LOGINครั้นทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้ว หงซือซือก็ชวนทุกคนไปนั่งดื่มที่ระเบียงกว้างที่ยื่นลงไปในน้ำ
“อีกไม่นานหมอกคงจะสลายแล้ว ยามนี้คงไม่มีใครคิดจะเข้ามาอีกหรอกเพราะค่ายกลจะน่ากลัวยิ่งกว่าค่ายกลหมอกแล้ว”
ตงชางขอตัวไปส่งเสื้อผ้าให้เสี่ยวเอ้อเอาไปซักให้ใหม่ โรงเตี๊ยมแห่งนี้มักมีผู้พลาดพลั้งตกน้ำไปเป็นประจำทำให้บริการซักรีดได้รับความนิยมอย่างมาก
จอมยุทธ์ฉู่เจ้าของโรงเตี๊ยมยังหัวก้าวหน้าทำร้านขายเสื้อผ้าให้ลูกค้าได้ซื้อหาด้วยเพราะจอมยุทธ์ส่วนใหญ่มักจะเดินทางโดยไม่พกเสื้อผ้าไปด้วย พวกเขาเพียงแต่แบกกระบี่หรือดาบคู่ใจเท่านั้น ที่สำคัญร้านนี้ยังรับซื้อเสื้อผ้าเก่าของพวกเขาด้วย
พระชายารู้เรื่องนี้จึงไม่ยอมให้พระสวามีเตรียมเสื้อผ้ามาด้วย นางตั้งใจจะมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านในโรงเตี๊ยมใส่เพราะได้ยินหงซือซือบอกว่าเสื้อผ้าที่ร้านนี้ปักลวดลายแปลกตาใช้เนื้อผ้าดีทนทานต่อการถูกคมอาวุธ
“สุราที่นี่ก็เลิศรส เพราะจอมยุทธ์ฉู่ให้เถ้าแก่ขี้เมาแห่งตรอกคนโฉดหามาให้โดยเฉพาะไม่มีจำหน่ายที่อื่น” ท่านอ๋องเก้าที่มาเยือนโรงเตี๊ยมแห่งนี้หลายครั้งหันไปยืนยันกับภรรยา
หานซูลี่ได้ยินก็ยิ้มกว้างรีบลากสามีไปยังระเบียงนั้น“เรารีบไปจองโต๊ะกันเถิด ข้าอยากนั่งชมจันทร์วิวทะเลสาบสวยๆ มานานแล้ว”
“เจ้าไม่ต้องห่วง ประเดี๋ยวข้าจะเลี้ยงสุราพวกเจ้าเองตามสัญญา” หงซือซือใช้ฝ่ามือตบอกตนเองสองสามที
เมื่อได้ที่นั่งที่ถูกใจพร้อมกาสุราคนละกาแล้ว แต่ละคนก็รีบลิ้มรสเหล้าขึ้นชื่อที่เสี่ยวเอ้ออวดอ้างว่าหมักไว้กว่าสิบปีบนเทือกเขามังกรทะยาน
อ๋องเก้ากระดกจอกเป็นคนแรกแล้วกล่าวชื่นชมออกมา “สมแล้วที่เป็นเหล้าหมักบนเทือกเขา รสชาตินุ่มลิ้นยิ่ง”
หงซือซือดื่มไปสองจอกติดกัน นางมาที่นี่บ่อยกว่าทุกคนในโต๊ะ ทั้งมาพร้อมบิดามารดาและบางครั้งนางก็มาพร้อมพี่ชาย
“สุราที่นี่ขึ้นกับโอกาสนะ หากเจ้าโชคดีบางทีก็จะได้ดื่มสุราที่มาจากเทือกเขาซงซานแถวบ้านเกิดเจ้า” นางเอ่ยกับหานซูลี่
“ดีจริง! เช่นนั้นข้าจะขอให้ท่านพี่พาข้ามาอีกคราวหน้า” พระชายาหันไปฉอเลาะสวามี เขายิ้มน้อยๆ เพราะรู้ว่าคงไม่อาจขัดใจภรรยาได้
“นี่ท่านจะตามใจนางจนเสียคนมิได้นะเพคะท่านอ๋อง”
“สหายของผู้ใดก็อบรมกันเอาเถิด ข้าเห็นทีจะคัดค้านอันใดไม่สำเร็จ” หมิงหลีเหว่ยทำหน้าอ่อนอกอ่อนใจ เมื่อภรรยาหันมาแนบแก้มเข้าที่ต้นแขนเป็นเชิงประจบ
