Home / รักโบราณ / ซือซือฮองเฮาพันโฉม / บทที่ 4 ฮ่องเต้มาทำไมกัน

Share

บทที่ 4 ฮ่องเต้มาทำไมกัน

last update Petsa ng paglalathala: 2026-01-26 16:48:59

         ครั้นทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้ว หงซือซือก็ชวนทุกคนไปนั่งดื่มที่ระเบียงกว้างที่ยื่นลงไปในน้ำ

“อีกไม่นานหมอกคงจะสลายแล้ว ยามนี้คงไม่มีใครคิดจะเข้ามาอีกหรอกเพราะค่ายกลจะน่ากลัวยิ่งกว่าค่ายกลหมอกแล้ว”

         ตงชางขอตัวไปส่งเสื้อผ้าให้เสี่ยวเอ้อเอาไปซักให้ใหม่ โรงเตี๊ยมแห่งนี้มักมีผู้พลาดพลั้งตกน้ำไปเป็นประจำทำให้บริการซักรีดได้รับความนิยมอย่างมาก

จอมยุทธ์ฉู่เจ้าของโรงเตี๊ยมยังหัวก้าวหน้าทำร้านขายเสื้อผ้าให้ลูกค้าได้ซื้อหาด้วยเพราะจอมยุทธ์ส่วนใหญ่มักจะเดินทางโดยไม่พกเสื้อผ้าไปด้วย พวกเขาเพียงแต่แบกกระบี่หรือดาบคู่ใจเท่านั้น ที่สำคัญร้านนี้ยังรับซื้อเสื้อผ้าเก่าของพวกเขาด้วย

พระชายารู้เรื่องนี้จึงไม่ยอมให้พระสวามีเตรียมเสื้อผ้ามาด้วย นางตั้งใจจะมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้านในโรงเตี๊ยมใส่เพราะได้ยินหงซือซือบอกว่าเสื้อผ้าที่ร้านนี้ปักลวดลายแปลกตาใช้เนื้อผ้าดีทนทานต่อการถูกคมอาวุธ

“สุราที่นี่ก็เลิศรส เพราะจอมยุทธ์ฉู่ให้เถ้าแก่ขี้เมาแห่งตรอกคนโฉดหามาให้โดยเฉพาะไม่มีจำหน่ายที่อื่น” ท่านอ๋องเก้าที่มาเยือนโรงเตี๊ยมแห่งนี้หลายครั้งหันไปยืนยันกับภรรยา

หานซูลี่ได้ยินก็ยิ้มกว้างรีบลากสามีไปยังระเบียงนั้น“เรารีบไปจองโต๊ะกันเถิด ข้าอยากนั่งชมจันทร์วิวทะเลสาบสวยๆ มานานแล้ว”

 “เจ้าไม่ต้องห่วง ประเดี๋ยวข้าจะเลี้ยงสุราพวกเจ้าเองตามสัญญา” หงซือซือใช้ฝ่ามือตบอกตนเองสองสามที

เมื่อได้ที่นั่งที่ถูกใจพร้อมกาสุราคนละกาแล้ว แต่ละคนก็รีบลิ้มรสเหล้าขึ้นชื่อที่เสี่ยวเอ้ออวดอ้างว่าหมักไว้กว่าสิบปีบนเทือกเขามังกรทะยาน

อ๋องเก้ากระดกจอกเป็นคนแรกแล้วกล่าวชื่นชมออกมา “สมแล้วที่เป็นเหล้าหมักบนเทือกเขา รสชาตินุ่มลิ้นยิ่ง”

หงซือซือดื่มไปสองจอกติดกัน นางมาที่นี่บ่อยกว่าทุกคนในโต๊ะ ทั้งมาพร้อมบิดามารดาและบางครั้งนางก็มาพร้อมพี่ชาย

“สุราที่นี่ขึ้นกับโอกาสนะ หากเจ้าโชคดีบางทีก็จะได้ดื่มสุราที่มาจากเทือกเขาซงซานแถวบ้านเกิดเจ้า” นางเอ่ยกับหานซูลี่

