LOGINภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของเฉินเซวีย มือใหญ่ของเขากำแน่น บทสนทนานั้นกล่าวตามจริงไม่สมควรมีใครได้ยิน เนื่องจากในเรือนชั่วคราวที่จัดเป็นที่พักนั้นไม่มีใครสนใจผู้ใดทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะชายหนุ่มกำลังลอบพิจารณาฐานะของคนอีกกลุ่ม ดังนั้นเขาจึงได้ยินแทบทั้งหมด
ในใจของเฉินเซวียเริ่มครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด ตอนจากเมืองหลวงไปนั้นองค์จักรพรรดิรับสั่งให้จับราชบัณฑิตกว่าห้าร้อยคนไปฝังทั้งเป็น
องค์ชายฝูซูรัชทายาทแคว้นฉินทรงทูลทัดทาน แต่องค์จักรพรรดิไม่ทรงรับฟังกลับส่งองค์ชายฝูซูไปรักษาด่านชายแดน และโทษนั้นก็เท่ากับเนรเทศโดยพฤตินัย
ยามนี้องค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ลง ในระหว่างที่ออกตามหายาอายุวัฒนะในแดนทุรกันดาร องค์รัชทายาทหรือก็ทรงถูกเนรเทศ องค์ชายอีกพระองค์ไม่มีตำแหน่งในราชสำนัก ทั้งยังไม่ได้รับความสำคัญ ที่เหลืออยู่และมีความเป็นไปได้ขณะนี้มีเพียงองค์ชายหู่ไห่เท่านั้น
แต่...มิใช่ว่าทรงตามเสด็จจักรพรรดิไปยังเมืองซาปิง พร้อมด้วยขุนนางสำคัญหรอกหรือ
หลังจากชั่งน้ำหนักในใจของตัวเองเฉินเซวียก็ตัดสินใจลุกขึ้น ร่างสูงในชุดสีขาวก้าวเข้าไปยังจุดที่มีคนเจ็บนอนอยู่
“พวกท่านมีคนเจ็บ อาการของเขาเหมือนคนที่ได้รับพิษ ข้าบังเอิญมีสมุนไพรระงับพิษ ก่อนจะหาหมอมาตรวจอาการก็ให้เขากินยานี้เถิด”
องครักษ์มีท่าทีหวาดระแวง ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เฉินเซวียประหลาดใจ เขาเพียงยิ้มบางๆ จากนั้นก็มองไปยังคนที่นอนไม่ได้สติ
“ริมฝีปากของเขาเขียวคล้ำเห็นชัดว่าถูกพิษ ที่นี่ห่างไกลจากสถานที่อื่น พวกท่านไม่มีทางหาหมอมาตรวจอาการเขาได้ในช่วงสี่ชั่วยามนี้” กล่าวจบก็ยื่นขวดยาออกไป “รับไว้เถิด ข้าอยู่มุมนั้นหากท่านไม่วางใจ”
ความหมายคือหากคนเจ็บเป็นอะไรไปหลังจากกินยานี้เข้าไป เขาย่อมไม่หนีไปไหน
“ยานี่” เขาดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าองครักษ์ เมื่อสูดกลิ่นยาในขวดจึงหันมาเลิกคิ้วมองเฉินเซวีย “ท่านเป็นหมอหรือ”
“ไม่ผิด”
“นายท่านของข้าถูกพิษจริงๆ ยานี้...”
