ログインอย่างที่บอกว่า ลูกค้าหลายคนของฉัน มักเป็นกลุ่มชายสูงวัยที่ค่อนข้างมีฐานะ มีหน้ามีตาในสังคม แต่ก็เหมือนจะมาคู่กับการมีสาวข้างกาย แต่ไม่สามารถพาออกหน้าออกตาได้
หลังจากที่ฉันรับงานได้ 2-3 ครั้ง ก็มีคนแนะนำลูกค้ามาให้ แต่ตอนนั้นด้วยความเป็นมือใหม่เพิ่งเข้าวงการ จากความดีใจที่ได้ลูกค้าแนะนำ จึงไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อน
กลายเป็นว่าครั้งนั้น ฉันรับลูกค้าที่มือเก่าในวงการทุกคนรู้กันดีว่า ชอบลวนลามนักช็อปฯ ผู้หญิงหน้าใหม่ และหากไม่ระวังตัว ก็จะกลายเป็นบ้านน้อยของเขาไปโดยปริยายจนไม่สามารถกลับเข้าวงการได้อีก ถือว่าครั้งนั้นฉันโชคดีมากที่รอดมาได้
แต่ลูกค้าใหม่คนนี้ หน้าตา ท่าทางดีกว่าพวกนั้นเยอะ แต่ทำไมถึงเริ่มใช้บริการนักช็อปฯ แบบฉัน และไม่นานนักฉันก็ได้คำตอบเรื่องที่สงสัยนี้
“ขอบคุณนะคะพี่วัต ถูกใจเชอร์รี่ที่สุดเลย แบบนี้ต้องให้รางวัล...”
“ไม่เป็นไรค่ะ เชอร์รี่ชอบพี่ก็ดีใจแล้ว ยังไงวันนี้พี่ต้องรีบกลับแล้ว พอดีพี่มีงานด่วน ไว้เราค่อยนัดกันใหม่นะคะ ขอโทษด้วย”
“อ้าว...งั้นที่เราตกลงกันไว้..”
“ไว้ว่างเมื่อไหร่พี่โทรหานะคะ ขอโทษนะ พี่มีงานด่วนจริงๆ”
ดูเหมือนผู้หญิงคนนั้นจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ แต่ก็ไม่นานหรอก เพราะพอพนักงานห่อกระเป๋ากับรองเท้าที่เธอเลือกใส่ถุงให้เสร็จ เธอก็ยิ้มหน้าบาน พร้อมจะเดินเชิดหน้าออกจากร้านทันที ไม่ทันได้รอคนที่พาเธอมาและกำลังรอจ่ายเงินหลักแสนให้เธออยู่เลยแม้แต่น้อย
“ขอบคุณมากนะคะ ที่เลือกไว้วางใจให้มาบริการวันนี้ หวังว่าจะถูกใจกับของที่เลือกให้นะคะ” ฉันเอ่ยกับลูกค้าเมื่อกำลังยื่นรอที่เคาน์เตอร์ชำระเงิน ทุกครั้งที่ให้บริการเสร็จฉันจะรอจนกระทั่งลูกค้าออกจากร้านก่อน ฉันถึงจะกลับ
“ขอบคุณคุณนิต้าเช่นกันครับ คุณมืออาชีพมาก หวังว่าครั้งต่อไปจะได้ใช้บริการอีกนะครับ”
“ยินดีค่ะ” ฉันคิดว่าเขาคงพูดออกมาแบบนั้นเป็นเพียงมารยาท เพราะของที่ผู้หญิงคนนั้นได้ไป ราคาไม่ใช่น้อยๆ แทบจะจัดอยู่ในรุ่นที่มีราคาสูงที่สุด จึงไม่คิดว่าเขาคนนี้จะยินดีที่จะมาใช้บริการฉันอีก
ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งเลือกของแพงๆ ให้หรอกนะ แต่ของพวกนั้น คุณภาพดีจริงๆ สมกับราคา และต้องถือว่าผู้หญิงคนนั้นโชคดีที่มีของพอดี ตั้งแต่เลือกจะทำอาชีพนี้ ฉันตั้งปณิธานไว้แล้วว่าต้องเลือกของที่ดีที่สุด เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุดให้ลูกค้า แต่จะไม่บังคับให้ลูกค้าต้องจ่ายหากไม่พอใจ และไม่พร้อม หากลูกค้ามีงบประมาณตั้งเอาไว้ให้ ฉันก็จะเลือกที่ดีที่สุดตามงบนั้น
ดังนั้น ฉันจึงไม่ได้ให้นามบัตรหรือข้อมูลการติดต่อกลับไป เพราะคิดว่าเขาคงไม่ติดต่อมาตามที่พูดนั้น หลังจากพนักงานเคลียร์บิลลูกค้าเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมายืนส่งลูกค้าที่หน้าเคาน์เตอร์ด้วยกันกับฉัน
ฉันต้องเอียงคอมองอย่างสงสัยเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเหมือนเขาจะยังคงยืนรอนิ่งอยู่ ไม่รีบเดินตามแฟนสาวที่ออกจากร้านไปได้ซักครู่หนึ่งแล้ว “มีอะไรอีกหรือเปล่าคะ เอ่อ..เมื่อซักครู่คุณผู้หญิงออกจากร้านไปก่อนแล้วค่ะ”
“อ๋อ เอ่อ...ไม่มีอะไรครับ งั้นผมขอตัวก่อน”
“สวัสดีค่ะ” ‘ไม่รู้พี่แพตตี้จะบ่นชั้นขนาดไหนนะเนี่ย ทำเสียลูกค้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ เฮ้อ ซวยจริงๆ นิต้าเอ้ย’ ฉันทำได้แค่บ่นอยู่คนเดียวในใจคนเดียว ระหว่างที่กำลังยืนมองผู้ชายคนนั้น เดินออกจากร้านไป
“นิต้า ไม่รับสายเหรอ เค้าน่าจะมีเรื่องสำคัญนะ เราเห็นโทรเข้ามาหลายสายแล้วนะ” ฉันเงยหน้าขึ้นจากหนังสือนิยายในมือ มองไปที่หน้าจอมือถือที่วางอยู่ที่ข้างตัว เห็นชื่อที่โชว์อยู่บนหน้าจอนั้นยังเป็นชื่อ พี่แพตตี้คนสวย ชื่อที่เจ้เขาบังคับให้ฉันตั้งไว้ แม้จะเป็นมือถือของฉันก็ตาม
“ยังอะ...ชั้นรู้ว่าเรื่องอะไร ชั้นยังทำใจไม่ได้” ฉันตอบกลับเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างๆ กัน คนที่เตือนให้ฉันรับสาย
หลังจาก ส่งลูกค้ารายใหม่ออกจากร้านได้ไม่นาน ฉันก็รีบเก็บกระเป๋า และออกจากห้าง เพื่อมาหาเพื่อนสนิทฉันที่บ้านของเธอ ฉันอยากหาที่พักใจซักหน่อย หลังจากเพิ่งผ่านมรสุมความซวยในชีวิตมา
ฉันมาบ้านอัยย์เพื่อนสนิทตั้งแต่เริ่มเข้าเรียน มหา’ลัย ของฉัน บ้านเธอเป็นเซฟโซนที่ดีของฉันที่หนี่งเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าเวลาที่ฉันจะสบายใจ หรือไม่สบายใจ ฉันมาที่นี่จะได้รับความอบอุ่นและความสบายใจเสมอ