“ดีจริง! เช่นนั้นข้าจะขอให้ท่านพี่พาข้ามาอีกคราวหน้า” พระชายาหันไปฉอเลาะสวามี เขายิ้มน้อยๆ เพราะรู้ว่าคงไม่อาจขัดใจภรรยาได้

“นี่ท่านจะตามใจนางจนเสียคนมิได้นะเพคะท่านอ๋อง”

“สหายของผู้ใดก็อบรมกันเอาเถิด ข้าเห็นทีจะคัดค้านอันใดไม่สำเร็จ” หมิงหลีเหว่ยทำหน้าอ่อนอกอ่อนใจ เมื่อภรรยาหันมาแนบแก้มเข้าที่ต้นแขนเป็นเชิงประจบ

หมอกค่อยๆ สลายไปจนหมด พระจันทร์ที่ยังไม่เต็มดวงดีทอแสงสุกสกาวสะท้อนบนผืนน้ำมืดดำกว้างใหญ่ มองไกลๆ เห็นร่องรอยหยักของภูเขาที่อยู่ลิบตาโอบล้อมรอบด้าน

“ไม่คิดว่าอ๋องเก้าจะสุนทรีย์ถึงขนาดพาพระชายามาดื่มถึงที่นี่” เสียงที่ดังขึ้นข้างหลังทำเอาท่านอ๋องหันขวับ น้ำเสียงเช่นนี้มีคนผู้เดียวเท่านั้น

“พี่สาม ท่านมาได้อย่างไร”

ชายหนุ่มร่างสูงสง่า ดวงตาเฉี่ยว จมูกโด่งเป็นสันตรง เส้นกรามที่คางชัดเจน ในชุดที่หงซือซือเคยเห็นแขวนไว้ด้านหน้าร้านเสื้อในโรงเตี๊ยมที่นางเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อครึ่งชั่วยามที่แล้วทำให้เขาดูเป็นจอมยุทธ์ที่อาจหาญผู้หนึ่ง

‘มังกรขาวจอมเจ้าเล่ห์ มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน’ หงซือซือร้องเอ็ดอึงในใจ    

เมื่อวานนางเพิ่งคิดถึงเขาและหมายใจจะแปลงโฉมเข้าวังหลวงเพื่อสืบเรื่องต้นสกุลของตนเอง ทว่ายามนี้เขากลับมาปรากฏตัวต่อหน้าในสถานที่ที่ฮ่องเต้ไม่ควรจะเยี่ยมกรายมาถึง

“ทำไมหรือ  ข้าก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง ไม่มีสิทธิ์จะมาโรงเตี๊ยมนี่หรือไร” เขาเลิกคิ้วข้างหนึ่ง

ในยามที่ไม่สวมชุดปักมังกรเหลืองอร่ามนั้นเขาช่างดูยียวนกวนประสาทดีแท้

พี่สามของท่านอ๋องเก้าถือวิสาสะนั่งลงข้างจอมยุทธ์หง บุรุษร่างบอบบางที่ยกสุราขึ้นดื่มโดยไม่มองหน้าผู้มาใหม่ซ้ำ

“เจ้าจะไม่แนะนำให้ข้ารู้จักเพื่อนจอมยุทธ์ของเจ้าเลยหรือ ”

หานซูลี่รีบทำความเคารพพี่สามในทันที

ท่านอ๋องเก้าพลันนึกขึ้นได้รีบเอ่ยแนะนำ “พี่สามนี่คือจอมยุทธ์หงเพื่อนของลี่เอ๋อร์และหัวหน้าสวีผู้ดูแลสำนักคุ้มภัยหงส์ไฟสาขาเมืองหมิง”

“อ้อ! ยินดีที่ได้รู้จักพวกท่าน เรียกข้าว่าพี่สามก็พอแล้ว”

แม้ท่านอ๋องเก้าจะไม่เอ่ยพระนามของฮ่องเต้แต่หัวหน้าสวีก็พอจะเดาฐานะ พี่สามคนนี้ได้ว่าต้องเป็นหนึ่งในราชวงศ์เป็นแน่ เพียงแต่เขาไม่เคยพบเจอฮ่องเต้จึงคาดไปไม่ถึงว่าเป็นคนผู้นั้น