หมอกค่อยๆ สลายไปจนหมด พระจันทร์ที่ยังไม่เต็มดวงดีทอแสงสุกสกาวสะท้อนบนผืนน้ำมืดดำกว้างใหญ่ มองไกลๆ เห็นร่องรอยหยักของภูเขาที่อยู่ลิบตาโอบล้อมรอบด้าน
“ไม่คิดว่าอ๋องเก้าจะสุนทรีย์ถึงขนาดพาพระชายามาดื่มถึงที่นี่” เสียงที่ดังขึ้นข้างหลังทำเอาท่านอ๋องหันขวับ น้ำเสียงเช่นนี้มีคนผู้เดียวเท่านั้น
“พี่สาม ท่านมาได้อย่างไร”
ชายหนุ่มร่างสูงสง่า ดวงตาเฉี่ยว จมูกโด่งเป็นสันตรง เส้นกรามที่คางชัดเจน ในชุดที่หงซือซือเคยเห็นแขวนไว้ด้านหน้าร้านเสื้อในโรงเตี๊ยมที่นางเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครึ่งชั่วยามที่แล้วทำให้เขาดูเป็นจอมยุทธ์ที่อาจหาญผู้หนึ่ง
‘มังกรขาวจอมเจ้าเล่ห์ มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน’ หงซือซือร้องเอ็ดอึงในใจ
เมื่อวานนางเพิ่งคิดถึงเขาและหมายใจจะแปลงโฉมเข้าวังหลวงเพื่อสืบเรื่องต้นสกุลของตนเอง ทว่ายามนี้เขากลับมาปรากฏตัวต่อหน้าในสถานที่ที่ฮ่องเต้ไม่ควรจะเยี่ยมกรายมาถึง
“ทำไมหรือ ข้าก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง ไม่มีสิทธิ์จะมาโรงเตี๊ยมนี่หรือไร” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง
ในยามที่ไม่สวมชุดปักมังกรเหลืองอร่ามนั้นเขาช่างดูยียวนกวนประสาทดีแท้
พี่สามของท่านอ๋องเก้าถือวิสาสะนั่งลงข้างจอมยุทธ์หง บุรุษร่างบอบบางที่ยกสุราขึ้นดื่มโดยไม่มองหน้าผู้มาใหม่ซ้ำ
“เจ้าจะไม่แนะนำให้ข้ารู้จักเพื่อนจอมยุทธ์ของเจ้าเลยหรือ ”
หานซูลี่รีบทำความเคารพพี่สามในทันที
ท่านอ๋องเก้าพลันนึกขึ้นได้รีบเอ่ยแนะนำ “พี่สามนี่คือจอมยุทธ์หงเพื่อนของลี่เอ๋อร์และหัวหน้าสวีผู้ดูแลสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟสาขาเมืองหมิง”
“อ้อ! ยินดีที่ได้รู้จักพวกท่าน เรียกข้าว่าพี่สามก็พอแล้ว”
แม้ท่านอ๋องเก้าจะไม่เอ่ยพระนามของฮ่องเต้แต่หัวหน้าสวีก็พอจะเดาฐานะ พี่สามคนนี้ได้ว่าต้องเป็นหนึ่งในราชวงศ์เป็นแน่ เพียงแต่เขาไม่เคยพบเจอฮ่องเต้จึงคาดไปไม่ถึงว่าเป็นคนผู้นั้น
อ๋องเก้าสบตาพี่ชายคล้ายอยากจะถามสาเหตุที่เขาเดินทางมาที่นี่ เสี่ยวเอ้อสองคนยกโต๊ะเตี้ยขึ้นไปตั้งบนเวทีที่อยู่มุมระเบียงด้านหนึ่ง
“แขกผู้เกียรติทุกท่าน วันนี้เรามีนักเล่านิทานอันดับหนึ่งในยุทธภพมาให้ความบันเทิง ผู้คนเรียกขานท่านผู้นี้ว่า นักเล่านิรนาม ขอเชิญรับฟังได้แล้วขอรับ”
ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งเดินขึ้นบนเวทีไปนั่งประจำที่ บนโต๊ะมีเพียงไม้ทรงสี่เหลี่ยมอันหนึ่งไว้เคาะให้จังหวะ ด้านหลังมีชายหนุ่มนั่งประจำอยู่ข้างกลองคอยรัวเรียกความสนใจ เมื่อผู้เล่านั่งลงเรียบร้อย ชายผู้นั้นก็รัวกลองดังขึ้น
