Share

บทที่ 6

Author: ยอดคนแปดทิศ
ห้วนจูมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าเซิ่งจือหว่านย่อมตัดใจจากมิตรภาพที่ผูกพันกันมาสิบกว่าปีไม่ลง

เซิ่งจือหว่านวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ข้าเขียนจดหมายให้คนส่งตัวเจ้ากลับเข้าวังไปเสียตอนนี้เลย ต่อไปเจ้าก็จงอยู่ที่นั่น ไม่ต้องออกมาอีก”

“พระองค์ทรงตรัสจริงหรือเพคะ?” ห้วนจูเม้มปากแน่น

เซิ่งจือหว่านยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยโดยไม่เอ่ยคำใด

คราวนี้ห้วนจูเริ่มลนลานขึ้นมาจริงๆ “องค์หญิง พระองค์ทรงไร้เยื่อใยเช่นนี้ได้อย่างไรเพคะ! หม่อมฉันติดตามรับใช้พระองค์มานานหลายปี หากถูกส่งกลับไปตอนนี้ จะมีเจ้านายตำหนักไหนยอมรับหม่อมฉันไว้อีก?!”

“ที่แท้เจ้าก็ยังรู้ตัวว่าตนเองเป็นบ่าว?” เซิ่งจือหว่านโน้มตัวลงเล็กน้อย

เมื่อห้วนจูสบเข้ากับดวงตาที่ดำสนิทคู่นั้น คำพูดที่เตรียมจะเอ่ยก็ติดค้างอยู่ที่ลำคอทันที

เซิ่งจือหว่านมองนางด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา

ห้วนจูจึงขบกรามแน่นพลางคุกเข่าลง แล้วคลานเข่าเข้ามาเบื้องหน้านาง “องค์หญิง หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เพคะ หม่อมฉันเพียงหวังให้พระองค์กับท่านซื่อจื่อกลับมาคืนดีกันโดยเร็ว หากพระองค์ทรงเห็นว่าหม่อมฉันทำไม่ถูก ต่อไป... ต่อไปหม่อมฉันจะไม่ทำอะไรโดยพลการอีกแล้วเพคะ!”

ช่างเป็นคำว่าหวังดีที่ยอดเยี่ยมเสียจริง

เซิ่งจือหว่านยกยิ้ม “ในเมื่อรู้ตัวว่าทำโดยพลการ เช่นนั้นตั้งแต่นี้ไปเจ้าจงลดขั้นลงเป็นสาวใช้ระดับสี่ ไปคอยดูแลงานปัดกวาดเช็ดถูอยู่ด้านนอกเสีย”

“องค์หญิง?!” ห้วนจูแทบไม่เชื่อหูตนเอง แต่เมื่อสบสายตาของเซิ่งจือหว่าน นางก็ได้แต่เม้มปากแน่น ไม่ยอมเอ่ยแม้แต่คำเดียวแล้วหันหลังวิ่งออกไปทันที

เพราะเรื่องวุ่นวายนี้ นางจึงลืมเรื่องที่ชุยซื่อกำชับมาเสียสนิท แต่ว่าต่อให้นางรายงานไป เซิ่งจือหว่านก็หาได้ใส่ใจไม่

คืนนั้น เซิ่งจือหว่านหลับสนิทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

จนกระทั่งติงหลานเข้ามาเป็นรอบที่สาม และเห็นว่าสายมากแล้วจึงปลุกนาง เซิ่งจือหว่านถึงได้ค่อยๆ ลืมตาขึ้นบนเตียงอย่างเกียจคร้าน

“วันนี้องค์หญิงจะไม่เสด็จไปคารวะฮูหยินหรือเพคะ?” ติงหลานเห็นนางทำตัวเชื่องช้าจึงเอ่ยเตือน

เซิ่งจือหว่านเพิ่งจะนึกขึ้นได้

ในชาติก่อน หลังจากนางกับฉีซูเซี่ยนแต่งงานกันได้สี่ปี เขาได้รับพระราชทานจวนส่วนตัว นางจึงย้ายออกจากจวนกั๋วกง และไม่จำเป็นต้องไปคารวะทุกวันอีกต่อไป