อ๋องเก้าสบตาพี่ชายคล้ายอยากจะถามสาเหตุที่เขาเดินทางมาที่นี่ เสี่ยวเอ้อสองคนยกโต๊ะเตี้ยขึ้นไปตั้งบนเวทีที่อยู่มุมระเบียงด้านหนึ่ง

“แขกผู้เกียรติทุกท่าน วันนี้เรามีนักเล่านิทานอันดับหนึ่งในยุทธภพมาให้ความบันเทิง ผู้คนเรียกขานท่านผู้นี้ว่า นักเล่านิรนาม ขอเชิญรับฟังได้แล้วขอรับ”

ชายชราผมขาวโพลนผู้หนึ่งเดินขึ้นบนเวทีไปนั่งประจำที่ บนโต๊ะมีเพียงไม้ทรงสี่เหลี่ยมอันหนึ่งไว้เคาะให้จังหวะ ด้านหลังมีชายหนุ่มนั่งประจำอยู่ข้างกลองคอยรัวเรียกความสนใจ เมื่อผู้เล่านั่งลงเรียบร้อย ชายผู้นั้นก็รัวกลองดังขึ้น

“ข้ามีเรื่องราวเล่าขานในยุทธภพให้พวกท่านฟังมากมาย วันนี้มาถึงโรงเตี๊ยมยุทธภพย่อมจะต้องเลือกเรื่องที่น่าสนใจมาให้พวกท่านฟังเป็นแน่ เรื่องร่ำลือหนึ่งที่เพิ่งกลับมาอยู่ในความสนใจของเหล่าจอมยุทธ์ทางแคว้นตอนเหนือคือวิชาแปลงโฉม บัดนี้ได้ปรากฏผู้มีความสามารถนี้ขึ้นที่แคว้นเว่ย คนผู้นี้ร้ายกาจยิ่งนัก ปลอมตัวเป็นเจ้าเมืองฉางเฉิงอยู่ได้ปีกว่า ภรรยาเจ้าเมืองรู้สึกสงสัยที่สามีผู้เคยโปรดปรานอนุภรรยาทั้งสองกลับไม่ยอมไปมาหาสู่กับพวกนาง ซ้ำยังทำตัวห่างเหินกับบุตรทั้งสาม”

คนเล่าถอนหายใจเฮือกหนึ่ง รอจังหวะ

“ในยามรับประทานอาหารสิ่งที่เคยชื่นชอบกลับมิชอบ เขาอ้างว่าตนเองนั้นมีอาการเจ็บป่วยจึงเริ่มไม่ชอบอาหารชนิดเดิมขอให้ภรรยาทำอาหารอย่างใหม่ให้ ทีแรกนางก็เอาใจสามี แต่ต่อมาพบว่าสามีทำตัวเปลี่ยนไปจากเดิมทุกสิ่ง จึงเริ่มจับผิด ปกติแล้วในหนึ่งสัปดาห์สามีของนางจะต้องมานอนกับนางหนึ่งคืน ทว่าปีหลังมานี้เขากลับเก็บตัวอยู่ในเรือนตนเองและอ้างว่างานเยอะงานยุ่ง เจ้าเมืองฉางเฉิงปลดคนรับใช้สตรีที่อยู่เรือนตนเองออก ไปซื้อทาสชายมาทำงานแทนสองคน ทาสชายที่เขาซื้อมาล้วนเป็นบุรุษรูปร่างกำยำหน้าตาคมคายนัก”

นักเล่านิรนามเคาะไม้กับโต๊ะหนึ่งครั้ง “คนใกล้ชิดมักจะเป็นผู้รู้ดีที่สุดว่าคนในครอบครัวตนเปลี่ยนไปเพียงใด ” กลองข้างหลังรัวไปอีกเจ็ดแปดครั้ง