“เพียงช่วยระงับพิษชั่วคราวเท่านั้น อย่างไรก็ต้องตรวจอาการให้ละเอียด หากช้าก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าจะสามารถช่วยได้”
เดิมพันครั้งนี้เขาถึงกับใช้ชีวิตตัวเองเข้าแลก แม้รู้ว่าตัวเองโง่งม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังก้าวเข้าไปในกองไฟราวกับแมลงเม่าที่ไม่กลัวตาย
ภายหน้าเขาอาจมีพันธมิตรซึ่งทำให้สิ่งที่เขากำลังจะไปเผชิญในเมืองเสียนหยางง่ายขึ้น หรือหากโชคร้ายอาจทำให้ยากยิ่งกว่า
...ใครเล่าจะสามารถคาดเดา
หลังจากหยั่งเชิงกันครู่หนึ่งบุรุษตรงหน้าก็ก้าวเข้ามา เฉินเซวียสบตากับอีกฝ่ายด้วยดวงตาเรียบเฉย “ข้าเป็นหมอ ไม่อาจเห็นคนเจ็บแล้วไม่ช่วย แต่หากท่านไม่อยากให้ข้าตรวจอาการคนเจ็บ ข้าเองย่อมไม่ยื่นจมูกเข้าไปในกิจของผู้อื่น”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น หากแต่ในดวงตาเขากลับสาดประกายความเยือกเย็น
ใช่...เขาเป็นหมอ หากแต่เขาไม่เพียงแต่ช่วยคนได้เท่านั้น เพราะความสูญเสียในวันวาน ตอนนี้หล่อหลอมให้เขาฆ่าคนได้เช่นกัน...
เฉินเซวียหันหลังตั้งใจจะเดินกลับไปแต่กลับถูกคนของอีกฝ่ายเข้ามาขวางด้านหน้า
“ช้าก่อน!!”
สถานการณ์ในเรือนพักชั่วคราวเริ่มตึงเครียด คนของเฉินเซวียเองก็รับรู้ว่าผู้ที่ตนต้องคุ้มกันกำลังเกิดปัญหา ทั้งสองคนยืนขึ้นต่างกุมกระบี่ในมือแน่น หันหน้าเข้ามาเผชิญหน้ากันและกัน
“รบกวนท่านหมอแล้ว”
แม้ใบหน้ายังคงลำบากใจ แต่หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นดูเหมือนไม่มีทางเลือก เขาได้แต่ผายมือให้เฉินเซวียอย่างเสียมิได้ จากนั้นจึงเดินเข้าไปคุมเชิง โดยไม่ให้มีอะไรคลาดสายตา เนื่องจากคงเกรงว่าชายหนุ่มจะลอบสังหารผู้เป็นนาย
เฉินเซวียหันไปมองเสี่ยวลู่จื่อ จากนั้นไม่นานซองเข็มและล่วมยาก็ถูกส่งต่อมา เขานั่งลงข้างคนเจ็บจากนั้นก็เริ่มจับชีพจร เปิดเปลือกตา ตามมาด้วยคิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นเพราะกลิ่นเลือดเข้มข้น
ตอนแรกที่กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาเขานึกว่าองครักษ์เหล่านั้นต่างหากที่บาดเจ็บ แต่ตอนนี้เห็นชัดว่าไม่ใช่
“กลิ่นเลือด” ชายหนุ่มหันไปมองหัวหน้าองครักษ์
อีกฝ่ายพยักหน้า “นายท่านถูกลอบสังหาร ได้รับบาดเจ็บที่แขนข้างขวา” ไม่พูดเปล่าอีกฝ่ายดึงสาบเสื้อตัวนอก เผยให้เห็นว่าภายใต้แขนเสื้อตัวหลวมนั้นมีผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมออกมา
เฉินเซวียไม่ได้กล่าวอะไรเมื่อเห็นแผลของคนเจ็บ เขาตรวจดูอาการโดยละเอียด ทั้งยังช่วยทำแผลพร้อมกับใส่ยาสมานแผลให้ใหม่อีกครั้ง ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ[1]ทุกอย่างจึงเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็มหรือการพันแผล
“มิทราบว่าพิษในร่างกายของข้านั้น ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าเป็นพิษชนิดใด”
เฉินเซวียไม่ตอบแต่กลับถามคำถามอีกฝ่ายขึ้น “อาวุธลับที่ซัดมา ท่านเก็บไว้ใช่หรือไม่ ในเมื่อมองจากบาดแผลแล้ว อาวุธน่าจะถูกดึงออกหลังจากที่ฝังลงไปบนผิว”
อีกฝ่ายมีท่าทีประหลาดใจแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเฉินเซวียเป็นหมอ ดังนั้นจึงน่าจะคาดเดาได้หลังจากที่เห็นบาดแผลของผู้เป็นนาย
