LOGIN“ที่บอกว่าใช่ก็เพราะสาเหตุที่พิษกำเริบมาจากสิ่งที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับ ส่วนที่บอกว่าไม่ใช่ก็เพราะหากมิใช่ว่าในร่างกายมีพิษอีกอย่าง พิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับก็จะไม่แสดงผล”
มองดูใบหน้าสงสัยของหลายคน เฉินเซวียเพียงยิ้มบางและอธิบายออกมาอย่างใจเย็น
“พิษชนิดนี้เรียกว่าพิรุณหนึ่งราตรี เป็นพิษสองชนิดที่ใช้เวลาในการสั่งสมในร่างกาย ชนิดแรกคือพิษจากดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่าดอกปู้กุ้ยฮวย พิษชนิดนี้ไม่ร้ายแรงแต่จะมีผลต่อหัวใจ ที่เห็นชัดคือจะทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า หัวใจเต้นอ่อน แต่หากได้รับในปริมาณเท่ากัน นานวันเข้าหัวใจก็จะรับไม่ไหวจนหยุดเต้นในที่สุด แต่หากได้รับเพียงระยะหนึ่งทั้งยังปริมาณไม่มากย่อมไม่แสดงผล ในทางกลับกันหากทันทีที่พิษชนิดนี้ผสมเข้ากับยางซึ่งได้มาจากต้นระฆังแดง มันก็จะกลายเป็นพิรุณหนึ่งราตรีที่ค่อยๆ กลืนกินชีวิตในสิบสองชั่วยาม”
“สิบสองชั่วยามหรือ” น้ำเสียงนั้นสั่นขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม
“ดูจากบาดแผลแล้วคงผ่านมาหลายชั่วยามกระมัง ข้าฝังเข็มและให้ยาระงับพิษไปแล้ว ยืดเวลาให้ท่านได้อีกหกชั่วยาม ...เสี่ยวลู่จื่อ”
“ขอรับนายท่าน”
“ไปขอหมึกกับกระดาษจากเสี่ยวเอ้อมาเถิด”
“ข้าจะให้คนของข้าไปเตรียมมาเอง” หัวหน้าองครักษ์กล่าวพร้อมโบกมือให้คนของตน ดังนั้นเสี่ยวลู่จื่อจึงนั่งลงข้างกายผู้เป็นนายดังเดิม
เฉินเซวียยิ้มให้เสี่ยวลู่จื่อวางใจ ก่อนพูดต่อด้วยเสียงราบเรียบ “ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ท่าน สมุนไพรเหล่านี้ราคาสูงและต้องได้มาภายในเวลาสามชั่วยาม บวกเวลาเคี่ยวยาอีกหนึ่งชั่วยามเป็นสี่ชั่วยาม ชีวิตของคนเจ็บอยู่ในมือพวกท่านแล้ว”
“ท่านเขียนใบสั่งยามาเถิด” ไม่เพียงแต่พูดเขาถึงกับรับหมึกจากคนของตนมาฝนให้เฉินเซวียด้วยตัวเอง
ท่ามกลางสายฝนโหมกระหน่ำ ม้าเร็วขององครักษ์ควบฝ่าสายฝนออกไป เมืองที่อยู่ห่างออกไปนั้น หากใช้ม้าเดินทางก็ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยสองชั่วยาม แต่เพราะเป็นม้าเร็วของวังหลวง แน่นอนว่าย่อมใช้เวลาสั้นกว่า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจมั่นใจว่าจะเป็นไปได้ในยามที่มีฝนตก
“ท่านหมอข้ามีเรื่องอยากสอบถาม”
เมื่อส่งคนของตนออกไปแล้ว หัวหน้าองครักษ์ก็เดินเข้ามาหยุดยืนไม่ห่างจากจุดที่เฉินเซวียนั่งอยู่นัก ตอนนี้ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลคนเจ็บ แน่นอนว่าต้องเป็นเขาที่เป็นหมอเพียงหนึ่งเดียว
“เชิญกล่าว”
“พิษชนิดนี้ต้องใช้อย่างไรจึงไม่อาจตรวจเจอ”
เฉินเซวียมองอีกฝ่ายด้วยท่าทีครุ่นคิด แน่นอนเขาเข้าใจว่าเพราะอะไรอีกฝ่ายจึงถามเช่นนี้ เหล่าองค์ชายและเชื้อพระวงศ์ย่อมต้องมีข้าหลวงหรือนางกำนัลคอยตรวจสอบพิษในอาหาร แต่พิษของปู้กุ้ยฮวยนั้น หากใช้แต่น้อยย่อมไม่นับว่าเป็นพิษ ดังนั้นจึงไม่อาจตรวจสอบ เมื่อร่างกายได้รับเข้าไปแล้วกลับไม่อาจขับออกมา แต่จะสะสมเอาไว้ทีละน้อยกระทั่งรอวันกำเริบ
