LOGINงานเลี้ยงน้ำชา
ซ่งหลิงนั่งมองดูการเสแสร้งเข้าหากัน รอยยิ้มประดับใบหน้าแต่กลับส่งไปไม่ถึงดวงตา นางเบะปากเล็กน้อย เมื่อไหร่ฮองเฮาจะเสด็จมาก็ไม่รู้ นางปั้นหน้ายิ้มจนปวดกรามไปหมดแล้ว “คารวะท่านหญิงเจ้าค่ะ” มาอีกแล้ว ซ่งหลิงฉีกยิ้มการละครให้พวกนาง “วันนี้อากาศค่อนข้างที่จะร้อนไปสักนิดพวกเจ้าว่าหรือไม่” อืม นางไม่รู้จะพูดคุยเรื่องอะไร ลมฟ้าอากาศนี่แหละง่ายสุด “เจ้าค่ะ อากาศร้อนเช่นนี้มาหลายวันคาดว่าอีกไม่เกินสองราตรีฝนน่าจะตกนะเจ้าคะ” นางคือบุตรสาวเจ้ากรมการคลังเจียงชุนฮวา “หือ คุณหนูเจียงทราบได้อย่างไร” ซ่งหลิงไม่คิดว่าได้ยินคำตอบที่แตกต่างจากคนอื่นก่อนหน้า เพราะนางใช้วิธีนี้ถึงได้ไม่ใครอยู่คุยกับนาง “พี่รองของข้ามักจะออกไปทำการค้ากับท่านลุงสามอยู่บ่อยๆ ซึ่งแต่ละแคว้นจะมีสภาพอากาศแตกต่างกันไป หลังจากกลับมาข้ามักจะไปขอให้พี่รองเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังเสมอเจ้าค่ะ” ท่าทีและคำพูดของนางมีความเป็นธรรมชาติไม่ได้เสแสร้งเหมือนคนอื่น “เป็นเช่นนี้เอง นอกจากได้ทำการค้าแล้วยังได้ท่องเที่ยวไปด้วย” พวกนางนั่งคุยได้ไม่นานก็แยกย้ายกันกลับไปประจำ เพราะขันทีเข้ามาแจ้งว่าฮองเฮาใกล้เสด็จมาแล้ว ระหว่างนั่งรอก็มีละครขนาดย่อมให้ชมดูคั่นเวลา คุณหนูพวกนี้ก็ขยันสรรหาคำมาเปรียบเทียบ ซ่งหลิงส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เมื่อมีคุณหนูคนนึงเล่นบทดอกบัวขาวเจ้าน้ำตา นี่แค่ถามนางยังหลั่งน้ำตาขนาดนี้หากโดนตบขึ้นมาไม่สลบไปสี่ห้าวันเลยรึ เหอะ! ดูเอาเถิดมีตาหามีแววไม่คุณหนูผู้นั้นแค่มองออกถึงการเสแสร้งแกล้งทำจึงได้ทำไปเช่นนั้น ทว่านางกลับกลายเป็นนางร้ายในสายตาผู้คน น่าสงสารยิ่งนัก ไม่ยุติธรรมกับนางสักนิด ซ่งหลิงนั่งกินขนมจนจะหมดไปอีกจานแล้ว ฮองเฮายังไม่เสด็จมาเลย จะว่าไปนางยังไม่เห็นพี่น้องสกุลซ่งเลย ไม่มาหรือไม่น่าเป็นไปได้ ซ่งหลิงกวาดสายตามองก็ยังไม่เห็น หรือจะไม่มาจริงๆ ซ่งหลิงไม่น่าคิดถึงพวกนางเลย ตายยากจริงๆ เข้างานเวลานี้เพราะต้องการเป็นจุดสนใจงั้นรึ แปะ แปะ แปะ ซ่งหลิงปรบมือให้ในใจ ช่างสมกับเป็นบุตรีสกุลซ่งที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยซ่งฮูหยินจริงๆ ซ่งหลิงขมวดคิ้วเมื่อเห็นซ่งหนิงเอ๋อมองมาที่ตนราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง หือ ทำหน้าตาอะไรของเจ้ากันตลกจริง ต่อมาซ่งหลิงก็ต้องเลิกคิ้วมองอีกรอบ นางกำลังเดินมาทางนี้ เป้าหมายคือข้าอย่างชัดเจน เอาล่ะข้าจะร่วมแสดงละครกับเจ้าสักหน่อยก็ได้ “น้องหญิงรอง พี่สาวเห็นเจ้านั่งคนเดียวกลัวว่าเจ้าจะไม่มีเพื่อนคุย ให้ข้านั่งเป็นเพื่อนเจ้าดีหรือไม่” ซ่งหลิงเกือบกลั้นขำไม่อยู่เมื่อได้ยินเสียงของนาง ดัดเสียงได้น่าขันยิ่งนัก ซ่งหนิงเอ๋อเจ้าควรหันไปมองรอบตัวเจ้าบ้างว่าสีหน้าพวกนางเป็นอย่างไร “แฮ่ม คุณหนูใหญ่ข้าคงต้องปฏิเสธแล้ว ที่ตรงนี้จัดไว้เฉพาะบุคคลเท่านั้นไม่สามารถแทรกที่นั่งได้” ซ่งหลิงเห็นสายตาซ่งหนิงเอ๋อเหล่ไปมองที่นั่งทางด้านขวา นางจึงชิงพูดขึ้นก่อน “จริงสิ อีกเดี๋ยวองค์หญิงรองเสด็จมา ข้าก็มีเพื่อนคุยแล้วท่านไม่ต้องห่วงข้า” หวังว่าสมองของนางจะเข้าใจนะ ที่นั่งที่ว่างเว้นอยู่ล้วนแต่มีเจ้าของไม่ใช่ให้ใครนั่งได้ตามใจ ซ่งหนิงเอ๋อจากที่มีสีหน้าแดงก่ำด้วยโมโหที่ถูกปฏิเสธก็เปลี่ยนเป็นขาวซีด ยืนตัวแข็งทื่อ จนนางกำนัลต้องมาสะกิดพานางไปประจำที่ของตน พร้อมการประกาศการมาถึงของฮองเฮาและองค์หญิง “ถวายบังคมฮองเฮา ขอพระองค์ทรงเจริญพันปี พันพันปี” “ทุกคนลุกขึ้นตามสบายเถิด” องค์หญิงรองที่นั่งอยู่ข้างนางหันมายิ้มกล่าวทักทาย รอยยิ้มขององค์หญิงทำนางสังหรณ์ใจอย่างไรไม่รู้ “เอาล่ะ ที่เปิ่นกงจัดงานเลี้ยงน้ำชานี้ เพราะเพิ่งได้ชามาใหม่สองตัวเป็นของบรรณาการจากแคว้นซ่งทางใต้ จึงอยากให้ทุกคนได้ลิ่มรสชาติที่แปลกใหม่เช่นเดียวกับเปิ่นกง” พระนางพยักหน้าให้จินมามา นางก็บอกให้นางกำนัลยกชาตัวแรกไปก่อนตามด้วยชาที่สอง โดยสีของถ้วยชานั้นต่างกันทำให้แยกแยะได้ง่ายขึ้น “ทุกคนเชิญดื่ม” ซ่งหลิงที่กำลังเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุดก็ตาลุกวาวตั้งแต่ได้ยินว่ามีชามาใหม่แล้ว ยามนี้จึงได้จิบชาแต่ละถ้วยอย่างละเมียดละไม องค์หญิงรองมองผู้ที่จะมาเป็นพี่สะใภ้ของนางก็ปากมุมกระตุก ท่าทางต่างจากก่อนหน้าชัดเจน เหมือนนางจะมองเห็นอีกฝ่ายกระดิกหูกระดิกหางราวสุนัขตัวน้อยที่ได้ของเล่นใหม่ นางส่ายหน้าน้อยๆ “พี่สะใภ้ท่านชอบดื่มชามากเลยหรือ” คำว่าพี่สะใภ้ทำให้ซ่งหลิงเกือบพ่นชาออกจากปากดีที่ยับยั้งทัน แล้วกลืนมันลงคออย่างลำบาก “องค์หญิงรอง หม่อมฉันยังไม่ได้แต่งให้ไท่จื่อ เรียกท่านหญิง หรือซ่งหลิงเฉยๆ ก็ได้เพคะ” นางลอบปาดเหงื่อมองนางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ไม่นะ สังหรณ์ใจไม่ดีอีกแล้ว “ข้าซ้อมเรียกไว้ก่อนจะเป็นไรไป อีกเดี๋ยวก็ได้แต่งแล้วท่านไม่ต้องกังวล” นางชอบซ่งหลิงยิ่งนัก