LOGINบทที่ 22 เรื่องน่ายินดี2
ห้องโถงกลางเรือนใหญ่
หลังจากจัดการตัวเองเรียบร้อย ซูเม่ยก็เข้าโอบอุ้มบุตรทั้งสามวนเวียนจนครบทั้งสามคน เจ้าก้อนแป้งทักทายมารดาจนเหนื่อยอ่อนจนไม่อาจฝืนลืมตาเฝ้ามารดาต่อได้แล้วค่อยๆหลับคอพับไปทีละคน จึงปลีกตัวมาพบแขกสำคัญที่ปักหลักไม่จากไปไหน
“ตวนมู่ซูเม่ยคารวะท่านลุงรองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยที่มาถึงโถงกลางก็พบบุคคลแปลกหน้าที่คาดว่าจะเป็นคนจากแคว้นหนาน ชายวัยกลางคนคงเป็นพี่ชายคนรองของท่านพ่อตามที่ได้รับสารในระหว่างการเดินทางกลับจากสำนักแพทย์โอสถกลาง
“ตามสบายเถิดคนในครอบครัวเดียวกัน” ท่านชายรองเอ่ยอย่างใจดี หลานสาวคนนี้ได้ยินแต่ชื่อมาหลายวันเพิ่งเจอตัวจริง รูปโฉมงดงามสมคำล่ำลือและสง่างามแข็งแกร่งคล้ายเสด็จแม่ยิ่งนัก
“เจ้าค่ะท่านลุงรอง” ซูเม่ยเงยหน้าขึ้นมองใบหน้านั้นให้ชัดเจน พบว่าท่านลุงรองผู้นี้ละม้ายคล้ายบิดาของนาง แต่ทว่าท่านพ่อจะคมเข้มกว่า ส่วนท่านลุงรองออกจะไปทางหน้าหวานคงจะเหมือนเสด็จย่ากระมัง
“ส่วนนี่ ‘หนานลู่เจ๋อ’ บุตรชายคนโตของท่านลุงใหญ่ หลานต้องเรียกว่าพี่ชายใหญ่” ซูเม่ยมองไปทางพี่ชายใหญ่ที่คมเข้มเคร่งขรึมแบบชายชาตินักรบ
“ยินดีที่พบเจอน้องหญิงสี่” ท่านชายหนานลู่เจ๋อสนใจน้องสาวผู้นี้มาหลายวันจากการสำรวจจวนตระกูลตวนมู่ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่แปลกใหม่มักมาจากความคิดของน้องสาวผู้นี้ทั้งนั้น
‘นางตัวเล็กถึงเพียงนี้แต่กลับต้องดิ้นรนมากกว่าบุรุษหลายร้อยเท่า’ เขาต้องดีกับน้องสาวผู้นี้ให้มากเสียหน่อย
“ส่วนอีกคนเป็นบุตรชายคนโตของลุงรองเอง ‘หนานลู่เสียน’ เรียกพี่ชายรอง” ซูเม่ยพยักหน้าเคารพเบาๆ เฉกเช่นที่ทำกับพี่ชายใหญ่ จึงได้รับรอยยิ้มบางๆกลับมาจากพี่ชายคนรองที่ดูจะคล้ายบัณฑิตเช่นบิดามากกว่าการจับดาบต่อสู้เช่นพี่ชายใหญ่
สำหรับหนานลู่เสียนก็รู้สึกทึ่งในความสามารถของน้องหญิงสี่คนนี้ไม่ได้ เบื้องหลังจวนตระกูลตวนมู่ที่ใหญ่โต เป็นเพียงหญิงสาวที่อายุน้อยกว่าเขาเพียงปีเดียว จากที่ฟังความเป็นมาของครอบครัวท่านอาเล็กที่ชะตาชีวิตยากลำบากค่อนไปทางยากไร้ สิ่งที่เด็กสาวคนหนึ่งประสบพบเจอช่างเลวร้าย ไหนจะเด็กน้อยวัยเพียงไม่กี่หนาวอีกสองคนที่ถูกทารุณกรรมจากคนที่เรียกตนว่าเป็นครอบครัว
“การทดสอบของลูกเป็นเช่นไรบ้าง ไม่ยอมเล่าผ่านจดหมาย” ลี่หยางเปิดบทสนทนาเรื่องที่บุตรสาวหายไปหลายเดือนเพื่อทำมัน แต่ไม่ยอมส่งข่าวว่าผลเป็นเช่นไร
“เอ่อ...ลูก ไม่ได้เป็นแพทย์โอสถขั้นสูงเจ้าค่ะ” ซูเม่ยแสร้งทำเป็นก้มหน้าคล้ายคนผิดหวังแต่แอบยกยิ้มเบาๆ
“ไม่เป็นไรลูก ค่อยสอบใหม่ยังมีโอกาสอีกมาก” ลี่หยางเมื่อเห็นท่าทีผิดหวังของบุตรสาวก็พูดให้กำลังใจ พร้อมกับเข้าไปโอบกอด