“พิษชนิดนี้ต้องใช้เวลานานจึงจะแสดงผล คนที่ลงมือย่อมเป็นคนใกล้ชิดที่มีโอกาสและระยะเวลาในการลงมือ เช่นกันกับที่พิษทั้งสองต้องสัมพันธ์กัน หากมีหนึ่งย่อมต้องมีสอง”
ความหมายก็คือผู้ที่วางยาต้องเป็นคนใกล้ตัวคนเจ็บนั่นเอง
“ท่านหมายความว่าคนที่วางยาพิษชนิดแรกกับมือสังหารที่ใช้อาวุธลับนี้เกี่ยวข้องกันอย่างนั้นหรือ”
“เพียงคาดเดาเท่านั้น” เฉินเซวียมีท่าทีครุ่นคิด “สองปีก่อนข้าเคยรักษาอาการป่วยของฮูหยินจากตระกูลใหญ่ นางเองก็ถูกพิษชนิดเดียวกันนี้ จำได้ว่าทางการสอบสวนกระทั่งพบว่าสามีของฮูหยินผู้นั้นมักจะชอบนำน้ำชามาให้นางดื่มชา เมื่อตรวจสอบก็พบว่าชานั้นมีส่วนผสมของดอกปู้กุ้ยฮวย ต่อมาเขานำต้นระฆังแดงมาปลูกในเรือนของฮูหยิน ทั้งยังชวนอีกฝ่ายเข้าไปเดินเล่นในสวน นางไม่ทันระวังทำกิ่งของต้นระฆังแดงหักทั้งยังครูดผิวจนเกิดบาดแผล รุ่งเช้าวันต่อมาจู่ๆ ฮูหยินผู้นั้นก็ล้มป่วย กว่าข้าจะไปถึงนางก็สิ้นใจแล้ว อาการของนางเหมือนกับนายของท่านเพียงแต่อาการของเขาไม่ร้ายแรงเท่าฮูหยินผู้นั้น”
“ต่อมาเล่า”
“ต่อมาทางการสืบสวนพบว่าผู้ที่ทำให้ฮูหยินท่านนั้นถูกกิ่งระฆังแดงครูดผิวก็คือสามีของนางเอง”
ทั้งสองเงียบไปครู่ใหญ่ เพราะเข้าใจสถานการณ์นั้นโดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมเติม
“โชคดีเหลือเกินที่ได้พบท่านที่นี่”
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเอ่ยด้วยความจริงใจ ดังนั้นเฉินเซวียจึงยิ้มให้จากนั้นได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตา หากเขาพ่ายแพ้ต่อการเดิมพันของตัวเองครั้งนี้ เช่นนั้นก็คงจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้เขาล้มเหลว
ตลอดเส้นทางหลังจากออกเดินทาง เสี่ยวลู่จื่อสังเกตเห็นว่าผู้เป็นนายยิ่งเงียบขรึมมากกว่าเดิม เขาไม่กล้าเอ่ยถามได้แต่ลอบมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย
นับจากช่วยชีวิตคนเจ็บที่ถูกพิษผู้นั้นเอาไว้ได้ ผู้เป็นนายของเขาก็เอาแต่ครุ่นคิดอยู่คนเดียวด้วยท่าทีเคร่งเครียด ไม่พูดไม่จา ทั้งยังไม่เคยเอ่ยถึงอีกเลย
กระทั่งเข้าเขตแดนเมืองเสียนหยาง ในขณะที่ผู้คุ้มกันปรึกษากันว่าสมควรพักแรมริมทะเลสาบกลางป่านั้น เฉินเซวียที่เหน็ดเหนื่อยและดูอิดโรยก็ขอตัวไปแช่น้ำในทะเลสาบ เขาส่ายหน้าเมื่อเสี่ยวลู่จื่อจะติดตามไปรับใช้ด้วยความเคยชิน หลายวันมานี้มีเรื่องให้ใคร่ครวญ จึงอยากอยู่เพียงลำพังเงียบๆ
ความจริงทั้งหมดจะเดินทางต่อไปก็ได้ เพราะหากทำเช่นนั้นพวกเขาจะถึงกำแพงเมืองหลวงในอีกสามชั่วยาม หากแต่ตอนนี้ใกล้พลบค่ำหากยังฝืนเดินทางต่อ เมื่อไปถึงกำแพงเมืองก็ฟ้ามืด ซึ่งประตูเมืองได้ปิดไปแล้ว อย่างไรก็เข้าไปไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นหัวหน้าผู้คุ้มกันจึงเสนอให้ค้างแรม ก่อนออกเดินทางตอนเช้าตรู่แทน
น้ำเย็นๆ ในทะเลสาบ ทำให้เฉินเซวียผ่อนคลาย นึกถึงวันที่แยกตัวออกมาท่ามกลางความประหลาดใจของเหล่าองครักษ์ ชายหนุ่มก็ได้แต่ถอนหายใจ