หากไม่ได้นางเป็นไท่จื่อเฟยของพี่สามที่เป็นไท่จื่อ เช่นนั้นก็เป็นชินหวางเฟยของพี่รองที่เป็นชินอ๋องก็ได้ ดีที่ซ่งหลิงไม่ได้ล่วงรู้ความคิดขององค์หญิงรองไม่เช่นนั้นละก็นางคงได้กระอักเลือดออกมาแน่ จะใครก็ไม่ดีทั้งนั้นสำหรับซ่งหลิง ฮองเฮาอยู่ร่วมงานไม่นานก็ออกไป พระนางยังให้นางกำนัลคนสนิทมาแจ้งนางอีกว่าก่อนกลับให้นางไปหาพระนางที่ตำหนักก่อน ซ่งหลิงไม่อยากอยู่นานกว่านี้ ยามนี้จึงกำลังมุ่งตรงไปที่ตำหนักหมู่ตานของฮองเฮา เบื้องหน้านางคือตำหนักใหญ่โตโอ่อ่า อันเป็นที่ประทับของเจ้านายสูงสุดในวังหลัง นางกำนัลที่เข้าไปรายงานก่อนหน้าก็ออกมาเชิญให้นางเข้าไปได้ “ถวาย…” “หลิงเอ๋ออย่าได้มากพิธี” ซ่งหลิงไม่ค่อยใจในสถานการณ์แบบนี้เลย เหตุใดวันนี้ถึงมีแต่คนแปลกๆ นางทำได้เพียงแค่คิดในใจ “เจ้านั่งลงก่อนสิ เจ้านี่นา จวนท่านหญิงของเจ้าไม่หนีหายไปไหนหรอก” พระนางเอ่ยหยอกล้อ ซ่งหลิงเจ้าเด็กคนนี้หากไม่ใช่งานเลี้ยงสำคัญหรือเฉพาะเจาะจงจนปฏิเสธไม่ได้ ก็ไม่มีทางปรากฎตัวออกมาหรอก “สองแม่ลูกสกุลซ่งยังคงมาก่อกวนเจ้าหรือไม่” นางเห็นเด็กคนนี้ในตอนที่ช่วยไทเฮาตอนนั้น นางคิดว่าซ่งหลิงเป็นเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่ซะอีก ตัวซ่งหลิงก็เล็กมากเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกันกับนาง หากไทเฮาและนางกำนัลไม่พูดยืนยันเป็นเสียงเดียวกันคงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นซ่งหลิงที่วิ่งเข้าไปรับศีรษะของไทเฮาที่ลื่นล้มหงายหลังไม่ให้กระแทกพื้นได้ทันท่วงทีทำให้พระนางไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง “สิบวันก่อนพวกนางมาหาหม่อมฉันที่จวนเพคะ” ซ่งหลิงไม่รู้ว่าที่นางพูดไปวันนั้นทำให้พวกนางล้มเลิกความคิดนั้นหรือไม่ หรือว่ากลับไปวางแผนทำอย่าง ดีที่ไท่จื่อไม่อยู่เมืองหลวงไม่งั้นคงวุ่นวายมากแน่ ไท่จื่อท่านอย่าเพิ่งกลับมานะให้ข้าได้มีชีวิตที่สุขสงบไปอีกสักพักนึงก่อ ซ่งหลิงหลับตาอ้อนวอนต่อเทพเจ้า “อ้อ จริงสิเปิ่นกงเกือบลืมไปเลย เมื่อเช้ามีจดหมายจากชายแดนส่งมาบอกว่าไท่จื่อหลิงซวนกำลังกลับมา” ตุ้ม!! เสียงกัมปนาทดังขึ้นในหัวนางทันทีที่ฟังจบ ไม่ใช่ว่านางเพิ่งจะอ้อนต่อเทพเจ้าไปหรอกรึ! ซ่งหลิงตอนนี้วิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว ฮองเฮารับสั่งสิ่งใดบ้างนางล้วนไม่ได้ยินและไม่อยากรับรู้ทั้งสิ้น