Masukเสี่ยวลู่จื่อไหนเลยจะสามารถคาดเดาท่าทีและคำพูดประโยคนั้นของผู้เป็นนายได้ เขาถูกซื้อตัวมาจากตลาดค้าทาส ในใจเพียงคิดจะรับใช้และติดตามนายของตนเท่านั้น เฉินเซวียดีต่อเขาตัวเขาเองก็ซื่อสัตย์ต่ออีกฝ่าย เรื่องที่เหลือไม่ว่าดีหรือร้ายเขาก็พร้อมจะเชื่อฟังคำสั่งทั้งสิ้น
การเดินทางรอนแรมในป่าไม่ได้ง่ายดาย ยิ่งเป็นการเดินทางโดยรถม้าที่ต้องใช้ความระมัดระวัง เฉินเซวียมองดูถนนสายหลักซึ่งเงียบจนผิดสังเกต เขาสบตากับผู้คุ้มกันรถม้า อีกฝ่ายเองก็ไสม้าเข้ามาใกล้
“นายท่านเฉิน อีกไม่นานเราจะถึงที่พักแรมที่นั่นเป็นจุดพักม้าและมีโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง”
“เราสมควรระวังเรื่องใดหรือไม่”
เห็นอีกฝ่ายเฉลียวฉลาดถึงเพียงนี้ทั้งที่ไม่ใช่ชาวยุทธ์ หัวหน้าผู้คุ้มกันก็ยิ้มออกมา “ขอเพียงพบเจอสิ่งใดท่านล้วนไม่แตกตื่น อยู่ให้ใกล้คนของข้าเอาไว้และไม่แยกตัวออกไป เรื่องอื่นล้วนวางใจให้ข้าดูแล”
“เช่นนั้นรบกวนท่านแล้ว” เฉินเซวียยิ้มและพยักหน้าให้อีกฝ่ายจากนั้นจึงปิดม่านลงอีกครั้ง
“หัวหน้า” คนคุ้มกันส่วนหนึ่งรู้สึกสงสัย “เขาเป็นเพียงหมอธรรมดาคนหนึ่งจริงหรือ”
“นายท่านจูบอกว่าเขามีวิชาแพทย์สูงส่ง เขาเคยช่วยชีวิตคนสำคัญในเมืองหนานเฉิงมาแล้วมากมาย ไม่เช่นนั้นอาจารย์คงไม่ส่งเรามาคุ้มกัน”
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเขาดูเหมือนคุณชายตระกูลสูงศักดิ์จากเมืองหลวงนักเล่า”
“เจ้าเคยเห็นคุณชายตระกูลสูงศักดิ์จากเมืองหลวงหรือ”
คนถามถึงกับลูบศีรษะยิ้มแหย “ไม่เคยขอรับ แต่เขาดูสง่างาม หน้าตาหรือก็หล่อเหลา ได้ยินว่าอายุแค่ยี่สิบเก้า ข้าไม่เคยได้ยินทั้งยังไม่เคยเห็นว่าข้างกายเขามีฮูหยินหรือสาวใช้ต้นห้องคอยปรนนิบัติ ข้ามีน้องสาว...”
