مشاركة

บทที่ 10

last update تاريخ النشر: 2025-04-03 12:08:45

เยว่อวิ๋นนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าเจ้าหัวไชเท้าน้อยที่นางกำลังคิดเลี้ยงดูนั้น กำลังวางแผนที่จะเลี้ยงดูนางในอนาคตเช่นกัน

เนื่องจากฟ้าด้านนอกยังสว่างไม่มากนัก ภายในห้องมีเพียงเแสงสว่างสลัวๆ เมื่อรวมกับกลิ่นอับชื้นอากาศจึงไม่น่าพิสมัยนัก เยว่อวิ๋นพลันขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะถือชามข้าวต้มเดินเข้าในห้อง

คนบนเตียงยังคงนอนอยู่ในท่าเดิม ลมหายใจแผ่วเบายากจะสังเกตก็ยังไม่แปรเปลี่ยน ทว่าเยว่อวิ๋นกลับรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้กำลังหลับอย่างท่าทางที่แสดงออก

“ข้านำข้าวต้มมาให้” นางกล่าวพลางกวาดสายตาไปรอบห้อง “ยาของเจ้าเล่า ไม่มีงั้นหรือ”

บนโต๊ะด้านนอกไม่มียาวางไว้ นางมองหาดูภายในห้องก็ไม่เห็น อาการของอีกฝ่ายย่ำแย่ขนาดนี้ อย่าบอกนะว่ามารดาใจดำของเขาไม่คิดเตรียมไว้ให้

คำถามถูกตอบกลับมาด้วยความเงียบ บุรุษบนเตียงไม่แม้แต่จะขยับลืมตาด้วยซ้ำ เยว่อวิ๋นเลิกคิ้วน้อยๆ ไม่กล่าวอะไรต่อ คนผู้นี้คล้ายมีกลิ่นอายต่อต้านผู้อื่นแผ่ออกมาให้สัมผัสได้

แต่เดิมนางก็ไม่มีนิสัยชอบเอาหน้าร้อนๆ ของตนไปนาบก้นเย็นๆ ของผู้อื่น [1] อยู่แล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงท่าที่ไม่ยี่หระ ความคิดแวบแรกที่ผุดมาคือ หรือว่านางจะปล่อยให้คนผู้นี้ตายไปเช่นนี้เลยดีนะ…

นางแต่งเข้ามาแล้ว ถ้าอีกฝ่ายจากไปนางก็จะกลายเป็นภรรยาม่ายของเซี่ยฉงอวิ๋น บ้านเดิมที่น่ารังเกียจย่อมไม่อาจเข้ามายุ่มย่าม ส่วนทางบ้านเซี่ยเองก็ไม่มีใครอยากแบกรับภาระเลี้ยงดูหญิงม่ายกับบุตรเป็นแน่ สิ่งที่แม่สามีราคาถูกของนางจะทำคงเป็นการเตะส่งแยกบ้านไล่พวกนางสามแม่ลูกออกมา

ชีวิตแบบนั้น มันช่าง…น่าสนใจเสียจริง

ความคิดนี้เปรียบดังกระแสน้ำไหล ลอยผ่านมาแล้วก็ลอยผ่านไป เพราะเจ้าไชเท้าน้อยคู่นั้นไร้มารดาผู้ให้กำเนิด หากต้องมาเสียบิดาอีกคนก็คงจะน่าสงสารแย่

แม้การเป็นภรรยาม่ายสามีตายโดยทิ้งลูกเล็กไว้ให้จะน่าเย้ายวนใจเพียงใด แต่เยว่อวิ๋นก็ตระหนักได้ว่าการมีชีวิตอยู่ของเซี่ยฉงอวิ๋นก็ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้นางได้มากกว่าการตายของเขาอยู่สักเล็กน้อย

คิดได้ดังนั้น เยว่อวิ๋นจึงไม่มัวมาคิดเล็กคิดน้อยกับอีกฝ่าย ก็แค่คนป่วยคนหนึ่งมิใช่หรือ ให้มันรู้ไปสิ ว่านางที่อดีตเป็นถึงผู้สืบทอดวิชาแพทย์ของเขาโอสถมีหรือจะจัดการเขาไม่ได้

