Masuk“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม
“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย
“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง
“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ
“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้
“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้
เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก
“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้องทำอะไรที่ผมไม่อยากทำนะคุณธาร คุณยังรู้จักคนอย่างผมน้อยเกินไป กล้าทวงเงินผมเหรอ เก่งนักใช่มั้ย”
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันจะร้องให้คนช่วย” หญิงสาวกล่าวพลางพยายามแกะมือหนาออกด้วยมือที่เล็กกว่าของตน
“ร้องไปสิ เก่งจริงคุณก็ร้องสิ คุณคิดเหรอว่าใครจะสนใจ อย่างมากเขาก็คิดว่าเป็นเรื่องของผัวเมียทะเลาะกัน” พูดจบอรรถพลแสยะยิ้มอย่างอันธพาลข้างถนน
“คุณมันเลวมาก การหลงรักคนอย่างคุณถือเป็นความผิดพลาดครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตฉันจริงๆ”
“ผมเลวได้มากกว่านี้อีกนะ ถ้าคุณไม่อยากเดือดร้อนก็อย่าทำอวดเก่งกับผมอีก” อรรถพลพูดด้วยแววตาถมึงทึงราวกับโจรป่า แล้วผลักร่างบางของธารวารินทร์กระเด็นกลับลงไปนั่งที่เก้าอี้ดังเดิม แล้วเจ้าตัวก็เดินตึงๆ ออกจากร้านไป
ธารวารินทร์มองตามอรรถพลด้วยความเจ็บปวด เจ็บทั้งตัว เจ็บทั้งใจ และไหนยังจะต้องเสียเงินให้ผู้ชายเลวๆ อย่างนั้นอีก แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็เชิดหน้าปาดน้ำตาแล้วบอกตัวเองว่า เงินแค่ห้าล้านถือว่าซื้อบทเรียนให้กับชีวิต ถึงแม้ว่ามันจะเป็นบทเรียนราคาแพงลิบก็ตาม แต่ก็ถือว่าคุ้มกับการที่ไม่ต้องมีผู้ชายเลวๆ อย่างนั้นอยู่ในชีวิตอีกต่อไป
ดึกมากแล้วแต่อธินยังคงนอนไม่หลับ ชายหนุ่มได้แต่นั่งถือชุดคลุมอาบน้ำลายคิทตี้สีชมพูของเมษิตา ที่เขาใส่กลับมาจากบ้านของเธอในวันที่ฝนตกหนักวันนั้นด้วยความคิดถึงเจ้าของชุดนี้ นับตั้งแต่วันที่เขาบอกรักกับเธอที่กลางทะเล เขาก็ยังไม่ได้เจอเธออีกเลย ความคิดถึงที่มีอยู่ท่วมท้น สั่งให้ชายหนุ่มเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วที่วางไว้ที่โต๊ะหัวเตียง มากดหมายเลขโทรศัพท์ของคนที่เขาคิดถึง แต่อธินก็ได้แต่จดๆ จ้องๆ ที่ปุ่มโทรออกอยู่นาน เขาเกือบจะกดโทรออกก็หลายครั้ง แต่ก็ต้องชักนิ้วออกจากปุ่มสีเขียวเล็กๆ นั่นทุกครั้งไป และครั้งสุดท้ายชายหนุ่มก็กลั้นใจกดโทรออกจนได้ เมื่อได้ยินเสียงเพลงรอสายที่เจ้าของเครื่องปลายทางตั้งไว้เป็นเพลงรักเพลงหนึ่ง ดูเหมือนว่าบทเพลงนั้นจะทำให้อธินเข้าใจความรู้สึกของเมษิตาในตอนนี้ได้ดีขึ้นว่า ‘เธอยังเข็ดกับความรักครั้งเก่าอยู่’ ที่เขามั่นใจเช่นนั้นเป็นเพราะคนส่วนใหญ่มักจะเลือกเพลงที่แทนความรู้สึกของตนเป็นเพลงรอสายเสมอ