“นำออกมา” เขาพยักหน้าให้คนของตนจากนั้นจึงหันมาสบตากับชายหนุ่มตรงหน้า
อาวุธลับมีลักษณะเหมือนมีดบินใบเล็กเรียว เฉินเซวียใช้ผ้าเช็ดหน้ารับมาถือเอาไว้ จากนั้นก็หรี่ดวงตาพร้อมกับนำมาชิดจมูก
กลิ่นคุ้นเคยกระสาเข้าจมูกก่อนที่ดวงตาจะวาบขึ้นด้วยความกระจ่าง เขาจ้องมองปลายแหลมคมของมีดสั้นจากนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เป็นพิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับจริงหรือไม่”
เงียบอยู่ครู่หนึ่งหลังจากได้ยินคำถาม เฉินเซวียส่ายหน้าก่อนตอบออกมาด้วยประโยคที่ทำให้ผู้คนมึนงง
“ทั้งใช่และไม่ใช่”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร” อีกฝ่ายถามเขาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เห็นชัดว่าเพราะความร้อนใจความอดทนจึงใกล้จะหมดลงแล้ว
[1] เค่อ คือหน่วยนับเวลาของจีนโบราณโดยใช้กาน้ำรั่วนับ ในวันจะมีหนึ่งร้อยเค่อ ดังนั้นหนึ่งเค่อจะกินเวลาประมาณเกือบสิบห้านาที
หญิงสาวยืดตัวขึ้นและอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอทำอย่างนั้นก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ กระทั่งต้องขดตัวลงไปนั่งพิงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก“ระวังหน่อย เจ้าบอบช้ำมากขยับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”“จิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงใดหรือ”คิดถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง แม้เรื่องดีๆ มีมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นกลับเป็นเรื่องของความโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษต่างๆ วิธีการประหาร การสั่งเผาตำราและฆ่าบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็นและที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีที่สุด เห็นจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ตั้งตระหง่าน กระทั่งคนรุ่นหลังเองก็ได้ประจักษ์แก่สายตาต้องเสียเลือดเนื้อและแรงกายของผู้คนมากมายเพียงใด จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้...“อันที่จริงแล้ว”เฉินเซวียไม่ใคร่จะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว เขาเห็นนางนั่งเหม่อลอยครุ่นคิด เพียงแค่ได้รู้ว่าฉินฉื่อหวางตี้คือจักรพรรดิจึงได้แต่อ้ำอึ้ง“ตอนนี้กำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน จักรพรรดิเพิ่งจะทรงสิ้นพระชนม์”หญิงสาวกะพริบตามองเขา จำได้ว่าช่วงที่วุ่นวายที่สุดก็คือตอนนี้ “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชสำนักวุ่นวาย ทำไมเล
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็พลันนึกขึ้นได้...