“ข้ามีเรื่องราวเล่าขานในยุทธภพให้พวกท่านฟังมากมาย วันนี้มาถึงโรงเตี๊ยมยุทธภพย่อมจะต้องเลือกเรื่องที่น่าสนใจมาให้พวกท่านฟังเป็นแน่ เรื่องร่ำลือหนึ่งที่เพิ่งกลับมาอยู่ในความสนใจของเหล่าจอมยุทธ์ทางแคว้นตอนเหนือคือวิชาแปลงโฉม บัดนี้ได้ปรากฏผู้มีความสามารถนี้ขึ้นที่แคว้นเว่ย คนผู้นี้ร้ายกาจยิ่งนัก ปลอมตัวเป็นเจ้าเมืองฉางเฉิงอยู่ได้ปีกว่า ภรรยาเจ้าเมืองรู้สึกสงสัยที่สามีผู้เคยโปรดปรานอนุภรรยาทั้งสองกลับไม่ยอมไปมาหาสู่กับพวกนาง ซ้ำยังทำตัวห่างเหินกับบุตรทั้งสาม”
คนเล่าถอนหายใจเฮือกหนึ่ง รอจังหวะ
“ในยามรับประทานอาหารสิ่งที่เคยชื่นชอบกลับมิชอบ เขาอ้างว่าตนเองนั้นมีอาการเจ็บป่วยจึงเริ่มไม่ชอบอาหารชนิดเดิมขอให้ภรรยาทำอาหารอย่างใหม่ให้ ทีแรกนางก็เอาใจสามี แต่ต่อมาพบว่าสามีทำตัวเปลี่ยนไปจากเดิมทุกสิ่ง จึงเริ่มจับผิด ปกติแล้วในหนึ่งสัปดาห์สามีของนางจะต้องมานอนกับนางหนึ่งคืน ทว่าปีหลังมานี้เขากลับเก็บตัวอยู่ในเรือนตนเองและอ้างว่างานเยอะงานยุ่ง เจ้าเมืองฉางเฉิงปลดคนรับใช้สตรีที่อยู่เรือนตนเองออก ไปซื้อทาสชายมาทำงานแทนสองคน ทาสชายที่เขาซื้อมาล้วนเป็นบุรุษรูปร่างกำยำหน้าตาคมคายนัก”
นักเล่านิรนามเคาะไม้กับโต๊ะหนึ่งครั้ง “คนใกล้ชิดมักจะเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่าคนในครอบครัวตนเปลี่ยนไปเพียงใด ” กลองข้างหลังรัวไปอีกเจ็ดแปดครั้ง
“ฮูหยินของเจ้าเมือง ข้องใจยิ่งจึงแอบไปดูในยามค่ำคืนว่าสามีของตนอยู่อย่างไร สามคืนแรกก็เห็นว่าเขาอาบน้ำแล้วเข้านอนตามปกติ นางก็ยังไม่ถอดใจ เพราะคิดว่าสามีตนเองต้องไม่อาจซ่อนเรื่องที่แอบทำไว้ได้นาน คืนที่สี่ฮูหยินและสาวใช้คนสนิทก็ยังพากันไปแอบดูซ้ำอีกครั้ง คราวนี้นางถึงกับตาสว่างเมื่อได้เห็นสามีของนางลงอ่างไม้อาบน้ำพร้อมกับทาสชายคนหนึ่ง ทั้งสองหยอกล้อต่อกระซิกกันราวกับสามีภรรยา ที่น่าตกใจยิ่งกว่านี้ สามีของนางเข้าฟอนเฟ้นร่างกายของทาสชายอย่างหลงใหลและร่วมรักกับคนผู้นั้นในอ่างน้ำ” เขาผ่อนลมหายใจและทอดน้ำเสียงเนิบช้า
“ฮูหยินแทบจะลมพับลงไป ทว่าสาวใช้ของนางประคองร่างเอาไว้ได้ พร้อมกระซิบให้นางดูให้จบ” กลองรัวอีกเจ็ดแปดครั้ง เร่งเร้าให้คนฟังทั้งหลายตื่นเต้น
หงซือซือนิ่งขึง นางฟังด้วยใจลุ้นระทึกเรื่องนี้เกี่ยวพันกับครอบครัวนางโดยตรง
‘วิชาแปลงโฉมนี้หากมิใช่ครอบครัวข้าแล้ว ยังจะมีผู้ใดได้อีก’
