Share

บทที่ 10

คำตอบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจของชุนหยาไม่ได้ทำให้เสิ่นหลิวเวยใจชื้นขึ้นเลยแม้แต่น้อยเนื่องจากนางกังวลถึงสิ่งตรงหน้ามากกว่า แต่ดูเหมือนว่าความกังวลของนางจะเสียเปล่า

“สวรรค์...นี่...นี่มัน...” จางชุนฮวาถึงกับพูดไม่ออก นางเดินเข้าไปใกล้กองมันฝรั่งอย่างไม่เชื่อสายตา

แต่ผู้ที่ได้สติกลับคืนมาเป็นคนแรกคือเสิ่นอี้หาน! ในฐานะผู้ปกครองเมืองที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนอาหาร ความตกตะลึงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวในทันที ปาฏิหาริย์กองโตขนาดนี้หากถูกพบเห็นโดยคนนอก อาจนำมาซึ่งหายนะมากกว่าพรจากสวรรค์!

“ทุกคน! อย่ามัวยืนนิ่ง!” เขาตวาดเสียงดัง ปลุกให้ทุกคนตื่นจากภวังค์ “รีบหาตะกร้า กระสอบ ทุกอย่างที่ใส่ของได้ มาขนย้ายมันเข้าไปในห้องเก็บของท้ายจวนเร็วเข้า! ก่อนที่ฟ้าจะสว่างเต็มที่แล้วมีคนมาเห็น!”

คำสั่งนั้นทำให้ทุกคนเคลื่อนไหวทันที บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยความตกตะลึงกลายเป็นความวุ่นวายแต่ก็เป็นระเบียบ ทุกคนในตระกูลเสิ่นไม่เว้นแม้แต่ชายชราและหญิงชราที่บัดนี้แข็งแรงขึ้นมากจากน้ำพุวิเศษต่างก็ลงมือช่วยกันอย่างขยันขันแข็ง

เสิ่นจวินสือกับเสิ่นจวินโม่ช่วยกันยกกระบุงขนาดใหญ่ โดยมีเสิ่นจวินหลี่กับเสิ่นหลิวเวยช่วยกันนำหัวมันทั้งสองชนิดใส่กระบุง ส่วนเด็กแฝดทั้งสองก็ช่วยกันเก็บหัวมันที่ตกหล่น

โดยมีอาเต๋อมาช่วยแบกหามอย่างเต็มกำลัง ซึ่งในเวลานี้เสี่ยวชิงกับฮุยจูยังไม่มาถึงจวนเนื่องจากบ้านของพวกนางทั้งสองห่างออกไปไม่มากดังนั้นจึงไม่ได้พักอยู่ในเรือนแห่งนี้

ทุกคนต่างทำงานแข่งกับเวลาในรุ่งอรุณที่เงียบสงัดนั้น จนกระทั่งมันฝรั่งและมันเทศกองสุดท้ายถูกขนย้ายเข้าไปเก็บ ในห้องเก็บของจนแน่นเอี๊ยดและปิดประตูลงกลอนด้านนอกอย่างแน่นหนา

เมื่อมื้อเช้ามาถึง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ก็เปี่ยมด้วยความตื่นเต้น ทุกคนต่างกินโจ๊กข้าวฟ่างในชามของตนไปพลางลอบมองหน้ากันไปมาอย่างมีความลับร่วมกัน

หลังจากอิ่มกันเรียบร้อย เสิ่นอี้หานก็มองหน้าน้องชายคนที่สองด้วยแววตาแห่งความมุ่งมั่น “น้องรอง เจ้าพร้อมที่จะทำงานใหญ่ของเราแล้วหรือยัง”

เสิ่นอี้เฉิงพยักหน้ารับ “ข้าพร้อมเสมอขอรับพี่ใหญ่ เพื่อให้ทุกคนในอำเภอของเราไม่ต้องอดอยาก”