เขาเพียงบอกว่าตัวเองกำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวงเพื่อทำงานในร้านหมอ แม้อีกฝ่ายยังคงสงสัย หากแต่เขาเองก็ยืนยันว่าไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน ดังนั้นต่างฝ่ายจึงต่างก็ออกเดินทาง
หญิงสาวยืดตัวขึ้นและอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอทำอย่างนั้นก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ กระทั่งต้องขดตัวลงไปนั่งพิงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก“ระวังหน่อย เจ้าบอบช้ำมากขยับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”“จิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงใดหรือ”คิดถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง แม้เรื่องดีๆ มีมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นกลับเป็นเรื่องของความโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษต่างๆ วิธีการประหาร การสั่งเผาตำราและฆ่าบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็นและที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีที่สุด เห็นจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ตั้งตระหง่าน กระทั่งคนรุ่นหลังเองก็ได้ประจักษ์แก่สายตาต้องเสียเลือดเนื้อและแรงกายของผู้คนมากมายเพียงใด จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้...“อันที่จริงแล้ว”เฉินเซวียไม่ใคร่จะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว เขาเห็นนางนั่งเหม่อลอยครุ่นคิด เพียงแค่ได้รู้ว่าฉินฉื่อหวางตี้คือจักรพรรดิจึงได้แต่อ้ำอึ้ง“ตอนนี้กำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน จักรพรรดิเพิ่งจะทรงสิ้นพระชนม์”หญิงสาวกะพริบตามองเขา จำได้ว่าช่วงที่วุ่นวายที่สุดก็คือตอนนี้ “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชสำนักวุ่นวาย ทำไมเล
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็พลันนึกขึ้นได้...ดินเนอร์หรูในร้านอาหารเหนือจุดชมวิววันนั้นมีผู้หญิงท้องมาประกาศตัวว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของแฟนที่คบกันมานาน เพราะเสียใจมากดังนั้นจึงขับรถออกมาจนเกิดอุบัติเหตุตอนที่ครุ่นคิดสายตาหรือก็มองเห็นสองมือของตัวเองที่กำสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ดวงตาคู่งามกะพริบมองเขา ความเก้อกระดากวาบผ่านดวงตา ก่อนที่จะรีบหลบสายตาคมกริบที่คล้ายอ่านใจผู้คนได้ของเขา“เจ้าหมดสติไปหลายวันแล้ว นั่งพิงหลังนิ่งๆ สักครู่อาจรู้สึกดีขึ้น” เขาพูดเป็นเชิงถาม และรอกระทั่งหญิงสาวพยักหน้ารับขยับนิดเดียวหญิงสาวยังต้องสูดลมหายใจ พร้อมกับหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด นับประสาอะไรกับการที่เขาพยุงนางเพื่อให้นั่งพิงหมอนแทนพิงร่างสูงของตนเล่าแม้เฉินเซวียจะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่อ่อนแอจนถึงที่สุดก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดีเมื่อเห็นแล้วว่าคนตรงหน้านั่งได้อย่างมั่นคง เฉินเซวียเอนตัวไปคว้าถาดไม้ซึ่งวางอยู่ไม่ไกลมาวางยังขอบเตียง ข้าวของซึ่งติดตัวหญิงสาวมายังคงอยู่ครบ แม้ว่าเสื้อผ้าของนางจะถูกเขาตัดออกเพราะช่วยชีวิตสำคัญกว่าหญิงสาวมองข้าวของเหล่านั้นด้วย