“เลิกเหลวไหลไร้สาระเสียที เขาจะเดินทางไปเสียนหยาง น้องสาวของเจ้าอยู่ที่หนานเฉิง คิดจะเป็นพ่อสื่อตอนนี้มิใช่สายไปแล้วหรอกหรือ กลับไปประจำหน้าที่ได้แล้ว”
หัวหน้าผู้คุ้มกันถลึงตาใส่คนของตนอย่างไม่จริงจัง ในใจของเขาเองก็รู้สึกเสียดายอยู่ไม่น้อย เพราะตนก็มีน้องสาวอยู่คนหนึ่งที่ยังไม่ออกเรือนเช่นกัน
โรงเตี๊ยมซึ่งมีผู้คนเดินทางพลุกพล่าน ทำให้เสี่ยวลู่จื่อขมวดคิ้ว เขาเงยหน้ามองผู้เป็นนายจากนั้นก็หันไปมองท้องฟ้า ตอนนี้ใกล้จะพลบค่ำเมฆฝนดำทะมึนมาแต่ไกล เกรงว่าอีกไม่นานสายฝนต้องเทลงมาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ดูจากจำนวนผู้คนแล้วห้องพักน่าจะไม่เพียงพอต่อความต้องการ
“นายท่านเฉินห้องเต็มหมดแล้วขอรับ แต่หลงจู๊ของโรงเตี๊ยมเสนอให้เราเข้าไปพักยังเรือนด้านหลัง อาจจะไม่สะดวกสบายนัก แต่ข้าเห็นว่าฝนใกล้จะตกแล้วเราไม่มีทางเลือก” หัวหน้าผู้คุ้มกันกล่าวด้วยใบหน้ากังวล
“ตามนั้นเถิด ข้าไม่เรื่องมาก”
เฉินเซวียไม่ได้รังเกียจที่จะนอนบนพื้นที่ปูด้วยฟางแห้งๆ เพราะตอนที่เขาหลบเร้นออกจากเมืองหลวงกับมารดานั้น ความลำบากใดเขาก็ล้วนเผชิญมาจนแทบทั้งสิ้น
ภายในเรือนแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งมีกลุ่มคนสองกลุ่มเข้าพักแล้ว อีกส่วนซึ่งจัดเอาไว้ให้เฉินเซวียกว้างขวางกว่าเพราะมีคนมาก บนพื้นมีฟางแห้งๆ ปูเอาไว้แม้จะมีกลิ่นเหม็นอับ หากแต่ก็พอกันฝนกันลมได้
ไม่นานหลังจากเตรียมตัวพักผ่อน สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าร้องคำรามและแสงแปลบปลาบเล็ดลอดเข้ามาด้านใน เสี่ยวเอ้อเปิดประตูเข้ามา เบื้องหลังยังมีเงาร่างของผู้เยี่ยมยุทธ์อีกสามคนติดตามมาด้วย
เสียงซุบซิบสนทนากันเงียบเสียงลง จากนั้นทั้งหมดก็หันมามองยังทิศทางที่เฉินเซวียนั่งอยู่ อาจเพราะภายในเรือนมีเพียงส่วนที่เขาอยู่เท่านั้นที่ยังพอมีพื้นที่หลงเหลือ ดังนั้นเมื่อมีผู้มาใหม่ก็ต้องเข้ามาขอแบ่งปันในส่วนนี้ไป
“มีอะไรหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยถามหลังจากพอจะมองสถานการณ์ตรงหน้าออก
“นายท่านเฉิน ยังมีคนกลุ่มหนึ่งไร้ที่พัก พวกเขามีทั้งหมดสิบสองคน เสี่ยวเอ้อมาถามว่าเราจะรังเกียจให้คนกลุ่มนั้นพักด้วยได้หรือไม่” หัวหน้าผู้คุ้มกันของเขากระซิบบอก
ชายหนุ่มกวาดตามองคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่หน้าประตูทางเข้า เสื้อผ้าที่คนเหล่านั้นสวมใส่ล้วนตัดเย็บอย่างประณีต ท่วงท่าหรือก็องอาจขึงขัง
กระบี่ในมือล้วนเป็นแบบเดียวกันและไม่ปรากฏให้เห็นนอกเมืองเสียนหยางบ่อยนัก เขาเพียงมองปราดเดียวก็รู้ว่าคนเหล่านี้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา
กระบี่ในมือคนเหล่านั้น ทำให้ภาพความทรงจำในอดีตผุดขึ้น ภาพที่เขากับมารดาเคยถูกเหล่าราชองครักษ์ตามล่า
เขา...ไหนเลยจะไม่รู้ถึงฐานะของคนเหล่านี้
“ที่นี่กว้างขวางเพียงพอ เรามีกันทั้งหมดสิบห้าคนให้แยกมาฝั่งซ้าย ส่วนฝั่งขวาก็ให้พวกเขาพักเถิด” เฉินเซวียกล่าวจบก็ขยับพื้นที่ให้
บุรุษคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของผู้มาใหม่รับรู้จึงก้าวเข้ามาหาเขา “ขอบคุณท่านมาก คงต้องรบกวนแล้ว” เอ่ยจบก็หมุนกายจากไปนัยว่าคงไปพาคนที่เหลือเข้ามา
ในยามที่คนกลุ่มใหม่เข้ามายังที่พัก เสียงพูดคุยและการเคลื่อนไหว บวกกับกลิ่นบางอย่างที่ปะปนมาในอากาศ ทำให้เฉินเซวียขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกไม่สบายใจ