ยามนี้ ยังไม่ถึงเวลานั้น

“ไม่ไปแล้ว” นางเอ่ย “ไปที่คลังสินค้า

เซิ่งจือหว่านเลือกสมุนไพรด้วยตนเองหลายชนิด แล้วตรงไปยังห้องครัวเล็ก นางนำสมุนไพรเหล่านั้นมาปรุงร่วมกับเหล้าดอกเก๊กฮวยที่หมักไว้เมื่อปีก่อนจนได้เป็นบัวลอยต้มเหล้าหมัก หนึ่งโถ

กลิ่นเหล้าหมักหอมหวานเข้มข้น ผสมผสานกับกลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพร มีสรรพคุณช่วยบำรุงม้ามและเติมพลังกายได้ดียิ่ง

เซิ่งจือหว่านตักบัวลอยใส่ลงในปิ่นโตอาหารที่ประณีต

“องค์หญิงจะนำไปถวายฮูหยินหรือเพคะ?” อั้นจื่อเอ่ยถาม

เซิ่งจือหว่านเลิกคิ้ว แน่นอนว่าไม่ใช่

นางสั่งให้อั้นจื่อและติงหลานช่วยเกล้าผมและแต่งหน้า เมื่อเตรียมตัวเสร็จสิ้น จึงเปลี่ยนมาสวมชุดพิธีการที่ไม่ได้หยิบมาใส่มานานถึงสองปี

กระโปรงพื้นสีทองสลักลวดลายละเอียดอ่อน แขนเสื้อกว้างและสายรัดเอวช่วยขับเน้นรูปร่างของนางให้ดูโปร่งระหง เส้นผมดำขลับยาวสลวยถูกรวบขึ้นด้วยปิ่นทองคำแท้ลายดอกไห่ถังเต็มศีรษะ

ยามก้าวเดิน ปิ่นระย้าไข่มุกสั่นไหวเบาๆ ขับเน้นความงามสง่าหยาดเยิ้มถึงขีดสุด

อั้นจื่อและติงหลานถึงกับตะลึงไปชั่วครู่ “องค์หญิง พระองค์นี่แหละเพคะคือสาวงามอันดับหนึ่งของเมืองหลวง หม่อมฉันว่าพวกที่เรียกกันว่าสี่สาวงามแห่งเมืองหลวงนั่น เทียบกับพระองค์ไม่ได้เลยสักนิด”

น่าเสียดายที่องค์หญิงของพวกนางไม่ชอบออกไปไหน ต่อให้ต้องออกไป ก็มักจะแต่งกายเรียบง่ายเสมอ

“เตรียมรถม้า ข้าจะเข้าวัง” เซิ่งจือหว่านขึ้นรถม้าโดยมีติงหลานช่วยพยุง

ในระยะไม่ไกลนัก เหล่าคุณชายเจ้าสำราญหลายคนที่กำลังควบม้าผ่านมาพอดี เมื่อเห็นเงาร่างของนาง เด็กหนุ่มในชุดสีดำที่นำหน้าอยู่ก็กระชากบังเหียนม้าหยุดกะทันหัน

คนอื่นๆ เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ต่างก็มองตามสายตาของเขาไป

“นั่นคือ... องค์หญิงชิ่งหนิงหรือ?” ใครคนหนึ่งเอ่ยด้วยความประหลาดใจ

“ก็องค์หญิงคนที่อ้อนวอนอดอาหารจนแทบตายเพื่อจะแต่งกับฉีซูเซี่ยนน่ะหรือ?”

“ใช่นางนั่นแหละ!”