“ใช่ พ่อของหลานกล่าวได้ถูกต้องแล้ว หลานอายุยังน้อย อย่างปรมาจารย์แพทย์โอสถเหลียงหวังเจาของแคว้นหนานกว่าจะมาถึงขั้นนี้ใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิต” ท่านชายรองเองก็กล่าวปลอบใจหลานสาวเช่นกัน มีเพียงอู๋เย่วจวนผู้เป็นมารดา ท่านชายหนานลู่เจ๋อ และท่านชายหนานลู่เสียนที่แอบเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของหญิงสาวที่ยังแสดงท่าทีราวกับลูกนกเปียกฝนก็มิปาน
“ฮะ...แฮ่ม!!! พูดความจริง ตวนมู่ซูเม่ย” อู๋เย่วจวนกดเสียงต่ำและมองไปยังบุตรสาวที่อยู่ในอ้อมแขนของสามี ซูเม่ยที่สัมผัสถึงความเยือกเย็นที่แผ่จากกายมารดาก็ส่งยิ้มแหยๆไปให้
“ท่านแม่ ลูกแค่แกล้งท่านลุงรองกับท่านพ่อนิดเดียวเองนะเจ้าคะ” ซูเม่ยโอดครวญเบาๆ
“นี่...แกล้งพ่อกับท่านลุงรองเล่นเหรอ” ลี่หยางรู้ตัวว่าเสียทีบุตรสาว ก็ยกมือขึ้นเคาะหน้าผากบุตรสาวคนโตไปหนึ่งที ส่วนท่านลุงรองอย่างหนานลู่ฉีได้แต่ส่วยหัวเบาๆกับความแสบของหลานสาวที่มีมุมซุกซนเช่นเด็กสาวทั่วไปเหมือนกัน
โป๊ก!!!
“โอ๊ย!!! เจ็บนะเจ้าคะ ก็.......” ซูเม่ยส่งเสียงร้องราวกับหัวแตกทั้งที่จริงแทบจะไม่รู้สึกอันใด ก่อนจะหยิบหยกแสดงฐานะแพทย์โอสถตั้งลงบนโต๊ะตรงหน้าทุกคน
“หยกนี่...หมายความว่าอย่างไรเหรอน้องหญิงสี่ที่พี่ชายรองเคยเห็นแพทย์โอสถขั้นต้นจะเป็นหยกเหลือง ขั้นกลางหยกเขียว ขั้นสูงหยกเขียวปนขาว ส่วนปรมาจารย์จะเป็นหยกขาวล้วน แต่หยกขาวปนทองเช่นนี้พี่ยังไม่เคยเห็น” ท่านชายหนานลู่เสียนที่มีความรู้เรื่องนี้อยู่บ้างเอ่ยถามขึ้นหลังจากเห็นหยกสัญลักษณ์ของสำนักแพทย์โอสถกลาง แต่สีกลับแตกต่างจากที่เคยรู้มา
“หยกนี้ แสดงฐานะ....เซียนแพทย์โอสถเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเมื่อได้รับสายตากดดันก็รีบบอก ไม่เช่นนั้นคงได้โดนฝ่ามือพิฆาตของท่านแม่มากินอีกเป็นแน่
“เซียนแพทย์โอสถ !!!!!” ทุกคน
“ซะ...เซียนแพทย์โอสถ นั่นมัน....” ท่านชานรองหนานลู่ฉีและท่านชายหนานลู่เสียนดวงตาเบิกโพลงอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่รับรู้มา
‘เซียนแพทย์โอสถเป็นคนตระกูลหนานของพวกเรา’ ทั้งสองที่รู้ความสำคัญของตำแหน่งนี้ดี ได้แต่มองหน้าซูเม่ยสลับกับตราหยกอย่างไม่อยากจะเชื่อ นางเป็นเพียงเด็กสาววัย 16 ย่าง 17 เท่านั้น
“เซียนแพทย์โอสถ... มีขั้นแพทย์โอสถนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ” ท่านชายหนานลู่เจ๋อที่ไม่ค่อยมีความรู้ในด้านนี้จึงถามขึ้น เพราะท่าทางของท่านอารองและน้องชายรองดูจะตกตะลึงกับตำแหน่งนี้นัก
“ในตำนานเล่าขานว่า...เมื่อระฆังบนหอคอยสำนักแพทย์โอสถกลางดังขึ้น 9 ครั้ง เซียนแพทย์โอสถปรากฏขึ้น และนำพาการแพทย์สู่จุดสูงสุด ซึ่งให้ถือบุคคลนี้เป็นอาจารย์เหนือยิ่งกว่าปรมาจารย์คนใด” ท่านชายรองหนานลู่ฉีเป็นผู้ไขข้อสงสัยของทุกคน
“จริงเหรอ น้องหญิงสี่” ท่านชายหนานลู่เจ๋อพอทราบความสำคัญของตำแหน่งนี้ก็หันไปถามน้องสาวคนใหม่ที่แสนจะน่าอัศจรรย์
‘หากเป็นเช่นนั้นจริง น้องสาวผู้นี้เกรงว่าจะต้องปกป้องให้ดีเสียแล้ว กองกำลังตอนนี้เพียงพอหรือไม่’ ท่านชายหนานลู่เจ๋อคิดวางแผนไว้ในใจ
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