“ฮูหยินของเจ้าเมือง ข้องใจยิ่งจึงแอบไปดูในยามค่ำคืนว่าสามีของตนอยู่อย่างไร สามคืนแรกก็เห็นว่าเขาอาบน้ำแล้วเข้านอนตามปกติ นางก็ยังไม่ถอดใจ เพราะคิดว่าสามีตนเองต้องไม่อาจซ่อนเรื่องที่แอบทำไว้ได้นาน คืนที่สี่ฮูหยินและสาวใช้คนสนิทก็ยังพากันไปแอบดูซ้ำอีกครั้ง คราวนี้นางถึงกับตาสว่างเมื่อได้เห็นสามีของนางลงอ่างไม้อาบน้ำพร้อมกับทาสชายคนหนึ่ง ทั้งสองหยอกล้อต่อกระซิกกันราวกับสามีภรรยา ที่น่าตกใจยิ่งกว่านี้ สามีของนางเข้าฟอนเฟ้นร่างกายของทาสชายอย่างหลงใหลและร่วมรักกับคนผู้นั้นในอ่างน้ำ” เขาผ่อนลมหายใจและทอดน้ำเสียงเนิบช้า

“ฮูหยินแทบจะลมพับลงไป ทว่าสาวใช้ของนางประคองร่างเอาไว้ได้ พร้อมกระซิบให้นางดูให้จบ” กลองรัวอีกเจ็ดแปดครั้ง เร่งเร้าให้คนฟังทั้งหลายตื่นเต้น

หงซือซือนิ่งขึง นางฟังด้วยใจลุ้นระทึกเรื่องนี้เกี่ยวพันกับครอบครัวนางโดยตรง

‘วิชาแปลงโฉมนี้หากมิใช่ครอบครัวข้าแล้ว ยังจะมีผู้ใดได้อีก’

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 246 หลงเชื่อท่าน (ตอนจบ)

    หงซือซือได้แต่โทษตนเองที่หลงเชื่อมังกรขาวเจ้าเล่ห์ตนนี้ นับตั้งแต่วันที่นางยอมเข้าห้องบรรทมใหม่กับเขาวันนั้น ทุกหัวค่ำนางก็ถูกเขาอุ้มเข้าไปใช้เตียงบรรทมก่อนจะออกมาในช่วงหนึ่งชั่วยามต่อจากนั้นเพื่อดูแลลูกๆ “เดี๋ยวๆ พี่สาม ระยะนี้ข้าไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆ แล้ว” ฮ่องเต้หัวเราะหึๆ “ไม่ทันแล้ว ซือซือ เจ้าตกลงกับข้าแล้ว อย่าได้บิดพลิ้วเด็ดขาด” “แต่ลูกๆ ของเราจะเหงานะ” “เอาน่า! แค่หนึ่งชั่วยามเอง” “แต่นี่ ทุกวันเลยนะ” หมิงเฟยหลงยิ้มกริ่ม “ข้าว่าก็พอดีแล้วนะ หรือว่าเราจะเพิ่มเวลาอีกสักหน่อยดี” หงซือซือได้แต่ส่ายหน้า ไม่ถึงสามเดือน นางก็ตั้งท้องอีกครา “เห็นหรือไม่! เป็นเพราะท่านแท้เทียว ทำให้ข้าต้องลำบากอีกแล้ว”เมื่อฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงกราบทูลผลการตรวจร่างกายของฮองเฮาก็ทรงพระราชทานรางวัลก้อนใหญ่ให้“ฮ่าๆ ดีจริง! ข้าต้องชนะเจ้าชินอ๋องให้จงได้”“นี่ท่าน! ท่านอยากเอาชนะชินอ๋องถึงเพียงนั้นเชียวรึ!” หงซือซือพูดพลางใช้มือลูบท้องตนเอง บัดนี้ในท้องของนางมีชีพจรถึงสองชีวิต “คราวนี้มีมังกรน้อยอีกตั้งสอง ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 245 มีลูกมากกว่าก็ชนะ

