Mag-log inบทที่ 22 เรื่องน่ายินดี1
การเดินทางของซูเม่ยสิ้นสุดลง ขบวนเดินทางหยุดลงหน้าประตูจวนใหญ่ที่บัดนี้มีคนในครอบครัวรออยู่พร้อมหน้าพร้อมตา โดยเฉพาะเจ้าตัวอ้วนกลมทั้งสามที่ถูกท่านตาท่านยายอุ้มมารับมารดาเช่นนางที่หน้าประตูใหญ่ด้วย
ซูเม่ยมองไปยังครอบครัวและคนในจวนตระกูลตวนมู่ที่ไม่ได้เจอกันหลายเดือนด้วยความคิดถึง ประตูรถม้าอีกคันที่ตามหลังมาก็เปิดออกเช่นกัน บุรุษทั้งสองในรถม้าถูกประคองลงมายืนข้างๆ ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมองไปหน้าประตูจวนที่มีร่างบางของว่าที่ชินหวางเฟยของเขา และร่างเล็กๆของเด็กอีก....
‘ฝาแฝดสาม!!!!’ สารไม่ครบหรือคนอ่านสารบอกเขาไม่ครบกันแน่
‘เฟยฉี!!!!’ ชินอ๋องหนิงเฉิงได้แต่กัดฟันกรอดคาดโทษองครักษ์คนสนิทหนึ่งในสี่คนที่ทำผิดร้ายแรงอย่างยิ่ง
ยามนี้เขาได้แต่มองดู ไม่อาจเข้าร่วมวงสนทนานั้น แต่อีกไม่นานที่ข้างๆร่างบางของว่าที่ชินหวางเฟยจะต้องเป็นที่ของเขาเท่านั้น ไหนจะบุตรชายหญิงอ้วนกลมขาวอวบทั้งสามที่ช่างน่าฟัดแก้มย้วยๆนั่นอีก
เฟยเทียนที่เห็นท่านอ๋องมองภาพครอบครัวนิ่งงันไป และเสียงกัดฟันกรอดที่ดังมาถึงด้านข้างก็เข้าใจสภาพอารมณ์ของเจ้านายทันที
‘อาการหวงของกำเริบอีกแล้ว’
“ยินดีต้อนรับกลับบ้านเจ้าค่ะ/ขอรับ คุณหนูใหญ่”
ทุกคนในจวนตระกูลตวนมู่ต่างต้อนรับเจ้านายสาวอย่างพร้อมเพรียง รวมถึงบิดามารดาและน้องๆของซูเม่ยก็เข้ามาโอบกอดคนที่เพิ่งกลับมาถึงเช่นกัน โดยเฉพาะเจ้าก้อนแป้งทั้งสามที่ดีดตัวเข้าหามารดาอย่างคิดถึง
“แมะ แมะ แมะ” เสียงเล็กๆดังขึ้นจากอ้อมแขนของท่านตาท่านยาย เรียกรอยยิ้มให้กับมารดาของเด็กน้อยจนน้ำตารื้นขึ้นมาคลอขอบตา
“แม่ยังอุ้มตอนนี้ไม่ได้ ตัวแม่ไม่สะอาดรอก่อนนะเด็กดี” ซูเม่ยเอ่ยกับเด็กน้อยทั้งสามที่กำลังโดนขัดใจจนแสดงท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจ โดยเฉพาะเจ้าตัวแสบหยู่หลงที่ใช้มือทุบอกท่านตาที่ไม่ยอมปล่อยให้เข้าไปหามารดา
“พี่ใหญ่...เฟยเฟยคิดถึงพี่ใหญ่ที่สุดเลย” หลินเฟยที่ปลีกตัวจากบิดามารับพี่ใหญ่ที่หน้าจวน ดีใจจนกระโดดเข้ามากอดขาพี่สาวทันที
“เจียวเอ๋อก็คิดถึงมาก” ซูเจียวเองก็ไม่ยอมจับมือพี่สาวแนบแก้มนุ่มนิ่มของตัวเอง
“....” ส่วนซูเหวินได้แต่มองพี่สาวด้วยความคิดถึงเช่นกัน
“เข้าจวนก่อนเถอะลูก เดินทางมาเหนื่อยๆ” นายท่านลี่หยางที่เห็นว่าลูกๆคงพูดคุยกันยืดเยื้อไม่ได้เข้าจวนเสียที จึงเอ่ยขัดขึ้น
“เจ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ แล้วก็...น้องรอง น้องสามและน้องเล็ก พี่มีของมาฝากด้วยนะ” ซูเม่ยตอบรับคำของมารดาก่อนจะหันไปกระซิบบอกน้องชายและน้องสาวทั้งสอง แต่สายตากลับปะทะกับสายตาคมที่กำลังมองนางอยู่
“อ๊ะ...ท่านพ่อท่านแม่ ลูกลืมบอกไปว่ามีแขกมาพักที่จวนเราอีก 2 คน พวกเขาบาดเจ็บเล็กน้อยเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเมื่อเห็นสายตาดุนั่นก็นึกขึ้นได้ว่าหลงลืมผู้ใดไป