สองพี่น้องไม่รอช้า พวกเขารีบรุดเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอทันที เมื่อไปถึง เสิ่นอี้หานก็ไม่ได้เข้าไปในห้องทำงานของตน แต่กลับเรียกหาเสมียนผู้เปรียบดั่งมือซ้ายของตนทันที

“เสมียนจาง”

“ขอรับท่านนายอำเภอ” ชายวัยกลางคนนามจางเหวินซู รีบเดินเข้ามาทำความเคารพเขาทันที

“ส่งสาส์นด่วนที่สุดไปยังหัวหน้าหมู่บ้านทั้งห้าสิบหมู่บ้านในเขตปกครองของเรา” เสิ่นอี้หานสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “แจ้งให้พวกเขาทุกคนมารวมตัวกันที่ลานหน้าจวนที่ว่าการในอีกสามวันข้างหน้า... บอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนเกี่ยวกับปัญหาปากท้องของทุกคนที่ต้องมาด้วยตัวเอง ห้ามส่งตัวแทนมาเด็ดขาด!”

เสมียนจางรับคำสั่งด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย แต่เมื่อเห็นสีหน้าที่จริงจังของผู้เป็นนาย เขาก็ไม่กล้าซักถามอะไรอีก ก่อนจะรีบไปจัดการตามคำสั่งทันที

เสิ่นอี้หานมองตามหลังของเขาไป ก่อนที่แววตาของเจ้าตัวจะย้ายไปยังทิศทางของหมู่บ้านที่ยากจนที่สุด... หมู่บ้านชิงซีในขณะที่บิดาของนางกำลังจะเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในที่ว่าการอำเภอ เสิ่นหลิวเวยก็หาได้อยู่นิ่งไม่

ในวันนี้เด็กหญิงยังคงสวมบทแม่ทัพตัวน้อยตามเดิม เพิ่มเติมขึ้นมาคือวันนี้นางได้เกณฑ์พลทหารจำเป็นเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่านแม่ของตน อาสะใภ้รอง ฮุ่ยจู ท่านย่าที่แข็งแรงขึ้นอย่างผิดหูผิดตาและต้องการมาดูการทำงาน รวมถึงอาเต๋อผู้แข็งแรง

“วันนี้พวกเราจะมาทำผืนดินหลังจวนที่รกร้างให้เป็นพื้นที่เพาะปลูกกันนะเจ้าคะ!” นางประกาศเสียงดังต่อหน้าทุกคนที่มารวมตัวกันตรงที่ดินท้ายจวน “ข้าดูแล้ว... ดินตรงนี้ดีมากทีเดียว”

คำพูดนั้นทำให้จางชุนฮวาถึงกับเลิกคิ้วสูง “หลานเวยเวย เจ้าตาฝาดไปหรือเปล่า? ดินตรงนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่ามันทั้งแข็งทั้งเค็ม ปลูกอะไรก็ไม่เคยขึ้น”

หลิวซูซินเองก็มีสีหน้ากังวลไม่ต่างกัน “ใช่แล้วลูกรัก ที่ตรงนี้ปล่อยทิ้งร้างมานานแล้ว เราไปหาที่ดินตรงอื่นที่ดีกว่านี้กันดีหรือไม่” ที่นางกล่าวเช่นนี้เนื่องจากกลัวลูกสาวของตนจะผิดหวัง

หลิวเวยส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น ดวงตาของนางทอประกายเจ้าเล่ห์ “ท่านแม่ ท่านอาสะใภ้รองไม่เข้าใจหรอกเจ้าค่ะ ท่านเทพเซินหนงบอกข้าว่าดินผืนนี้ไม่ได้ตาย... แต่แค่หลับอยู่เท่านั้นเอง พวกเราต้องช่วยกันปลุกมันขึ้นมา!”

