เข้าสู่ระบบจริงๆ คือเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลักถึงมีผลกระทบบ้างแต่ไม่มาก ตรัยไม่อยากโกหกกุเรื่องขึ้นมาหรือปั้นน้ำเป็นตัวด้วยเรื่องที่ไม่เป็นความจริงสักนิด เพราะสุดท้ายแล้วเขาต้องแสดงความจริงใจกับพราวมุกตั้งแต่แรก ไม่ใช่โกหกเป็นไฟให้เธอจับได้ทีหลัง เขาไม่อยากแก้ตัวหรืออธิบายในสิ่งที่ตัวเองทำผิดเต็มๆ
“พราวสัญญาค่ะพี่ตรัย พี่ตรัยบอกพราวมาเลยค่ะว่าจะให้พราวช่วยทำอะไร” เธอรีบพูดอย่างกระตือรือร้น
“ระหว่างนี้ถ้าพราวจะมาช่วยทำงานที่นี่ก่อน ก็ดีนะครับ” ตรัยพูดอย่างมีความหวัง ความหวังเล็กๆ ที่จะได้ใกล้ชิดกับพราวมุกในแบบฉบับของคนรักไม่ใช่พี่น้องเหมือนที่แล้วๆ มา
“ได้ค่ะ ให้พราวช่วยอะไรบอกมาได้เลยนะคะ ถึงพราวจะเพิ่งเรียนจบ แต่พราวก็จะตั้งใจทำงานค่ะ” พราวมุกยิ้มให้ตรัยอย่างน่ารัก สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง
พี่ชายบอกให้เธอพักผ่อนค่อยหางานที่ชอบทำ เขาไม่เคยบังคับเธอเลย ให้เลือกเรียนเอาตามแต่ที่สนใจจริงๆ อยากจะทำงานด้านไหนก็ไม่เคยขัด มีแต่จะสนับสนุน ถ้ารู้ว่าเขามีปัญหา เธอจะรีบมาทำงาน แทนที่จะนอนอยู่กับบ้านอย่างที่เป็นอยู่ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกผิด
“มาช่วยเรื่องเอกสารหรือเรื่องอะไรไปก่อน เหมือนตอนที่พราวมาฝึกงานนั่นแหละครับ” ตรัยบอกหญิงสาว ยิ้มให้อย่างเอ็นดู มือหนาเอื้อมไปจับศีรษะของเธออย่างรักใคร่ก่อนจะโยกไปมา คราวนี้แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความเสน่หา ไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป พราวมุกมองสบตาแล้วใจสั่นอย่างแปลกประหลาด เธอหลุบตาลง เพราะไม่เคยเห็นสายตาลึกซึ้งแบบนี้ของตรัยมาก่อน แต่พอเงยหน้าขึ้นสายตาของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นอบอุ่นเช่นเดิม เธอกะพริบตาปริบๆ เธอคงจะตาฝาดไป เมื่อกี้เขาอาจจะไม่ได้มองเธอแบบนั้นก็เป็นได้ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าสายตาเมื่อครู่เป็นยังไง เพราะเธอโตแล้ว มีผู้ชายหลายคนมองเธอด้วยสายตาแบบนี้ แต่เธอไม่เคยใส่ใจ หรือนึกใจสั่นหัวใจเต้นแรงกับสายตาประเภทนี้มาก่อน
“ได้เลยค่ะ งั้นพรุ่งนี้พราวมาเริ่มงานเลยนะคะ” เธอบอกเขาเสียงสดใสอย่างกระตือรือร้น
“ได้ครับ พี่คงไม่รบกวนพราวมากไปใช่ไหม” ตรัยเองก็กลัวจะทำให้พราวมุกอึดอัด อีกอย่างไม่รู้ว่าเธออยากจะทำงานอะไร เคยได้ยินแค่ว่าเธออยากเปิดร้านขายขนมเพราะเป็นคนชอบเข้าครัวทำอาหาร และพายัพเองก็มีโครงการจะหาทำเลดีๆ เปิดร้านให้น้องสาวหลังเรียนจบ