เสี่ยวลู่จื่อเข้ามาสะกิดนายของตน “นายท่านพวกเขามีคนเจ็บขอรับ ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีหมอ”
“พูดให้น้อยชีวิตจึงจะยืนยาว” เฉินเซวียบอกคนของตนเสียงเบา เขาหันไปสบตากับหัวหน้าผู้คุ้มกัน ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ
ในสถานการณ์ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใครเช่นนี้ ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยงปัญหาจะดีกว่า ยิ่งในยามที่เดินทางต้องพานพบชาวยุทธ์มากมาย ย่อมเป็นการดีหากหลีกเลี่ยงความบาดหมาง
ภายใต้เสียงฝนสาดซัด เฉินเซวียมองไปยังเงาร่างที่ถูกโอบล้อม คนเจ็บที่หมดสตินั้นถูกประคบประหงมเป็นอย่างดี ใบหน้ากังวลของเหล่าองครักษ์ทำให้ชายหนุ่มครุ่นคิด
เขากำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวง หลังจากกาลเวลาผ่านไปห้าปี แม้แผ่นดินกำลังผลัดเปลี่ยนเพราะข่าวลือเรื่องจักรพรรดิสิ้นพระชนม์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรยืนยันได้ว่าจักรพรรดิพระองค์ใหม่ จะไม่เป็นดังเช่นฉินฉื่อหวางตี้ที่เอาแต่หมกมุ่นกับยาอายุวัฒนะ
“ที่นี่ไม่มีหมอสักคน”
“อะไรนะ!”
“เช่นนี้เราจะทำเช่นไรดี องค์ชายทรง...
“หุบปากของเจ้าเสีย”
หญิงสาวยืดตัวขึ้นและอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอทำอย่างนั้นก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ กระทั่งต้องขดตัวลงไปนั่งพิงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก“ระวังหน่อย เจ้าบอบช้ำมากขยับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”“จิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงใดหรือ”คิดถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง แม้เรื่องดีๆ มีมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นกลับเป็นเรื่องของความโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษต่างๆ วิธีการประหาร การสั่งเผาตำราและฆ่าบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็นและที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีที่สุด เห็นจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ตั้งตระหง่าน กระทั่งคนรุ่นหลังเองก็ได้ประจักษ์แก่สายตาต้องเสียเลือดเนื้อและแรงกายของผู้คนมากมายเพียงใด จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้...“อันที่จริงแล้ว”เฉินเซวียไม่ใคร่จะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว เขาเห็นนางนั่งเหม่อลอยครุ่นคิด เพียงแค่ได้รู้ว่าฉินฉื่อหวางตี้คือจักรพรรดิจึงได้แต่อ้ำอึ้ง“ตอนนี้กำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน จักรพรรดิเพิ่งจะทรงสิ้นพระชนม์”หญิงสาวกะพริบตามองเขา จำได้ว่าช่วงที่วุ่นวายที่สุดก็คือตอนนี้ “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชสำนักวุ่นวาย ทำไมเล
