LOGINอธินขับรถฝ่าสายฝนที่ยังคงตกหนักมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำจนมาถึงบ้านโดยที่ยังสวมชุดคลุมอาบน้ำลายคิทตี้สีชมพูของเมษิตาอยู่ ดังนั้นชายหนุ่มจึงต้องย่องจากโรงจอดรถและแอบเข้าไปในบ้านโดยไม่ให้ใครเห็นเพราะหากคนในบ้านหรือเด็กรับใช้มาเห็นเขาในสภาพนี้เข้าล่ะก็มีหวังได้อับอายขายขี้หน้ากันไปอีกนานทีเดียว แต่โชคก็ไม่เข้าข้างเพราะเขาได้เจอกับธันวาเกษมอย่างจัง สองพี่น้องยืนมองหน้ากันนิ่งต่างคนต่างพูดไม่ออก
“ใส่ชุดอะไรของแกน่ะธิน” ผู้เป็นพี่ชายเอ่ยปากถามพลางมองสำรวจร่างน้องชายตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ก็...ก็ ชุดคิทตี้ไงพี่ธันว์” ผู้เป็นน้องตอบอย่างคิดอะไรที่ดีกว่านี้ไม่ออก
“แล้วทำไมถึงใส่ชุดนี้กลับบ้าน ไปทำอะไรมา”
“เรื่องมันยาว อย่าเพิ่งให้ผมเล่าตอนนี้เลย ผมขอขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เดี๋ยวเด็กในบ้านมาเห็นผมในสภาพนี้ผมคงไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ไหน”
อธินพูดจบก็รีบวิ่งแจ้นขึ้นชั้นบนทันที ธันวาเกษมมองตามน้องชายด้วยแววตาครุ่นคิดอะไรบางอย่างแล้วตัดสินใจเดินตามขึ้นไปที่ห้องนอน
“ตามผมขึ้นมาถึงห้อง มีอะไรหรือเปล่าครับ”
ธันวาเกษมพยักหน้าช้าๆ ก่อนเข้าประเด็น “พี่อยากคุยกับแกเรื่องคุณดา”
“เรื่องดา?” อธินแปลกใจที่จู่ๆ พี่ชายก็พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะโดยปกติแล้วธันวาเกษมจะไม่ค่อยยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของน้องๆ เว้นเสียแต่ว่าน้องๆ จะเป็นฝ่ายไปขอคำปรึกษาจากเขาเท่านั้น
“เมื่อตอนเย็นพี่บังเอิญเจอคุณดาที่ร้านอาหาร เห็นเธอหน้าเศร้าๆ ดูไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่” ดูเหมือนคนเล่าก็จะมีแววตาเศร้าตามไปด้วยมากทีเดียว
“แล้วยังไงครับพี่ธันว์” อธินไม่เข้าใจในสิ่งที่พี่ชายต้องการสื่อ
“คุณดาบอกว่าวันนี้เธอไปหาแกที่สตูดิโอแล้วเจอคุณเมแฟนแกอยู่ที่นั่นด้วย”
“ใช่ครับ วันนี้มีเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย”
“นั่นแหละ คุณดาเธอเลยรู้สึกผิด” ธันวาเกษมกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เธอบอกว่าเธอไม่สบายใจและไม่อยากเป็นตัวการที่ทำให้ความรักของแกกับคุณเมต้องมีปัญหาแต่เธอก็ไม่รู้จะขัดคำสั่งของคุณพ่อเธอได้ยังไง”
“ผมเข้าใจดาดีครับพี่ธันว์และผมก็กำลังพยายามจะทำให้ทุกอย่างมันจบอยู่นี่ไงครับพี่ธันว์”
“แกจะทำยังไง?”