“ไม่รบกวนเลยค่ะพี่ตรัย อย่าพูดแบบนี้เลยนะคะ พราวเองก็อยากทำงาน” ระหว่างร้านขายขนมที่เป็นความใฝ่ฝันเล็กๆ ของเธอ กับบริษัทของพี่ชายที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงของคนหลายครอบครัว โดยเฉพาะครอบครัวของเธอ เธอเลือกอย่างหลังมากกว่า
“เห็นนายพายบอกว่าพราวอยากไปทำงานที่อื่น” ตรัยลองเลียบๆ เคียงๆ ถามดู
“พราวแค่อยากลองไปหางานทำเพื่อประสบการณ์ชีวิตค่ะ แต่ตอนนี้พราวล้มเลิกความตั้งใจแล้วค่ะ ในเมื่อพี่ๆ มีปัญหากันแบบนี้ จะให้พราวเอาแต่ความสุขส่วนตัวได้ยังไงกันคะ” เธอยิ้มให้เขาจากใจ เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ตรัยเอาไปนอนฝันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“แล้วเรื่องร้านขายขนมล่ะครับ” ตรัยเอ่ยถาม เขาจะให้เธอเปิดร้านขนมของตัวเองแน่นอน แต่หลังจากที่เธอแต่งงานกับเขาแล้ว เขาจะตามใจเธอทุกอย่าง
“พราวอยากเปิดนะคะ แต่ให้ทุกอย่างลงตัวกว่านี้ก่อนก็ได้ค่ะ อีกอย่างนึงช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี เอาเป็นว่าเศรษฐกิจดี เราค่อยลงทุนดีกว่าค่ะ”
“ใช่ครับ ช่วงนี้เศรษฐกิจแย่มากๆ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยลงทุนทำอะไรกัน เก็บเงินสดเอาไว้กับตัวดีกว่า และพยุงกิจการที่ทำอยู่ให้รอดไปได้ ถ้าผ่านพ้นช่วงนี้ไป ยังไม่สายที่เราจะลงทุนหรือขยับขยายอะไร เพราะถ้าเศรษฐกิจดี ทำอะไรก็ดีไปหมดครับ”
“พราวช่วยงานพี่ๆ แบบนี้ ดีกว่าค่ะ”
“น้องพราวนี่น่ารักจังเลยนะครับ” ตรัยโยกศีรษะหญิงสาวไปมา ทำท่าเอ็นดูเหมือนเธอเป็นเด็กๆ พราวมุกยิ้มให้เพื่อนพี่ชาย ตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อนที่พี่ชายมาพูดเรื่องตรัย แล้วเธอปฏิเสธไป ตรัยเองก็ยังเหมือนเดิม ไม่มีท่าทีโกรธเคืองอะไร เธอจึงโล่งใจที่ไม่ได้ทำให้เขาต้องเสียใจมากมายอย่างที่ควรจะเป็น และตลอดระยะเวลา ตรัยก็ยังทำตัวเป็นพี่ชายที่ดี ไม่ได้เจ้าชู้ยักษ์ใส่เธอ หรือฉวยโอกาสเอากับเธอก็ไม่เคย เธอจึงไว้ใจเขาเรื่อยมาก หลังๆ เธอเองสังเกตว่าเขาไม่ค่อยมีผู้หญิงมายุ่งเกี่ยว เห็นเลขาที่เคยทำงานกับเขาเอ่ยแซว แต่เขาตอบว่างานยุ่ง เธอแอบได้ยินแต่ไม่ได้พูดอะไร
นี่ถ้าตรัยทำตัวเกินพี่ชาย เธออาจจะทิ้งระยะห่างก็ได้ เพราะยังทำตัวไม่ถูก คนไม่เคยมีแฟนเผลอเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะคลายออก
“งั้นพราวกลับก่อนนะคะ พี่พายไปต่างจังหวัด เย็นนี้ต้องกินข้าวคนเดียวอีกแล้ว” เธอเอ่ยขอตัวอย่างสุภาพ
“งั้นไปกินกับพี่ไหม พี่ก็เหงาครับ กินข้าวคนเดียวประจำ”
“พี่ตรัยไม่ไปกับสาวๆ ล่ะคะ” เธอพูดแซว หัวเราะเสียงใส รอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนตรงหน้า ทำให้ตรัยตาพร่า เขามองอย่างเผลอไผล
“พี่ตรัย พี่ตรัยคะ!”