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็พลันนึกขึ้นได้...ดินเนอร์หรูในร้านอาหารเหนือจุดชมวิววันนั้นมีผู้หญิงท้องมาประกาศตัวว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของแฟนที่คบกันมานาน เพราะเสียใจมากดังนั้นจึงขับรถออกมาจนเกิดอุบัติเหตุตอนที่ครุ่นคิดสายตาหรือก็มองเห็นสองมือของตัวเองที่กำสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ดวงตาคู่งามกะพริบมองเขา ความเก้อกระดากวาบผ่านดวงตา ก่อนที่จะรีบหลบสายตาคมกริบที่คล้ายอ่านใจผู้คนได้ของเขา“เจ้าหมดสติไปหลายวันแล้ว นั่งพิงหลังนิ่งๆ สักครู่อาจรู้สึกดีขึ้น” เขาพูดเป็นเชิงถาม และรอกระทั่งหญิงสาวพยักหน้ารับขยับนิดเดียวหญิงสาวยังต้องสูดลมหายใจ พร้อมกับหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด นับประสาอะไรกับการที่เขาพยุงนางเพื่อให้นั่งพิงหมอนแทนพิงร่างสูงของตนเล่าแม้เฉินเซวียจะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่อ่อนแอจนถึงที่สุดก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดีเมื่อเห็นแล้วว่าคนตรงหน้านั่งได้อย่างมั่นคง เฉินเซวียเอนตัวไปคว้าถาดไม้ซึ่งวางอยู่ไม่ไกลมาวางยังขอบเตียง ข้าวของซึ่งติดตัวหญิงสาวมายังคงอยู่ครบ แม้ว่าเสื้อผ้าของนางจะถูกเขาตัดออกเพราะช่วยชีวิตสำคัญกว่าหญิงสาวมองข้าวของเหล่านั้นด้วย
เสี่ยวลู่จื่ออ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า หลังจากย้ายเข้ามายังบ้านเช่าซึ่งนายท่านโจวจัดหาเอาไว้ให้ เขาก็ออกไปส่งเหล่าผู้คุ้มกัน กระทั่งกลับมาพบว่าผู้เป็นนายยังคงง่วนอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าที่บาดเจ็บไม่ได้สติภาพที่เห็นคือนายท่านของเขากำลังป้อนยาหญิงสาวอย่างใจเย็นนายท่านบอกผู้อื่นว่าแม่นางที่พามาด้วยคือคู่หมาย ทั้งนี้ยังอ้างว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป เพราะแคว้นฉินกำลังไว้ทุกข์ทั่วหล้า เขาได้แต่เออออและไม่กล้าเอ่ยถาม เพียงทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดมองดูหญิงสาวร้องไห้ทั้งที่ไม่ได้สติ สองมือรวบกำสาบเสื้อของผู้เป็นนายเอาไว้แน่น เขายังไม่ตกตะลึงเท่าความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายกอดประคองหญิงสาวแปลกหน้าเอาไว้ ทั้งยังคอยกระซิบปลอบโยนให้นางสงบลงนานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นผู้เป็นนายมีท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้...“เรียบร้อยดีหรือไม่” เฉินเซวียเอ่ยถามโดยไม่ได้หันไปมองคนของตนเสี่ยวลู่จื่อสะดุ้งเล็กน้อยจากนั้นจึงหันสายตาไปอีกด้าน พยายามไม่มองผู้เป็นนายกำลังแกะมือของหญิงสาวออกจากสาบเสื้อ“ผู้คุ้มกันทั้งหมดจากไปแล้วขอรับ ข้าเพิ่งสำรวจข้าวของและจัดวางของจำเป็นของท่านเอาไว้ยังห้องอีกฟาก”“ท่านป้าหวังมาแล้วหรือยัง” ท
นับจากพามารดาหลบหนีออกมาจากเสียนหยางครานั้น ตัวเขานับว่าห่างหายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษและสตรีมานาน แม้ว่าพานพบอิสตรีมามากหน้าหลายตา อีกทั้งทุกนางล้วนงดงามอรชรอ้อนแอ้น หากแต่เขากลับไม่ได้มีความรู้สึกอยากแตะต้อง ดังเช่นที่มีให้หญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้...นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกต้องตาสตรีสักคนทันทีที่พานพบ“นายท่าน” เสียงของเสี่ยวลู่จื่อทำให้เฉินเซวียตื่นจากภวังค์“เสร็จแล้วข้าจะออกไปเอง ยาที่ข้าสั่งให้เคี่ยวได้ที่แล้วหรือยัง”“ยังขอรับ ข้านำผ้าพันแผลมาเพิ่มให้เผื่อท่านต้องใช้เพิ่ม”“ไม่ต้องแล้ว นำเสื้อผ้าของข้ามาอีกสักชุดเถิด”สิ่งที่ไม่ควรเห็นก็เห็นจนสิ้น ทั้งยังก้าวข้ามช่องว่างระหว่างบุรุษและสตรีไปแล้ว เรื่องที่ไม่ควรทำเขาล้วนลงมือด้วยตัวเอง เพราะไม่อาจปล่อยให้นางเสียเลือดมากไปกว่านี้อะไรที่ไม่ควรแตะต้องเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะบาดแผลของนางมีอยู่ทั่วตัว ทั้งหมดนั้นเขาทำในฐานะหมอคนหนึ่งที่รักษาคนเจ็บ แม้หลายครั้งไขว้เขว แต่ก็นับว่ายังคงรั้งตัวเองกลับมาได้ ดังนั้นตอนนี้ความภูมิใจในตัวเองจึงยังคงหลงเหลืออยู่เมื่อรับเสื้อผ้าชุดใหม่ของตนมาจากเสี่ยวลู่จื่อ เฉินเซวียจึงใช้ผ้าผูกตาตั
เฉินเซวียทำเช่นนั้นทั้งที่รู้ฐานะของคนเจ็บ เพียงเพื่อรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสมเท่านั้น ในยามนี้ราชสำนักแคว้นฉินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดยังคงไม่กระจ่าง ดังนั้นจึงยังไม่อาจวางใจที่จะสร้างบุญคุณและความแค้นอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายพระองค์ใดก็ตามเมื่อนึกได้ว่าวันพรุ่งนี้ก็จะเข้าประตูเมืองเสียนหยาง เฉินเซวียได้แต่หลับตาลง พร้อมกับก้าวลงไปในน้ำที่ลึกกว่าเดิมเขาอยากปล่อยให้หัวใจที่เคร่งเครียดกลับมาเยือกเย็น ปล่อยให้สายน้ำดับความสับสน และความวุ่นวายในใจ หลังจากที่เขาได้ตัดสินใจช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง คนที่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไป โดยที่เขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้และคาดเดาเลยว่ามันจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว ทำให้จำต้องแหงนหน้าขึ้นมองที่สูง เหนือศีรษะที่ว่างเปล่าบัดนี้กลับมีแสงสว่างหมุนวนเป็นวงกลมเฉินเซวียเลิกคิ้วมองด้วยความตกตะลึง กลางแสงสว่างนั้นมีบางอย่างกำลังร่วงลงมา ทั้งยังร่วงลงมาในระยะประชิด ยังไม่ทันได้ส่งเสียงหรือขยับ ‘ของ’ สิ่งนั้นก็ตกลงไปบนผืนน้ำตรงหน้าเขา กระทั่งแรงกระแทกทำให้น้ำสาดเข้ามายังใบหน้าของเขาที่ยังคงตื่นตะลึง“นะ นี่มันอะไรกัน...”อาร
“ที่บอกว่าใช่ก็เพราะสาเหตุที่พิษกำเริบมาจากสิ่งที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับ ส่วนที่บอกว่าไม่ใช่ก็เพราะหากมิใช่ว่าในร่างกายมีพิษอีกอย่าง พิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับก็จะไม่แสดงผล”มองดูใบหน้าสงสัยของหลายคน เฉินเซวียเพียงยิ้มบางและอธิบายออกมาอย่างใจเย็น“พิษชนิดนี้เรียกว่าพิรุณหนึ่งราตรี เป็นพิษสองชนิดที่ใช้เวลาในการสั่งสมในร่างกาย ชนิดแรกคือพิษจากดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่าดอกปู้กุ้ยฮวย พิษชนิดนี้ไม่ร้ายแรงแต่จะมีผลต่อหัวใจ ที่เห็นชัดคือจะทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า หัวใจเต้นอ่อน แต่หากได้รับในปริมาณเท่ากัน นานวันเข้าหัวใจก็จะรับไม่ไหวจนหยุดเต้นในที่สุด แต่หากได้รับเพียงระยะหนึ่งทั้งยังปริมาณไม่มากย่อมไม่แสดงผล ในทางกลับกันหากทันทีที่พิษชนิดนี้ผสมเข้ากับยางซึ่งได้มาจากต้นระฆังแดง มันก็จะกลายเป็นพิรุณหนึ่งราตรีที่ค่อยๆ กลืนกินชีวิตในสิบสองชั่วยาม”“สิบสองชั่วยามหรือ” น้ำเสียงนั้นสั่นขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม“ดูจากบาดแผลแล้วคงผ่านมาหลายชั่วยามกระมัง ข้าฝังเข็มและให้ยาระงับพิษไปแล้ว ยืดเวลาให้ท่านได้อีกหกชั่วยาม ...เสี่ยวลู่จื่อ”“ขอรับนายท่าน”“ไปขอหมึกกับกระดาษจากเสี่ยวเอ้อมาเถิด”“ข้