“ผมกำลังพยายามหาทางล้มเลิกการแต่งงานครั้งนี้อยู่ครับ พี่ธันว์วางใจได้ ผมจะทำให้มันจบลงโดยเร็วที่สุด”
ธันวาเกษมแอบมีความหวังเล็กๆ ขึ้นมาในใจเพราะเขาแอบรักนวินดาอยู่ แต่เขาคงจะเป็นสุขใจไปไม่ได้หากต้องทนเห็นผู้หญิงที่ตัวเองรักต้องเสียใจ “แต่ท่าทางดาจะรักแกมากนะ พี่ดูออก พี่ไม่อยากให้คุณดาเสียใจ”
“แต่ดาจะเสียใจมากกว่าหากเราต้องแต่งงานกันทั้งๆ ที่ไม่ได้รักกัน”
“พี่ก็อยากจะช่วยนะแต่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไง แกเองก็น่าจะรู้นิสัยคุณแม่ดีว่าถ้าท่านได้ตัดสินใจอะไรแล้วท่านจะไม่มีวันเปลี่ยนใจเด็ดขาด” ธันวาเกษมพลอยเครียดตามไปด้วยและดูเหมือนว่าจะเครียดกับเรื่องนี้มากกว่าอธินเสียด้วยซ้ำไป
“พี่ธันว์ไม่ต้องห่วง ผมมีตัวช่วยในการจัดการกับเรื่องนี้อยู่แล้ว” อธินบอกกับพี่ชายด้วยแววตามั่นใจว่าเขาจะสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ แม้ว่าตอนนี้เมษิตาผู้ที่เป็นตัวช่วยคนสำคัญของเขาจะโกรธเขาอยู่ก็ตาม
เช้าวันใหม่อธินเดินลงมาจากชั้นบนและตั้งใจที่จะรีบออกจากบ้านแต่เช้าเพราะไม่อยากเจอใคร
“จะรีบไปไหนแต่เช้าเจ้าธิน” เสียงของคุณหญิงนลินีร้องเรียกเขามาจากทางด้านหลัง
อธินหยุดกึกลงทันทีแล้วหันไปพูดกับมารดา “ผมจะรีบไปทำงานครับคุณแม่ มีงานค้างอยู่ต้องรีบเคลียร์ให้เสร็จครับ”
“แม่ได้ข่าวว่าเมื่อวานนี้แกก่อเรื่องให้หนูดาไม่สบายใจ”
ผู้เป็นบุตรชายถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดว่า “เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เองที่ทำให้คุณแม่ถึงกับต้องมาดักรอผมแต่เช้า”
“หัดทำตัวให้มันดีๆ หน่อยไม่ได้หรือไง รู้มั้ยว่าเมื่อวานนี้คุณสมบัติเขาโทร. มาถอนหงอกแม่ หาว่าแกไปทำให้ลูกสาวเค้าเสียใจ ไม่ใช่แต่คุณสมบัติหรอกนะที่ต่อว่าแม่ ยัยเมียเด็กของเขานั่นก็ผสมโรงกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แม่ล่ะหมั่นไส้มันนักเชียว นี่ถ้าไม่เกรงใจคุณสมบัติแม่คงได้ปะทะกับมันสักบก” ยิ่งพูดคุณหญิงนลินีก็ยิ่งแค้น
ที่แท้ก็เป็นเพราะแพรวพรรณที่คอยใส่ไฟอยู่อีกแรงนี่เองถึงได้ทำให้ทั้งคุณหญิงนลินีและคุณสมบัติเต้นกันได้มากขนาดนี้ “เท่านี้ใช่มั้ยครับที่คุณแม่ต้องการจะพูดกับผม ถ้าหมดเรื่องแล้วผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ” อธินพูดพร้อมกับหันหลังให้มารดาแล้วรีบก้าวไปยังประตูหน้าบ้านเพราะคร้านจะฟังเรื่องราววุ่นวายนี้อีกต่อไปแล้ว
“เดี๋ยวก่อน...”