เสี่ยวลู่จื่ออ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า หลังจากย้ายเข้ามายังบ้านเช่าซึ่งนายท่านโจวจัดหาเอาไว้ให้ เขาก็ออกไปส่งเหล่าผู้คุ้มกัน กระทั่งกลับมาพบว่าผู้เป็นนายยังคงง่วนอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าที่บาดเจ็บไม่ได้สติภาพที่เห็นคือนายท่านของเขากำลังป้อนยาหญิงสาวอย่างใจเย็นนายท่านบอกผู้อื่นว่าแม่นางที่พามาด้วยคือคู่หมาย ทั้งนี้ยังอ้างว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป เพราะแคว้นฉินกำลังไว้ทุกข์ทั่วหล้า เขาได้แต่เออออและไม่กล้าเอ่ยถาม เพียงทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดมองดูหญิงสาวร้องไห้ทั้งที่ไม่ได้สติ สองมือรวบกำสาบเสื้อของผู้เป็นนายเอาไว้แน่น เขายังไม่ตกตะลึงเท่าความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายกอดประคองหญิงสาวแปลกหน้าเอาไว้ ทั้งยังคอยกระซิบปลอบโยนให้นางสงบลงนานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นผู้เป็นนายมีท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้...“เรียบร้อยดีหรือไม่” เฉินเซวียเอ่ยถามโดยไม่ได้หันไปมองคนของตนเสี่ยวลู่จื่อสะดุ้งเล็กน้อยจากนั้นจึงหันสายตาไปอีกด้าน พยายามไม่มองผู้เป็นนายกำลังแกะมือของหญิงสาวออกจากสาบเสื้อ“ผู้คุ้มกันทั้งหมดจากไปแล้วขอรับ ข้าเพิ่งสำรวจข้าวของและจัดวางของจำเป็นของท่านเอาไว้ยังห้องอีกฟาก”“ท่านป้าหวังมาแล้วหรือยัง” ท
นับจากพามารดาหลบหนีออกมาจากเสียนหยางครานั้น ตัวเขานับว่าห่างหายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษและสตรีมานาน แม้ว่าพานพบอิสตรีมามากหน้าหลายตา อีกทั้งทุกนางล้วนงดงามอรชรอ้อนแอ้น หากแต่เขากลับไม่ได้มีความรู้สึกอยากแตะต้อง ดังเช่นที่มีให้หญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้...นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกต้องตาสตรีสักคนทันทีที่พานพบ“นายท่าน” เสียงของเสี่ยวลู่จื่อทำให้เฉินเซวียตื่นจากภวังค์“เสร็จแล้วข้าจะออกไปเอง ยาที่ข้าสั่งให้เคี่ยวได้ที่แล้วหรือยัง”“ยังขอรับ ข้านำผ้าพันแผลมาเพิ่มให้เผื่อท่านต้องใช้เพิ่ม”“ไม่ต้องแล้ว นำเสื้อผ้าของข้ามาอีกสักชุดเถิด”สิ่งที่ไม่ควรเห็นก็เห็นจนสิ้น ทั้งยังก้าวข้ามช่องว่างระหว่างบุรุษและสตรีไปแล้ว เรื่องที่ไม่ควรทำเขาล้วนลงมือด้วยตัวเอง เพราะไม่อาจปล่อยให้นางเสียเลือดมากไปกว่านี้อะไรที่ไม่ควรแตะต้องเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะบาดแผลของนางมีอยู่ทั่วตัว ทั้งหมดนั้นเขาทำในฐานะหมอคนหนึ่งที่รักษาคนเจ็บ แม้หลายครั้งไขว้เขว แต่ก็นับว่ายังคงรั้งตัวเองกลับมาได้ ดังนั้นตอนนี้ความภูมิใจในตัวเองจึงยังคงหลงเหลืออยู่เมื่อรับเสื้อผ้าชุดใหม่ของตนมาจากเสี่ยวลู่จื่อ เฉินเซวียจึงใช้ผ้าผูกตาตั
