกเหิม ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนอย่างกระตือรือร้น

หลิวซูซินมองภาพความวุ่นวายที่เปี่ยมไปด้วยความหวังตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้ว่านางจะไม่เข้าใจหลักการอะไรมากนัก

แต่เมื่อเห็นความสุขและความมุ่งมั่นของทุกคนโดยมีบุตรสาวตัวน้อยของนางเป็นศูนย์กลาง... นางก็รู้สึกได้ว่า... อนาคตของตระกูลเสิ่น... จะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 268

    หญิงสาวเลือกเดินทางมาที่หมู่บ้านท่าเรือประมงค่อนข้างเก่าแห่งหนึ่ง... ลมทะเลพัดแรงหอบเอากลิ่นไอเค็มและความชื้นเข้ามาปะทะใบหน้าหลินเวยในชุดเดรสยาวสีขาว ยืนอยู่บนสะพานเทียบเรือ เธอมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่น้ำทะเลบรรจบกับท้องฟ้า ที่นี่... แม้ตึกรามบ้านช่องจะเปลี่ยนไปจากภาพในฝัน แต่กลิ่นของทะเล เสียงของค

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 267

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอีกครา นับจากวันที่เหล่าพี่น้องได้พบหน้า... จากฤดูใบไม้ผลิสู่ฤดูหนาว จากผมดำขลับสู่สีดอกเลา... ในที่สุดเรื่องราวของเสิ่นหลิวเวยสตรีผู้พลิกชะตาตระกูลเสิ่นและสร้างตำนานแห่งเมืองตงไห่ก็ได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายของชีวิตที่เรือนพำนักจวนอ๋องจิ้ง... ภายในห้องนอนที่กว้างขวางและเงีย

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 266

    “ท่านอาจื้อคัง! ข้าฮ่าวหราน มารับท่านแล้วขอรับ!”เสิ่นจื้อคังเปิดม่านออกมา น้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นหลานชายที่เคยตัวกะเปี๊ยก บัดนี้กลายเป็นชายชาติทหารเต็มตัว“ฮ่าวหราน... เจ้าโตเป็นหนุ่มแน่นขนาดนี้เชียวหรือ! ดี! ดีมาก! สมแล้วที่เป็นลูกของพี่สาม!”ในระหว่างที่เสิ่นฮ่าวหรานกำลังไปรอรับผู้ที่เดินทางมาจากแด

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 265

    กาลเวลาเปรียบดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว มิอาจหวนคืน... จากฤดูร้อนอันแสนวุ่นวายของเหล่าเด็กน้อยในวันวาน เคลื่อนคล้อยผ่านฝนหนาวและใบไม้ผลิมานับอีกสี่ปีสี่ปี... เป็นช่วงเวลาที่จะสั้นก็ว่าสั้นจะว่านานก็นาน เพราะแต่ละปีก็หมายถึงอายุของผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น ส่วนเหล่ารุ่นเยาว์ก็เริ่มเติบโตพอจะบินส

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 264

    ส่วนเสิ่นฮ่าวหรานและจ้าวเฟยหลงทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต... หน้าที่ไสน้ำแข็งและทุบน้ำแข็ง เพราะเป็นหนุ่มสายบู๊ พละกำลังเหลือเฟือทางด้านสองสาว เสิ่นซินเยว่และจ้าวเฟยหง จะทำหน้าที่ฝ่ายบริการและเรียกลูกค้า โดยที่โจวหม่านม่านจะทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบคือนักชิมนั่นเอง ปิดท้ายด้วยเสิ่นอี้ซวนที่จะทำหน้าที่สังเกตภา

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 263

    สายลมร้อนอบอ้าวพัดผ่านทุ่งนาสีเขียวขจีของเมืองตงไห่ แม้จะเป็นฤดูร้อนที่แผดเผาแต่สำหรับจวนตระกูลเสิ่นแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นฉ่ำจากความรักและความมีชีวิตชีวาที่ห้องทำงานส่วนตัวของเสิ่นอี้เทียน... หนุ่มน้อยในวัยสิบสามปีกำลังนั่งหลังตรงจรดพู่กันลงบนกระดาษเนื้อดี กลิ่นหมึกหอมจางลอยอบอวลไปในอากาศ“เ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 136

    “ท่านพ่อลองคิดดูนะเจ้าคะ... คนที่ได้ประโยชน์จากถนนเส้นนี้มากที่สุดคือใคร” นางเว้นจังหวะลงเล็กน้อย“ก็คงจะเป็น... เหล่าพ่อค้าและคหบดีที่ต้องขนส่งสินค้าใช่หรือไม่” เสิ่นอี้หานตอบพลางลูบคางของตนไปมา“ถูกต้องเจ้าค่ะ!” เวยเวยตัวน้อยดีดนิ้วดังเปราะ “แล้วถ้าหาก... ท่านพ่อในนามของเจ้าเมือง... ออกประกาศเชิญช

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 135

    กาลเวลาผันผ่านไม่นานหลังจากนั้น วันเดินทางสู่เมืองหลวงของเหล่าบัณฑิตผู้มีความหวังก็ได้มาถึง... บริเวณท่าเรือของอำเภอผิงเจียงในเช้าวันนี้คึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากชาวเมืองตงไห่และเหล่าศิษย์จากสถานศึกษาไห่เหวินซูเยวียน ต่างพากันมารวมตัวเพื่อส่งและกล่าวอวยพรให้แก่เหล่าว่าที่จอหงวนของพวกเขา โดยเฉพาะหวังจ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 134

    “ถ้วยนี้ น้องเล็กเรียกว่าน้ำแกงเห็ดหูหนูขาวเมล็ดบัวขอรับ” เสิ่นจวินสือที่มาด้วยพูดขึ้น หวังจื้อหาวที่แทบจะไม่แตะต้องอาหารมาหลายวันมองถ้วยของว่างที่กำลังส่งกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ช่วยให้จิตใจสงบไม่วางตาส่วนถ้วยอีกใบ... คือผลไม้สีแดงก่ำที่ถูกคว้านเมล็ดออกแล้วนำไปนึ่งจนนุ่ม... ราดด้วยน้ำเชื่อมสีอำพัน... ซ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 133

    ท่ามกลางความยินดีนี้... เสิ่นหลิวเวยก็ได้นางมองภาพของหวังจื้อหาวที่ถูกโยนตัวขึ้นไปในอากาศด้วยรอยยิ้มเช่นกัน (ยอดเยี่ยมมากศิษย์พี่... ท่านทำได้แล้ว...)นางรู้ดีว่า... นี่เป็นเพียงก้าวแรก... ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า... เนื่องจากหวังจื้อหาวและเหล่าผู้สอบผ่าน... จะต้องเดินทางไกลกว่า 1,800 ลี้... เพื่อไป

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status