“ครับ น้องพราวว่าอะไรนะครับ” ตรัยกะพริบตาปริบๆ เมื่อมือเล็กๆ ของพราวมุก แกว่งอยู่ตรงหน้า ทำให้เขาต้องลูบท้ายทอยไปมาเก้อๆ
“นั่งอมยิ้มคนเดียว เป็นอะไรหรือเปล่าคะ พราวถามไม่ยอมตอบ” เธอตะแคงหน้ามองเขาอย่างน่ารัก ตรัยมองแล้วอยากจะดึงเธอมาจุมพิตนัก แต่เขาก็ได้แต่คิดในใจ ถ้าทำแบบนั้นออกไป พราวมุกได้ตกใจ ไม่เข้าใกล้เขาอีก หาว่าเขาเป็นพวกปากว่ามือถึง ลวนลามเธออย่างน่าเกลียด
“ถามว่าไงครับ” เขาปรับน้ำเสียงขณะเอ่ยถาม เมื่อครู่เขาไม่ได้ฟังจริงๆ เพราะเอาแต่คิดว่าเธอน่ารัก น่ามอง น่ากอด น่าหอม และน่าจุมพิตสักทีให้ชื่นใจ
“นั่งใจลอย คิดอะไรอยู่ล่ะคะ” พราวมุกยิ้มล้อเลียน
พราวมุกเป็นเด็กร่าเริงสดใส เธอเป็นคนอารมณ์ดีและมองโลกในแง่ดี ข้อนี้ทำให้เขาหลงรักเธอได้ไม่ยาก จำได้ว่าตอนเด็กๆ พราวมุกกับพายัพชอบปีนรั้วมาเล่นกับเขา ทั้งๆ ที่มาทางหน้าบ้านก็ได้ แต่สองพี่น้องแสบน่าดู ปีนรั้วเข้ามา เกือบตกจากรั้วแข้งขาหักก็หลายครั้ง
“เปล่าครับ พี่แค่คิดอะไรเพลินๆ”
“พราวถามว่าพี่ตรัยไม่ไปกับสาวๆ เหรอคะ มาชวนพราวไปแบบนี้ เดี๋ยวเด็กในสังกัดพี่ก็เข้าใจผิดหรอก” ตรัยยิ้มขำ ถ้าผู้หญิงถามเขาแบบนี้ ก็เหมือนเช็กสถานะความโสด ดังนั้นพราวมุกถามเขาแบบนี้ เขาจะได้แจงสถานะว่าโสดสนิทให้เธอได้ฟัง
“ไม่มีเลยครับ พี่งานยุ่ง ไม่มีเวลาสนใจสาวๆ ที่ไหนหรอกครับ”
“งั้นตกลงค่ะ พี่ตรัยจะไปกินข้าวที่บ้านพราวหรือว่าจะเอายังไงดีคะ” เธอถามความเห็นเขา น่าแปลกที่รู้สึกโล่งๆ ที่เขาตอบว่ายังไม่มีใคร แต่ไม่รู้ตัว
“ไปกินข้าวข้างนอกดีไหม จะได้ไม่ต้องทำกับข้าว พี่ว่าเราไปร้านประจำกันดีกว่า อีกอย่างพี่ว่านี่ก็เย็นแล้ว เราไปกันเลยดีกว่า” ตรัยเสนอ
“ก็ดีค่ะ เดี๋ยวต้องโทร. บอกพี่แจ๋วก่อนนะคะ พี่แจ๋วจะได้ไม่ต้องรอตั้งโต๊ะ” พราวมุกบอกยิ้มๆ ก่อนโทร. บอกสาวใช้ที่บ้าน
“ไปกันเลยครับ” ตรัยยื่นแขนให้อีกฝ่ายควง พราวมุกคว้าหมับเข้าให้ ก่อนหัวเราะคิกๆ เพราะเธอคิดกับเขาเป็นเพียงพี่ชาย เธอจึงไม่ได้ระมัดระวังตัวอะไรมากมาย อีกอย่างก็สนิทกันตั้งแต่เด็ก
ตรัยแอบมองน้องสาวเพื่อนด้วยสายตาปรารถนาเร้นลึก เขาไม่เคยแหวกหญ้าให้งูตื่น ตั้งแต่เธอปฏิเสธเขาในคราแรกนั้น เขาก็ยังทำตัวเหมือนเดิม เป็นพี่ชายที่แสนดีของเธอ เพราะยังอยากรักษาความสัมพันธ์ของกันและกันไปตลอด เพื่ออนาคตเขาจะได้ใกล้ชิดกับเธอ