แม้จะยังไม่เข้าใจนัก แต่ด้วยความเชื่อมั่นจากเหตุการณ์เมื่อวาน ผู้ใหญ่ทั้งสองจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

“อาเต๋อ!” หลิวเวยหันไปหาชายหนุ่มร่างกำยำที่เป็นใบ้ “รบกวนท่านช่วยใช้จอบขุดดินตรงนี้ให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ”

อาเต๋อพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขาหยิบจอบขึ้นมาแล้วเริ่มลงแรงขุดดินตรงจุดที่นางชี้... เคร้ง! จอบกระทบกับพื้นดิน แข็ง ๆ จนเกิดประกายไฟ เขาลองออกแรงอีกครั้ง แต่ก็ขุดลงไปได้เพียงไม่กี่นิ้วเท่านั้น ดินที่ถูกขุดขึ้นมาก็เป็นสีซีด ๆ และร่วนเป็นทรายปนกรวด ไม่มีความชุ่มชื้นเลยแม้แต่น้อย

“เห็นหรือไม่!” จางชุนฮวาโพล่งขึ้นมา “ข้าบอกแล้วว่ามันใช้การไม่ได้”

“นั่นเป็นเพราะดินมันป่วยและหิวอยู่ต่างหากเล่าเจ้าคะ!” หลิวเวยยิ้มตอบอาสะใภ้รองที่กำลังมองมาทางนางด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก

“หลานเวยเวย อาสะใภ้ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ ดินมันป่วยกับหิวได้ด้วยเช่นนั้นรึ” ไม่เพียงแค่จางชุนฮวาเท่านั้นที่สงสัย ทั้งนี้เป็นเพราะกองทัพปฐพีพิทักษ์ปากท้องตัวเล็ก ๆ ก็ต่างมีสีหน้ามึนงงเช่นเดียวกัน

“น้องเล็ก หากมันหิวแล้วเราจะให้มันกินอันใดเล่า... ดินมีปากด้วยเช่นนั้นรึ” คำถามของพี่ชายคนที่ห้าทำให้เสิ่นหลิวเวย กลั้นขำเขาอย่างเอ็นดู

“นั่นสิ ข้าเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าผืนดินนั้นมีปาก” เสิ่นจื้ออันที่มักจะนิ่งกว่าคนเป็นน้องชายก็ยกมือเกาศีรษะพูดออกมาบ้างเช่นกัน

ซึ่งการกระทำของเขาไม่เพียงแต่ทำให้หลิวเวยกลั้นขำไม่อยู่เพราะผู้ใหญ่ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มออกมาอย่างเอ็นดูให้กับลูกและหลานชายของตน

“ย่าว่า น้องสาวของเจ้าคงมีวิธีนั่นแหละ จริงไหมเวยเวย” คำกล่าวของหญิงชราทำให้เสิ่นหลิวเวยพยักหน้ารับอย่างมั่นใจ

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ อีกอย่างผืนดินไม่มีปากหรอกนะเจ้าคะ” เสิ่นหลิวเวยกล่าวพลางยิ้มกว้างอย่างน่าเอ็นดู ก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็นอาจารย์ตัวน้อยผู้ทรงภูมิ นางเดินไปที่พื้นดินแข็ง ๆ แล้วใช้นิ้วเล็ก ๆ ชี้ลงไป

“ท่านเทพเซินหนงบอกว่าผืนดินไม่ได้กินอาหารทางปากเหมือนพวกเรา แต่กินโดยการดื่มและซึมซับเอาเจ้าค่ะ” นางอธิบายอย่างช้าชัด “เหมือนเวลาที่ท่านแม่ทายาให้ข้า ผิวหนังของข้าก็ดูดซับยาเข้าไปได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ ผืนดินก็เหมือนกัน มันจะดูดซับของดี ๆ ที่เราผสมลงไป ทำให้มันแข็งแรงขึ้นเจ้าค่ะ”

