เข้าสู่ระบบภายใต้ใบหน้าเรียบเฉยของเฉินเซวีย มือใหญ่ของเขากำแน่น บทสนทนานั้นกล่าวตามจริงไม่สมควรมีใครได้ยิน เนื่องจากในเรือนชั่วคราวที่จัดเป็นที่พักนั้นไม่มีใครสนใจผู้ใดทั้งสิ้น แต่เป็นเพราะชายหนุ่มกำลังลอบพิจารณาฐานะของคนอีกกลุ่ม ดังนั้นเขาจึงได้ยินแทบทั้งหมด
ในใจของเฉินเซวียเริ่มครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด ตอนจากเมืองหลวงไปนั้นองค์จักรพรรดิรับสั่งให้จับราชบัณฑิตกว่าห้าร้อยคนไปฝังทั้งเป็น
องค์ชายฝูซูรัชทายาทแคว้นฉินทรงทูลทัดทาน แต่องค์จักรพรรดิไม่ทรงรับฟังกลับส่งองค์ชายฝูซูไปรักษาด่านชายแดน และโทษนั้นก็เท่ากับเนรเทศโดยพฤตินัย
ยามนี้องค์จักรพรรดิสิ้นพระชนม์ลง ในระหว่างที่ออกตามหายาอายุวัฒนะในแดนทุรกันดาร องค์รัชทายาทหรือก็ทรงถูกเนรเทศ องค์ชายอีกพระองค์ไม่มีตำแหน่งในราชสำนัก ทั้งยังไม่ได้รับความสำคัญ ที่เหลืออยู่และมีความเป็นไปได้ขณะนี้มีเพียงองค์ชายหู่ไห่เท่านั้น
แต่...มิใช่ว่าทรงตามเสด็จจักรพรรดิไปยังเมืองซาปิง พร้อมด้วยขุนนางสำคัญหรอกหรือ
หลังจากชั่งน้ำหนักในใจของตัวเองเฉินเซวียก็ตัดสินใจลุกขึ้น ร่างสูงในชุดสีขาวก้าวเข้าไปยังจุดที่มีคนเจ็บนอนอยู่
“พวกท่านมีคนเจ็บ อาการของเขาเหมือนคนที่ได้รับพิษ ข้าบังเอิญมีสมุนไพรระงับพิษ ก่อนจะหาหมอมาตรวจอาการก็ให้เขากินยานี้เถิด”
องครักษ์มีท่าทีหวาดระแวง ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เฉินเซวียประหลาดใจ เขาเพียงยิ้มบางๆ จากนั้นก็มองไปยังคนที่นอนไม่ได้สติ
“ริมฝีปากของเขาเขียวคล้ำเห็นชัดว่าถูกพิษ ที่นี่ห่างไกลจากสถานที่อื่น พวกท่านไม่มีทางหาหมอมาตรวจอาการเขาได้ในช่วงสี่ชั่วยามนี้” กล่าวจบก็ยื่นขวดยาออกไป “รับไว้เถิด ข้าอยู่มุมนั้นหากท่านไม่วางใจ”
ความหมายคือหากคนเจ็บเป็นอะไรไปหลังจากกินยานี้เข้าไป เขาย่อมไม่หนีไปไหน
“ยานี่” เขาดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าองครักษ์ เมื่อสูดกลิ่นยาในขวดจึงหันมาเลิกคิ้วมองเฉินเซวีย “ท่านเป็นหมอหรือ”
“ไม่ผิด”
“นายท่านของข้าถูกพิษจริงๆ ยานี้...”