“ลูกจันทร์เปล่านะคะ” เธอตาโตใส่เขา“พี่จะชวนไปตีแบดมินตันครับ อยากกระโดดเหวี่ยงแขน พี่อยากได้เหงื่อ หรือเราจะเปลี่ยนไปออกกำลังกายบนเตียงแทนก็ได้นะ”“ไปตีแบดฯ กันก็ดีค่ะ” เธอรีบเก็บหนังสือเอาไว้ที่ชั้นหนังสือ แต่ใช้ที่คั่นหนังสือคั่นหน้าที่อ่านค้างเอาไว้ แล้ววิ่งไปหยิบไม้แบดฯ ในทันที กลัวเขาจะเปลี่ยนใจพาไปออกกำลังกายบนเตียงจริงๆกิจกรรมที่ทำร่วมกันตอนอยู่บนเกาะคือทำอาหารด้วยกัน ออกกำลังกายด้วยกัน อ่านหนังสือด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน ปลูกต้นไม้ด้วยกัน ความที่อยู่ด้วยกันสองคนเลยต้องหาอะไรทำไม่ให้เหงา“เหนื่อยจังเลยค่ะ แต่สนุกมากๆ เลย เหงื่อโชกไปหมดเลย” เธอเดินมาดื่มน้ำเย็นๆ ที่วางทิ้งเอาไว้ ทอดสายตามองไปรอบกาย ที่นี่อากาศดีสดชื่น สูดลมหายใจเข้าได้เต็มปอด แสงตะวันยามบ่ายที่กระทบกับต้นไม้ใหญ่ๆ เป็นลำแสงแลดูสวยงาม เสียงคลื่นทะเลและท้องฟ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทำให้เธอผ่อนคลายไม่น้อย“ไปอาบน้ำกันเถอะ” เขาเอ่ยบอก ก่อนจะย่อตัวลงตรงหน้า“พี่เหนือทำอะไรคะ”“ปีนขึ้นมาสิ พี่จะให้พี่ขี่หลังเหมือนตอนเด็กๆ ไง” คนฟังอมยิ้มก่อนจะปีนขึ้นไปบนหลังของเขา ให้เขาพาเดินไปอาบน้ำ“ถ้าลูกจันทร์น้ำหนักเยอะเ
“พี่เหนือช่วยลูกจันทร์หน่อยค่ะ” เธอครางอืออาแอ่นกายเข้ามาหา เหมันต์ไม่ขัดศรัทธาเมื่อร่างน้อยหอมกรุ่นบดเบียดเข้ามาเสียดสีกับเรือนร่างแข็งแกร่งของเขา ปากหนาพรมจูบไปทั่ว สอดแทรกเรือนกายเข้าไปหาเธอครวญครางเบียดกายเข้าไปแนบชิดอย่างสนิทเสน่หา ความรัญจวนใจที่เกิดขึ้น ทำให้เขาและเธอครางออกมาไม่เป็นส่ำตลอดค่ำคืนศศิตื่นขึ้นมาด้วยอาการเวียนหัวและปวดเมื่อยไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว เธอตกใจเมื่อพบว่าร่างกายตัวเองนอนเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง“ตื่นแล้วเหรอ” เหมันต์เอ่ยถามคนที่นั่งหน้าซีดเผือดอยู่บนเตียงนอนกว้าง พอเห็นว่าเป็นเขา เธอก็ถอนใจอย่างโล่งอก คิดว่าผู้ขายคนอื่นหิ้วเธอมานอนด้วยเสียอีก แต่โล่งใจได้ไม่ทันไรก็ต้องหนักใจอีกครั้ง“หิวหรือยัง” เขาเดินมานั่งลงบนเตียง ยื่นมือมาไล้แก้มสาวของเธอเบาๆ เขาไม่ชอบให้อะไรค้างคา ยังไงก็ต้องเคลียร์กับเธอให้เข้าใจวันนี้ และโชคดีที่วันนี้เป็นวันหยุด พนักงานกินเลี้ยงกันจนดึกดื่น วันนี้วันหยุดหลายคนก็คง นอนพักอยู่ที่บ้านของตัวเอง“ลูกจันทร์มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ”“พี่พามาครับ”“เอ่อ... มันเกิดอะไรขึ้นคะ” เธอกัดปากแล้วเอ่ยถาม“ลูกจันทร์โดนวางยาปลุกเซ็กซ์ครับ”“ใคร
