LOGINตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า
“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”
“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ
“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”
“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้
“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตา
ตั้งแต่วันที่นันทลีไปหาเมษิตาที่บ้าน หลังจากที่กลับจากหัวหินวันนั้น สองสาวก็ไม่ได้พบหน้ากันอีกเลยทั้งๆ ที่ทำงานอยู่ห้องติดกัน นันทลีรู้ดีว่าเพื่อนสาวพยายามหลบหน้าเธอ และเธอก็รู้ดีอีกด้วยว่าในสถานการณ์แบบนี้คงต้องปล่อยให้เมษิตาได้มีเวลาอยู่กับตัวเองบ้าง แต่เมื่อหลายวันผ่านไป ทุกอย่างก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม เมษิตายังคงหลีกเลี่ยงที่จะพบหน้าเธออยู่อย่างนั้น เธอจึงจำเป็นต้องเป็นฝ่ายไปหาเมษิตาเสียเอง
“เราไม่ได้คุยกันหลายวันแล้วนะเม” นันทลีเอ่ยทักเมื่อหย่อนตัวลงนั่งที่หน้าโต๊ะทำงานของเพื่อนรัก
“ลีมีธุระอะไร” เมษิตาพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองเพื่อน
“เดี๋ยวนี้ต้องมีธุระใช่มั้ย ถึงจะคุยกันได้”
“ไม่ใช่อย่างนั้น ช่วงนี้เมงานยุ่ง” อีกฝ่ายวางมือจากงานแล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยๆ แต่ก็ยังเลี่ยงที่จะสบตาเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าอยู่นั่นเอง
“เมได้เจอคุณอธินบ้างมั้ย เขาติดต่อมาหาเมบ้างหรือเปล่า” นันทลีเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่สดชื่นเท่าใดนัก แล้วจ้องหน้าเพื่อนสาวนิ่งอย่างรอคอยคำตอบ
“เปล่านี่” ทั้งที่เมื่อคืนนี้ชายหนุ่มคนที่ถูกกล่าวถึง ทั้งโทรศัพท์และส่งข้อความมาหา แต่เมษิตาก็เลือกที่จะตอบปฏิเสธ เพราะคิดเองเออเองว่าที่นันทลีมานั่งทำหน้าเหี่ยวอยู่ตรงหน้าเธอขณะนี้ เป็นเพราะอธินหายไป “เขาไม่ติดต่อหาลีเลยเหรอ”
“เขาจะติดต่อหาลีเรื่องอะไร เรื่องงานก็จบไปแล้ว ตอนนี้ลีกับคุณธินไม่มีอะไรต้องคุยกันแล้ว คนที่เขาต้องติดต่อมาหาต้องเป็นเมต่างหาก”
“ลีก็พูดแปลกๆ เรื่องอะไรเขาต้องติดต่อหาเมด้วย” เมษิตาแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ
“เมก็รู้ว่าเรื่องอะไร หรือจะต้องให้ลีย้ำอีกครั้ง” นันทลีเอ่ยถามพลางพินิจใบหน้าเศร้าสร้อยของคนตรงหน้าแล้วก็รู้สึกเศร้าตามไปด้วย และอดที่จะโทษตัวเองไม่ได้ว่าที่เพื่อนรักต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะตนแท้ๆ
“ลีอย่าพูดอะไรอีกเลย เรื่องนี้มันจบไปแล้ว ลีกลับไปทำงานเถอะ เมก็จะทำงานเหมือนกัน วันนี้งานยุ่งมากเลย” เจ้าของห้องเอ่ยปากไล่กลายๆ
“เมยอมรับความจริงเถอะนะว่าเมกับคุณอธินรักกัน ในเมื่อสองคนรักกันแล้วทำไมต้องฝืนใจตัวเอง” นันทลีอดไม่ได้ที่จะพูดออกมาตรงๆ เมื่อเห็นเมษิตาเฉไฉ หนีหัวใจตัวเองอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้