“เพียงช่วยระงับพิษชั่วคราวเท่านั้น อย่างไรก็ต้องตรวจอาการให้ละเอียด หากช้าก็ไม่มีสิ่งใดรับประกันว่าจะสามารถช่วยได้”
เดิมพันครั้งนี้เขาถึงกับใช้ชีวิตตัวเองเข้าแลก แม้รู้ว่าตัวเองโง่งม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังก้าวเข้าไปในกองไฟราวกับแมลงเม่าที่ไม่กลัวตาย
ภายหน้าเขาอาจมีพันธมิตรซึ่งทำให้สิ่งที่เขากำลังจะไปเผชิญในเมืองเสียนหยางง่ายขึ้น หรือหากโชคร้ายอาจทำให้ยากยิ่งกว่า
...ใครเล่าจะสามารถคาดเดา
หลังจากหยั่งเชิงกันครู่หนึ่งบุรุษตรงหน้าก็ก้าวเข้ามา เฉินเซวียสบตากับอีกฝ่ายด้วยดวงตาเรียบเฉย “ข้าเป็นหมอ ไม่อาจเห็นคนเจ็บแล้วไม่ช่วย แต่หากท่านไม่อยากให้ข้าตรวจอาการคนเจ็บ ข้าเองย่อมไม่ยื่นจมูกเข้าไปในกิจของผู้อื่น”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น หากแต่ในดวงตาเขากลับสาดประกายความเยือกเย็น
ใช่...เขาเป็นหมอ หากแต่เขาไม่เพียงแต่ช่วยคนได้เท่านั้น เพราะความสูญเสียในวันวาน ตอนนี้หล่อหลอมให้เขาฆ่าคนได้เช่นกัน...
เฉินเซวียหันหลังตั้งใจจะเดินกลับไปแต่กลับถูกคนของอีกฝ่ายเข้ามาขวางด้านหน้า
“ช้าก่อน!!”
สถานการณ์ในเรือนพักชั่วคราวเริ่มตึงเครียด คนของเฉินเซวียเองก็รับรู้ว่าผู้ที่ตนต้องคุ้มกันกำลังเกิดปัญหา ทั้งสองคนยืนขึ้นต่างกุมกระบี่ในมือแน่น หันหน้าเข้ามาเผชิญหน้ากันและกัน
“รบกวนท่านหมอแล้ว”
แม้ใบหน้ายังคงลำบากใจ แต่หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นดูเหมือนไม่มีทางเลือก เขาได้แต่ผายมือให้เฉินเซวียอย่างเสียมิได้ จากนั้นจึงเดินเข้าไปคุมเชิง โดยไม่ให้มีอะไรคลาดสายตา เนื่องจากคงเกรงว่าชายหนุ่มจะลอบสังหารผู้เป็นนาย
เฉินเซวียหันไปมองเสี่ยวลู่จื่อ จากนั้นไม่นานซองเข็มและล่วมยาก็ถูกส่งต่อมา เขานั่งลงข้างคนเจ็บจากนั้นก็เริ่มจับชีพจร เปิดเปลือกตา ตามมาด้วยคิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นเพราะกลิ่นเลือดเข้มข้น
ตอนแรกที่กลุ่มคนเหล่านี้เข้ามาเขานึกว่าองครักษ์เหล่านั้นต่างหากที่บาดเจ็บ แต่ตอนนี้เห็นชัดว่าไม่ใช่
“กลิ่นเลือด” ชายหนุ่มหันไปมองหัวหน้าองครักษ์
อีกฝ่ายพยักหน้า “นายท่านถูกลอบสังหาร ได้รับบาดเจ็บที่แขนข้างขวา” ไม่พูดเปล่าอีกฝ่ายดึงสาบเสื้อตัวนอก เผยให้เห็นว่าภายใต้แขนเสื้อตัวหลวมนั้นมีผ้าพันแผลที่มีเลือดซึมออกมา
เฉินเซวียไม่ได้กล่าวอะไรเมื่อเห็นแผลของคนเจ็บ เขาตรวจดูอาการโดยละเอียด ทั้งยังช่วยทำแผลพร้อมกับใส่ยาสมานแผลให้ใหม่อีกครั้ง ผ่านไปเกือบหนึ่งเค่อ[1]ทุกอย่างจึงเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการฝังเข็มหรือการพันแผล
“มิทราบว่าพิษในร่างกายของข้านั้น ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าเป็นพิษชนิดใด”