“ตายจริงลูกคนนี้...แล้วก็เพิ่งมาบอก ปล่อยให้คนเจ็บรอตั้งนานสองนาน” ฮูหยินอู๋เย่วจวนตีแขนบุตรสาวเบาๆ ที่เสียมารยาทละเลยแขกที่กำลังบาดเจ็บเช่นนี้
“ต้องขออภัยท่านทั้งสองด้วย ไม่ทราบว่า....” นายท่านลี่หยางจึงหันไปมองบุรุษทั้งสองอย่างเต็มตาก็รู้สึกถึงความไม่ธรรมดาสามัญของคนทั้งสอง โดยเฉพาะชายหนุ่มที่มีสายตาราวกับพยัคฆ์ ทั้งดุดันที่น่าเกรงขามและด้วยหน้าตาที่จัดว่ารูปงามแตกต่างจากบุรุษในเมืองหยางที่หาคนรูปโฉมเช่นนี้ได้ยากนัก
‘บุรุษผู้นี้ไม่ใจไม่ได้ ซูเม่ยยังเด็กอาจจะถูกล่อลวง’ นายท่านลี่หยางที่ออกอาการหวงบุตรสาวขึ้นมาอย่างกะทันหันเมื่อมีบุรุษตามบุตรสาวมาถึงเรือนเช่นนี้
“ข้ามีนามว่า ‘หยางหนิงเฉิง’ นายท่านตวนมู่ลี่หยางและฮูหยินไม่ต้องขออภัย ข้าเข้าใจเรื่องครอบครัวห่างหายเพิ่งได้พบเจอ” ชินอ๋องเมื่ออยู่ต่อหน้าบิดาของว่าที่ชินหวางเฟยก็เปลี่ยนเป็นบุรุษที่แสนอบอุ่น จนคนสนิทแทบจะตาพลิกขึ้นบน
‘ท่านอ๋องเปลี่ยนไป’ หากฮ่องเต้มาเห็นคงตรัสว่า ‘ตัวปลอม’ เป็นแน่
“และนี่ ‘เฟยเทียน’ คนติดตามสนิทของข้า คงต้องรบกวนตระกูลตวนมู่แล้วสักระยะแล้วขอรับ”
“คุณชายหยางเชิญพักรักษาตัวตามสบายจนกว่าจะหายดีเถิด จวนตระกูลตวนมู่ยินดีต้อนรับ” ฮูหยินอู๋เย่วจวนเอ่ยอย่างใจกว้างโดยไม่สนใจท่าทีสามีที่เริ่มออกอาการไม่อยากให้มีแขกบุรุษรูปงามในจวน
“พ่อบ้านใหญ่จาง เปิดเรือนรับรองแขกฝูหลง (ชบา) ให้คุณชายหยาง”
“ขอรับคุณหนูใหญ่”
“คุณชายหยางเชิญทางนี้ขอรับ” ชินอ๋องหนุ่มจำใจต้องเดินแยกไปอีกทางแม้อยากจะแอบดูบุตรชายหญิงทั้งสามของเขาอีกหน่อยก็ตาม คงต้องติดต่อสายที่แฝงตัวอยู่ที่นี่ให้ทำแผนผังจวนตระกูลตวนมู่มาให้เขาสักฉบับเสียแล้ว
ซูเม่ยเองก็แยกไปกับครอบครัวของนางเนื่องจากมีหลายอย่างที่ต้องพูดคุยเป็นการส่วนตัว แต่ท่านแม่กลับออกปากไล่นางไปชำระร่างกายเปลี่ยนอาภรณ์เสียใหม่ เพราะเจ้าก้อนแป้งทั้งสามโยเยอยากจะให้มารดาอุ้มเต็มที นางเองก็สงสารเจ้าก้อนแป้งจึงรีบไปจัดการตัวเองให้เสร็จก่อนจะคุยเรื่องสำคัญมากมาย
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง3สารจากจวนตระกูลตวนมู่ถูกส่งมาวังชินอ๋องเสมอ ทั้งที่ตอนนี้ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงมีงานรัดตัว เดินทางเข้าวังหลวงเป็นว่าเล่น และอยู่พูดคุยกับพระอนุชาจนดึกดื่นเสมอ แต่สารจากเมืองหยางไม่มีฉบับไหนที่ตกหล่นในขณะเดียวกันที่รับสารก็จะมีจดหมาย 1 ฉบับถูกส่งออกไป แม้จะไม่ได้รับการตอบกลับมาเลยสักครั้ง กว่า 20 วันที่ผ่านมาเขาส่งไปถึง 3 ฉบับด้วยกันแต่ไร้วี่แววการตอบกลับมา‘เฮ้อ... นางช่างใจแข็งยิ่งนัก’ชินอ๋องโอวหยางหนิงเฉิงเปิดสารฉบับปัจจุบันที่ถูกส่งมาถึงมือเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แต่กว่าเขาจะได้เปิดอ่านก็ปลายยามห้าย(23.00น.) ไปแล้ว มือหนาคลี่สารที่ถูกส่งมาจากคนของเขาในจวนตระกูลตวนมู่ ก่อนจะกวาดสายตามองตัวอักษรที่เขียนมา‘เตรียมออกเดินทางไปแคว้นหนาน’ ข้อความสั้นๆที่ถูกส่งมาแทบจะไม่อยู่ในสายตาของเขาตอนนี้ เพราะมีข้อความที่เขียนด้วยตัวอักษรขนาดเล็กแต่งดงามอยู่ตรงมุมกระดาษ‘โรงน้ำชาเฟยหย่าตอบได้ทุกอย่าง ท่านต้
