Masuk“ที่บอกว่าใช่ก็เพราะสาเหตุที่พิษกำเริบมาจากสิ่งที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับ ส่วนที่บอกว่าไม่ใช่ก็เพราะหากมิใช่ว่าในร่างกายมีพิษอีกอย่าง พิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับก็จะไม่แสดงผล”
มองดูใบหน้าสงสัยของหลายคน เฉินเซวียเพียงยิ้มบางและอธิบายออกมาอย่างใจเย็น
“พิษชนิดนี้เรียกว่าพิรุณหนึ่งราตรี เป็นพิษสองชนิดที่ใช้เวลาในการสั่งสมในร่างกาย ชนิดแรกคือพิษจากดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่าดอกปู้กุ้ยฮวย พิษชนิดนี้ไม่ร้ายแรงแต่จะมีผลต่อหัวใจ ที่เห็นชัดคือจะทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า หัวใจเต้นอ่อน แต่หากได้รับในปริมาณเท่ากัน นานวันเข้าหัวใจก็จะรับไม่ไหวจนหยุดเต้นในที่สุด แต่หากได้รับเพียงระยะหนึ่งทั้งยังปริมาณไม่มากย่อมไม่แสดงผล ในทางกลับกันหากทันทีที่พิษชนิดนี้ผสมเข้ากับยางซึ่งได้มาจากต้นระฆังแดง มันก็จะกลายเป็นพิรุณหนึ่งราตรีที่ค่อยๆ กลืนกินชีวิตในสิบสองชั่วยาม”
“สิบสองชั่วยามหรือ” น้ำเสียงนั้นสั่นขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม
“ดูจากบาดแผลแล้วคงผ่านมาหลายชั่วยามกระมัง ข้าฝังเข็มและให้ยาระงับพิษไปแล้ว ยืดเวลาให้ท่านได้อีกหกชั่วยาม ...เสี่ยวลู่จื่อ”
“ขอรับนายท่าน”
“ไปขอหมึกกับกระดาษจากเสี่ยวเอ้อมาเถิด”
“ข้าจะให้คนของข้าไปเตรียมมาเอง” หัวหน้าองครักษ์กล่าวพร้อมโบกมือให้คนของตน ดังนั้นเสี่ยวลู่จื่อจึงนั่งลงข้างกายผู้เป็นนายดังเดิม
เฉินเซวียยิ้มให้เสี่ยวลู่จื่อวางใจ ก่อนพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ “ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ท่าน สมุนไพรเหล่านี้ราคาสูงและต้องได้มาภายในเวลาสามชั่วยาม บวกเวลาเคี่ยวยาอีกหนึ่งชั่วยามเป็นสี่ชั่วยาม ชีวิตของคนเจ็บอยู่ในมือพวกท่านแล้ว”
“ท่านเขียนใบสั่งยามาเถิด” ไม่เพียงแต่พูดเขาถึงกับรับหมึกจากคนของตนมาฝนให้เฉินเซวียด้วยตัวเอง
ท่ามกลางสายฝนโหมกระหน่ำ ม้าเร็วขององครักษ์ควบฝ่าสายฝนออกไป เมืองที่อยู่ห่างออกไปนั้น หากใช้ม้าเดินทางก็ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยสองชั่วยาม แต่เพราะเป็นม้าเร็วของวังหลวง แน่นอนว่าย่อมใช้เวลาสั้นกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจมั่นใจว่าจะเป็นไปได้ในยามที่มีฝนตก
“ท่านหมอข้ามีเรื่องอยากสอบถาม”
เมื่อส่งคนของตนออกไปแล้ว หัวหน้าองครักษ์ก็เดินเข้ามาหยุดยืนไม่ห่างจากจุดที่เฉินเซวียนั่งอยู่นัก ตอนนี้ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลคนเจ็บ แน่นอนว่าต้องเป็นเขาที่เป็นหมอเพียงหนึ่งเดียว