“ฮ่าฮ่า เช่นนั้นคุณชายรองซางคงหมดหวังแล้วล่ะ อย่าว่าแต่ฐานันดรของนางเลย แค่สามีของนาง พวกเรามารวมกันยังเทียบไม่ได้แม้แต่นิดเดียว”

“ทั้งสอบได้อันดับหนึ่งสามสนามรวด แถมยังสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงที่ชางหนาน ได้ยินว่าวันนี้จะเข้าวังไปรับรางวัลด้วยนะ เมื่อเช้านี้ท่านพ่อยังบอกข้าเลยว่า ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะตั้งเขาเป็น แม่ทัพผิงเหยียนขั้นสี่ชั้นเอก! จุ๊ๆ แม่ทัพขั้นสี่ที่อายุน้อยขนาดนี้ น่าจะเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์เลยมั้ง พวกลูกสาวขุนนางที่เคยเยาะเย้ยองค์หญิงชิ่งหนิง สงสัยหลังจากวันนี้คงอิจฉานางจนอกแตกตายแน่”

“มันก็ไม่แน่หรอกนะ ครั้งนี้ฉีซูเซี่ยนพาสตรีคนหนึ่งกลับมาจากชางหนานด้วยไม่ใช่หรือ?”

“นั่นมันเรื่องปกติ บุรุษคนไหนบ้างไม่มีสามภรรยาสี่อนุ ก็แค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น ข้ามหน้านางไม่ได้หรอก แต่จะว่าไป องค์หญิงชิ่งหนิงงดงามปานนี้ สตรีที่ฉีซูเซี่ยนพากลับมาก็คงไม่เลวเหมือนกันใช่ไหม?”

“ได้ยินว่าเป็นแค่สาวชาวบ้าน...”

คนอื่นจะพูดอะไรต่อเด็กหนุ่มหาได้ยินไม่ จนกระทั่งรถม้าลับตาไป เขาจึงหันหัวม้ากลับกะทันหัน “ข้านึกขึ้นได้ว่ามีธุระสำคัญยังไม่ได้ทำ วันนี้ไม่ไปหอจุ้ยเซียงแล้ว!”

“นี่ๆ... คุณชายรองซาง!” ทุกคนอึ้งไป พยายามจะตะโกนเรียก แต่เด็กหนุ่มก็หายลับสายตาไปเสียแล้ว

“อันธพาลอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงอย่างเขาจะมีธุระปะปังอะไรกัน? คงไม่ใช่ว่าไม่อยากเป็นเจ้ามือเลี้ยง เลยแกล้งชิ่งหนีไปหรอกนะ!” ทุกคนต่างพากันหัวเราะเยาะ

เซิ่งจือหว่านเข้าวัง แล้วเปลี่ยนมาประทับเกี้ยวตรงไปยังพระราชวังฉือฮุ่ยทันที

ภายในพระราชวังฉือฮุ่ยเต็มไปด้วยความเขียวขจี ต้นหอมหมื่นลี้ที่นางเคยปลูกร่วมกับท่านย่าในตอนเด็ก กำลังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลไปทั่ว

ทุกอย่างยังคงดูเหมือนเดิม แต่ว่าในขณะเดียวกันกลับดูไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้เห็นท่านย่าที่นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ม่วงด้วยสีหน้าซูบเซียว ขอบตาของเซิ่งจือหว่านก็แดงระเรื่อขึ้นมาในทันที

ซิ่วมาม่าที่กำลังนวดไหล่ให้ไทเฮาเห็นนางเข้าก็ตกใจ กำลังจะเอ่ยปากทัก แต่ถูกเซิ่งจือหว่านยกมือส่งสัญญาณห้ามไว้เสียก่อน

เซิ่งจือหว่านก้าวเท้าแผ่วเบาเข้าไปแทนที่ตำแหน่งของซิ่วมาม่า แล้วช่วยนวดไหล่ให้ท่านย่าด้วยตนเอง
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 30