คำอธิบายที่เรียบง่ายแต่เห็นภาพชัดเจน ทำให้ทุกคนพยักหน้าตามลงอย่างเข้าใจไม่เว้นแม้แต่เด็กเล็กอย่างสองพี่น้องฝาแฝด

“สุดยอดไปเลย!” เสิ่นจื้อคังตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความตื่นเต้น “แล้วอาหารของดินคืออะไรอย่างนั้นหรือน้องเล็ก” คราวนี้เป็นเสียงของแฝดพี่ดังออกมาบ้าง

หลิวเวยดวงตาเป็นประกายเมื่อเห็นท่าทางใคร่รู้ของเขา “ท่านเทพได้มอบสูตรยาบำรุงดินให้เวยเวยมาแล้วเจ้าค่ะ ท่านบอกว่ายาขนานนี้ต้องมีส่วนผสมสามอย่าง”

นางพล่าวพลางยกนิ้วเล็ก ๆ ขึ้นมานับทีละนิ้ว “อย่างแรก เราต้องการพลังไฟจากในครัว... นั่นก็คือขี้เถ้าอุ่น ๆ เจ้าค่ะ ท่านว่ามันจะช่วยขับไล่ความหนาวเย็นและความป่วยไข้ (ความเป็นกรด) ออกไปจากดิน”

“อย่างที่สอง เราต้องการพลังแห่งชีวิตจากสิ่งมีชีวิต... กล่าวให้เข้าใจง่ายนั่นก็คือมูลวัว มูลไก่ จากโรงนาท้ายอำเภอ ท่านว่ามันคือยาบำรุงชั้นดีที่จะทำให้ดินมีเรี่ยวมีแรง”

“และอย่างสุดท้าย เราต้องนำใบไม้แห้งและฟางข้าวที่หมักจนเปื่อย ท่านว่ามันจะช่วยทำให้ดินนุ่มฟู หายใจได้สะดวกเจ้าค่ะ!”

นางอธิบายหลักการทำปุ๋ยหมักทางวิทยาศาสตร์ด้วยภาษาเทพนิยายที่คนในยุคนี้เข้าใจได้ออกมาอย่างฉะฉาน

“และเมื่อนำของทั้งสามสิ่งนี้มาผสมกับดินป่วย ๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ทิ้งไว้ให้ท่านเทพแห่งดินได้ปรุงยาสักพัก ดินที่หลับใหลก็จะตื่นขึ้นมาแข็งแรงมากกว่าเดิมเจ้าค่ะ!”

คำอธิบายที่ดูแปลกประหลาดแต่ก็ฟังดูมีหลักการอย่างน่าประหลาดนี้ทำให้ทุกคนนิ่งเงียบไปอย่างครุ่นคิด มีเพียงหญิงชราเท่านั้นที่หัวเราะออกมาอย่างพึงพอใจ

“วิเศษจริง ๆ! หลานของข้าช่างหลักแหลมนัก!” นางหันไปมองทุกคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ “แล้วพวกเจ้ารออะไรกันอยู่เล่า! ได้ยินที่แม่ทัพน้อยของพวกเราสั่งแล้วไม่ใช่หรือ! รีบไปเตรียมวัตถุดิบมาให้ท่านเทพปรุงยากันได้แล้ว!”

สิ้นคำของแม่สามี จางชุนฮวาผู้คิดเร็วทำเร็วกว่าใครเพื่อนรีบขานรับทันที “เจ้าค่ะท่านแม่! ข้าจะไปจัดการที่ห้องครัวเอง! ฮุ่ยจู เจ้าไปกับข้า!”