ร่างสูงหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงเรียกให้หยุดของผู้เป็นมารดา
“แม่ได้ ฤกษ์แต่งงานมาแล้วนะ อีกสองเดือนแกเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าวได้แล้ว”
“อะไรกันครับคุณแม่ ทำไมต้องรีบขนาดนี้” อธินประท้วงเพราะไม่คิดว่าคุณหญิงนลินีจะรีบรวบรัดจัดงานขนาดนี้
“แต่งๆ ไปซะจะได้จบเรื่องสักที”
“คุณแม่ก็ทราบว่าผมมีแฟนแล้ว ถ้าผมแต่งงานกับดาแล้วคุณแม่จะให้ผมเอาเมไปทิ้งไว้ไหนครับ” ชายหนุ่มรีบดึงแฟนกำมะลอของตนมาเป็นข้ออ้างทันทีแต่ดูเหมือนข้ออ้างนี้จะไม่มีผลอะไรเลย
“คนที่จะมาเป็นสะใภ้แม่ได้ ต้องเป็นคนที่แม่เลือกเองเท่านั้น ส่วนยัยเมนั่นแกจะจัดการยังไงก็แล้วแต่แก” ผู้เป็นมารดากล่าวอย่างไม่ได้รู้สึกผิดอะไรที่กำลังจะพรากความรักของบุตรชาย
“ทำไมคุณแม่ไม่ให้พี่ธันว์แต่งงานกับดาแทนล่ะครับ ทั้งที่พี่ธันว์ก็ยังโสดอยู่แท้ๆ ทำไมต้องเป็นผม” ชายหนุ่มไม่ได้ต้องการจะโยนเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปให้พี่ชาย แต่เป็นเพราะเขาอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมต้องเป็นเขาเท่านั้นเอง
“แกอยากรู้ใช่มั้ยว่าทำไม” คุณหญิงนลินีย้อนถาม “เพราะพี่ชายแกน่ะไม่มีอะไรต้องห่วง แม่มั่นใจว่าตาธันว์จะสามารถเลือกสะใภ้ที่ดี ที่เหมาะสมให้แม่ได้เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีสักครั้งที่เขาทำให้แม่ต้องผิดหวังหรือเป็นกังวล มีแต่แกนั่นแหละที่หาเรื่องปวดหัวมาให้แม่ได้ไม่เว้นแต่ละวัน”
อธินยอมรับข้อนี้ได้โดยดุษฎีเพราะตั้งแต่เล็กจนโตพี่ชายคนนี้ของเขาก็นำแต่ความน่าภาคภูมิใจ ความชื่นใจมาให้ครอบครัวโดยตลอด
คุณหญิงนลินียังกล่าวต่อไปอีกว่า “แกน่ะมันไม่น่าไว้ใจ ดูพวกนางแบบแต่ละคนที่รายล้อมตัวแกนั่นปะไร แม่รู้แต่ละคนจ้องจะจับแกกันทั้งนั้น แม่ล่ะหวั่นใจว่าไม่วันใดวันหนึ่งแกคงจะพลาดท่าเสียทีให้สาวๆ พวกนั้นจนได้ แล้วยังจะยัยแซนดี้อีกคนที่ตามติดแกอย่างกับตุ๊กแก แม่คงหัวใจวายตายถ้าได้นังพวกนั้นมาเป็นสะใภ้”
“แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลทีคุณแม่จะมาบังคับให้ผมแต่งงานกับผู้หญิงที่ผมไม่ได้รักนะครับ แล้วคุณแม่เคยถามดาบ้างมั้ยว่าเธอต้องการจะแต่งงานกับผมหรือเปล่า” อธินแย้ง
“ถ้าหนูดาไม่อยากแต่งงานกับแก เธอก็คงปฏิเสธมาตั้งแต่แรกแล้วล่ะ”
“แล้วถ้าเธอเองก็กำลังถูกบังคับเหมือนที่ผมกำลังถูกบังคับอยู่นี่ล่ะครับ” บุตรชายย้อนถาม
คุณหญิงนลินีเบื่อกับความดื้อรั้นของอธิน จึงเสนอเงื่อนไขที่เธอเองคิดว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้ว่า “ถ้าหนูดาพูดออกมาเองว่าไม่ต้องการแต่งงานกับแกเมื่อไหร่ เมื่อนั้นงานแต่งงานครั้งนี้ก็จะถูกยกเลิก ตกลงมั้ย”
ผู้เป็นมารดาจ้องหน้าบุตรชายอย่างมั่นใจว่าเกมเธอเธอจะต้องเป็นผู้ชนะอย่างแน่นอนเพราะเธอไม่คิดว่านวินดาจะปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ได้