    อาจงพยายามเช็ดเหงื่อที่ไหลท่วมหน้าท่วมหัว “องค์หญิงจะลงอาญาอย่างไรก็เชิญเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจำไม่ได้จริงๆ!”อาจงคนนี้ก็ถือว่ามีไหวพริบไม่น้อย เขากัดฟันยืนยันว่าเป็นฝีมือตนเอง และอ้างว่าไม่จำอะไรได้เลย ต่อให้เซิ่งจือหว่านรู้ว่าไม่ใช่เขา แล้วจะมีหลักฐานอะไรเล่า?แต่แล้วในเสี้ยววินาทีถัดมา“หึ!” เสียงหัวเราะเยาะดังออกมาจากปากของเซิ่งจือหว่านไม่ใช่แค่นางเท่านั้น อั้นจื่อกับติงหลานที่ยืนอยู่ข้างกายก็เผยสีหน้าเหยียดหยามรังเกียจ รวมถึงบรรดาเหล่าผู้เชี่ยวชาญชราเหล่านั้นด้วยที่ยืนอยู่ก็ยังมีสีหน้าประหลาดไปเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ไม่รอให้ฉีซูเซี่ยนคิดได้ทัน เซิ่งจือหว่านหันไปมองกลุ่มชายชราแล้วเอ่ยว่า “เพื่อป้องกันไม่ให้ใครมากล่าวหาว่าเปิ่นกงชี้ตัวส่งเดช รบกวนพวกท่านช่วยบอกใต้เท้าฟางทีว่า สินเดิมของตัวข้าถูกเก็บไว้ที่ห้องคลังห้องไหนบ้าง”บรรดาชายชราพยักหน้ารับคำหนึ่งในนั้นก้าวออกมาแล้วกล่าวว่า “เรียนใต้เท้า ข้าน้อยเป็นเถ้าแก่ของร้านเหวินโม่ องค์หญิงเชิญข้าน้อยมาเพื่อตรวจสอบภาพวาดอักษรเจ้าค่ะ ภาพวาดและคัมภีร์โบราณส่วนหนึ่งในสินเดิมขององค์หญิง ส่วนใหญ่ถูกเก็บไว้ในห้องหนังสือและห้องคลังทา

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 29

    ชายทั้งสองคนนั้นขวัญเสียอยู่ก่อนแล้ว พอถูกพาเข้าจวนกั๋วกงมาเจอผู้คนเต็มโถงก็ถึงกับตัวสั่นพวกเขายังไม่ทันถูกสอบสวนด้วยซ้ำ ก็พรั่งพรูความจริงออกมาจนหมดเปลือกราวกับเทถั่วออกจากกระบอก“เรียนองค์หญิง เรียนท่านซื่อจื่อและใต้เท้า ทั้ง ทั้งหมดนี้เป็นคำสั่งของคุณชายน้อยฉีพ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบว่าของพวกนั้นเป็นของพระราชทาน จึงได้วู่วามทำผิดไป!”“ใช่พ่ะย่ะค่ะ! เดิมทีข้าน้อยก็ไม่อยากจะรับซื้อไว้หรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่คุณชายน้อยฉีขู่ว่าหากไม่รับ เขาจะทำให้ข้าน้อยไม่มีที่ยืนในเมืองหลวง ข้าน้อยเป็นเพียงพ่อค้าวานิช จะกล้าไปต่อกรกับคุณชายน้อยฉีได้อย่างไร?”ทั้งสองคนหวาดกลัวจนถึงขีดสุด แม้จะพอเดาได้ว่าของพวกนั้นที่มาที่ไปไม่ค่อยสะอาดนัก แต่เต็มที่พวกเขาก็คิดแค่ว่าฉีซูหล่างแอบขโมยของในจวนออกมาขาย ใครจะไปนึกว่านั่นจะเป็นสินเดิมขององค์หญิง! “เป็นไปไม่ได้!” ชุยซื่อรู้สึกหายใจติดขัดขึ้นมาทันที“บังอาจ!” ฉีซูเซี่ยนตบโต๊ะดังปังเศษไม้กระเด็นว่อน ชายทั้งสองตกใจจนทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น“พวกเจ้ากล้าดียังไงมาใส่ร้ายป้ายสีจวนกั๋วกง? รู้ไหมว่าจุดจบจะเป็นอย่างไร! พูดมา ใครเป็นคนสั่งให้พวกเจ้าพูดจาเหลวไห