“เชิญกล่าว”
“พิษชนิดนี้ต้องใช้อย่างไรจึงไม่อาจตรวจเจอ”
เฉินเซวียมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีครุ่นคิด แน่นอนเขาเข้าใจว่าเพราะอะไรอีกฝ่ายจึงถามเช่นนี้ เหล่าองค์ชายและเชื้อพระวงศ์ย่อมต้องมีข้าหลวงหรือนางกำนัลคอยตรวจสอบพิษในอาหาร แต่พิษของปู้กุ้ยฮวยนั้น หากใช้แต่น้อยย่อมไม่นับว่าเป็นพิษ ดังนั้นจึงไม่อาจตรวจสอบ เมื่อร่างกายได้รับเข้าไปแล้วกลับไม่อาจขับออกมา แต่จะสะสมเอาไว้ทีละน้อยกระทั่งรอวันกำเริบ
“พิษชนิดนี้ต้องใช้เวลานานจึงจะแสดงผล คนที่ลงมือย่อมเป็นคนใกล้ชิดที่มีโอกาสและระยะเวลาในการลงมือ เช่นกันกับที่พิษทั้งสองต้องสัมพันธ์กัน หากมีหนึ่งย่อมต้องมีสอง”
ความหมายก็คือผู้ที่วางยาต้องเป็นคนใกล้ตัวคนเจ็บนั่นเอง
“ท่านหมายความว่าคนที่วางยาพิษชนิดแรกกับมือสังหารที่ใช้อาวุธลับนี้เกี่ยวข้องกันอย่างนั้นหรือ”
“เพียงคาดเดาเท่านั้น” เฉินเซวียมีท่าทีครุ่นคิด “สองปีก่อนข้าเคยรักษาอาการป่วยของฮูหยินจากตระกูลใหญ่ นางเองก็ถูกพิษชนิดเดียวกันนี้ จำได้ว่าทางการสอบสวนกระทั่งพบว่าสามีของฮูหยินผู้นั้นมักจะชอบนำน้ำชามาให้นางดื่มชา เมื่อตรวจสอบก็พบว่าชานั้นมีส่วนผสมของดอกปู้กุ้ยฮวย ต่อมาเขานำต้นระฆังแดงมาปลูกในเรือนของฮูหยิน ทั้งยังชวนอีกฝ่ายเข้าไปเดินเล่นในสวน นางไม่ทันระวังทำกิ่งของต้นระฆังแดงหักทั้งยังครูดผิวจนเกิดบาดแผล รุ่งเช้าวันต่อมาจู่ๆ ฮูหยินผู้นั้นก็ล้มป่วย กว่าข้าจะไปถึงนางก็สิ้นใจแล้ว อาการของนางเหมือนกับนายของท่านเพียงแต่อาการของเขาไม่ร้ายแรงเท่าฮูหยินผู้นั้น”
“ต่อมาเล่า”
“ต่อมาทางการสืบสวนพบว่าผู้ที่ทำให้ฮูหยินท่านนั้นถูกกิ่งระฆังแดงครูดผิวก็คือสามีของนางเอง”
ทั้งสองเงียบไปครู่ใหญ่ เพราะเข้าใจสถานการณ์นั้นโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมเติม
“โชคดีเหลือเกินที่ได้พบท่านที่นี่”
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเอ่ยด้วยความจริงใจ ดังนั้นเฉินเซวียจึงยิ้มให้จากนั้นได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตา หากเขาพ่ายแพ้ต่อการเดิมพันของตัวเองครั้งนี้ เช่นนั้นก็คงจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้เขาล้มเหลว
ตลอดเส้นทางหลังจากออกเดินทาง เสี่ยวลู่จื่อสังเกตเห็นว่าผู้เป็นนายยิ่งเงียบขรึมมากกว่าเดิม เขาไม่กล้าเอ่ยถามได้แต่ลอบมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
นับจากช่วยชีวิตคนเจ็บที่ถูกพิษผู้นั้นเอาไว้ได้ ผู้เป็นนายของเขาก็เอาแต่ครุ่นคิดอยู่คนเดียวด้วยท่าทีเคร่งเครียด ไม่พูดไม่จา ทั้งยังไม่เคยเอ่ยถึงอีกเลย