ผมนั่งจิบไวน์กับนิต้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้พูดคุยอะไรกัน มีเพียงเสียงจากทีวีที่เปิดหนังเรื่องหนึ่งขึ้นมา ซึ่งผมเองก็ไม่รู้ว่าชื่อเรื่องอะไร ไม่รู้ว่าใครเป็นนักแสดงด้วยซ้ำ อีกทั้งยังไม่ได้สนใจจะดูหรือฟังเนื้อหาของหนังเลยแม้แต่น้อยในหัวยังคงวนเวียนคิดถึงประโยคนั้นของเธอ อย่าบอกว่าจะจริงจังกับชั้นนะ ชั้นบอกนายไว้ก่อนเลยนะ ว่าชั้นไม่คิดจะผูกมัดกับใคร แค่เจอกันครั้งคราวชั้นก็โอเค แต่ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด ผมไม่เข้าใจและยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลยจริงๆการที่ผมทำแบบนี้ ให้การ์ดคอนโดเธอ เผื่อเอาไว้เวลาที่เรานัดกัน เธอสามารถมารอผมที่ได้จะได้สะดวกขึ้น ก็ดีไม่ใช่หรือไง และผมก็แค่คิดว่าเธอมีความสามารถหาเงินได้เองเยอะแยะขนาดนั้นก็คงจะไว้ใจได้ คงไม่ขโมยของผมหรือพาใครมายกเค้าบ้านผมหรอก แบบนี้เรียกว่าผมจริงจังกับเธอเหรอก็ใช่ไง ผมก็ไม่ได้จริงจัง ไม่ได้คิดจะผูกมัดเธอ เพียงแต่ผมก็ไม่โอเคที่จะต้องหลบซ่อนห้ามให้ใครรู้นี่หว่า รูปร่างหน้าตาผมก็ไม่ได้แย่ถึงกับจะโชว์ใครไม่ได้เลยซะที่ไหน ฐานะหน้าที่การงานก็ดี สามารถเอาไปเชิดหน้าชูตาที่ได้คว
ในใจของฉันกำลังสับสน และสมองก็กำลังตีกันอย่างบ้าคลั่ง‘เค้าไม่ได้จะแต่งงานแสดงว่าก็ยังโสดนะสิ ทางสะดวกเธอแล้วไงนิต้า’‘เธอจะบ้าเหรอ ทางสะดวกอะไร เธอไม่ได้อยากคบเค้าซักหน่อย’‘แต่นี่เค้าติดใจเธอแล้วสินะนิต้า เธอมีผู้ชายไว้แก้เหงาแล้วไง เค้าไม่ได้แต่งงานก็เป็นคนแก้เหงาให้เธอได้ไง ไม่ผิดศีลธรรม’‘เธอจะเอาตัวเองไปล้อเล่นกับคนแบบนั้นเหรอ เค้าน่ะเสือผู้หญิงเชียวนะ เธอก็เจอผู้หญิงที่เค้าควงมาซ้ำหน้ากันที่ไหน’‘ก่อนหน้านี้ก็เป็นเรื่องผ่านไปแล้วสิ ถ้าตอนนี้เค้าไม่ยุ่งกับคนอื่น อย่างน้อยก็ช่วงที่ยังยุ่งกับเธอล่ะ’‘เธอแน่ใจได้เหรอว่าเค้าจะยอมทำแบบนั้นน่ะ ที่ผ่านมาเค้าเป็นยังไงเธอก็เห็นนี่ ยังจะเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอีกหรือไง’‘จะไปยากอะไร ถ้าเค้าไปยุ่งกับคนอื่นอีก เธอก็แค่ถอยห่างเลิกยุ่งก็แค่นั้นไง ไม่ดีเหรอ เล่นง่ายเลิกง่ายๆ ก็ไม่ต้องผูกมัด เหมือนที่เธอต้องการเลย แถมเค้ายังทำถูกใจเธอไม่ใช่เหรอไง’“คุณคิดอะไรของคุณอยู่น่ะ ตกลงชอบหรือเปล่า” ในขณะ