    ร่างเล็กๆ ทั้งสามที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเบาะกำมือตะกุยบนอากาศอย่างไร้ทิศทาง ถัดไปเป็นร่างของหลิวเอ๋อร์พระธิดาองค์โตที่ขอมานอนเฝ้าพระอนุชาฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสใบหน้าจิ้มลิ้มริมฝีปากเป็นสีผลอิงเถาระเรื่อที่นอนเรียงรายกันด้วยความอิ่มเอมพระทัย นับตั้งแต่มังกรน้อยทั้งสามถูกหงซือซือเบ่งออกมา ไม่มีคืนใดที่พระองค์มิได้นอนเฝ้าพวกเขา องค์หญิงหมิงซีหลิวเองก็พลอยเห่อจนขอมานอนที่ตำหนักเป่าฉีอยู่บ่อยๆ ทำให้ฮ่องเต้ต้องทรงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้เหมาะสมหงซือซือหันมามองสามีที่นอนตะแคงข้างอยู่ที่ฟากหนึ่งของเตียงขนาดยาวและกว้างที่ถูกสั่งทำขึ้นใหม่เพื่อหกคนพ่อแม่ลูกจะได้นอนด้วยกัน “เจ้าจะไปที่ใด” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงข้างหนึ่ง เอียงพระพักตร์มาทางผู้เป็นยอดดวงใจที่ทำท่าเหมือนจะออกไปจากห้องบรรทม “ข้าจะไปถ่ายเบาเจ้าค่ะ พี่สามเฝ้าลูกๆ ให้ดีเถอะ” ท่าทางละล้าละลังของหมิงเฟยหลงทำให้นางอดจะขำมิได้ “ท่านไม่ต้องห่วงข้ามากเช่นนั้นดอกเจ้าค่ะ” “ข้าอยากอุ้มเจ้าไปห้องส้วมเองเสียด้วยซ้ำ” ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเมื่อสบตามีเลศนัยคู่นั้น ในยามจวนจะค

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 244 รักษาฮ่องเต้

    เป็นเพราะการรักษาต้องแข่งกับเวลา ในสองวันแรกเหล่าองครักษ์และทหารล่อเอานักฆ่าออกมาตายอยู่ในค่ายกลได้หลายร้อยคน ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นรู้กลอุบายก็ไม่ยอมออกมาอีกจินวั่งซูที่ลอบยิงธนูคอยเก็บนักฆ่ามิให้กลับเข้าสำนักรู้สึกสะใจยิ่งนักในคราวแรก ทว่าวันต่อมากลับต้องสบถเสียหลายครั้งเมื่อนักฆ่าพวกนั้นก็นำเอาธนูมายิงโต้ตอบ เขาจึงต้องสั่งให้พลธนูเตรียมโล่กำบังมาด้วย พอถึงวันที่สามการยั่วยุก็ไม่เป็นผล จินวั่งซูจึงได้แผนเดิมก็ลอบเข้าทางลัดไปยิงธนูไฟเพื่อเผาเรือนในสำนักไหม้ไปอีกสองเรือน “ข้าเผาโรงครัวพวกมันแล้ว เจ้าก็คอยดูเถิดว่าพวกมันจะทำเยี่ยงไร ส้วมกับครัวไหม้ไปหมดแล้ว เช่นนี้จะดำรงชีวิตกันอย่างไร ความอดอยากนี่ล่ะจะทำให้พวกมันต้องดิ้นรนออกมาเอง” ชินอ๋องผงกศีรษะรับ จินวั่งซูช่างเป็นคนโฉดตัวจริง หากให้พระองค์ทรงคิดก็ไม่เคยคิดจะเผาส้วมและโรงครัวในค่ายทหารของแคว้นใดมาก่อน “เจ้าคิดได้ร้ายกาจนัก...” จินวั่งซูฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคำชมเพราะสีพระพักตร์ของชินอ๋องดูคล้ายจะแสยะยิ้มแบบแหยงๆ อยู่สักหน่อย....แต่คุณชายจินก็รู้สึกภาคภูมิใจเพราะไม่ถึงสองวันเหล่านักฆ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 243 ชิงกระบี่