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง2“เรียนคุณหนูใหญ่ คุณชายหยางทิ้งจดหมายฉบับนี้ไว้จ่าหน้าซองถึงคุณหนูเจ้าค่ะ” สาวใช้จากเรือนฝูหลงเข้ามาถึงก็กล่าวรายงานตามหน้าที่ทันที“เขาไปแล้ว?” ซูเม่ยมองจดหมายที่อยู่ในมือสาวใช้ก่อนจะเอ่ยคำถามที่นางก็พอจะรู้คำตอบอยู่แล้ว“น่าจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ ภายในเรือนไม่เหลือสิ่งของของคุณชายแล้ว”“อืม วางจดหมายไว้แล้วกลับไปทำหน้าที่เดิมของเจ้า ส่วนเรือนฝูหลงปิดไว้ดังเดิมค่อยทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอ”“เจ้าค่ะ” เมื่อเสร็จหน้าที่สาวใช้สาวน้อยก็หมุนตัวยอบกายจากไปทำตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายส่วนซูเม่ยก็หันกลับไปยุ่งกับการทำอาหารให้เจ้าก้อนแป้งโดยไม่ได้สนใจจดหมายฉบับนั้นมากนัก จนสาวใช้คนสนิทอย่างชิงชิงอดพูดบางอย่างขึ้นมาไม่ได้“คุณหนูจะไม่เปิดดูจดหมายจริงๆหรือเจ้าคะ” ชิงชิงที่มีใจเอนเอียงไปทางคุณชายหยางที่บางคราอาจจะดูเงียบขรึม แต่ยามอยู่กับเจ้านายสาวกลับอ่อนโยนยิ่งนัก
บทที่ 26 กลับเมืองหลวง1เรือนฝูหลงซูเม่ยยังคงมาตรวจดูอาการของแขกทั้งสองตามปกติ ซึ่งวันนี้ชีพจรของทั้งสองกลับเป็นปกติ พิษแมงมุมเลือดได้สลายหายไปจนหมดแล้ว ส่วนบาดแผลก็แห้งสนิทเหลือเพียงร่องรอยเล็กน้อยเท่านั้น“พิษสลายไปหมดแล้ว ส่วนบาดแผลทาโอสถในตลับนี้วันละครั้งก่อนนอนก็เพียงพอแล้ว” ซูเม่ยยื่นตลับโอสถ 2 ตลับให้ทั้งสองคน ชินอ๋องหนิงเฉิงยื่นมือมารับทั้งสองตลับไว้ด้วยตนเอง ก่อนจะมองหน้าเม่ยเม่ยของเขาให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง จดจำภาพของนางไว้ระลึกถึงยามที่คะนึงหานาง ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับเมืองหลวงไปจัดการพวกขุนนางที่กำลังทำเรื่องล้ำเส้นกันเกินไป“เม่ยเม่ย พี่คงต้องเดินทางกลับเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้” ชินอ๋องหนิงเฉิงพูดหย่งเชิงดูท่าทีว่านางมีความรู้สึกต่อเขาบ้างหรือไม่ หากเขาจากไป ซูเม่ยเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย“ขอให้พี่หนิงเฉิงเดินทางปลอดภัย” ชินอ๋องหนุ่ม
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก3“ฮูหยินหม่า นี่เป็นโอสถบรรเทาอาการปวดอักเสบของบาดแผล กินครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร” ซูเม่ยหันไปทางฮูหยินของท่านเจ้าเมืองที่ยืนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะมอบขวดโอสถที่นางปรุงขึ้นสำหรับท่านเจ้าเมืองโดยเฉพาะ เพื่อการสมานบาดแผลที่รวดเร็วขึ้นและไม่นานนักซูเม่ยก็ขอตัวกลับจวนโดยมีคุณชายหม่าที่อาสาไปส่งคุณหนูใหญ่ตวนมู่ด้วยตนเอง