หงซือซือได้แต่ถอนหายใจที่บุรุษข้างกายนางทั้งสองดูระมัดระวังนางมากจนจินวั่งซูเริ่มสงสัย “จอมยุทธ์หง เหตุใดสองคนนั้นถึงได้จับตามองเจ้าตลอดเวลา ” “ท่านคิดว่าเพราะเหตุใด” นางเอียงคอถาม “หงซือ เจ้าไม่เองก็ไม่รู้หรือ” จินวั่งซูเลิกคิ้วคล้ายไม่เชื่อ เขาเห็นจอมยุทธ์หลงคล้ายประคองหนุ่มน้อยผู้นี้อยู่บ่อยๆ‘เอาเถอะ! ข้าจะจับผิดพวกเจ้าให้ได้คาหนังคาเขาเอง แล้วพวกเจ้าจะพูดไม่ออก’ เมื่อรถม้าเดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นผิง หงอี้เทียนพาเข้าไปพักเรือนด้านหลังของสำนักกู้ภัยหงส์ไฟสาขาแคว้นผิง“ที่นี่ปลอดภัยที่สุด ข้าวางกำลังคุ้มกันแน่นหนา”หมิงเฟยหลงยิ้มน้อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหลังคาเรือน เงาวูบผ่านไปสองสาย เหล่าแมวดำมาถึงแล้ว เท่านี้ก็วางใจได้! ข้อมูลจากอ๋องเก้าบอกไว้ว่าตรากระเรียนทองคำถูกเก็บรักษาไว้ในพระราชวังหลวงของแคว้นผิงการขึ้นครองราชย์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้อาศัยตรานี้เป็นเครื่องรับรอง ครั้งนั้นท่านตาของฝู่กั๋วกงของท่านอ๋องเก้าได้เป็นผู้ว่าจ้างให้ขโมยตราทองคำกลับมาจากตำหนักเสียนเหลียงของอดีตฮองเฮาหงซือซือร่วมมือกับนินจาหานซู่ลี่เข้าไปบุกตำหนักเถียนฮองเฮาแต่นางกลั
หงซือซือบังคับพี่ชายให้เฝ้าดูแลหมิงเฟยหลงที่นอนหลับอยู่ในห้องพัก ส่วนตนเองแอบออกไปข้างนอก แปลงโฉมเป็นสตรีชาวบ้านเขาไปตรวจในโรงหมอ “ยินดีด้วยนะแม่นาง เจ้าตั้งครรภ์แล้ว” “ไอ้หยา!” หงซือซือตาโต “ท่านหมอแน่ใจหรือ” “ข้าเป็นหมอมาตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่มจนแก่ปูนนี้คนครึ่งเมืองนี้ ข้าเคยตรวจชีพจรพวกเขาตั้งแต่อยู่ในท้อง เจ้ายังจะคิดว่าข้าเข้าใจผิดได้อีกหรือ เจ้าตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว เดี๋ยวข้าจัดเทียบยาบำรุงให้” พลันนางคิดขึ้นได้ “ท่านหมอ ท่านตรวจยาลูกกลอนนี้ให้ข้าที” หมอวัยกลางคนรับขวดยากระเบื้องเคลือบสีขาวแล้วเทเม็ดยาลงในอุ้งมือ ก่อนจะยกขึ้นดมกลิ่น“อ้อ! เจ้าก็กินยาบำรุงครรภ์อย่างดีอยู่แล้วนี่ เช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องเขียนเทียบยาให้เจ้าแล้ว กินให้หมดนี่ล่ะ ส่วนผสมแพงเสียด้วยที่บ้านเจ้าคงฐานะดี” “มิได้ๆ” หงซือซือรู้สึกคล้ายวิงเวียนขึ้นมาทันทียาห้ามครรภ์ที่นางกินอยู่ทุกคืนก่อนนอนกลับกลายเป็นยาบำรุงครรภ์ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน นางรับขวดยาจากท่านหมอพร้อมฟังคำแนะนำในการดูแลตนเองระยะแรกในการตั้งท้องอยู่พักใหญ่ เมื่อแวะแปลงโฉมกลับเป็น