กระทั่งเข้าเขตแดนเมืองเสียนหยาง ในขณะที่ผู้คุ้มกันปรึกษากันว่าสมควรพักแรมริมทะเลสาบกลางป่านั้น เฉินเซวียที่เหน็ดเหนื่อยและดูอิดโรยก็ขอตัวไปแช่น้ำในทะเลสาบ เขาส่ายหน้าเมื่อเสี่ยวลู่จื่อจะติดตามไปรับใช้ด้วยความเคยชิน หลายวันมานี้มีเรื่องให้ใคร่ครวญ จึงอยากอยู่เพียงลำพังเงียบๆ
ความจริงทั้งหมดจะเดินทางต่อไปก็ได้ เพราะหากทำเช่นนั้นพวกเขาจะถึงกำแพงเมืองหลวงในอีกสามชั่วยาม หากแต่ตอนนี้ใกล้พลบค่ำหากยังฝืนเดินทางต่อ เมื่อไปถึงกำแพงเมืองก็ฟ้ามืด ซึ่งประตูเมืองได้ปิดไปแล้ว อย่างไรก็เข้าไปไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นหัวหน้าผู้คุ้มกันจึงเสนอให้ค้างแรม ก่อนออกเดินทางตอนเช้าตรู่แทน
น้ำเย็นๆ ในทะเลสาบ ทำให้เฉินเซวียผ่อนคลาย นึกถึงวันที่แยกตัวออกมาท่ามกลางความประหลาดใจของเหล่าองครักษ์ ชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ
เขาเพียงบอกว่าตัวเองกำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อทำงานในร้านหมอ แม้อีกฝ่ายยังคงสงสัย หากแต่เขาเองก็ยืนยันว่าไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน ดังนั้นต่างฝ่ายจึงต่างก็ออกเดินทาง
มือสองข้างสอดเข้ากอบกุมสะโพกผาย จากนั้นร่างสูงก็เดินตรงไปยังเตียงนอน ทุกย่างก้าวเขาไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า กลับกดสะโพกนิ่มบดเบียดและกระทั้นแก่นกายเป็นจังหวะรับกับก้าวเดินยิ่งนางส่งเสียงครวญเขาก็ยิ่งฮึกเหิม เมื่อไปถึงหน้าเตียงเขาไม่ได้วางร่างงามลงแต่กลับปีนขึ้นไปนั่ง โดยให้นางนั่งคร่อมลงไปยังแก่นกายผงาดกล้าร่างงามสะท้านพร้อมกับสูดลมหายใจ จุดประสานอันล้ำลึก ทำให้นางถึงกับส่งเสียงครวญครางออกมาอย่างหวามไหว ได้ยินเสียงของนาง ความอดทนอดกลั้นก็ปลิวหาย เฉินเซวียค่อยๆ เอนกายลงนอนราบ จากนั้นสบตากับนางอย่างรอคอยซูซีหลานวางมือลงไปยังอกกว้าง สองขาแยกออกเพื่อให้นางสามารถทรงตัวได้ในยามควบขับ ดวงตาสานสบนิ่งในยามที่นางเริ่มขยับบนเรือนกายแกร่งภาพตรงหน้าอันแสนงดงาม ทำให้เฉินเซวียยอมตายเพียงแค่ให้นางได้ขับเคลื่อนเขาเช่นนี้ ร่างงามเริ่มขยับไหวทำให้อกอิ่มกระเพื่อมเป็นจังหวะ สองมือของเขาอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นกอบกุม ยิ่งในยามที่นางคว้าสองมือของเขาให้บีบเคล้นหนักหน่วงขึ้น หัวใจของเขาก็ยิ่งเต้นรัวใบหน้างามแหงนหงาย จังหวะควบขับเริ่มหนักหน่วง จุดประสานเกิดเป็นเสียงกระทบกระทั้น เอวสอบยกขึ้นเพื่อรับจังหวะของน