‘แล้วนี่เธอจะตื่นเต้นทำไมล่ะนิต้า เฮ้อ ทำไมนะ ทำไมเค้าถึงมีอิทธิพลต่อเธอได้ขนาดนี้’ แม้จะวางสายจากเขาไปได้สักพักแล้ว แต่ฉันยังรู้สึกเหมือนหัวใจยังคงเต้นเร็วไม่ยอมหยุด มือที่กำลังถือแก้วกาแฟก็ยังคงสั่นจนกลัวว่ายัยอัยย์จะจับสังเกตุถึงความผิดปกตินี้ได้ไปด้วยทั้งๆ ที่ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าการช่วยอัยย์ครั้งนี้ ฉันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องได้เจอกับเขาอีก เพียงแต่ฉันยอมช่วยเพราะอัยย์เป็นเพื่อนเพียงคนเดียว ที่ฉันรักมากที่สุด และฉันรู้ว่าเธอก็มีฉันเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเธอเช่นกันเป็นไปตามแผน เมื่อฉันกับอัยย์ ถึงที่โรงพยาบาลเพียงไม่นาน ก็ได้พบกับหมอภีม และเขาก็พาตัวอัยย์ไปทันที ส่วนฉันจากที่ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะกลับไปพักที่คอนโดของตัวเอง แต่ก็ทำไม่ได้เมื่อถูกขวางเอาไว้ด้วยผู้ชายที่ฉันกำลังพยายามหลบหน้าเขาอยู่“คุณจะไปไหน ผมไปส่ง” เขาจับข้อมือฉันไว้เพื่อไม่ให้ฉันหนีเขาได้อีก“ไม่เป็นไรคะ ชั้นเอารถมา” ฉันพยายามขยับตัวถอยออกมาเพื่อจะหลุดออก
‘ยิ่งหนีก็ยิ่งได้เจอ’ ฉันคิดไม่ถึงว่า ฉันจะต้องมาเผชิญหน้ากับเขาถึงสองวันติดกันแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่ฉันตั้งใจไว้ว่าจะอยู่ให้ห่างเขาสักระยะ แต่กลับไม่มีอะไรเป็นใจเลยยิ่งไปกว่านั้น เรื่องบังเอิญที่ทำให้ยิ่งรู้สึกแย่ คือ การรู้จักกันของเขากับคุณวาเลน ทำให้ฉันลำบากใจไม่น้อย ฉันชื่นชมคุณวาเลนมากจริง ๆ คิดไม่ถึงว่าเธอจะสนิทสนมกับหมอวัตยิ่งข่าวล่าสุดที่ฉันเพิ่งได้รู้มาคือ ครั้งนี้คุณวาเลนกลับมาเพื่อจัดงานฉลองแต่งงาน หรือว่าเจ้าบ่าวของเธอ คือ เขา ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ฉันคงจะไม่กล้าสู้หน้าคุณวาเลนอีกเป็นแน่ ก็ฉันเพิ่งนอนกับเจ้าบ่าวของเธอมาเนี่ยนะตอนคุณวาเลน พยายามชวนฉันไปเที่ยวด้วย ฉันแอบเหลือบมองหน้าผู้ชายที่ยืนข้างเธอ สีหน้าเขาไม่สลดเลยสักนิด แถมมีรอยอมยิ้มอยู่ในนั้น ทำฉันยิ่งรู้สึกไม่ควรเข้าใกล้ผู้ชายคนนี้อีกเทพเทวดาช่างกลั่นแกล้ง เมื่อวันรุ่งขึ้นที่ฉันต้องไปเป็นเพื่อนยัยอัยย์ เพื่อทดสอบอาการป่วยของเธอ กลับได้เจอกับเขามากับหมอภีมอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับต้องนั่งร่วมโต๊ะกินข้าว แล้วยังเดินเที่ยวเล่นด้วยกันอ