“ลีรักเขาอยู่ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงได้มาบอกให้เมไปรักเขา”
“มันไม่สำคัญหรอกนะว่าลีจะรักเขาหรือไม่ แต่ที่สำคัญคือคุณอธินรักเม”
“พอเถอะลี อย่าพูดอะไรอีกเลยนะ” เมษิตาเอ่ยห้ามด้วยน้ำเสียงเบาหวิว แล้วก้มหน้าทำงานของตนต่อและได้แต่เพียงพูดในใจกับคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าว่า ‘ก็ในเมื่อลีเองก็ยังรักเขาอยู่อย่างนี้ แล้วจะให้เมไปรักเขาได้ยังไง จะให้เมทำร้ายลีแบบนั้นเมทำไม่ได้หรอกนะ’
ปราบดาและนันทลีนัดเจอกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งเพื่อปรึกษาหาทางลงเอยให้กับเรื่องของอธินและเมษิตาตามที่ได้นัดหมายกันไว้ แต่เมื่อพบหน้ากันทั้งคู่ก็ได้แต่นั่งมองหน้ากันแบบเซ็งๆ และครู่ต่อมาสองหนุ่มสาวก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย จากนั้นจึงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ของแต่ละฝ่ายอย่างอ่อนใจ
“ทำไมเพื่อนคุณถึงใจร้ายกับเพื่อนผมได้ถึงขนาดนี้” ปราบดาเอ่ยขึ้นมาก่อน
“แล้วทำไมเพื่อนคุณไม่ง้อเพื่อนฉันบ้างเลย เพื่อนคุณเป็นผู้ชายนะคะ ยังไงก็ต้องเป็นฝ่ายง้อผู้หญิง” นันทลีแย้งเพราะยึดถือตามข้อมูลที่เมษิตบอกกับเธอก่อนหน้านี้ว่าไม่ได้รับการติดต่อจากอธินเลย
“ไอ้ธินน่ะมันทั้งโทรหา ทั้งส่งข้อความแต่ก็ไร้สัญญาณตอบรับจากคุณเม”
“แต่เมบอกฉันว่า คุณอธินไม่ติดต่อหาเมเลยนี่นา” คิ้วเรียวสวยของหญิงสาวขมวดเข้าหากันอย่างไม่อยากจะเชื่อในข้อมูลที่ปราบดาบอก
“คุณโดนเพื่อนคุณหลอกแล้ว” ปราบดาพูดพลางยกแก้วน้ำตรงหน้าขึ้นจิบอย่างเซ็งๆ ที่เรื่องของเพื่อนช่างลงตัวได้ยากเย็นเหลือเกิน
“แล้วทำไมเมต้องโกหกฉันด้วย” นันทลีคิดตามไม่ค่อยทัน
“ความเสียสละไง คุณเมกำลังเสียสละหัวใจตัวเองให้คุณ เพราะเธอคิดว่าคุณยังรักไอ้ธินอยู่ ถ้าคุณเมบอกคุณว่าไอ้ธินโทร. หา ก็คงกลัวคุณเสียใจ” ชายหนุ่มเว้นจังหวะไปนิดหนึ่งแล้วก้มหน้าพูดอู้อี้ๆ ว่า “แต่มันก็จริงใช่มั้ยครับ”
“อะไรคะ” นันทลีแกล้งถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจ
“นี่คุณยังจะต้องให้ผมพูดออกมาตรงๆ อีกเหรอ แค่นี้ผมก็เจ็บจะตายอยู่แล้วนะ” ชายหนุ่มประท้วงหน้าละห้อยแต่ก็เป็นแค่การล้อเล่นเท่านั้นเองเพราะปราบดาก็พอจะมองออกว่าวันนี้นันทลีหยุดรักอธินได้แล้ว และเขาก็มั่นใจว่าวันพรุ่งนี้ หรือไม่ก็วันต่อๆ ไป เขาจะทำให้ผู้หญิงคนนี้รักเขาให้ได้
นันทลีมองปราบดาแล้วยิ้มออกมาอย่างเผลอตัว ‘ดูไปดูมาผู้ชายคนนี้ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ’
“นี่คุณแอบยิ้มอะไร หรือว่าแอบนินทาผมอยู่ในใจ” ปราบดาเอ่ยถามเมื่อเห็นรอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยของหญิงสาวอันเป็นที่รัก
“นี่คุณอย่านอกเรื่องสิ มาช่วยกันคิดดีกว่า ว่าจะทำยังไงถึงจะช่วยเพื่อนเราทั้งสองคนได้”