“พวกนายห้ามรีบกลับนะโว้ยไม่งั้นเลิกคบ” เหมันต์รีบห้ามเอาไว้“ภรรยาของพวกพี่พายโทร. ตามแล้ว ไม่รีบกลับได้ยังไงกันล่ะครับ พี่เหนือ” ตุลย์พูดขึ้น“โทร. ไปบอกเมียพวกนายเลยว่าฉันเมา มาช่วยดูแลฉันก่อน”รุจน์กับเชาวน์แทบหลุดขำตามพายัพไปด้วย แต่ก็กลั้นเอาไว้จน ปวดกรามไปหมด สีหน้าแตกตื่นของเหมันต์ที่คิดว่าถ้าพวกเขาไม่อยู่คงโดนน้องชายต่างสายเลือดปล้ำทำผัวเป็นเรื่องโจ๊กที่สามารถเอาไปล้อมันได้ยัน ลูกโต เหมันต์สบถเบาๆ ในใจ แค้นนี้ต้องชำระ“ก็ได้ เดี๋ยวโทร. บอกเมียแป๊บหนึ่ง” ประโยคนั้นของพายัพทำให้ตุลย์หงุดหงิดใจไม่น้อย นานๆ ทีเขาจะมีโอกาสได้อยู่กับเหมันต์สองต่อสองแบบที่อีกฝ่ายไร้สติเช่นนี้ ถ้าไม่มีก้างเขาคงอาศัยช่วงเวลานี้รวบรัดพี่ชายเป็นผัวได้สำเร็จตุลย์นั่งคุยกับพี่ๆ ทั้งสี่ที่คุยกันอย่างสนุกสนาน แม้จะรู้สึกว่ามีก้าง แต่การได้อยู่กับผู้ชายหล่อเหลาทั้งสี่ก็ทำให้เขาหัวใจชุ่มชื่นไม่น้อย สุดท้าย ต่างคนก็ต้องกลับบ้านของตัวเองเมื่อเหมันต์อาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้วกำลังจะเข้านอนเอาตอนตีสาม หลังจากที่ดื่มโซดามะนาวเย็นเฉียบให้สร่างเมา (ไม่จริง)เรียบร้อยแล้วเหมันต์มองคลิปวิ
“ลูกจันทร์ดื่มอะไรดีครับ”“ลูกจันทร์ไม่ดื่มได้ไหมคะ กลัวเมา”“กลัวเมาทำไม ผมอยู่ทั้งคน ถ้าลูกจันทร์เมา ผมจะพากลับบ้านเอง”“เอ่อ... ไม่ดื่มได้ไหมคะ” การที่เธอเมาแล้วตุลย์พากลับบ้านนี่แหละ ที่เธอรู้สึกไม่ปลอดภัยนัก“รังเกียจผมเหรอ” คนเอ่ยถามหันไปสั่งเครื่องดื่มสำหรับผู้หญิง มาให้ “นิดเดียวเอง รับรองว่าไม่เมา แค่จิบๆ น่ะ เดี๋ยววันนี้เพื่อนผมมาด้วยนะ จะแนะนำให้รู้จัก” ตุลย์ยกเครื่องดื่มส่งให้ก่อนจะคะยั้นคะยอให้เธอดื่ม“เอ่อ...” นี่เป็นความอึดอัดอีกอย่างที่เวลาเธออยู่กับตุลย์ เขาชอบขอร้องแกมบังคับให้เธอทำตามใจเขา มันไม่เหมือนตอนอยู่กับเหมันต์ สิ่งไหนที่เธอ ไม่อยากทำ เขาก็ไม่บังคับ“นิดเดียวเองไม่เมาหรอก หวานๆ ไม่ใช่เหล้าแรงๆ แบบที่ตุลย์ดื่ม เสียหน่อย” ตุลย์แทนตัวเองด้วยชื่อเล่น ก่อนยกเหล้าราคาแพงขึ้นดื่มแล้ว พยักหน้าเพื่อชนแก้วกับเธอ วันนี้เขาดูแลเธอดีมาก ถึงจะอึดอัดไปนิดเขาก็พาไปรับประทานอาหารอร่อยๆ และซื้อเสื้อผ้าข้าวของให้ แม้เธอจะปฏิเสธก็ตามที เลยไม่อยากให้เสียน้ำใจคิดว่าจิบแก้วนี้หมดก็คงไม่ดื่มอีก“นั่นไงเพื่อนของตุลย์” ตุลย์โบกไม้โบกมือให้เพื่อนที่เดินเข้าม