สองมือกอบกุมความต้องการของเขาเอาไว้ ส่งผลให้ร่างแกร่งสะท้านเยือก เขาเอนกายลงพิงขอบถังน้ำ ในยามที่ดวงตาคมยังคงสานสบกับนางจุมพิตอ่อนโยนแตะลงไปยังสันกรามที่ขบแน่นของเขา ในยามที่มือน้อยทั้งสองข้างขยับไหวเป็นจังหวะ นางเริ่มจากจังหวะเนิบนาบ ก่อนจะเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย โดยสังเกตจากสีหน้าของผู้เป็นสามีแม้เขินอายหากแต่นางก็พอใจที่ได้เห็นสีหน้าอันสุขสมของเฉินเซวีย ยิ่งในยามที่เขาหลุดความควบคุม กระทั่งเผลอจุมพิตนางรุนแรงจนเกือบจะเป็นขบกัด ซูซีหลานก็ยิ่งเร่งจังหวะ เสียงครางเล็ดลอดออกมา ในยามที่เขาเลื่อนริมฝีปากลงไปจุมพิตลำคอขาวผ่องของนางร่างแกร่งเกร็งแน่นขณะที่จังหวะรีดเค้นของสองมือเร็วขึ้น เฉินเซวียอ้าปากหอบหายใจ เขาหลับตาลงคว้าสองมือเข้ากับกับขอบถังไม้ บีบแน่นจนข้อซีดขาวเพราะความพลุ่งพล่าน กลางร่างแอ่นขึ้นสูงในยามที่จังหวะปลดปล่อยทะลักทลายเสียงหอบหายใจหนักหน่วงส่งผลให้ซูซีหลานพอใจ นางก้มหน้าลงจุมพิตเขาราวกับอยากปลอบโยน แต่เขากลับรัดร่างนางเข้าสู่อ้อมแขน มือข้างหนึ่งคลึงเคล้นลงไปยังสะโพกผาย จากนั้นส่งตัวตนของเขาที่เพิ่งปลดปล่อยหากแต่ยังคงพร้อมพรักเข้าสู่กายหอมกรุ่นหญิงสาวกายอ่อนยวบ เมื่
ค่ำคืนอากาศหนาวเหน็บ ในครัวไฟกลับยังคงมีไฟส่องสว่าง เฉินเซวียก้าวเดินเข้าไปด้านในช้าๆ มองร่างเล็กกำลังเหม่อมองเข้าไปในเตาไฟที่ลุกโชติช่วง ในนั้นมีตำราและหนังสือหลายเล่มกำลังลุกไหม้“ทำอะไรอยู่หรือ”เขามองเข้าไปในเตาไฟพบว่าหนังสือเหล่านั้นที่กำลังลุกไหม้ เป็นตำรา หรือบันทึกอะไรสักอย่างที่นางเคยเขียนรวบรวมเอาไว้ แต่ถึงอย่างนั้นอักษรที่นางเขียน กลับไม่มีผู้ใดอ่านออก ตัวเขาเองก็เช่นกัน“ข้าไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เก็บเอาไว้คงไม่ดี”หากเล็ดลอดไปยังยุคปัจจุบันไม่เกิดเรื่องวุ่นวายก็บ้าแล้วหญิงสาวได้แต่คิดในใจแล้วถอนหายใจออกมา “ข้าต้มน้ำเอาไว้แล้ววันนี้อยากสระผม”“เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าสระผม”นางยิ้มกว้างทันทีพร้อมกับลุกขึ้นยืน ทั้งสองเดินออกมาจากเรือนครัว โดยไม่หันกลับไปมองเตาไฟที่บัดนี้บันทึกและตำราทั้งหลายถูกไฟไหม้จนสิ้นเส้นผมที่ยาวสลวยของซูซีหลาน ยากต่อการดูแลรักษา นางเคยคิดจะตัดให้สั้นเท่าเดิม แต่เพียงแค่คิดก็ถูกผู้เป็นสามีมองค้อนดังนั้นนางจึงได้แต่ล้มเลิกถึงอย่างนั้นนางไหนเลยจะคาดว่าทุกครั้งที่อยากจะสระผม ผู้เป็นสามีของนางจะปรากฏตัวในห้องอาบน้ำเสมอ นางเพิ่งรู้ ...เขากลัวว่านางจะแอบตัดผมถึง