    เกล็ดหิมะโอบล้อมร่างทั้งสองเอาไว้จนแทบจะมองไม่เห็น หมิงเฟยหลงเกร็งพลังภายในขึ้นไปรวมยังแขนสองข้างอย่างเต็มที่เพราะกระบี่ดูดวิญญาณสั่นแรงขึ้นจนเขาแทบจะต้านทานพลังของมันไว้ไม่ได้ “อ๊าก!!!!” เสียงของเถียนลู่หลินร้องเสียงดังก้องทุกคนต่างยืนตะลึงมองพายุเกล็ดหิมะที่หมุนวนอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้าด้วยใจลุ้นระทึก หมิงเฟยหลงตัดสินใจออกกระบวนท่าสุดท้ายของเพลงกระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับ เขาออกแรงดึงกระบี่ที่ดูดอยู่กับกระบี่สีดำสุดแรง ก่อนจะฟาดลงไปกลางกระหม่อมของประมุขเถียน ในขณะที่เถียนลู่หลินเองก็ย่อตัวลงยกกระบี่ขึ้นขวางรับไว้ เปรี้ยง! กระบี่ทั้งสองกระทบอีกครั้ง และครานี้ก็มีเสียงกัมปนาทราวกับดินปืนระเบิดลังใหญ่ ร่างของคนทั้งสองอยู่ในพายุหิมะเมื่อครู่กระเด็นหวือออกมาคนละทิศคนละทางร่างของฮ่องเต้หนุ่มแผ่หงายลงบนทุ่งหญ้าในพระหัตถ์ยังคงมีกระบี่สีขาว ส่วนร่างของประมุขสำนักมืออสูรลอยคว้างหมุนกลิ้งไปบนทุ่งหญ้านับสิบตลบ กระบี่สีดำในมือกระเด็นกระดอนออกจากมือไป พลั่ก! ปึ๊ก! แรงกระแทกทำเอาฮ่องเต้ทรงมึนไปครู่ใหญ่ “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 242 ประลองสองกระบี่

    หลวนฮองเฮาประทับอยู่ลึกเข้าไปด้านในเพราะเกรงจะเป็นเป้าหมายของเหล่านักฆ่า คนของทั้งสองฝ่ายล้วนเตรียมพร้อม ไม่ว่าผลการประลองจะเป็นอย่างใด วันนี้ต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน “ในฐานะที่เขาเป็นญาติผู้น้องของเถียนฮองเฮา ข้าถือว่าให้เกียรติเขาในการแก้แค้นอย่างหมดจด” “ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” “ข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง หากมีผู้กล้าท้าซ้ำยังมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกัน เหตุใดจึงจะไม่ยอมทำเล่า เขาแค้นที่ข้าล้างตระกูลเขา ข้าก็แค้นที่พวกเขาอยากจะฆ่าข้า เราสองคนสมควรจะดวลกันให้รู้ดีรู้ชั่ว” หมิงเฟยหลงนึกถึงการบาดเจ็บล้มตายของเหล่าทหารและองครักษ์รอบข้างที่เกิดจากฝีมือของเถียนลู่หลินผู้นี้ ความหวาดระแวงนับสิบปีกับความอาฆาตมาดร้ายหมายชีวิตของศัตรูสมควรจะจบลงเสียที ฮ่องเต้ทรงอาภรณ์ขาวปักลายมังกรงดงามในพระหัตถ์คือกระบี่ดูดวิญญาณที่สูญหายไปในยุทธภพหลายสิบปีเถียนลู่หลินในคราแรกมิได้สนใจมองกระบี่ที่ฮ่องเต้จะใช้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งหญ้าในระยะที่สังเกตรายละเอียดของกระบี่ได้ชัดขึ้นก็ตกใจ “เจ้าได้กระบี่นั่นมาจากที่ใด”เดิมทีเ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 241 กระบี่ดูดวิญญาณ