เฉินเซวียไม่ตอบแต่กลับถามคำถามอีกฝ่ายขึ้น “อาวุธลับที่ซัดมา ท่านเก็บไว้ใช่หรือไม่ ในเมื่อมองจากบาดแผลแล้ว อาวุธน่าจะถูกดึงออกหลังจากที่ฝังลงไปบนผิว”
อีกฝ่ายมีท่าทีประหลาดใจแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเฉินเซวียเป็นหมอ ดังนั้นจึงน่าจะคาดเดาได้หลังจากที่เห็นบาดแผลของผู้เป็นนาย
“นำออกมา” เขาพยักหน้าให้คนของตนจากนั้นจึงหันมาสบตากับชายหนุ่มตรงหน้า
อาวุธลับมีลักษณะเหมือนมีดบินใบเล็กเรียว เฉินเซวียใช้ผ้าเช็ดหน้ารับมาถือเอาไว้ จากนั้นก็หรี่ดวงตาพร้อมกับนำมาชิดจมูก
กลิ่นคุ้นเคยกระสาเข้าจมูกก่อนที่ดวงตาจะวาบขึ้นด้วยความกระจ่าง เขาจ้องมองปลายแหลมคมของมีดสั้นจากนั้นก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เป็นพิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับจริงหรือไม่”
เงียบอยู่ครู่หนึ่งหลังจากได้ยินคำถาม เฉินเซวียส่ายหน้าก่อนตอบออกมาด้วยประโยคที่ทำให้ผู้คนมึนงง
“ทั้งใช่และไม่ใช่”
“ท่านหมายความว่าอย่างไร” อีกฝ่ายถามเขาด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว เห็นชัดว่าเพราะความร้อนใจความอดทนจึงใกล้จะหมดลงแล้ว
[1] เค่อ คือหน่วยนับเวลาของจีนโบราณโดยใช้กาน้ำรั่วนับ ในวันจะมีหนึ่งร้อยเค่อ ดังนั้นหนึ่งเค่อจะกินเวลาประมาณเกือบสิบห้านาที
มือสองข้างสอดเข้ากอบกุมสะโพกผาย จากนั้นร่างสูงก็เดินตรงไปยังเตียงนอน ทุกย่างก้าวเขาไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า กลับกดสะโพกนิ่มบดเบียดและกระทั้นแก่นกายเป็นจังหวะรับกับก้าวเดินยิ่งนางส่งเสียงครวญเขาก็ยิ่งฮึกเหิม เมื่อไปถึงหน้าเตียงเขาไม่ได้วางร่างงามลงแต่กลับปีนขึ้นไปนั่ง โดยให้นางนั่งคร่อมลงไปยังแก่นกายผงาดกล้าร่างงามสะท้านพร้อมกับสูดลมหายใจ จุดประสานอันล้ำลึก ทำให้นางถึงกับส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างหวามไหว ได้ยินเสียงของนาง ความอดทนอดกลั้นก็ปลิวหาย เฉินเซวียค่อยๆ เอนกายลงนอนราบ จากนั้นสบตากับนางอย่างรอคอยซูซีหลานวางมือลงไปยังอกกว้าง สองขาแยกออกเพื่อให้นางสามารถทรงตัวได้ในยามควบขับ ดวงตาสานสบนิ่งในยามที่นางเริ่มขยับบนเรือนกายแกร่งภาพตรงหน้าอันแสนงดงาม ทำให้เฉินเซวียยอมตายเพียงแค่ให้นางได้ขับเคลื่อนเขาเช่นนี้ ร่างงามเริ่มขยับไหวทำให้อกอิ่มกระเพื่อมเป็นจังหวะ สองมือของเขาอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นกอบกุม ยิ่งในยามที่นางคว้าสองมือของเขาให้บีบเคล้นหนักหน่วงขึ้น หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นรัวใบหน้างามแหงนหงาย จังหวะควบขับเริ่มหนักหน่วง จุดประสานเกิดเป็นเสียงกระทบกระทั้น เอวสอบยกขึ้นเพื่อรับจังหวะของน