อธินฟังเพลงรอสายนั้นเล่นวนไปวนมาจนสายถูกตัดไปเอง จากนั้นเขาก็กลั้นใจกดโทรออกอีกครั้ง แต่ก็ต้องนั่งฟังเพลงเดิมซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นนั่นเอง สุดท้ายชายหนุ่มจึงตัดสินใจพิมพ์ข้อความแล้วส่งไปแทน ทั้งที่ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ปลายทางได้อ่านแล้วจะรู้สึกอย่างไร แต่อย่างน้อยเขาก็อยากให้ความคิดถึงของเขาได้ทำหน้าที่ของมันอย่างดีที่สุด ในเมื่อเขาคิดถึง เขาก็อยากจะบอกให้คนที่เขาคิดถึงได้รับรู้ว่าเขา...คิดถึงเธอ
เมษิตานั่งมองจอโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กะทัดรัดที่อยู่ในมือ แล้วมองข้อความที่แสดงอยู่บนหน้าจอซึ่งระบุว่ามีสายที่ไม่ได้รับสองสายจาก ที่รัก เจ้าของเครื่องก็รู้ว่าเป็นอธินที่โทรหาเธอ จากนั้นเมษิตาก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร เธอยังไม่พร้อมที่จะคุยกับเขาในตอนนี้ ทุกครั้งที่คิดถึงเขา หัวใจของหญิงสาวก็จะถูกโจมตีด้วยใบหน้าของเพื่อนรักอยู่ทุกครั้ง และมีเสียงๆ หนึ่งที่ตะโกนก้องอยู่ในหัวตลอดเวลาคือ ‘อธินเป็นของนันทลี...เพื่อนของเธอรักผู้ชายคนนี้...เธอจะยุ่งกับเขาไม่ได้เด็ดขาด!’
ร่างบางที่นั่งหน้าเศร้าอย่างคนคิดไม่ตกอยู่บนเตียงนอนสะดุ้งเฮือกเมื่อเสียงเตือนข้อความเข้าดังขึ้น เมษิตายกโทรศัพท์ขึ้นดูก็พบว่าเป็นข้อความที่ถูกส่งมาจาก ที่รัก อีกแล้ว หญิงสาวกดอ่านข้อความที่เขาส่งมาว่า ‘ผมอยากคุยกับคุณ ผมคิดถึงคุณ’ แค่ข้อความสั้นๆ แต่ช่างมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนอ่อนไหวอย่างรุนแรงเหลือเกิน เขาไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่นะว่าข้อความแบบนี้ของเขา จะทำให้เธอตัดใจได้ยากขึ้นไปอีก
ที่โต๊ะอาหารเช้า ธารวารินทร์นั่งมองหน้าพี่ชายสองคนสลับกันไปมาอย่างสงสัยว่าทำไมวันนี้ทั้งธันวาเกษมและอธินถึงได้พร้อมใจกันทำหน้าละห้อยได้ถึงขนาดนี้
“พี่ธันว์กับพี่ธินเป็นอะไรกันคะ ทำไมทำหน้าเหี่ยวเหมือนกันทั้งคู่เลย”
“เปล่า” พี่ชายสองคนตอบประสานเสียงโดยไม่ได้นัดหมาย
“ธารไม่เชื่อหรอกค่ะ ถ้าพี่สองคนไม่ได้เป็นอะไรแล้วทำไมถึงได้ทำหน้าอย่างนี้ มีอะไรให้ธารช่วยบอกธารได้นะ” ธารวารินทร์เสนอตัวอย่างกระตือรือร้น
“เรื่องของตัวเองจัดการให้ได้ก่อนเถอะ ก่อนจะมาช่วยพวกพี่” อธินอดที่จะแซวน้องสาวไม่ได้