ดินเนอร์หรูในร้านอาหารเหนือจุดชมวิววันนั้นมีผู้หญิงท้องมาประกาศตัวว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของแฟนที่คบกันมานาน เพราะเสียใจมากดังนั้นจึงขับรถออกมาจนเกิดอุบัติเหตุตอนที่ครุ่นคิดสายตาหรือก็มองเห็นสองมือของตัวเองที่กำสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ดวงตาคู่งามกะพริบมองเขา ความเก้อกระดากวาบผ่านดวงตา ก่อนที่จะรีบหลบสายตาคมกริบที่คล้ายอ่านใจผู้คนได้ของเขา“เจ้าหมดสติไปหลายวันแล้ว นั่งพิงหลังนิ่งๆ สักครู่อาจรู้สึกดีขึ้น” เขาพูดเป็นเชิงถาม และรอกระทั่งหญิงสาวพยักหน้ารับขยับนิดเดียวหญิงสาวยังต้องสูดลมหายใจ พร้อมกับหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด นับประสาอะไรกับการที่เขาพยุงนางเพื่อให้นั่งพิงหมอนแทนพิงร่างสูงของตนเล่าแม้เฉินเซวียจะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่อ่อนแอจนถึงที่สุดก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดีเมื่อเห็นแล้วว่าคนตรงหน้านั่งได้อย่างมั่นคง เฉินเซวียเอนตัวไปคว้าถาดไม้ซึ่งวางอยู่ไม่ไกลมาวางยังขอบเตียง ข้าวของซึ่งติดตัวหญิงสาวมายังคงอยู่ครบ แม้ว่าเสื้อผ้าของนางจะถูกเขาตัดออกเพราะช่วยชีวิตสำคัญกว่าหญิงสาวมองข้าวของเหล่านั้นด้วย
เสี่ยวลู่จื่ออ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า หลังจากย้ายเข้ามายังบ้านเช่าซึ่งนายท่านโจวจัดหาเอาไว้ให้ เขาก็ออกไปส่งเหล่าผู้คุ้มกัน กระทั่งกลับมาพบว่าผู้เป็นนายยังคงง่วนอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าที่บาดเจ็บไม่ได้สติภาพที่เห็นคือนายท่านของเขากำลังป้อนยาหญิงสาวอย่างใจเย็นนายท่านบอกผู้อื่นว่าแม่นางที่พามาด้วยคือคู่หมาย ทั้งนี้ยังอ้างว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป เพราะแคว้นฉินกำลังไว้ทุกข์ทั่วหล้า เขาได้แต่เออออและไม่กล้าเอ่ยถาม เพียงทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดมองดูหญิงสาวร้องไห้ทั้งที่ไม่ได้สติ สองมือรวบกำสาบเสื้อของผู้เป็นนายเอาไว้แน่น เขายังไม่ตกตะลึงเท่าความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายกอดประคองหญิงสาวแปลกหน้าเอาไว้ ทั้งยังคอยกระซิบปลอบโยนให้นางสงบลงนานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นผู้เป็นนายมีท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้...“เรียบร้อยดีหรือไม่” เฉินเซวียเอ่ยถามโดยไม่ได้หันไปมองคนของตนเสี่ยวลู่จื่อสะดุ้งเล็กน้อยจากนั้นจึงหันสายตาไปอีกด้าน พยายามไม่มองผู้เป็นนายกำลังแกะมือของหญิงสาวออกจากสาบเสื้อ“ผู้คุ้มกันทั้งหมดจากไปแล้วขอรับ ข้าเพิ่งสำรวจข้าวของและจัดวางของจำเป็นของท่านเอาไว้ยังห้องอีกฟาก”“ท่านป้าหวังมาแล้วหรือยัง” ท
นับจากพามารดาหลบหนีออกมาจากเสียนหยางครานั้น ตัวเขานับว่าห่างหายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษและสตรีมานาน แม้ว่าพานพบอิสตรีมามากหน้าหลายตา อีกทั้งทุกนางล้วนงดงามอรชรอ้อนแอ้น หากแต่เขากลับไม่ได้มีความรู้สึกอยากแตะต้อง ดังเช่นที่มีให้หญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้...นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกต้องตาสตรีสักคนทันทีที่พานพบ“นายท่าน” เสียงของเสี่ยวลู่จื่อทำให้เฉินเซวียตื่นจากภวังค์“เสร็จแล้วข้าจะออกไปเอง ยาที่ข้าสั่งให้เคี่ยวได้ที่แล้วหรือยัง”“ยังขอรับ ข้านำผ้าพันแผลมาเพิ่มให้เผื่อท่านต้องใช้เพิ่ม”“ไม่ต้องแล้ว นำเสื้อผ้าของข้ามาอีกสักชุดเถิด”สิ่งที่ไม่ควรเห็นก็เห็นจนสิ้น ทั้งยังก้าวข้ามช่องว่างระหว่างบุรุษและสตรีไปแล้ว เรื่องที่ไม่ควรทำเขาล้วนลงมือด้วยตัวเอง เพราะไม่อาจปล่อยให้นางเสียเลือดมากไปกว่านี้อะไรที่ไม่ควรแตะต้องเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะบาดแผลของนางมีอยู่ทั่วตัว ทั้งหมดนั้นเขาทำในฐานะหมอคนหนึ่งที่รักษาคนเจ็บ แม้หลายครั้งไขว้เขว แต่ก็นับว่ายังคงรั้งตัวเองกลับมาได้ ดังนั้นตอนนี้ความภูมิใจในตัวเองจึงยังคงหลงเหลืออยู่เมื่อรับเสื้อผ้าชุดใหม่ของตนมาจากเสี่ยวลู่จื่อ เฉินเซวียจึงใช้ผ้าผูกตาตั