สองมือกอบกุมความต้องการของเขาเอาไว้ ส่งผลให้ร่างแกร่งสะท้านเยือก เขาเอนกายลงพิงขอบถังน้ำ ในยามที่ดวงตาคมยังคงสานสบกับนางจุมพิตอ่อนโยนแตะลงไปยังสันกรามที่ขบแน่นของเขา ในยามที่มือน้อยทั้งสองข้างขยับไหวเป็นจังหวะ นางเริ่มจากจังหวะเนิบนาบ ก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย โดยสังเกตจากสีหน้าของผู้เป็นสามีแม้เขินอายหากแต่นางก็พอใจที่ได้เห็นสีหน้าอันสุขสมของเฉินเซวีย ยิ่งในยามที่เขาหลุดความควบคุม กระทั่งเผลอจุมพิตนางรุนแรงจนเกือบจะเป็นขบกัด ซูซีหลานก็ยิ่งเร่งจังหวะ เสียงครางเล็ดลอดออกมา ในยามที่เขาเลื่อนริมฝีปากลงไปจุมพิตลำคอขาวผ่องของนางร่างแกร่งเกร็งแน่นขณะที่จังหวะรีดเค้นของสองมือเร็วขึ้น เฉินเซวียอ้าปากหอบหายใจ เขาหลับตาลงคว้าสองมือเข้ากับกับขอบถังไม้ บีบแน่นจนข้อซีดขาวเพราะความพลุ่งพล่าน กลางร่างแอ่นขึ้นสูงในยามที่จังหวะปลดปล่อยทะลักทลายเสียงหอบหายใจหนักหน่วงส่งผลให้ซูซีหลานพอใจ นางก้มหน้าลงจุมพิตเขาราวกับอยากปลอบโยน แต่เขากลับรัดร่างนางเข้าสู่อ้อมแขน มือข้างหนึ่งคลึงเคล้นลงไปยังสะโพกผาย จากนั้นส่งตัวตนของเขาที่เพิ่งปลดปล่อยหากแต่ยังคงพร้อมพรักเข้าสู่กายหอมกรุ่นหญิงสาวกายอ่อนยวบ เมื่
ค่ำคืนอากาศหนาวเหน็บ ในครัวไฟกลับยังคงมีไฟส่องสว่าง เฉินเซวียก้าวเดินเข้าไปด้านในช้าๆ มองร่างเล็กกำลังเหม่อมองเข้าไปในเตาไฟที่ลุกโชติช่วง ในนั้นมีตำราและหนังสือหลายเล่มกำลังลุกไหม้“ทำอะไรอยู่หรือ”เขามองเข้าไปในเตาไฟพบว่าหนังสือเหล่านั้นที่กำลังลุกไหม้ เป็นตำรา หรือบันทึกอะไรสักอย่างที่นางเคยเขียนรวบรวมเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นอักษรที่นางเขียน กลับไม่มีผู้ใดอ่านออก ตัวเขาเองก็เช่นกัน“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เก็บเอาไว้คงไม่ดี”หากเล็ดลอดไปยังยุคปัจจุบันไม่เกิดเรื่องวุ่นวายก็บ้าแล้วหญิงสาวได้แต่คิดในใจแล้วถอนหายใจออกมา “ข้าต้มน้ำเอาไว้แล้ววันนี้อยากสระผม”“เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าสระผม”นางยิ้มกว้างทันทีพร้อมกับลุกขึ้นยืน ทั้งสองเดินออกมาจากเรือนครัว โดยไม่หันกลับไปมองเตาไฟที่บัดนี้บันทึกและตำราทั้งหลายถูกไฟไหม้จนสิ้นเส้นผมที่ยาวสลวยของซูซีหลาน ยากต่อการดูแลรักษา นางเคยคิดจะตัดให้สั้นเท่าเดิม แต่เพียงแค่คิดก็ถูกผู้เป็นสามีมองค้อนดังนั้นนางจึงได้แต่ล้มเลิกถึงอย่างนั้นนางไหนเลยจะคาดว่าทุกครั้งที่อยากจะสระผม ผู้เป็นสามีของนางจะปรากฏตัวในห้องอาบน้ำเสมอ นางเพิ่งรู้ ...เขากลัวว่านางจะแอบตัดผมถึง