การเดินทางไปยังแคว้นผิงต้องผ่านเมืองเทียนคง จินวั่งซูที่เคยมาเยือนเมืองนี้เมื่อครั้งมาช่วยเสนาบดีฟ่าน หลี่เจี๋ย[1]กับท่านหญิงจีปราบกบฏเจ้าเมืองเทียนคงจึงแนะนำให้ทุกคนเข้าไปพักในโรงเตี๊ยมเมืองนี้สักคืนก่อน จินวั่งซูรู้สึกแปลกใจที่จอมยุทธ์หลงมักจะขอพักห้องเดียวกับจอมยุทธ์หง แม้เขาจะยืนยันว่าค่าที่พักที่เขาได้รับจากชินอ๋องมามากพอที่แต่ละคนจะพักแยกกันได้ แต่จอมยุทธ์หลงผู้นั้นก็ไม่ยอมแยกห้อง “ข้าสนิทกับน้องหงมาก ที่ผ่านมาพวกเราเดินทางไปที่ใดก็มักจะนอนห้องเดียวกันตลอดเพื่อระวังความปลอดภัย” “อ้อ!” ทีแรกจินวั่งซูก็รับรู้แบบผ่านๆ แต่พอเห็นจอมยุทธ์หลงดูใส่ใจกับหงซือมากจนเกินปกติเขาจึงคอยลอบสังเกต “จอมยุทธ์หง ปกติเจ้าก็ทำงานกับหัวหน้าหงมิใช่หรือ” จินวั่งซูปรายตาไปทางหงอี้เทียนจอมยุทธ์หงผู้นี้ มีชื่อแซ่ว่า หงซือ จินวั่งซูนึกแปลกใจที่หงซือเป็นหนุ่มน้อยรูปร่างผอมบางกลับได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยของสำนักหงส์ไฟ “ใช่! ข้าก็เป็นหนึ่งในผู้คุ้มภัยเช่นกัน” “เจ้ารูปร่างผอมบางหากข้าไม่รู้จักมาก่อนคงคิดว่าเจ้าเป็นผู้ว่าจ้าง เจ้าทำงานกั
ท่านอ๋องเก้าทรงฟังสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงเล่าด้วยความตื่นเต้น เรือนน้อยของอนุถานช่างน่าสนใจนัก! หากพาพระชายาไปพักผ่อนแล้วได้อ๋องน้อยติดท้องมาอีกสักคนสองคนคงจะดี “เห็นหรือไม่ เจ้าได้ยินแล้วก็ยังสนใจเหมือนข้า” “อืม....” อ๋องเก้าเพียงอมยิ้มและผงกศีรษะเบาๆ อู๋กงกงที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าตำหนักเป่าฉีพร้อมด้วยชินอ๋อง ครั้นเห็นหู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งยืนเฝ้าประตูอย่างแข็งขันรีบเดินมาทักทาย “ฝ่าบาทให้พวกเจ้าไปอารักขาท่านอ๋องเก้ากับพระชายาด้วยเหตุใด ” “อู๋กงกงท่านก็รู้ว่าเรื่องนี้พวกเราบอกไม่ได้” องครักษ์หู่ตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เขารู้สึกตะหงิดๆ ว่าระยะหลังๆ อู๋กงกงดูจะร้อนรนที่มิได้เป็นคนสำคัญของฮ่องเต้เช่นแต่ก่อน อู๋กงกงหน้าม้าน “อ้อ! ข้าลืมไป ขออภัยพวกเจ้าด้วยก็แล้วกัน”ในเมื่อตนมิได้เป็นคนสำคัญแล้ว อู๋กงกงก็มิกล้าข่มขวัญองครักษ์ทั้งสองอีก ยามนี้ดูเหมือนฮองเฮาจะทรงถือหางคนทั้งสอง และฝ่าบาทก็ทรงเกรงพระทัยฮองเฮายิ่งนักสนมทั่วทั้งวังหลังต่างซุบซิบกันว่าไม่รู้เมื่อใดฮ่องเต้จะทรงให้ฮองเฮาเสด็จกลับไปประทับตำหนักเสียนเหลียงเพราะหากพระนางยังอ