เซี่ยฉงอวิ๋นยังคงนอนหลับตานิ่ง หูลอบฟังเสียงคนข้างกาย ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆ คาดว่าคงจากไปแล้ว

ดูเหมือนว่าเจ้าสาวหมาดๆ ของเขา จะไม่มีความอดทนเลยสักนิด แค่แสร้งไม่ตอบนางก็ผละจากไปไม่รั้งรอ ไม่รู้ว่าในใจสั่งสมความไม่พอใจเอาไว้มากแค่ไหน

ก็จริง ต้องแต่งให้บุรุษป่วยหนักซ้ำร่างกายยังพิการ สตรีปกติที่ไหนจะยินดีกัน

ไม่สิ…ยังมีคนผู้หนึ่ง ที่ไม่ว่าอะไรก็มิอาจสั่นครอนความตั้งใจของนาง ทว่าน่าเสียดายที่เขาจะไม่มีวันได้พบหน้านางอีกแล้ว

เยว่อวิ๋นเลิกคิ้วเล็กน้อย แม้ใบหน้าผู้ที่อยู่ตรงหน้านางจะถูกปกคลุมไปด้วยหนวดเครารุงรังจนยากจะมองเห็นได้ ทว่ากลิ่นอายบรรยากาศหดหู่ที่แผ่ออกมานั้นเห็นได้ชัด

เพียงแต่ไม่ว่าคนบนเตียงจะมีท่าทีอย่างไร ล้วนไม่กระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของเยว่อวิ๋น นางไม่แม้แต่จะขมวดคิ้วยามโน้มตัวลงไปพยุงจัดท่าทางให้อีกฝ่ายนั่ง

นางนำหมอนมารองด้านหลังให้เขา หลังจากขยับดูจนแน่ใจว่ามั่นคง จึงหันไปหยิบชามข้าวกับไข่ที่ไม่ร้อนมากแล้วขึ้นมาป้อนเขา

เซี่ยฉงอวิ๋นแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่านางยังไม่จากไป ก่อนจะรู้สึกถึงปลายช้อนที่ยื่นมาจ่อริมฝีปากตัวเอง เขาอ้าปากรับช้าๆ ไม่ดึงดัน ด้วยรู้สึกได้ว่าตอนนี้ต่อให้ตนแสดงท่าทางเมินเฉยอย่างไร คนตรงหน้าก็ไม่สนใจเป็นแน่ ดีไม่ดีนางอาจจับเขาเงยหน้าบีบจมูกเทชามข้าวต้มกรอกเข้าปากแบบรวดเดียวด้วยซ้ำ

อย่าถามเลยว่าเขารู้ได้อย่างไร ก็ความรู้สึกมันบอกเช่นนั้น…

สองสามีภรรยา คนหนึ่งป้อน คนหนึ่งกิน ไม่นานข้าวต้มในชามก็ถูกตักกินจนหมด เยว่อวิ๋นก้มลงมองชามเปล่าในมือตัวเองแล้วเอ่ยถามน้ำเสียงเรียบเฉย

“ยังต้องการอีกหรือไม่” เมื่อครู่ตอนจัดท่าทางให้เขา นางได้จับชีพจรไปด้วย ถึงรู้ว่ากระเพาะของอีกฝ่ายไม่ค่อยดีนัก

เซี่ยฉงอวิ๋นส่ายหน้า เขาลืมตามองฝ่าความมืดมิดไปยังทิศทางที่มาของเสียง ตอยกลับด้วยน้ำเสียงพึมพำ

“ไม่แล้ว ขอน้ำ”

เสียงทุ้มต่ำแหบพร่านั้นให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เยว่อวิ๋นเหม่อลอยไปชั่วขณะ ก่อนจะขมวดคิ้วแน่นเมื่อสังเกตได้ถึงบางอย่าง

“เจ้า… ตาของเจ้า…”