ในช่วงสุดท้ายเฉินเซวียและซูซีหลานไม่ได้ติดตามกองทัพบุกเข้าไปในเสียนหยาง นี่คือข้อตกลงที่เคยทำไว้กับหลิวปัง และเขาก็รักษาคำพูด ดังนั้นทั้งสองจึงย้อนกลับไปยังหนานเฉิง ย้ายสุสานของบิดาและมารดาของเฉินเซวีย กลับมายังหมู่บ้านเฝินหยู โดยฝังทั้งสองเอาไว้บนเขาที่เงียบสงบไร้ผู้คนสัญจรผ่านหลังจากทัพของหลิวปังเดินหน้าเข้าสู่เสียนหยาง ซูซีหลานตัดสินใจไม่สืบข่าวคราวต่ออีก นางไม่อยากรับรู้และไม่อยากใส่ใจอีกต่อไปแล้ว เพราะยิ่งรู้ก็รังแต่จะทำให้หัวใจของนางเป็นทุกข์นางรู้ถึงผลสรุปของเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเฉินเซวียเองก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่อยากให้นางต้องเป็นกังวลนับจากสงครามเริ่มลุกลาม ซูซีหลานไม่ได้ข่าวคราวของเสี่ยวชุนและครอบครัวอีก แม้นางให้สหายชาวยุทธ์ออกสืบหา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไร้วี่แววเมืองเฟิงเป็นแต่เพียงเมืองเล็กๆ หากเป็นในยามอดีตจะมีเพียงร้านสมุนไพรตั้งอยู่เพียงร้านเดียว มาในยามนี้เฉินเซวียและซูซีหลานกำลังขยายแปลงสมุนไพร ทั้งยังเปิดร้านหมอเล็กๆ ขึ้นยามทุกข์เข็ญบ้านเมืองระส่ำระสาย ร้านหมอในหมู่บ้านเฝินหยูกลับสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านเอาไว้ได้มาก ครอบครัวเล็กๆ ของท่านหมอเฉินจึงได้รับ
เฉินเซวียจ้องมองเงาของซูซีหลานที่พิงไหล่เขา ตั้งแต่ได้พบกันทั้งเขาและนางต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่ใช่นางพึ่งเขาเพียงฝ่ายเดียว แต่บางครั้งความหลักแหลมของนางก็ช่วยเขาเอาไว้นับจากหย่าขาดจากอดีตฮูหยิน เขาเองก็ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานใหม่อีกครั้ง เพราะลึกๆ แล้วเขาไม่เชื่อในความรักและความผูกพันของคนสองคนอีกแล้ววันนี้เขาไหนเลยจะคาดว่าตนจะโชคดีที่ได้พบสตรีเช่นนาง และเมื่อพบแล้วเขาก็บอกกับตัวเอง เขาจะทำทุกทางไม่ให้เสียนางไป เพราะหากสูญเสียนางไปตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าหัวใจของเขาจะสามารถทานทนเขา...รักซูซีหลาน รักและพึงใจตั้งแต่แรกพบในรัชสมัยจักรพรรดิฉินที่สอง หรือฉินเอ้อซื่อ ทรงเป็นฮ่องเต้ที่โหดเหี้ยม แถมยังอยู่ใต้การชักใยของมหาขันทีจ้าวเกา ทรงใช้เงินทองจำนวนมหาศาล และเกณฑ์แรงงาน ในการก่อสร้างสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้และพระราชวังอาฝางกง รวมไปถึงยังรีดภาษีจากราษฎร ทำให้ประชาชนก่อกบฏขึ้นในช่วงเวลานั้นมีกบฏอยู่หลายกลุ่มสร้างข้อตกลงกัน หากใครบุกเข้าทางกวนจงของราชวงศ์ฉินได้ก่อนจะได้นั่งบัลลังก์มังกรเวลาเดียวกันนั้นจ้าวเกาได้ส่งขันทีไปลอบสังหารหลี่ซือ พร้อมกับสั่งประหารคนตระกูลหลี่ รวมไปถึงคนที่เกี่ย