“อาเต๋อ!” หลิวเวยรีบหันไปสั่งการต่อทันที “ข้ารบกวนท่านไปที่โรงนาท้ายอำเภอ บอกคนดูแลว่าท่านย่าขอแบ่งมูลวัวมูลไก่มาใช้บำรุงสวนดอกไม้ได้หรือไม่เจ้าคะ”

ชายหนุ่มร่างกำยำพยักหน้ารับอย่างแข็งขันแล้วรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

“ส่วนพวกเรา... กองทัพพิทักษ์ปฐพี!” นางหันมาหาพี่ชายทั้งสองรวมเสี่ยวชิงที่ยืนรอรับคำสั่งอยู่ “ภารกิจของพวกเราคือรวบรวมใบไม้แห้งและฟางข้าวให้ได้มากที่สุด! เคลื่อนทัพได้!”

“รับบัญชาท่านแม่ทัพ!” เหล่าเด็ก ๆ ขานรับอย่างพร้อมเพรียงกันด้วยความฮึกเหิม ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนอย่างกระตือรือร้น

หลิวซูซินมองภาพความวุ่นวายที่เปี่ยมไปด้วยความหวังตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ส่ายศีรษะด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้ว่านางจะไม่เข้าใจหลักการอะไรมากนัก

แต่เมื่อเห็นความสุขและความมุ่งมั่นของทุกคนโดยมีบุตรสาวตัวน้อยของนางเป็นศูนย์กลาง... นางก็รู้สึกได้ว่า... อนาคตของตระกูลเสิ่น... จะต้องเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 268

    หญิงสาวเลือกเดินทางมาที่หมู่บ้านท่าเรือประมงค่อนข้างเก่าแห่งหนึ่ง... ลมทะเลพัดแรงหอบเอากลิ่นไอเค็มและความชื้นเข้ามาปะทะใบหน้าหลินเวยในชุดเดรสยาวสีขาว ยืนอยู่บนสะพานเทียบเรือ เธอมองออกไปที่เส้นขอบฟ้าที่น้ำทะเลบรรจบกับท้องฟ้า ที่นี่... แม้ตึกรามบ้านช่องจะเปลี่ยนไปจากภาพในฝัน แต่กลิ่นของทะเล เสียงของค

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 267

    กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านอีกครา นับจากวันที่เหล่าพี่น้องได้พบหน้า... จากฤดูใบไม้ผลิสู่ฤดูหนาว จากผมดำขลับสู่สีดอกเลา... ในที่สุดเรื่องราวของเสิ่นหลิวเวยสตรีผู้พลิกชะตาตระกูลเสิ่นและสร้างตำนานแห่งเมืองตงไห่ก็ได้ดำเนินมาถึงบทสุดท้ายของชีวิตที่เรือนพำนักจวนอ๋องจิ้ง... ภายในห้องนอนที่กว้างขวางและเงีย

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 266

    “ท่านอาจื้อคัง! ข้าฮ่าวหราน มารับท่านแล้วขอรับ!”เสิ่นจื้อคังเปิดม่านออกมา น้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นหลานชายที่เคยตัวกะเปี๊ยก บัดนี้กลายเป็นชายชาติทหารเต็มตัว“ฮ่าวหราน... เจ้าโตเป็นหนุ่มแน่นขนาดนี้เชียวหรือ! ดี! ดีมาก! สมแล้วที่เป็นลูกของพี่สาม!”ในระหว่างที่เสิ่นฮ่าวหรานกำลังไปรอรับผู้ที่เดินทางมาจากแด

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 265

    กาลเวลาเปรียบดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว มิอาจหวนคืน... จากฤดูร้อนอันแสนวุ่นวายของเหล่าเด็กน้อยในวันวาน เคลื่อนคล้อยผ่านฝนหนาวและใบไม้ผลิมานับอีกสี่ปีสี่ปี... เป็นช่วงเวลาที่จะสั้นก็ว่าสั้นจะว่านานก็นาน เพราะแต่ละปีก็หมายถึงอายุของผู้สูงวัยที่เพิ่มขึ้น ส่วนเหล่ารุ่นเยาว์ก็เริ่มเติบโตพอจะบินส