อธินเดินไปยังโรงจอดรถด้วยอารมณ์ที่ไม่แจ่มใสนัก ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปะทะคารมกับคุณหญิงนลินีเมื่อครู่นั่นเอง เมื่อเดินไปถึงรถยนต์ส่วนตัวชายหนุ่มก็รีบเปิดประตูรถและแทรกตัวเข้าไปนั่งประจำที่คนขับทันที แต่ก่อนที่จะถอยรถยนต์คันหรูออกจากที่จอด กระจกรถด้านซ้ายมือของเขาก็ถูกเคาะเบาๆ เจ้าของรถกดปุ่มเลื่อนกระจกรถด้านนั้นลงจึงได้เห็นธารวารินทร์ยืนยิ้มหน้าบานอยู่
“ให้ธารติดรถไปด้วยนะคะพี่ธิน” น้องสาวกล่าวพร้อมกับเปิดประตูรถและก้าวเข้าไปนั่งข้างพี่ชายโดยที่ไม่ต้องรอให้เขากล่าวอนุญาต
“แล้วรถเราไปไหน”
ธารวารินทร์อึกอักนิดหนึ่งก่อนจะก้มหน้าตอบพี่ชาย “เอ่อ...รถธารมีปัญหานิดหน่อย คุณอรรถเลยเอาไปเข้าอู่ให้”
“รถเป็นอะไรหรือ ยังใหม่อยู่เลยนี่ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะ แล้วทำไมไม่ให้ลุงเติมคนรถบ้านเราเอาไปเข้าอู่ให้เหมือนทุกครั้ง หรือไม่ก็บอกพี่ก็ได้ ไม่เห็นต้องให้คนอื่นมาจัดการให้เลย” อธินอดแปลกใจไม่ได้เพราะรถยนต์ของธารวารินทร์นั้นเป็นรถป้ายแดงที่ใช้งานยังไม่ถึงหกเดือนด้วยซ้ำ ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหาทางด้านเครื่องยนต์ได้
“มันเสียกะทันหันตอนที่ธารอยู่ข้างนอกกับคุณอรรถพอดี คุณอรรถเลยอาสาเอาไปเข้าอู่ให้” ธารวารินทร์ตอบเสียงอ่อยเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอพูดปดต่อพี่ชาย ความจริงแล้วรถของเธอไม่ได้เสียแต่อรรถพลขอยืมไปใช้โดยอ้างว่ารถของตนเข้าอู่อยู่ต่างหาก แต่ด้วยความรักและกลัวว่าพี่ชายจะมองคนรักของตนในทางที่ไม่ดีธารวารินทร์จึงต้องพูดโกหกเพื่อปกป้องชายคนรัก
“นายอรรถพลเขาดีกับธารหรือเปล่า” อธินอดถามไม่ได้เพราะเขารู้จักคนรักของน้องสาวน้อยมาก หรือแทบจะเรียกได้ว่าไม่รู้อะไรเลยนอกจากที่ได้รู้โดยบังเอิญว่าชายคนนี้เคยเป็นคนรักของเมษิตามาก่อน และดูเหมือนว่าเมษิตาก็ยังคงมีอะไรคาราคาซังอยู่กับอรรถพล นั่นก็ยิ่งทำให้อธินรู้สึกไม่ไว้ใจ อรรถพลมากขึ้นไปอีก
“ดีค่ะ เขาดีกับธารมาก” น้องสาวตอบโดยไม่กล้าสบตาพี่ชาย “แต่ดูเหมือนคุณแม่ไม่ค่อยชอบคุณอรรถเท่าไหร่เลยนะคะ” น้ำเสียงที่ปลายประโยคนั้นแผ่วลงอย่างชัดเจน
“ก็แน่ล่ะ อย่างคุณแม่น่ะถ้าไม่ใช่ลูกคุณหญิงคุณนายด้วยล่ะก็ไม่ชอบทั้งนั้นแหละ” อธินพูดอย่างเห็นเป็นเรื่องปกติ “แต่ถึงยังไงพี่ก็อยากให้ธารดูนายอรรถนี่ไปนานๆ ดูให้ดีๆ ของแบบนี้ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”
“พี่ธินพูดเหมือนไม่ค่อยชอบคุณอรรถอย่างนั้นล่ะค่ะ” ธารวารินทร์เอ่ยอย่างไม่ค่อยสบายใจที่ใครๆ ก็ไม่ค่อยถูกใจคนรักของตน
“พี่ก็แค่เป็นห่วงธาร” พี่ชายกล่าวพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะน้องสาวด้วยความห่วงใย
อธินบอกกับตัวเองว่าเขาจะไม่มีวันยอมให้ผู้ชายหน้าไหนมาทำร้ายน้องสาวของเขาได้เป็นอันขาด เห็นทีเขาคงต้องสืบเรื่องราวระหว่างเมษิตาและอรรถพลให้ทะลุปรุโปร่งเสียแล้ว
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