ในช่วงสุดท้ายเฉินเซวียและซูซีหลานไม่ได้ติดตามกองทัพบุกเข้าไปในเสียนหยาง นี่คือข้อตกลงที่เคยทำไว้กับหลิวปัง และเขาก็รักษาคำพูด ดังนั้นทั้งสองจึงย้อนกลับไปยังหนานเฉิง ย้ายสุสานของบิดาและมารดาของเฉินเซวีย กลับมายังหมู่บ้านเฝินหยู โดยฝังทั้งสองเอาไว้บนเขาที่เงียบสงบไร้ผู้คนสัญจรผ่านหลังจากทัพของหลิวปังเดินหน้าเข้าสู่เสียนหยาง ซูซีหลานตัดสินใจไม่สืบข่าวคราวต่ออีก นางไม่อยากรับรู้และไม่อยากใส่ใจอีกต่อไปแล้ว เพราะยิ่งรู้ก็รังแต่จะทำให้หัวใจของนางเป็นทุกข์นางรู้ถึงผลสรุปของเรื่องทั้งหมด ดังนั้นเฉินเซวียเองก็เห็นด้วยในเรื่องนี้ เนื่องจากไม่อยากให้นางต้องเป็นกังวลนับจากสงครามเริ่มลุกลาม ซูซีหลานไม่ได้ข่าวคราวของเสี่ยวชุนและครอบครัวอีก แม้นางให้สหายชาวยุทธ์ออกสืบหา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไร้วี่แววเมืองเฟิงเป็นแต่เพียงเมืองเล็กๆ หากเป็นในยามอดีตจะมีเพียงร้านสมุนไพรตั้งอยู่เพียงร้านเดียว มาในยามนี้เฉินเซวียและซูซีหลานกำลังขยายแปลงสมุนไพร ทั้งยังเปิดร้านหมอเล็กๆ ขึ้นยามทุกข์เข็ญบ้านเมืองระส่ำระสาย ร้านหมอในหมู่บ้านเฝินหยูกลับสามารถช่วยชีวิตชาวบ้านเอาไว้ได้มาก ครอบครัวเล็กๆ ของท่านหมอเฉินจึงได้รับ
เฉินเซวียจ้องมองเงาของซูซีหลานที่พิงไหล่เขา ตั้งแต่ได้พบกันทั้งเขาและนางต่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่ใช่นางพึ่งเขาเพียงฝ่ายเดียว แต่บางครั้งความหลักแหลมของนางก็ช่วยเขาเอาไว้นับจากหย่าขาดจากอดีตฮูหยิน เขาเองก็ไม่เคยคิดเรื่องแต่งงานใหม่อีกครั้ง เพราะลึกๆ แล้วเขาไม่เชื่อในความรักและความผูกพันของคนสองคนอีกแล้ววันนี้เขาไหนเลยจะคาดว่าตนจะโชคดีที่ได้พบสตรีเช่นนาง และเมื่อพบแล้วเขาก็บอกกับตัวเอง เขาจะทำทุกทางไม่ให้เสียนางไป เพราะหากสูญเสียนางไปตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าหัวใจของเขาจะสามารถทานทนเขา...รักซูซีหลาน รักและพึงใจตั้งแต่แรกพบในรัชสมัยจักรพรรดิฉินที่สอง หรือฉินเอ้อซื่อ ทรงเป็นฮ่องเต้ที่โหดเหี้ยม แถมยังอยู่ใต้การชักใยของมหาขันทีจ้าวเกา ทรงใช้เงินทองจำนวนมหาศาล และเกณฑ์แรงงาน ในการก่อสร้างสุสานของจิ๋นซีฮ่องเต้และพระราชวังอาฝางกง รวมไปถึงยังรีดภาษีจากราษฎร ทำให้ประชาชนก่อกบฏขึ้นในช่วงเวลานั้นมีกบฏอยู่หลายกลุ่มสร้างข้อตกลงกัน หากใครบุกเข้าทางกวนจงของราชวงศ์ฉินได้ก่อนจะได้นั่งบัลลังก์มังกรเวลาเดียวกันนั้นจ้าวเกาได้ส่งขันทีไปลอบสังหารหลี่ซือ พร้อมกับสั่งประหารคนตระกูลหลี่ รวมไปถึงคนที่เกี่ย