เฉินเซวียทำเช่นนั้นทั้งที่รู้ฐานะของคนเจ็บ เพียงเพื่อรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสมเท่านั้น ในยามนี้ราชสำนักแคว้นฉินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดยังคงไม่กระจ่าง ดังนั้นจึงยังไม่อาจวางใจที่จะสร้างบุญคุณและความแค้นอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายพระองค์ใดก็ตามเมื่อนึกได้ว่าวันพรุ่งนี้ก็จะเข้าประตูเมืองเสียนหยาง เฉินเซวียได้แต่หลับตาลง พร้อมกับก้าวลงไปในน้ำที่ลึกกว่าเดิมเขาอยากปล่อยให้หัวใจที่เคร่งเครียดกลับมาเยือกเย็น ปล่อยให้สายน้ำดับความสับสน และความวุ่นวายในใจ หลังจากที่เขาได้ตัดสินใจช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง คนที่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไป โดยที่เขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้และคาดเดาเลยว่ามันจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว ทำให้จำต้องแหงนหน้าขึ้นมองที่สูง เหนือศีรษะที่ว่างเปล่าบัดนี้กลับมีแสงสว่างหมุนวนเป็นวงกลมเฉินเซวียเลิกคิ้วมองด้วยความตกตะลึง กลางแสงสว่างนั้นมีบางอย่างกำลังร่วงลงมา ทั้งยังร่วงลงมาในระยะประชิด ยังไม่ทันได้ส่งเสียงหรือขยับ ‘ของ’ สิ่งนั้นก็ตกลงไปบนผืนน้ำตรงหน้าเขา กระทั่งแรงกระแทกทำให้น้ำสาดเข้ามายังใบหน้าของเขาที่ยังคงตื่นตะลึง“นะ นี่มันอะไรกัน...”อาร
“ที่บอกว่าใช่ก็เพราะสาเหตุที่พิษกำเริบมาจากสิ่งที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับ ส่วนที่บอกว่าไม่ใช่ก็เพราะหากมิใช่ว่าในร่างกายมีพิษอีกอย่าง พิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับก็จะไม่แสดงผล”มองดูใบหน้าสงสัยของหลายคน เฉินเซวียเพียงยิ้มบางและอธิบายออกมาอย่างใจเย็น“พิษชนิดนี้เรียกว่าพิรุณหนึ่งราตรี เป็นพิษสองชนิดที่ใช้เวลาในการสั่งสมในร่างกาย ชนิดแรกคือพิษจากดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่าดอกปู้กุ้ยฮวย พิษชนิดนี้ไม่ร้ายแรงแต่จะมีผลต่อหัวใจ ที่เห็นชัดคือจะทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า หัวใจเต้นอ่อน แต่หากได้รับในปริมาณเท่ากัน นานวันเข้าหัวใจก็จะรับไม่ไหวจนหยุดเต้นในที่สุด แต่หากได้รับเพียงระยะหนึ่งทั้งยังปริมาณไม่มากย่อมไม่แสดงผล ในทางกลับกันหากทันทีที่พิษชนิดนี้ผสมเข้ากับยางซึ่งได้มาจากต้นระฆังแดง มันก็จะกลายเป็นพิรุณหนึ่งราตรีที่ค่อยๆ กลืนกินชีวิตในสิบสองชั่วยาม”“สิบสองชั่วยามหรือ” น้ำเสียงนั้นสั่นขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม“ดูจากบาดแผลแล้วคงผ่านมาหลายชั่วยามกระมัง ข้าฝังเข็มและให้ยาระงับพิษไปแล้ว ยืดเวลาให้ท่านได้อีกหกชั่วยาม ...เสี่ยวลู่จื่อ”“ขอรับนายท่าน”“ไปขอหมึกกับกระดาษจากเสี่ยวเอ้อมาเถิด”“ข้







