Masukสวรรค์ชั่งใจร้ายโยนโอกาสที่นางไม่เคยร้องขอให้กลับสู่ความวุ่นวายในอดีตชาติ “ข้าขอชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุข มิได้ขอโอกาสกลับมาแก้ไขอดีต” คัดซีน หลี่เหมยซิน & หนิงเทียน(ผู้ยุยง) “ช่วงนี้ข้าอาละวาดไปทั่วอย่างกับผีบ้า จนไม่มีใครกล้าหาเรื่อง หรือแม้แต่จะเฉียดเข้าใกล้ด้วยซ้ำมองเห็นแค่เสี้ยวใบหน้าข้าก็กระเจิงหนีกันหมดแล้วเจ้าค่ะ” “แล้วคนที่เดินตัวปลิวเข้ามาในหอของข้าเมื่อกี้เรียกว่าอะไร” “ปล่อยๆ ไปสักวันเถิดเจ้าค่ะ ข้าเหนื่อยมาหลายวันแล้ว วันนี้ตั้งใจมาเที่ยวเล่นผ่อนคลาย อย่าบีบให้ข้าทำบาปเลยนะเจ้าคะ วันนี้ของดทำบาปนะ”
Lihat lebih banyak“องครักษ์เฟิงข้ามีภารกิจที่ต้องให้ท่านทำร่วมกับข้า” ดวงตากระจ่างใสใต้แสงจันทร์มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ขัดกับคราบน้ำตาบนแก้มนวลอาเฟิงองครักษ์หนุ่มเบิกตากว้างเมื่อถูกสตรีผู้เป็นนายจับท้ายทอยดึงลงมาจุมพิตที่ริมฝีปากอิ่มของนาง ครั้งจะผลักผู้เป็นนายสาวออกก็สลัดไม่หลุด จะออกแรงมากขึ้นก็กลัวทำคนตัวเล็กเจ็บ อีกทั้งนางยังกอดรั้งเข้าแน่นอย่างกะอะไรดี ผลสุดท้ายแล้วรสจุมพิตหวานจากนางก็เริ่มมอมเมาทำให้เขาเอนอ่อนตอบรับอย่างเชื่อฟังหลี่เหมยซินดูดดื่มเรียวปากหยักได้รูปของอีกฝ่ายอย่างอ้อยอิ่ง ดวงตาแดงกล่ำคลอน้ำใสปรือขึ้นช้าๆ มองเขากระทำจุมพิตโต้ตอบนางอย่างโหยหาไม่ต่างกัน ไม่นานองครักษ์เฟิงหนุ่มก็กลายเป็นฝ่ายนำ ลิ้นร้อนสอดแทรกเข้าโพรงปากเล็กคว้านหาความหวานข้างในอย่างชำนาญ จนหลี่เหมยซินอ่อนละทวยเหลวเป็นน้ำแทบทรงตัวไม่อยู่ ดีที่มีแขนแกร่งของเขาเกี่ยวรัดเอวนางไว้จนตัวนางลอยเหนือพื้นหลี่เหมยซินสัมผัสได้ถึงความเร่าร้อนที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่เขายังคงอ่อนโยนจนสมองนางว่างเปล่างคิดสิ่งใดไม่ออกนอกจากคล้อยตามเขาไป“ชะ..ช้าก่อน” นางพึ่งรู้ตัวว่าถนนที่ผู้คนพลุกพล่านร่ายล้อมด้
“เดี๋ยวๆ.. หยุดก่อน.. ท่าน.. ได้ยินข้าไหม.. อย่าพึ่งไป.. นี่ เหยียนเฟิ่ง!” หลี่เหมยซินเดินแทรกเข้าไปในกลุ่มผู้คนมากมายเพื่อตามบุรุษผู้นั้น เขากำลังเดินไปที่สะพานโดยไม่หันมาตามเสียงเรียกของนาง หลี่เหมยซินรู้สึกหวั่นใจที่บุรุษผู้นั้นไม่ใช่เขา เพราะตะโกนชื่อเขาตั้งหลายรอบก็ไม่มีทางทีจะใช่เขาเลยเพราะมัวแต่ชะเง้อคอมองหาบุรุษผู้นั้นจนตอนนี้ผู้คนเยอะขึ้นเดินเบียดกันทำให้นางทรงตัวไม่อยู่ชนคนนั้นคนนี้ที่เริ่มเมาหัว