รุ่งเช้าวันต่อมาซูซีหลานงัวเงียตื่นขึ้น ด้านนอกแสงสว่างสาดส่องเข้ามาทำให้รู้ว่าสายมากแล้ว ในยามปกตินางจะรู้สึกตัวตื่นตั้งแต่เช้ามืด ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเล็กน้อยนางก็รู้สึกตัวแล้ว หากแต่วันนี้นางกลับตื่นสายโด่งอย่างไม่น่าเชื่อมองดูท่อนแขนข้างหนึ่งที่นางหนุนนอน ส่วนอีกด้านวางโอบลำตัวนางหลวมๆ หญิงสาวยิ้มกว้างออกมา แผ่นอกอบอุ่นเปลือยเปล่าของเขา แนบชิดกับแผ่นหลังของนาง ทำให้นางรับรู้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจอันมั่นคงหญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวหมุนกลับมามองหน้าเฉินเซวียก่อนจะพบว่าเขานอนหลับสนิทยิ่งนัก แต่ถึงอย่างนั้นในยามที่นางขยับตัว เฉินเซวียกลับยังคงรั้งนางเข้าสู่อ้อมแขน ถูปลายคางลงยังกลางกระหม่อมนางเบาๆ พึมพำราวกำลังละเมอ“ซีเอ๋อร์...”ซูซีหลานกลั้นหัวเราะ นางเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ใกล้จนชิด วางคางลงกลางอกเขาพร้อมจุมพิตปลายคางที่อยู่ใกล้ริมฝีปากตนอ้อมกอดรัดแน่นเข้าแต่คนตัวโตกว่ากลับยังคงหลับตานิ่ง หญิงสาวกลั้นหัวเราะจนร่างสั่นสะท้าน นางซุกใบหน้าเข้ากับอกแกร่ง กระทั่งออกแรง...กัด!เฉินเซวียลืมตาพรวดเพราะนางไม่ออมแรงแม้แต่น้อย เห็นเขาสะดุ้งนางจึงส่งเสียงหัวเราะคิก “ในที
รวมไปถึงการกระทำของนางยังมีแบบแผน แม้ว่าตัวนางจะไม่เคยอธิบายการกระทำปุบปับเช่นนี้ออกมาก็ตาม“แม่นางเว่ย ท่านจัดการเรื่องแม่นางเจียงให้ข้าที เสี่ยวชุนเจ้าไปนำตั๋วเงินมาให้ข้า เสี่ยวลู่จื่อไปนำตั๋วเงินและสมุดบัญชีของนายท่านมาให้ข้า พวกเราเตรียมตัวให้พร้อมเพราะเราจะไปจากเมืองเสียนหยางกัน”เว่ยอิงหลิวข
“เอ่อ” เจียงอิ่นฮวาหน้าม้านไปเล็กน้อย นางค่อยๆ ยืนขึ้นแม้แต่น้ำตาที่บีบออกมาก็แห้งเหือดไปทันที หลงเหลือเอาไว้เพียงใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความอับอาย“ท่านบอกว่าไม่ได้ตั้งใจประกาศตัวว่าเป็นอดีตฮูหยินของท่านหมอเฉิน แต่เมื่อครู่มิใช่พูดออกมาจนสิ้นหรอกหรือ”“ข้า...” เจียงอิ่นฮวาเม้มปากก้มหน้า “ข้าเพียงอยากข
“หากท่านต้องการไปจากเมืองหลวง ไปตั้งรกรากที่อื่น ข้าสามารถให้คนคุ้มกันท่านไปส่งได้ ค่าเดินทางทั้งหมดข้าจะจ่ายเอง”เจียงอิ่นฮวาชะงักก่อนหันมาสบตากับหญิงสาวตรงหน้า ตลอดมานางไม่เคยมีความคิดเช่นนี้มาก่อน จะอย่างไรนางก็เกิดและเติบโตที่เสียนหยาง จะให้นางไปที่ใดได้เล่า หากแต่...ที่นี่ไม่มีสิ่งใดเหลือให้นา
“เจ้าจะไม่ถาม ไม่คาดคั้น หรือไม่สงสัย กระทั่งไม่หวาดระแวงสักนิดเลยหรือ”“ใช่ข้าดูผิดไปหรือไม่ ท่านกำลังผิดหวังที่ข้าไม่ทำเรื่องเหล่านั้น” นางอมยิ้มเมื่อมองท่าทีของเขา นางดันตัวออกจากอ้อมอกแกร่ง จากนั้นจึงวางปลายคางลงบนกลางอกเฉินเซวียดวงตาสองคู่สานสบกันนิ่ง กระทั่งเป็นหญิงสาวเองที่ถอนหายใจออกมา“ข้