“หลอกนัดให้สองคนนั้นมาเจอกันมั้ยครับ ให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสพูดคุยปรับความเข้าใจกัน” ปราบดาเสนอ
“คุณนี่ท่าทางจะดูละครมากไปหน่อยนะคะ” นันทลีเอ่ยยิ้มๆ เพราะแผนที่เขาแนะนำนั้นเป็นแผนธรรมดาๆ ที่เห็นในละครโทรทัศน์แทบทุกเรื่อง
“ถ้าคุณไม่ใช้วิธีของผม แล้วคุณมีวิธีที่ดีกว่านี้เหรอ ผมว่าวิธีนี้แหละดีที่สุดแล้ว ยังไงลองดูสักตั้งก็คงไม่เสียหายหรอก”
นันทลีชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งและในที่สุดก็ยอมพยักหน้าเห็นด้วยกับปราบดา แต่ก็ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไหร่ว่าวิธีนี้จะใช้ได้ผลกับเพื่อนหัวรั้นของเธอ
เมษิตายืนมองป้ายบอกชื่อร้านอาหารสลับกับกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่ถืออยู่ในมือ ซึ่งนันทลีเป็นคนเขียนชื่อและที่อยู่ของร้านอาหารแห่งนี้ให้ เมื่อเห็นว่าชื่อร้านตรงกัน หญิงสาวจึงก้าวเท้าผ่านประตูร้านเข้าไปอย่างไม่ลังเล แต่ก็แอบสงสัยอยู่บ้างว่า ทำไมวันนี้นันทลีจึงให้เธอมาพบลูกค้าแทน เพราะโดยปกติเรื่องการนัดพบและคุยงานกับลูกค้านั้นจะเป็นหน้าที่หลักของนันทลี แต่ในเมื่อวันนี้เพื่อนสาวขอร้องให้เธอมาพบลูกค้าแทน โดยให้เหตุผลว่าเจ้าตัวติดธุระกะทันหันเมษิตาก็ไม่อิดออดที่จะมาทำงานแทนเพื่อน
“สวัสดีค่ะ ไม่ทราบว่ามากี่ที่คะ” พนักงานสาววัยรุ่นคนหนึ่งรีบเดินออกมาต้อนรับ
“สองที่ค่ะ โทร. จองโต๊ะไว้แล้ว ชื่อเมษิตา”
พนักงานวัยรุ่นคนเดิมรับคำแล้วเดินนำงลูกค้าสาวไปยังโต๊ะที่ได้จัดเตรียมไว้ซึ่งอยู่ในมุมค่อนข้างส่วนตัว โต๊ะขนาดสองที่ปูทับด้วยผ้าปูโต๊ะสีขาวสะอาดตา บริเวณด้านข้างซึ่งอยู่ชิดผนังกระจกใสมีแจกันดอกไม้เล็กๆ น่ารักวางประดับอยู่ และเมื่อมองผ่านกระจกใสบานใหญ่ออกไปก็จะเห็นสวนหย่อมที่มีไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิดที่ถูกปลูกรวมกันไว้อย่างสวยงามลงตัว
เมษิตานั่งอ่านแฟ้มงานที่ถือติดมือมาด้วยเพื่อเป็นฆ่าเวลาระหว่างรอลูกค้า และเพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาจากทางด้านหลัง หญิงสาวจึงพับเก็บเอกสารในมือ จากนั้นจึงเลื่อนไปไปวางไว้ด้านข้างเพื่อเตรียมทักทายลูกค้าที่ตนกำลังรออยู่
ชายคนหนึ่งมาหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะของเมษิตา ในขณะที่เธอนั่งแต่ผู้ชายคนนั้นยืน ดังนั้นเธอจึงเห็นแค่เพียงช่วงกลางลำตัวจนถึงช่วงอกของชายคนนั้นเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตามร่างสูงนี้ก็คุ้นตาเสียเหลือเกิน อีกทั้งกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของผู้ชายที่โชยมาแตะที่ปลายจมูกของหญิงสาวก็ทำให้เธอมั่นใจทันทีว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก...
“คุณอธิน” เมษิตาร้องเรียกชื่อของของเขาออกมาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองหน้าของคนที่ยืนอยู่ข้างๆ
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