    “กระบี่ทั้งสองจะสะท้อนพลังของกันและกันเพคะ หากฝ่าบาทถือกระบี่ดูดวิญญาณก็สะท้อนอาการหลอนนั้นไปยังประมุขเถียน ส่วนฝ่าบาทเองก็จะกลายเป็นผู้ที่รู้สึกว่าวิทยายุทธ์ตนเองลดลงจนกลายเป็นหวาดกลัวประมุขเถียน” เมื่อได้ยินฮองเฮาทรงอธิบายเช่นนั้น ทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจ “ฮองเฮา เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะทรงได้เปรียบประมุขเถียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”ชินอ๋องได้ฟังก็ยิ่งสับสน หากพระเชษฐาต้องรับผลสะท้อนจากกระบี่จะมิกลายเป็นกลัวจนต้องยอมแพ้หรอกหรือ “สิ่งที่คนในยุทธภพยังไม่รู้เกี่ยวกับกระบี่ดูดวิญญาณก็คือ มันกระบี่ที่ถูกหลอมขึ้นมาในภายหลังจึงมีพลังเหนือกว่ากระบี่กระชากวิญญาณ หากใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับจะทำให้สามารถดูดพลังของกระบี่กระชากวิญญาณเข้ามารวมอยู่ในกระบี่ดูดวิญญาณได้” หลวนฮองเฮาแสยะยิ้มเมื่อเอ่ยจนจบ พลางหันไปมองพระสวามีและชินอ๋องที่ยืนตะลึงมองมายังนางเป็นจุดเดียว “นี่มัน.....” “เป็นความลับของยุทธภพที่มีเพียงคนในครอบครัวของข้าล่วงรู้” นางหันไปยิ้มให้กับหมิงเฟยหลง “คืนนี้หม่อมฉันจะสอนวิธีการใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับให้ฝ่าบาทเอง”

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 10 สัญญาของหมูโง่

    เมื่อเห็นร่างสูงของบุรุษหนุ่มทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันมา หงซือซือก็หน้าเปลี่ยนสี เรื่องเมื่อคืนนางรู้ว่าคุณชายสามและนางเมามากจึงได้แต่ก่นด่าตนเองในใจ‘ซือซือเอ๋ย! เจ้านี่มันช่างงี่เง่าสิ้นดี ดันปล่อยตัวเองให้เละเทะจนขึ้นเตียงกับมังกรขาวเจ้าเล่ห์ นี่หากเขานึกออก ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน’

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 9 ร่องรอยของนักฆ่า

    “พี่สามเมื่อเช้าคนที่เดินหน้าห้องนอนข้าเอ่ยถึงคนของสำนักมืออสูร” อ๋องเก้าสีหน้าเคร่งเครียด “พวกมันปรากฏตัวที่แคว้นหมิงอีกแล้วหรือ” คนเป็นพี่ชายหน้าตาขึงขัง “เห็นว่ามีผู้วิชากระบี่แบบเดียวกับพวกมัน ไม่รู้ว่าจะใช้พวกเดียวกันหรือไม่” “เหตุใดจึงคิดว่าอาจมิใช่พวกเดียว

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 8 ท่านอาพันหน้า

    หงซือซือและพระชายาหานนั่งเคียงคู่กันชมการประลองอย่างตื่นตาตื่นใจ “ข้าไม่เคยเลยว่าการประลองของเหล่าจอมยุทธ์ที่นี่จะตื่นเต้นราวกับการประลองเจ้ายุทธภพ” หานซูลี่แทบจะปรบมืออยู่ตลอดเวลาจนจอมยุทธ์หงนึกรำคาญต้องจับมือของนางลง “เจ้าก็พอก่อนเถิดอย่าเอาแต่ปรบมืออยู่เลย นั่งดูเงียบๆ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 7 ร่วมเตียงกับฮ่องเต้

    เมื่อเมากันจนลิ้นเริ่มแข็งจนพูดจาอ้อแอ้ทั้งคู่แล้ว คุณชายสามเป็นฝ่ายกึ่งโอบกึ่งลากเอาจอมยุทธ์หงขึ้นเตียงนอน“ปาย...น้องโหง...เจ้านอนข้างใน ส่วนข้าจานอนข้างนอนเตียงเอง” “เอือม...เอิ๊ก....เอื๊อก..ดะ...ด้ายยยยยย ตามใจพี่สาม” หงซือซือร้องอ้อแอ้ ครึ่งตัวนางอยู่บนเตียงแต่ขายังชี้โด่เด่

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status