“นี่น้องวา เธอไปติดนิสัยแบบนี้มาจากสามีเธอใช่มั้ยเนี่ย เดี๋ยวนี้ปากร้ายจังนะ” ผมจิ้มนิ้วลงบนหน้าผากของเธอ แล้วออกแรงเล็กน้อยดันหน้าเธอให้ออกห่างไป“โถ่ พี่วัตก็ อย่าเพิ่งคุยเรื่องวาเลย มาเล่าให้วาฟังก่อนดีกว่าว่าตกลง พี่วัตกับคุณนิต้า นี่ยังไงกันคะ เธอฟัน…พี่แล้ว…”ไม่ปล่อยให้เธอพูดจนจบประโยค ผมต้องแกล้งชี้หน้าดุเธอ เพื่อให้เธอหยุดพูดคำว่า ‘ทิ้ง’ ออกมา แล้วรีบบอกปฏิเสธความเข้าใจผิดของเธอ ถึงแม้จะเป็นเรื่องจริง“เงียบเลยยัยวา เธอแค่งานยุ่ง”“ถ้าอย่างนั้น พี่ก็เปลี่ยนคนควงสิ ถ้าเธอไม่สนใจพี่ พี่ก็แค่เลิกสนใจเธอ เด็กๆ สาวๆ ของพี่ก็รอต่อคิวอยู่อีกเยอะไม่ใช่เหรอ แค่คุณนิต้าคนเดียวก็ปล่อยเธอไปเถอะ พี่จะได้ไม่เสียเวลา”หากถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมก็คงไม่สนใจอย่างที่วาพูดจริงๆ แต่พอเป็นนิต้า ผมกลับทำแบบนั้นไม่ได้ หลังจากเจอเธอ ผมก็ไม่รู้สึกถูกใจผู้หญิงคนไหน หลายคนที่พามาช็อปกับเธอ ก็เป็นเพียงข้ออ้างที่ทำให้ผมได้เจอเธอเท่านั้น“ไ
ผมพยายามติดต่อเธอ อยากจะนัดเจอเพื่อพูดคุยกันต่อหน้า ผมอยากคุยกับเธอให้รู้เรื่องเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเรา เรื่องที่ผ่านมาวันนั้น คืออะไรกันแน่ ในเมื่อเธอเองที่เป็นคนเสนอ แต่ทำไมเธอถึงกลับหลบหน้าผมหลังจากนั้นล่ะโชคยังคงเข้าข้างผมอยู่บ้าง เมื่อความพยายามขอนัดด้วยตัวเองไม่เป็นผล แต่กลับมาสายหนึ่งติดต่อเข้ามา และนั่นเหมือนเสียงสวรรค์“ฮัลโหล นี่คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” เบอร์ที่โชว์บนหน้าจอเป็นเบอร์ส่วนตัวที่ใช้ภายในประเทศ ผมจึงแน่ใจว่า คนปลายสายได้กลับมาสู่ประเทศไทยแล้ว(ผมทนเสียงนกในกรงเจื้อยแจ้วไม่ไหวเลยเดินทางกลับมาก่อน เพิ่งถึงเมื่อวาน ถ้าคุณสะดวกรับสายแสดงว่าพอมีเวลา งั้นคุณก็คุยกับเธอเองแล้วกันนะ ผมขอไปสั่งงานลูกน้องก่อน) เสียงทุ้มต่ำมีพลังพูดมาเพียงประโยคยาวๆ ประโยคเดียว แล้วก็ส่งมือถือให้อีกคนทันที(พี่วัตตตต...คิดถึงวามั้ย วากลับมาแล้วน๊า) เสียงเจื้อยแจ้วเหมือนที่เจ้าของมือถือบอกเอาไว้ กรองเสียงออดอ้อน จนผมยังต้องหลุดขำ ‘นี่หรอ คุณนายมาเฟีย’“เป็นยังไงบ้างเรา นี่กวนคุณแดเนียลจนเค้าทนไม่ไหว ต้องพากลับมาส่งบ้านเ