ดวงตาคู่เรียวที่ซ่อนอยู่ใต้ไรผมนั้นสามารถมองเห็นได้เลือนราง แต่เมื่อเพ่งอย่างละเอียดก็จะมองออกถึงความไม่ปกติ

“ใช่แล้ว เป็นอย่างที่เจ้าคิด เหตุการณ์บนเขาคราวนั้นไม่เพียงแต่จะทำให้ข้าไม่สามารถเดินได้ ดวงตาสองข้างก็ยังมองไม่เห็นอีกด้วย”

หลังจากดื่มน้ำ สุ้มเสียงที่แหบพร่าของเซี่ยฉงอวิ๋นก็กลับคืนมาหลายส่วน น้ำเสียงทุ้มเนิบช้ารวมกับท่าทางสบายๆ ของเจ้าตัว สื่อให้รู้สึกถึงความเอื่อยเฉื่อยดุจเมฆาที่เคลื่อนคล้อยกลางสายลมอบอุ่น ราวกับว่าคำที่กล่าวออกมาเมื่อครู่นั้นไม่ใช่เรื่องของคนพูดแต่อย่างใด

หากเป็นสตรีทั่วไปได้ยินแบบนี้ ในใจย่อมไม่ยินยอม ต้องแสดงความโกรธเคืองขุ่นข้อง หรือกระทั่งร่ำไห้ตีโพยตีพายออกมาให้เห็น ทว่าที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นมิใช่เยว่อวิ๋น

สิ่งแรกที่นางคิดถึงหลังจากได้ยินเขาบอก ก็คือ เซี่ยฉงอวิ๋นผู้นี้เป็นสามีที่ฟ้าประทานมาให้นางชัดๆ

ก่อนหน้าก็เคยคาดการณ์ไว้แล้วว่าคนผู้นี้จะกลายเป็นคนพิการ ในใจเยว่อวิ๋นที่ต้องการเพียงสามีในนามจึงยอมรับได้การแต่งงานนี้ แม้การดูแลผู้ป่วยที่ต้องนอนบนเตียงจะลำบากไปบ้าง แต่นางก็มีความมั่นใจอยู่หลายส่วน

มายามนี้เมื่อได้ยินว่าเขาตาบอด เยว่อวิ๋นก็รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องปล่อยให้อีกฝ่ายพิการนอนไปตลอดชีวิต เพราะเทียบกันแล้วคนตาบอดที่ทำกิจวัตรประจำวันได้เอง ย่อมดูแลได้ง่ายกว่าคนป่วยที่นอนขยับตัวไม่ได้มากนัก อนาคตขอเพียงเขาสงบเสงี่ยมอยู่ในที่ของตัวเอง นางก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องไปวุ่นวายด้วย

ใช้เวลาไม่นาน เยว่อวิ๋นก็ครุ่นคิดจนแตกฉานถึงผลได้ผลเสียของเรื่องราว ยิ่งคิดนางก็ยิ่งอารมณ์ดี เบิกบานเสียจนวาจาที่กล่าวปลอบใจสามีในนามยังอ่อนลง ทั้งเจือความจริงใจถึงสองส่วน

“ไม่เป็นไรนะ เหตุการณ์ไม่คาดคิดเหล่านั้นผ่านพ้นไปแล้ว ต่อไปก็นับได้ว่าเป็นดั่งฟ้าหลังฝน มนุษย์เราขอเพียงแค่มีชีวิตอยู่ไม่ว่าอะไรล้วนเป็นไปได้ ไม่ต้องห่วง ข้าจะหาหมอมารักษาเจ้าให้หายเป็นปกติเอง” แน่นอนว่าหมอที่ว่านั่นย่อมไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นตัวนางเองนี่แหละ

เซี่ยฉงอวิ๋นฟังแล้วอึ้งไปเล็กน้อย เดิมทีที่เขาจงใจเปิดเผยเรื่องอาการป่วยก็เพื่อบีบให้เยว่อวิ๋นเป็นฝ่ายยอมถอยออกไป คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายไม่เพียงแต่จะรับได้ไม่เอะอะโวยวาย มิหนำซ้ำยังเอ่ยวาจาปลอบใจตนอีก