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 28

    ในบรรดาตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงตลอดหลายร้อยปี มีเพียงตระกูลหวังเท่านั้นที่เคยทำเรื่องอัปยศนำสินเดิมของภรรยาเอกไปใช้แต่งงานรับอนุภรรยา ผลคือถูกครหาไปอีกหลายปี แม้แต่ท่านอัครมหาเสนาบดีหวังก็ยังเคยถูกฮ่องเต้ตำหนิเซิ่งจือหว่านช่างโหดร้ายจริง ๆนี่คือการโต้กลับของนาง หลังรู้ว่าเขาไปอยู่จวนเว่ยยางอย่างนั้นหรือ?ไม่เพียงไม่สำนึกผิด ยังทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า!ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่อาจปล่อยให้นางใส่ร้ายตัวเองและจวนกั๋วกงได้ฉีซูเซี่ยนเอ่ยขึ้นว่า“ข้ามาถามเจ้า ก็เพราะเราสามีภรรยาเป็นหนึ่งเดียวกัน! ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะขี้หึงถึงเพียงนี้ เพียงเพราะเมื่อวานข้าไปเยี่ยงเมิ่งยาง เจ้าก็คิดแผนชั่วเช่นนี้ขึ้นมาได้”“เจ้าจะเกลียดหรือเคืองข้า มีอะไรก็มาลงที่ข้าเถิด เหตุใดต้องลากคนอื่นมาเกี่ยวข้อง ยิ่งไปกว่านั้น ซูหล่างก็ยังเป็นเพียงเด็ก… เจ้าใส่ร้ายเขาเช่นนี้ ใจไม่รู้สึกผิดบ้างหรือ?”น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดบรรดาผู้เฒ่าที่เดิมยังลังเลอยู่ พอได้ยินคำพูดนี้ก็เริ่มเอนเอียงไปอีกฝั่งโดยไม่รู้ตัว ใคร ๆ ต่างรู้ว่าจวนกั๋วกงฉีมีชื่อเสียงเรื่องกฎระเบียบและคุณธรรม ซูหล่างที่อายุเพียงสิบปี จะไปทำเรื

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 27

    เซิ่งจือหว่านพูดพลางหยิบแจกันเคลือบสีตงชิงชิ้นนั้นขึ้นมา แล้วทุ่มลงตรงหน้าฉีซูเซี่ยนอย่างไม่ใยดีเพล้ง!เสียงแตกดังสนั่น เศษกระเบื้องกระจายเกลื่อนภาพเหตุการณ์ดูราวกับหนังม้วนเดิมฉายซ้ำ เมื่อครู่ฉีซูเซี่ยนเพิ่งพุ่งเข้ามาด้วยความโกรธและปัดถ้วยชาจนตกแตก แต่ตอนนี้ ผู้ที่เป็นฝ่ายคาดคั้นกลับกลายเป็นเซิ่งจือหว่านฉีซูเซี่ยนมีสิทธิ์อะไรมาคาดคั้นนาง?หรือเขาจะคิดจริงๆ ว่าข้าวของของนาง เพียงเพราะนางแต่งให้เขาแล้ว เขาจะสามารถบงการอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ?พวกบุรุษมักชอบคิดว่าสตรีเป็นดั่งสิ่งของส่วนตัว ไม่ใช่เพียงตัวสตรีเท่านั้น แม้แต่ทรัพย์สินและคุณค่าที่สตรียกติดตัวมาด้วย พวกเขาก็คิดจะตักตวงเอาตามใจชอบ ครั้นพอไม่ต้องการก็นึกจะถีบหัวส่งดั่งขยะแต่มันยุติธรรมแล้วหรือ?เซิ่งจือหว่านมองเขาด้วยสายตาเยาะเย้ยสายตาของฉีซูเซี่ยนเพิ่งจะสังเกตเห็นข้าวของที่วางกองอยู่ที่พื้น มีทั้งภาพวาดอักษร ของตั้งโชว์ และเครื่องประดับ ทุกชิ้นล้วนดูประณีตงดงาม แต่เมื่อครู่เซิ่งจือหว่านกลับบอกว่าของเหล่านี้เป็นของปลอมหมายความว่าอย่างไร?อย่างไรเสีย เขาก็คือบัณฑิตที่สอบได้ที่หนึ่งถึงสามระดับแม้เหตุผลส่วนใหญ