“ลูกจันทร์ครับ”“คะ? ว่ายังไงคะ”“มาทำงานกับผมนะครับ”“หมายความว่ายังไงคะ”“พี่เหนืออยากให้ลูกจันทร์มาทำงานกับผม แต่ไม่กล้าบอกด้วยตัวเอง พี่เหนือได้เลขาฯ ใหม่แล้วนะวันนี้”“จริงเหรอคะ” ศศิเอ่ยถามด้วยหัวใจอันสั่นเทา เธอรู้สึกไม่มั่นคงเหลือเกินในเวลานี้ หนีออกมาจากบ้านของเขาก่อน แต่งตัวรีบหนีมาทำงานก่อน พอมาถึงที่ทำงาน เขาก็ไม่ยอมคุยกับเธอ เธอเห็นท่าทีเฉยเมยของเขา เธอก็เลยไม่กล้าคุยกับเขาไปด้วย“จริงสิครับ ผมไม่หลอกลูกจันทร์หรอก ไม่เชื่อไปดูที่ห้องพี่เหนือสิ พี่เหนือเรียกเลขาฯ คนใหม่ไปสัมภาษณ์งานอยู่ เลขาฯ เซ็กซี่เชียวนะ พี่เหนือนี่มองตาหวานเยิ้มเชียว นัยว่าอยากได้คนนี้แต่ติดที่ลูกจันทร์ยังเป็นเลขาฯ อยู่ ผมเลยมาช่วยพูดให้” ตุลย์อธิบายเสียยืดยาว“จริงเหรอ” เธอครางออกมาอีกครั้งเพราะเคยโดนปฏิเสธมาก่อนเลยรู้สึกไม่มั่นใจนักในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น เขาช่วยเหลือมารดาของเธอ เธอมาทำงานกับเขาเลยตกกระไดพลอยโจน จนถึงขั้นมีอะไรกัน“ไม่เชื่อไปดูสิ พี่เหนือกำลังสัมภาษณ์เลขาฯ คนใหม่อยู่ ผมแนะนำ ลูกจันทร์นะว่าให้ชิงบอกพี่เหนือไปก่อนจะได้ไม่หน้าแตก อย่ารอให้พี่เหนือ ย้ายตำแหน่งลูกจันท
บิดามารดาของศศิหวงลูกสาวมาก และศศิก็เป็นเด็กดี จึงไม่มีความรักในวัยเรียนให้ต้องกังวลเหมือนเด็ก วัยเดียวกัน“งั้นผมจีบลูกจันทร์ต่อนะครับพี่เหนือ หวังว่าพี่คงจำคำสัญญาที่ให้กับผมได้” ตุลย์ทวงสัญญาเอากับญาติผู้พี่“จำได้สิ” เหมันต์พูดมันออกมาเสียงแผ่วเบา ก่อนจะเบือนหน้าหนี“งั้นผมขอตัวไปหาลูกจันทร์ก่อนนะครับ ไม่ได้เจอกันตั้งนานมีเรื่องต้องคุยกันเยอะแยะเลย”“ตามสบายเถอะ” เหมันต์เอ่ยอนุญาต พอร่างสูงเพรียวของญาติผู้น้องเดินจากไปแล้ว เขาก็หันหน้าเข้าหาผนัง รัวกำปั้นหนักๆ เข้าใส่ด้วยความรู้สึกอึดอัดในหัวใจศศิมองตัวเองที่แต่งตัวเสร็จแล้ว หมุนซ้ายหมุนขวาอยู่ หน้ากระจกด้วยใบหน้าห่อเหี่ยว ไม่อยากออกไปรับประทานอาหาร กับตุลย์ แต่รับปากเขาไปแล้ว จะกลับคำก็ดูกระไรอยู่เธอคาดหวังว่าเหมันต์จะพูดอะไรบ้างแต่ก็เปล่า เขาเหมือนอยากสนับสนุนให้เธอไปกับตุลย์เสียอย่างนั้น เสียงแตรรถที่ดังอยู่หน้าบ้านทำให้ ศศิหลุดจากภวังค์ความคิดอันแสนวุ่นวายของตัวเอง รีบลงไปหาตุลย์ที่ เปิดประตูรถลงมาพอดี“รอนานไหมครับลูกจันทร์” ตุลย์ยิ้มหวานให้เธอ ศศิยิ้มตอบกลับไป“ไม่นานจ้ะ”“ไปกันเถอะ ผมห