ดูจากการกระทำของนางก็มั่นใจได้แล้วว่านิสัยแตกต่างจากสตรีในบ้านเซี่ยที่เขาพบมา คิดดูแล้วเขาช่างใจแคบ เอาน้ำใจวิญญูชนไปวัดใจคนถ่อย [2] เสียได้

“ขอบคุณ” ความซาบซึ้งปะปนสำนึกผิดแล่นผ่านความคิดเซี่ยฉงอวิ๋น ในประโยคที่กล่าวออกมาจึงลดทอนกลิ่นอายความเหินห่างที่ผลักไสผู้คนให้ออกไปหลายส่วน

เยว่อวิ๋นฟังคำขอบคุณอันเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ พลันนึกกระดากอายอยู่ในใจ หากอีกฝ่ายรู้ว่าเดิมทีนางมีความคิดที่จะปล่อยบิดาตายแล้วแย่งชิงบุตร คำพูดขอบคุณนี้จะยังถูกกล่าวออกมาอีกไหมนะ

“เอ่อ… อา… อ๋อ! ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง”

ไม่ได้! อย่างไรก็ให้รู้ไม่ได้อย่างเด็ดขาด!

“ฮ่าๆ ไม่เป็นไรเลยจริงๆ นะ

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 392

    “ที่แม่พูดไปฟังเข้าใจไหม” เยว่อวิ๋นถามซ้ำเมื่อเห็นสีหน้าเหลอหลาของบุตรสาว“ขะ... เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เสียงเล็กตอบรับ“เยว่ซื่อ นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร มิน่าบุตรสาวเจ้าถึงติดนิสัยชอบโกหก นั่นเป็นเพราะเจ้าเอาแต่ให้ท้ายนางอย่างไรเล่า” จั๋วเหมียวกล่าวพลางตบโต๊ะข้างมือเสียงดังปัง“เจ้าลองพูดอีกคำสิ” เยว

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 391

    “เมื่อมีการฟ้องร้อง ขุนนางท่านนั้นจึงเปิดศาลไต่สวนทั้งคู่ เถ้าแก่กล่าวหาว่าหญิงชราขโมยของของตน ครั้นหญิงชราก็ปฏิเสธว่านางมิได้กระทำ ต่างฝ่ายต่างใช้คำพูดของตนมาหักล้างเป็นหลักฐานยืนยันการกระทำของตัวเอง แล้วอาจารย์ทั้งสองเล่าคิดเห็นอย่างไร”คิดเห็นอย่างไร?คำถามถูกเอ่ย ซูจี๋กับจั๋วเหมียวต่างมีสีหน้าเค

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 390

    “ในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีวีรสตรีมากมายที่ฝากนามจารึกสู่ชนรุ่นหลัง ยกตัวอย่างที่ทุกคนรู้จัก ก็ไทเฮาเต๋อหนิงที่ขึ้นว่าราชการหลังม่านช่วยเหลือฮ่องเต้ไท่ผิงหลังสิ้นฮ่องเต้หย่งชางนั่นอย่างไรเล่า”ปกติบรรดาบรรดาบัณฑิตไม่ว่าสมัยไหนก็มักกีดกันสตรี ทว่ากับไทเฮาเต๋อหนิงผู้นี้กลับแตกต่างออกไ

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 389

    “เสี่ยวอวี้อย่าร้องนะลูก แม่อยู่ที่นี่แล้วลูกไม่ต้องกลัว”น้ำเสียงปลอบประโลมรวมถึงฝ่ามือที่ตบลงมาบนหลังอย่างอ่อนโยนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย เจ้าซาลาเปาน้อยที่ถูกห้อมล้อมด้วยความไม่เป็นธรรมและการกดดันมานาน พลันร้องร่ำไห้ออกมาโฮใหญ่ทันที ชั่วขณะนั้นห้องเรียนมีเพียงเสียงร้องไห้ที่ราวกับจะขาดใจดังก้องไปทั