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 26

    “องค์หญิงใช้ชื่อโรงทานเซิ่งซื่อในการบริจาค... ท่านซื่อจื่อเองก็ไม่ทราบเรื่องเลยหรือ?” ชายผู้นั้นยังคงถามย้ำด้วยความไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตานักสีหน้าของฉีซูเซี่ยนย่ำแย่ลงทันทีเขาไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย“โรง... โรงทานเซิ่งซื่อหรือ?” ทันใดนั้น นายทหารน้อยคนหนึ่งที่ใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุราก็ชะโงกหน้าออกมาจากกลุ่มคนฉีซูเซี่ยนหันไปมองเขานายทหารน้อยผู้นั้นรีบส่งยิ้มซื่อๆ ออกมา “น้องสามีของข้าเป็นอนุภรรยาคนที่สามของน้องชายท่านแม่ทัพเหลียง แล้วข้าพอจะอ่านออกเขียนได้บ้าง บางครั้งพวกจดหมายตอบรับที่ท่านแม่ทัพเหลียงคร้านจะทำเอง ก็มักจะตกมาถึงมือข้าให้ช่วยจัดการ”“เจ้าของโรงทานเซิ่งซื่อนี่ไม่รู้ว่าเป็นเศรษฐีจากที่ไหน บริจาคทั้งเสบียง เสื้อกันหนาว และยาสมัคเร็จรูปให้กองทัพเราตั้งหลายครั้ง... ทำไมหรือพยะค่ะ ท่านซื่อจื่อรู้จักเขาด้วยหรือ?”“ถ้าท่านซื่อจื่อรู้จักล่ะก็ ช่วยเขียนจดหมายไปบอกท่านแม่ทัพเหลียงหน่อยเถิด ท่านอยากรู้มาตลอดว่าเศรษฐีผู้มีใจรักชาติท่านนี้เป็นใคร จะได้ทูลขอความดีความชอบประทานบำเหน็จให้ เอื๊อก!”เขาเป็นคนคออ่อน แม้จะดื่มไปไม่มากแต่ก็เริ่มมึนงงจนจำได้เพียง

  • ซื่อจื่อรับอนุข้าขอลา บ้านนี้ก็พังไปหมด   บทที่ 25

    “ท่านแม่พูดถูก ข้าจะไปหาจือหว่านเดี๋ยวนี้ ให้นางกลับมาดูแลเรื่องในจวนตามเดิม!” ฉีซูเซี่ยนทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไปชุยซื่อรีบเรียกเขาไว้ “จะรีบร้อนไปใย? เจ้าไม่จำเป็นต้องไปหานาง เมื่อคืนเจ้าไปค้างที่ตำหนักเมิ่งยางแล้ว ก็แค่รอให้นางเป็นฝ่ายมาหาเจ้าเอง ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยเสนอเรื่องนี้ก็ยังไม่สาย”“ข้าจะทำตามที่ท่านแม่บอก” ฉีซูเซี่ยนเห็นด้วยว่ามีเหตุผลเพียงแต่เงินที่จะใช้ในวันนี้เขาค่อนข้างรีบ...“ข้ามีเงินติดตัวอยู่หนึ่งพันตำลึง เจ้าเอาไปใช้ก่อนเถอะ” ชุยซื่อส่งสัญญาณให้แม่นมคนสนิทจัดการหลังจากฉีซูเซี่ยนเดินออกไปแล้วแม่นางผิงนึกถึงสายตาของเซิ่งจือหว่านเมื่อวานนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินเพคะ หม่อมฉันรู้สึกว่าดูเหมือนฮูหยินน้อยจะเปลี่ยนไปนะเพคะ”เมื่อก่อนนางช่างพูดง่ายและชักจูงได้ง่ายเหลือเกิน แต่ตอนนี้จู่ๆ กลับกลายเป็นคนแข็งกร้าวขึ้นมาปกติแล้วนางกตัญญูต่อฮูหยินที่สุด แต่เมื่อวานขนาดเห็นฮูหยินโกรธจนเป็นลม นางกลับไม่มีคำห่วงใยสักคำ...ในใจของนางมีความคิดที่ดูเพ้อเจ้อผุดขึ้นมาบางที ครั้งนี้เซิ่งจือหว่านอาจจะไม่ยอมอ่อนข้อให้แล้วจริงๆแต่ความคิดนั้นก็อยู่เพียงชั่ววูบก่อน

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status