หาทางออกไม่เจอ แต่จู่ๆ ก็มีมือหนึ่งจับข้อมือนางไว้แล้วดึงตัวนางออกจากฝูงชนจำนวนมากหลี่เหมยซินรู้สึกเย็นๆ ที่ข้อมือนางแต่นางยังมึนๆ หน้ามืดอยู่เลยไม่ได้เงยหน้ามองผู้ที่ช่วยนางออกจากกลุ่มฝูงชนเมื่อครู่ ใช้มืออีกข้างเคาะหัวตัวเองเบาๆ แล้วหลับตาปี๋เพื่อให้หายหน้ามืด ดวงตาประกายแสงจากโคมไฟลืมตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลามาดเข้มจมูกโด่งได้รูปดวงตาดำสนิทแฝงความดุดันแต่กลับอ่อนโยนกำลังจ้องมอง นางนิ่งเดาอารมณ์และความคิดของเขาไม่ถูก แววตาเยือกเย็นดั่งธาราน้ำแข็งหายไปชั่วพริบตาเหลือไว้ให้เห็นแต่ความอบอุ่นที่ซ้อนอยู่นัยน์ตาดำคู่นั้นเหยียนเฟิ่ง
ในเมืองซวงโจวผู้คนเดินพลุกพล่านไปมาจับจ่ายซื้อของตามร้านค้าอย่างครึกครื้น สตรีร่างบางสวมอาภรณ์สีขาวลวดลายดอกเหมยสีชาด เรียวขายาวกึ่งเดินกึ่งวิ่งบนถนนมากผู้คน ดวงตางดงามคู่นั้นกระจ่างใสทอประกายแวววาวแห่งความสุขทอดมองไปยังเบื้องหน้า นางหันซ้ายทีขวาทีท่าทางตื่นเต้นมองหาบางสิ่งบางอย่างบนท้องถนนในเมืองมากผู้คน‘บุรุษผู้นั้นถูกพิษน้ำค้างแข็ง วันนั้นที่เขาหายตัวไปข้าพบเขาตอนที่ร่างกายกำลังถูกแช่แข็ง อวัยวะภายในเสียหายอย่างหนักรวมถึงบาดแผลที่ถูกแทงจากการต่อสู้กับนักฆ่ายิ่งทำให้เขาอ่อนแอลง ยามนั้นข้าไม่มีทางเลือกนอกจากผนึกร่างเขาไว้แล้วใช้พลังปราณรักษาเขา แต่ว่าสุดท้ายก็ฝืนลิขิตฟ้าไม่ได้..’สตรีนางนั้นหยุดฝีท้าวลงกระทันหัน นางเหนื่อยหอบลมหายใจเข้าออกรัวๆ เหงื่อเริ่มไหลทั่วใบหน้า นางหยุดพักเอาแรงพยายามปรับลมหายใจให้คงที่ ช้อนตาขึ้นมองผู้คนรอบด้านบนท้องถนนอีกครั้งอย่างไม่ลดละความตั้งใจ‘เกิดอะไรขึ้นกับเขาเจ้าคะ’‘เขาตายแล้ว’ฝีท้าวเริ่มก้าวเดินอย่างเชื่องช้าทีละก้าวด้วยความอ่อนแรง ใบหน้าสง่างามของสตรีวัยยี่สิบกว่ามีดวงตาเจือความเจ็บปวดรวดร้าวเมื่อรู้จุดจบของบ
“พลังวิญญาณที่บุรุษผู้นั้นคืนให้สำคัญต่อข้ามาก ส่วนหนึ่งของพลังข้าใส่ไว้ในกำไลที่เจ้าสวมอยู่ช่วยให้ห่อหุ้มดวงจิตเปราะบางที่พึ่งข้ามภพข้ามชาติอย่างเจ้าให้มีชีวิตรอดต่อไป พลังนี้ยังช่วยพยุงลมหายใจของเจ้าตลอดหนึ่งปีที่เจ้ายังไม่ฟื้น หลังผ่านความเป็นตายสายเลือดนักเวทย์ในอดีตชาติก็ถูกปลุกทำให้ร่างกายเจ้าแข็งแรงสมบูรณ์มากกว่าคนทั่วไป”“กำไลไม้มีพลังวิญญาณแถมยัง.. ปลุกสายเลือดนักเวทย์ พี่สะใภ้เรื่องมันชักจะวุ่นวายไปหน่อยหรือไม่ นักเวทย์เชียวนะเจ้าคะข้าไม่ชอบความวุ่นวายท่าน.. ท่านเอามันออกไปได้หรือไม่” ฉันกลายเป็นคนมีของดีโดยไม่รู้ตัวเลยต้องมีค่ายิ่งกว่าเงินทอง แต่ว่าชีวิตที่สงบสุขหลายปีมานี้จะหายไปเพราะมันหรือไม่ หากมีคนรู้จักเกิดสิ่งใดขึ้น คงหาว่านางเป็นปีศาจแล้วจับเผาหรืออยากจับไปเป็นหนูทดลอง“วางใจเถิดหากเจ้าไม่รู้วิธีนำออกมาใช้ ยังไงสุดท้ายก็มีชีวิตเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีสายเลือดนักเวทย์ การไม่ได้รับการฝึกฝนมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรนอกจากสายเลือดนักเวทย์ทำให้ร่างกายเจ้าแข็งแรงและมีกำลังมากกว่าคนทั่วไปเท่านั้นเฉยๆ”“ค่อยยังชั่วเจ้าค่ะ”“หนึ่งสิทธิ์ต่อหนึ่งชีว
3 ปีผ่านไป บนยอดภูเขาสูงเขียวขจีป่าไม้ร่มรื่นเสียงนกน้อยบินล่องบนท้องนภาเป็นฝูง แสงพระอาทิตย์อ่อนๆ ส่องสว่างทั่วผืนป่าในยามเย็น หลี่เหมยซินนั่งสูดอากาศบริสุทธิ์นี้ด้วยรอยยิ้มสดชื่น ดวงหน้างามเปล่งปลั่งดูสดใสแววตาไม่มีความทุกข์ความกังวลใจเหมือนดั่งเช่นอดีตฉันยิ้มรับสายลมอ่อนๆ พัดผ่าน เพราะ
“ได้เบาะแสเขาบ้างหรือไม่” พอเห็นหน้าฮ่าวหรานประโยคแรกที่พูดกับเขาทุกวันนี้คือถามความคืบหน้าการตามหาเว่ยเหยียนเฟิ่ง ฮ่าวหรานก็ส่ายหน้าเป็นคำตอบเดิมทุกครั้ง“เหมยซินปล่อยวางเถิดพวกเราหาเขาทุกที่แล้วนะ” พลิกแผ่นดินหาเป็นปีกว่าแล้วยังไม่พบเจออะไรเกี่ยวกับบุรุษที่หายไปกลางอากาศ หากยังมีชีวิตอยู
“รู้จักข้า? แล้วเจ้าเป็นใคร” ฉันมองสตรีชุดแดงด้วยความงง หน้าตาแบบนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนนะ สตรีอายุมากรึ นี่นางด่าพวกข้าแก่แล้วไม่ดูตัวเองบ้างเลยนะแม่คุณ“ข้าเตือนเจ้าท่านประมุขฮ่าวเป็นของข้า ถ้าเจ้าอยากเป็นศัตรูกับข้า..” นางยังไม่หยุดพูดมากบนโต๊ะคนอื่นอีก“หึ ใครกันแน่ที่ไร้ยางอายเท
ฉันตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นตอนเช้าของวันใหม่ แววตามองสำรวจทั่วทั้งห้องรวมถึงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ฉันจำเรื่องราวทั้งหมดในอดีตชาติและเหตุการณ์ก่อนหมดสติได้แล้ว“เหยียนเฟิ่งเขาเป็นยังไงบ้างนะ” พลางลุกขึ้นไปตามหาเจ้าของชื่อทันที ถ้าในร่างกายเขายังมีพิษน้ำค้างแข็งอยู่ฉันจะทำไงดี ต้องพาเขาไปรักษา












Ulasan-ulasan