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 388

    ซูจี๋ขมวดคิ้วเป็นร่องลึกกว่าเดิม ประโยคเมื่อครู่ของจั๋วเหมียวฟังผิวเผินคล้ายว่าเป็นเพียงคำพูดทั่วไปไม่มีอะไร ทว่าแท้จริงแล้วพุ่งเป้ามาที่เขากับเซี่ยจื่ออวี้อย่างเห็นได้ชัดแค่ประโยคเดียวที่อีกฝ่ายกล่าวมา ก็สรุปรวบรัดไปได้แล้วสองความหมายกลายๆ นั่นคือ หนึ่งเซี่ยจื่ออวี้เป็นฝ่ายพูดโกหก สองเพราะเขาเห็นแ

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 387

    เสี่ยวอวี้ตัวน้อยถูกการกระทำของอาจารย์ทำให้หมดความมั่นใจ คิดถึงว่าขนาดอาจารย์ที่เป็นคนอื่นยังเชื่อคำพูดของเยว่เสี่ยวซู เจ้าตัวเล็กก็ไม่กล้าบอกกล่าวเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนให้เยว่อวิ๋นฟังเยว่เสี่ยวซูบอกว่าเขาคือหลานชายแท้ๆ ของท่านแม่ ส่วนนางนั้นเป็นเพียงลูกเลี้ยงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด หากพู

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 39

    “ในเมื่อรู้ตัวว่าเสียมารยาท แล้วเจ้าจะยังยืนอยู่ต่อทำไมอีก ไม่รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าคุณชายข้าเล่า”รอยยิ้มบนใบหน้าเซี่ยหว่านหรูยังไม่ทันจางหาย เสียงเข้มๆ ของลู่จิ่วก็ดังขึ้น“มาเยือนเรือนผู้อื่น ไม่ทันกล่าววาจาเรียกเจ้าของบ้าน ก็แล่นเข้ามาในห้องของคนอื่น นี่ไม่ถือว่าเสียมารยาทหรอก แต่เจ้าก็แค่ไม่มีมาร

    last updateآخر تحديث : 2026-03-18
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 46

    เยว่อวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย ฟังจากคำพูดพอเดาได้ว่าคงเป็นเจ้านายของหงจือหลิน ทว่าเสียงของผู้มาใหม่นั้นฟังดูอ่อนเยาว์จนคาดไม่ถึง นางจึงอดหันมองไปยังต้นเสียงมิได้ครั้นหันไปมองสายตาก็เห็นเห็นบุรุษหนุ่มวัยประมาณยี่สิบปีผู้หนึ่ง คนผู้นั้นก้าวเข้ามายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเรียบเฉย ทว่าความเย็

    last updateآخر تحديث : 2026-03-18
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 37

    อู๋ซื่อได้ยินถ้อยคำที่กล่าวพลันตาเหลือก หลบเลี่ยงสายตาที่จ้องมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อตนของน้องสามีด้วยใจหวาดหวั่น ตนก็แค่อยากใช้สถานะสะใภ้ใหญ่ของตัวเองมาข่มเยว่ซื่อระบายโทสะในใจ ไหนเลยจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่เดินตามบทบาทเหมือนคนปกติทั่วไปแบบนี้เยว่อวิ๋นไม่รอให้น้องสามีกับพี่สะใภ้ส่งสายตากันจบ นางก็เร

    last updateآخر تحديث : 2026-03-18
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 18

    เสียงของเยว่อวิ๋นไม่ได้เบานัก ภายในบ้านที่คับแคบจึงได้ยินกันโดยทั่ว สี่คนที่กำลังถูกเปรียบเปรยเป็นสุนัขมีใบหน้าแดงก่ำ ส่วนแม่เฒ่าเซี่ยนั้นทั้งแดงทั้งดำสลับกันจนดูน่าขันที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากแม่เฒ่าเซี่ยไม่มั่นใจ ว่าประโยคเมื่อครู่ของเยว่อวิ๋นหมายถึงลูกๆ ของนาง หรือกล่าวเหมารวมไปถึงตัวนางเองด้วย เพ

    last updateآخر تحديث : 2026-03-17
فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status