เฉินเซวียทำเช่นนั้นทั้งที่รู้ฐานะของคนเจ็บ เพียงเพื่อรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสมเท่านั้น ในยามนี้ราชสำนักแคว้นฉินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดยังคงไม่กระจ่าง ดังนั้นจึงยังไม่อาจวางใจที่จะสร้างบุญคุณและความแค้นอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายพระองค์ใดก็ตามเมื่อนึกได้ว่าวันพรุ่งนี้ก็จะเข้าประตูเมืองเสียนหยาง เฉินเซวียได้แต่หลับตาลง พร้อมกับก้าวลงไปในน้ำที่ลึกกว่าเดิมเขาอยากปล่อยให้หัวใจที่เคร่งเครียดกลับมาเยือกเย็น ปล่อยให้สายน้ำดับความสับสน และความวุ่นวายในใจ หลังจากที่เขาได้ตัดสินใจช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง คนที่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไป โดยที่เขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้และคาดเดาเลยว่ามันจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว ทำให้จำต้องแหงนหน้าขึ้นมองที่สูง เหนือศีรษะที่ว่างเปล่าบัดนี้กลับมีแสงสว่างหมุนวนเป็นวงกลมเฉินเซวียเลิกคิ้วมองด้วยความตกตะลึง กลางแสงสว่างนั้นมีบางอย่างกำลังร่วงลงมา ทั้งยังร่วงลงมาในระยะประชิด ยังไม่ทันได้ส่งเสียงหรือขยับ ‘ของ’ สิ่งนั้นก็ตกลงไปบนผืนน้ำตรงหน้าเขา กระทั่งแรงกระแทกทำให้น้ำสาดเข้ามายังใบหน้าของเขาที่ยังคงตื่นตะลึง“นะ นี่มันอะไรกัน...”อาร
“ที่บอกว่าใช่ก็เพราะสาเหตุที่พิษกำเริบมาจากสิ่งที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับ ส่วนที่บอกว่าไม่ใช่ก็เพราะหากมิใช่ว่าในร่างกายมีพิษอีกอย่าง พิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับก็จะไม่แสดงผล”มองดูใบหน้าสงสัยของหลายคน เฉินเซวียเพียงยิ้มบางและอธิบายออกมาอย่างใจเย็น“พิษชนิดนี้เรียกว่าพิรุณหนึ่งราตรี เป็นพิษสองชนิดที่ใช้เวลาในการสั่งสมในร่างกาย ชนิดแรกคือพิษจากดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่าดอกปู้กุ้ยฮวย พิษชนิดนี้ไม่ร้ายแรงแต่จะมีผลต่อหัวใจ ที่เห็นชัดคือจะทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า หัวใจเต้นอ่อน แต่หากได้รับในปริมาณเท่ากัน นานวันเข้าหัวใจก็จะรับไม่ไหวจนหยุดเต้นในที่สุด แต่หากได้รับเพียงระยะหนึ่งทั้งยังปริมาณไม่มากย่อมไม่แสดงผล ในทางกลับกันหากทันทีที่พิษชนิดนี้ผสมเข้ากับยางซึ่งได้มาจากต้นระฆังแดง มันก็จะกลายเป็นพิรุณหนึ่งราตรีที่ค่อยๆ กลืนกินชีวิตในสิบสองชั่วยาม”“สิบสองชั่วยามหรือ” น้ำเสียงนั้นสั่นขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม“ดูจากบาดแผลแล้วคงผ่านมาหลายชั่วยามกระมัง ข้าฝังเข็มและให้ยาระงับพิษไปแล้ว ยืดเวลาให้ท่านได้อีกหกชั่วยาม ...เสี่ยวลู่จื่อ”“ขอรับนายท่าน”“ไปขอหมึกกับกระดาษจากเสี่ยวเอ้อมาเถิด”“ข้