ธารวารินทร์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะเล่าถึงวีรกรรมที่เธอไปบอกเลิกอรรถพลให้พี่ชายทั้งสองคนฟัง ซึ่งอธินก็ต้องอ้าปากค้างอย่างนึกไม่ถึงว่าน้องสาวของเขาจะใจกล้าและเด็ดเดี่ยวได้ถึงขนาดนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขามองเธอเป็นน้องสาวตัวเล็กๆ ที่เขาต้องคอยปกป้องอยู่ทุกฝีก้าวมาโดยตลอด แต่วันนี้ธารวารินทร์ได้พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าเธอโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว
“เอาล่ะค่ะ ทีนี้พี่ทั้งสองคนจะบอกธารได้หรือยังคะว่าพี่ๆ เป็นอะไรกัน” ธารวารินทร์มองหน้าคนโน้นทีคนนี้ที เป็นเชิงตั้งคำถามว่าใครจะเป็นคนเล่าก่อน
“ให้พี่ธันว์เล่าก่อนแล้วกัน เพราะนานๆ จะเห็นเป็นแบบนี้สักที เรื่องของพี่น่ะมันยากเกินเยียวยาแล้วล่ะ พี่ทำใจแล้ว” อธินตอบแบบปลงชีวิต
ในที่สุดพี่ชายคนโตอย่างธันวาเกษมก็ต้องเอ่ยปัญหาคับข้องใจของตัวเองออกมาให้น้องๆ ได้รับฟัง ปัญหาของธันวาเกษมคือ ตอนนี้เขากับนวินดาตกลงคบหาดูใจกันอยู่แต่ก็เป็นการคบแบบหลบๆ ซ่อนๆ เพราะคุณสมบัติผู้เป็นบิดาของนวินดาโกรธครอบครัวของเขามาก อันเป็นผลสืบเนื่องมากจากการมาอาละวาดของเมษิตาในคราวก่อน
“นี่เลยกลายเป็นว่าผมทำให้พี่ธินต้องเดือนร้อนเลย” อธินพูดเสียงอ่อยอย่างรู้สึกผิด
“ไม่ใช่ความผิดของแกหรอก ดีซะอีกที่เรื่องมันเป็นแบบนี้ ถ้าขืนแกยอมแต่งงานกับดาจริงๆ พี่คงเศร้ากว่านี้เป็นร้อยเท่า” ธันวาเกษมกล่าวพลางหัวเราะออกมาเบาเพราะรู้สึกเขินน้องๆ อยู่ไม่น้อย
“เรื่องของพี่ธันว์กับดาเดี๋ยวธารช่วยเองค่ะ พี่ธันว์อย่าลืมนะคะว่าธารเป็นเพื่อนสนิทกับดา” น้องสาวคนเล็กมั่นใจว่าจะช่วยพี่ชายคนโตจัดการปัญหานี้ได้ไม่ยาก
“แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ดานะ ปัญหาอยู่ที่คุณสมบัติเขาไม่ยอมยกลูกสาวเขาให้พี่” ธันวาเกษมยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี
“พี่ธันว์เชื่อฝีมือธารเถอะนะคะ” ธารวารินทร์บอกพี่ชายคนโตอย่างมั่นอกมั่นใจเต็มที่แล้วหันไปถามพี่ชายคนรองต่อว่า “แล้วพี่ธินล่ะค่ะ มีปัญหาหัวใจอะไรบอกธารมา น้องสาวคนนี้จะจัดการให้”
อธินยิ้มแห้งๆ ให้น้องสาวก่อนจะบอกปัดไปว่า “เรื่องของพี่ไม่มีใครช่วยได้หรอก คงต้องทิ้งเวลาไว้สักพักให้ปัญหามันตกตะกอนของมันเอง” เมื่อพูดจบอธินลุกออกจากโต๊ะอาหารไปทั้งที่ยังไม่ได้แตะอาหารเช้าเลย
อธินเดินออกจากห้องรับประทานอาหารซึ่งก็สวนทางกับคุณหญิงนลินีที่เดินเข้ามาพอดี ผู้เป็นมารดาเอ่ยทักบุตรชายคนกลางแต่ก็ไม่ได้รับคำทักทายใดๆ ตอบกลับมา
“เจ้าธินมันเป็นอะไรของมัน เดินทำหน้าบูดออกไปแต่เช้า” ผู้เป็นมารดาเอ่ยถามลูกๆ ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร
ธันวาเกษมและธารวารินทร์มองตามอธินที่เดินจากไปแล้วหันกลับมามองหน้ากันเลิกลักอย่างไม่เข้าใจว่าปัญหาของอธินคืออะไร จากนั้นจึงหันไปมองหน้าผู้เป็นมารดาแล้วส่ายหน้าโดยพร้อมเพรียงกัน
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