และถือโอกาสนี้ขออภัยการกระทำของเขาที่เสียมารยาทยิ่งนัก ซึ่งซูเม่ยเองก็ไม่ได้ติดใจอันใด เรียกว่านางไม่สนใจเสียยังดีกว่าส่วนคนที่หายไปตั้งแต่มาส่งซูเม่ยถึงจวนเจ้าเมือง ตอนนี้ยังสนทนากับสหายโดยที่ไม่รู้เลยว่ากำลังจะมีภมรตัวผู้แอบมาดอมดมดอกไม้ของเขา จนยามถึงจวนตระกูลตวนมู่จึงได้รับรายงานจากองครักษ์คนสนิทอย่างเฟยฉีที่ส่งให้คอยดูแลว่าที่หวางเฟยแต่ก็เป็นช่วงเวลาหลังจากนี้หลายชั่วยามแล้ว“มหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายเก็บหางไม่ไหวเสียแล้ว”กรอบ... เสียงจอกชาที่แตกล
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก2“เจ้ากรมการค้าฮั่วซางอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เจ้ากรมฮั่วมาขอพบข้าที่จวนรับรองขุนนาง ยื่นข้อเสนอเลื่อนขั้นแลกเปลี่ยนกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองหยางทั้งสองฉบับ รวมถึงข้อมูลของผู้สนับสนุนแผนงานนี้ ก่อนวันที่จะถวายงานนี้แก่ฮ่องเต้เพียง 1 วันเท่านั้น”“เจ้ากรมการค้าฮั่วเป็นหนึ่งในขุนนางฝ่ายมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายจินเจ๋อฮ่าว แผนพัฒนาเศรษฐกิจนี้กระทบกับเส้นทางการค้าของตระกูลจินไม่น้อย จึงดิ้นพล่านหาทางขัดขวางทุกทางสินะ”“แต่ข้า....ไม่ตกลง รุ่งขึ้นก็รีบเข้าถวายรายงานทันที ฮ่องเต้พอพระทัยแผนงานนี้มากจึงตรัสชมเชยในท้องพระโรง ทำให้ฝ่ายนั้นทราบว่าแผนงานนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลตวนมู่ แต่สิ่งที่สอดแทรกไปพระองค์ไม่ได้เอ่ยถึง แต่กลับเรียกข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เพราะอยากจะทอดพระเนตรของจริง” ท่านเจ้าเมืองหยางกล่าวด้วยความหนักใจ เพราะตระกูลตวนมู่เป็นตระกูลก่อตั้งใหม่ไม่ได
บทที่ 25 ปลอดภัยและเรื่องในราชสำนัก1กลางดึกคืนนั้นเป็นไปตามที่ซูเม่ยคาดการณ์ไว้ ท่านเจ้าเมืองหยางหม่าเนี่ยนเจินมีอาการไข้ขึ้นสูงจากพิษบาดแผลที่ฉกรรจ์หลายแผลโดยเฉพาะในช่องท้องที่มีการผ่าตัด แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของท่านหมอตงหยางที่เป็นหมอมาค่อนชีวิตก็สามารถทำให้ไข้ที่สูงลิ่วลดต่ำลงในยามรุ่งสาง แต่คนในจวนเจ้าเมืองไม่มีผู้ใดได้หลับตานอนเลย เนื่องจากกังวลในอาการป่วยไข้ของเจ้าของจวน โดยเฉพาะฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีไม่ห่างหวังว่าจะเห็นสามีลืมตาตื่นเสียทีปลายยามเฉิน (09.00 น.) ดวงตาของชายวัยกลางคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงค่อยๆเปิดขึ้นอย่างช้าๆ แต่ด้วยต้องปรับสายตาให้ชินกับแสงจึงยังเปิดตาได้ไม่เต็มที่นักแค่ก แค่ก แค่กเสียงไอแหบแห้งเบาๆจากคนบนเตียงเรียกสายตาของฮูหยินหม่าที่เฝ้าสามีอยู่ตลอดเวลาให้หันไปมองด้วยความตกใจปนยินดี นางไม่รอช้ารีบลุกเข้าไปชิดเตียงโดยไม่สนใจอาการอ่อนแรงจากการพักผ่อนน้อยของตัวเอง“ท่านพี่ ท่านพี