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 264

    ส่วนเสิ่นฮ่าวหรานและจ้าวเฟยหลงทำหน้าที่เป็นฝ่ายผลิต... หน้าที่ไสน้ำแข็งและทุบน้ำแข็ง เพราะเป็นหนุ่มสายบู๊ พละกำลังเหลือเฟือทางด้านสองสาว เสิ่นซินเยว่และจ้าวเฟยหง จะทำหน้าที่ฝ่ายบริการและเรียกลูกค้า โดยที่โจวหม่านม่านจะทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบคือนักชิมนั่นเอง ปิดท้ายด้วยเสิ่นอี้ซวนที่จะทำหน้าที่สังเกตภา

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 263

    สายลมร้อนอบอ้าวพัดผ่านทุ่งนาสีเขียวขจีของเมืองตงไห่ แม้จะเป็นฤดูร้อนที่แผดเผาแต่สำหรับจวนตระกูลเสิ่นแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยความเย็นฉ่ำจากความรักและความมีชีวิตชีวาที่ห้องทำงานส่วนตัวของเสิ่นอี้เทียน... หนุ่มน้อยในวัยสิบสามปีกำลังนั่งหลังตรงจรดพู่กันลงบนกระดาษเนื้อดี กลิ่นหมึกหอมจางลอยอบอวลไปในอากาศ“เ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 135

    กาลเวลาผันผ่านไม่นานหลังจากนั้น วันเดินทางสู่เมืองหลวงของเหล่าบัณฑิตผู้มีความหวังก็ได้มาถึง... บริเวณท่าเรือของอำเภอผิงเจียงในเช้าวันนี้คึกคักเป็นพิเศษเนื่องจากชาวเมืองตงไห่และเหล่าศิษย์จากสถานศึกษาไห่เหวินซูเยวียน ต่างพากันมารวมตัวเพื่อส่งและกล่าวอวยพรให้แก่เหล่าว่าที่จอหงวนของพวกเขา โดยเฉพาะหวังจ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 134

    “ถ้วยนี้ น้องเล็กเรียกว่าน้ำแกงเห็ดหูหนูขาวเมล็ดบัวขอรับ” เสิ่นจวินสือที่มาด้วยพูดขึ้น หวังจื้อหาวที่แทบจะไม่แตะต้องอาหารมาหลายวันมองถ้วยของว่างที่กำลังส่งกลิ่นหอมหวานอ่อน ๆ ช่วยให้จิตใจสงบไม่วางตาส่วนถ้วยอีกใบ... คือผลไม้สีแดงก่ำที่ถูกคว้านเมล็ดออกแล้วนำไปนึ่งจนนุ่ม... ราดด้วยน้ำเชื่อมสีอำพัน... ซ

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 133

    ท่ามกลางความยินดีนี้... เสิ่นหลิวเวยก็ได้นางมองภาพของหวังจื้อหาวที่ถูกโยนตัวขึ้นไปในอากาศด้วยรอยยิ้มเช่นกัน (ยอดเยี่ยมมากศิษย์พี่... ท่านทำได้แล้ว...)นางรู้ดีว่า... นี่เป็นเพียงก้าวแรก... ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า... เนื่องจากหวังจื้อหาวและเหล่าผู้สอบผ่าน... จะต้องเดินทางไกลกว่า 1,800 ลี้... เพื่อไป

  • ชุนหนี ฮู้เกินโคลนใบไม้ผลิคุ้มราก   บทที่ 132

    เจ็ดวันต่อมา... จดหมายด่วนจากเมืองตงไห่ก็ได้ถูกส่งมาถึงร้านค้าสมบัติสวรรค์สาขาเมืองหลวง ซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นสถานีกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างสองเมืองไปโดยปริยาย พร้อมกันนั้น... เกวียนหลายสิบเล่มที่บรรทุกแตงโมผลใหญ่สีเขียวเข้ม และเครื่องบรรณาการคลายร้อนที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีที่สุดโดยเสิ่นหลิวเวย ก็ไ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status