รุ่งเช้าวันต่อมาซูซีหลานงัวเงียตื่นขึ้น ด้านนอกแสงสว่างสาดส่องเข้ามาทำให้รู้ว่าสายมากแล้ว ในยามปกตินางจะรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่เช้ามืด ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยนางก็รู้สึกตัวแล้ว หากแต่วันนี้นางกลับตื่นสายโด่งอย่างไม่น่าเชื่อมองดูท่อนแขนข้างหนึ่งที่นางหนุนนอน ส่วนอีกด้านวางโอบลำตัวนางหลวมๆ หญิงสาวยิ้มกว้างออกมา แผ่นอกอบอุ่นเปลือยเปล่าของเขา แนบชิดกับแผ่นหลังของนาง ทำให้นางรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอันมั่นคงหญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวหมุนกลับมามองหน้าเฉินเซวียก่อนจะพบว่าเขานอนหลับสนิทยิ่งนัก แต่ถึงอย่างนั้นในยามที่นางขยับตัว เฉินเซวียกลับยังคงรั้งนางเข้าสู่อ้อมแขน ถูปลายคางลงยังกลางกระหม่อมนางเบาๆ พึมพำราวกำลังละเมอ“ซีเอ๋อร์...”ซูซีหลานกลั้นหัวเราะ นางเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิด วางคางลงกลางอกเขาพร้อมจุมพิตปลายคางที่อยู่ใกล้ริมฝีปากตนอ้อมกอดรัดแน่นเข้าแต่คนตัวโตกว่ากลับยังคงหลับตานิ่ง หญิงสาวกลั้นหัวเราะจนร่างสั่นสะท้าน นางซุกใบหน้าเข้ากับอกแกร่ง กระทั่งออกแรง...กัด!เฉินเซวียลืมตาพรวดเพราะนางไม่ออมแรงแม้แต่น้อย เห็นเขาสะดุ้งนางจึงส่งเสียงหัวเราะคิก “ในที
“ก็ได้”คำตอบของนางทำให้เขาเลิกคิ้ว แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถามกลับได้ยินเสียงนางหัวเราะคิก “อะไรหรือ”“ข้าเชื่อท่าน”ได้ยินดังนั้นเฉินเซวียพลันชะงัก เขารู้ว่านางเป็นคนไม่ซับซ้อน ทั้งยังรู้ว่าหากเอ่ยถามหรือเปิดใจกับนางก่อน เขาย่อมได้รับคำตอบในทันทีแม้จะรู้จักนางแต่กลับยังคงไม่อาจเดาคำตอบ ตอนนี้ได้รู้ว่
ซูซีหลานมองไปรอบๆ บรรดาฮูหยินจากจวนขุนนางต่างก็มารวมตัวกัน แม้ว่านี่จะดูเหมือนงานเลี้ยงแห่งความครึกครื้น หากแต่นางให้รู้สึกว่าทุกอย่างเต็มไปด้วยการเสแสร้งมากกว่า“พี่ซีเอ๋อร์อึดอัดแย่กระมัง” เหออิ๋งเจินกระซิบถามในขณะที่งานเลี้ยงเริ่มขึ้นตอนนี้ฮูหยินทั้งหลายต่างก็ไปนั่งยังอีกห้อง ส่วนคุณหนูทั้งหลาย
“เสี่ยวลู่จื่อ”“ขอรับนายหญิง”“เจ้านำเสื้อผ้าและข้าวของที่จำเป็นไปให้นายท่าน อย่าลืมของพี่เกาด้วย ข้าเตรียมเนื้อตุ๋นเอาไว้ให้แล้ว เจ้านำไปที่ร้านให้นายท่านของเจ้ากินเป็นมื้อเที่ยง”“ขอรับนายหญิง”เสี่ยวลู่จื่อรีบออกไปหลังจากตระเตรียมทุกอย่างเรียบร้อย ส่วนอีกทางหนึ่งเว่ยอิงหลิวก็กำลังตรวจนับข้าวของ
ซูซีหลานพึมพำกับตัวเอง นางนึกถึงเครื่องประดับสูงค่าในหีบ รวมไปถึงข้าวของมากมายที่ถูกส่งมา “คงมิใช่ว่าเขารับปากจะเข้าราชสำนักหรอกนะ”คิดได้ดังนั้นนางก็ขมวดคิ้วมุ่น ในหัวใจหนักอึ้งด้วยความกังวลต่างๆ นานา“ในที่สุดพวกข้าก็หาตัวเจ้าพบแล้ว!”หน้าร้านจินฝูในขณะที่เหออิ๋งเจินกำลังพาซูซีหลานเดินออกมานั้น ท