สองวันหนึ่งคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว อย่างที่กล่าวกันว่าช่วงใดที่เรามีความสุขเวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ หมิงเฟยหลงก็ทรงรู้สึกเช่นนั้น การได้ใช้ชีวิตเยี่ยงชาวบ้านทั่วไปกันสองสามีภรรยาในเรือนหลังน้อยริมแม่น้ำฉางเจียงของอนุถานช่างเป็นภาพที่พระองค์มิเคยคิดว่าจะเกิดขึ้นจริงได้ หากสวรรค์มิได้ส่งให้หงซือซือเข้ามาในเส้นทางชีวิตอันโดดเดี่ยวนี้ เกรงว่าชั่วชีวิตพระองค์คงมิอาจจะได้ลิ้มรสความสุขที่มุ่งหวัง “ซือซือข้าไม่อยากกลับวังหลวงเลย น่าเสียดายนัก” “พี่สาม คราวหน้าเราก็มากันใหม่ก็ได้เจ้าค่ะ” ฮ่องเต้ทรงถอนพระปัสสาสะ “ข้ามีลางสังหรณ์ว่ากว่าเราจะได้กลับมาที่นี่อีกครั้งคงอีกนาน” “ทำไมหรือเจ้าคะ” หมิงเฟยหลงรวบภรรยาเข้ามาแนบอก “เราคงต้องเร่งมือตามหาตรากระเรียนทองคำมาเพื่อเปิดขุมทรัพย์ให้สำเร็จ ก่อนที่ฤดูฝนคราวหน้าจะมาถึง หากสร้างเขื่อนไม่ทันอาจจะเกิดอุทกภัยอีกครา เจ้าคงไม่อยากเห็นผู้คนล้มตายไร้ที่อยู่อาศัยเหมือนที่เมืองชิงหลิวอีกกระมัง ” “เจ้าค่ะ ราษฎรล้วนทุกข์ยาก ผู้คนพลัดพรากจากครอบครัว บ้านเรือน ไร้ที่อยู่ หากน้ำท่วมหรือฝนแล้ง พวกเขาล้วนต้อ
ฮ่องเต้ทรงส่งหูซิ่นสือไปขอเช่าเรือนน้อยริมน้ำของอนุถานสักสองวัน โดยให้หู่ซิ่นสือกับจูจิ้นติ้งแต่งกายเลียนแบบชาวบ้านลงไปสำรวจความปลอดภัยโดยรอบล่วงหน้าห้าวัน “ตรวจสอบให้เรียบร้อย หากเจิ้นกับฮองเฮาออกไปพักที่นั่น สิ่งสำคัญคือความปลอดภัย” หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรจัดการทุกอย่างเรียบร้อยกว่าฮ่องเต้ทรงคาดหวัง เขาส่งสาวใช้ที่จวนออกไปเปลี่ยนผ้าห่ม ผ้าปู และหมอนมุ้งใหม่ให้เรียบร้อย รวมจัดหาข้าวสารอาหารแห้งและเสื้อผ้าของใช้ให้พร้อมสำหรับการถูกปล่อยให้อยู่กันสองต่อสองเป็นเวลาสองวัน “พื้นที่โดยรอบสิบลี้กระหม่อมตรวจสอบความปลอดภัยและวางกำลังคนคอยดูแลไว้เรียบร้อยพ่ะย่ะค่ะ” “ดี! ระยะนี้มีข่าวว่านักฆ่าสำนักมืออสูรถูกปล่อยออกมาแล้ว แม้ข้าจะห่วงความปลอดภัย แต่หากยังไม่สามารถทำให้ฮองเฮาตั้งครรภ์ได้เสียทีก็ย่อมเป็นความสูญเสียความมั่นคงในบัลลังก์เช่นกัน” การออกจากวังหลวงถูกดำเนินการอย่างเงียบเชียบ อู๋กงกงที่พยายามเงี่ยหูฟังกลับมิได้ยินสิ่งใด ฮ่องเต้ทรงระมัดระวังพระองค์ยิ่งนักตกค่ำคืนนั้นทรงเล่าแผนการให้กับหงซือซือฟัง นางหัวเราะคิกคัก “พี่สาม ท่านจะทำเช่น