สุดท้ายแล้วซ่งหลิงก็นำพาร่างกายอันห่อเหี่ยวบอบช้ำกลับมาถึงจวน เมื่อประตูจวนปิดสนิทนางเดินมาหยุดอยู่ที่ลานกว้างกลางจวน ก่อนที่จะ… อ๊ากกกกกกกกก!!! เสียงกรีดร้องระบายความอัดอั้นในใจของนางดังไปทั่วจวน บ่าวรับใช้ที่ใกล้บริเวณนี้ต่างพากันยกมือขึ้นปิดหู“ฮองเฮาเพคะ…” นางกำนัลคนสนิทวิ่งเข้ามาเข้าทำให้อดีตสาวงามอันดับหนึ่งหันกลับมองพร้อมขมวดคิ้ว “มีอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ เจ้าถึงได้วิ่งเข้ามาโดยไม่สนใจมารยาทเช่นนี้”“ขออภัยฮองเฮาเพคะ ตะ แต่ว่าไท่จื่อเพคะ ไท่จื่ออยู่ที่โถงรับรองด้านหน้าเพคะ”“ก็แค่ไท่จื่อ…”“จะ เจ้าว่าอย่างไรนะ” ฮองเฮาสาวเท้าออกจากห้องบรรทมอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าห้องโถงรับรอง นางก้าวช้าลง เบื้องหน้าปรากฎบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังจิบชาอยู่ เขามีความคล้ายฮ่องเต้แปดส่วน ใจของมารดาเต้นเร็วรัวเพราะนานมากแล้วที่ไม่ได้พบลูกชายจึงเกิดอาการประหม่าเล็กน้อย“หลิงซวน…”หลิงซวนเงยหน้าขึ้นมามองก็เห็นมารดากำลังร้องไห้ เขาจึงรีบลุกขึ้นไปคุกเข่าเบื้องหน้านาง“เสด็จแม่ ทำให้ท่านรอนานลูกอกตัญญูแล้ว” เขาก้มศีรษะจรดพื้นคำนับมารดา“ฮึก…ลูกแม่ เจ้ารีบลุกขึ้นแม่ไม่เคยโกรธเจ้า” นางเคารพการตัดสินใจของลูกชาย และพร้อมที่จะสนับสนุนเขาเสมอ “แม่ขอกอดเจ้าได้รึไม่” หลิงซวนไม่ได้ตอบกลับเป็นคำพูด แต่ใช้การกระทำแทน เขาเป็นฝ่ายเข้าไปโอบกอดมารดาและนั่นยิ่งทำให้พระนางร้องไห้หนักกว่าเดิม อ้อมกอดของมารดาอบอุ่นเสมอ เขาคิดในใจผ่านไปราวครึ่งเค่อพระนางถึงหยุดร้องแล
ตำหนักเทียนซวินที่ประทับของฮ่องเต้“ถวายบังคมเสด็จพ่อพะย่ะค่ะ”“หือ ไท่จื่อเจ้าจำทางกลับบ้านได้แล้วรึ ยังจำได้ด้วยรึว่าเราเป็นพ่อของเจ้า แล้วดูสภาพของเจ้าสิเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้…” ฮ่องเต้กวาดสายตามองโอรสของตนที่ไม่ได้พบกันนาน ก็ส่ายหน้าแต่ก็ไม่วายเอ่ยเย้า “อ้อ เป็นเพราะแม่นางอวี้สินะไม่ใช่สิ ตอนนี้นางแต่งให้แม่ทัพอวิ๋นแล้ว ควรเรียกว่าฮูหยินน้อยหรือฮูหยินแม่ทัพอวิ๋นสินะ”เซียวหลิงซวนเขาเพียงนั่งนิ่งไม่สนใจคำพูดของบิดา แม้ดูเหมือนว่าเขาไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้าง ทว่าหางตาของเขาลอบชำเลืองมองสำรวจบิดาว่ามีส่วนใดสึกหรอไปแล้วบ้าง ครั้นเห็นว่ายังอยู่ดีจึงละสายตากลับมาสังเกตภายในตำหนักแทนนานมากแล้วที่เขาไม่ได้กลับเมืองหลวง ตอนนั้นที่เขาตัดสินใจขอบิดาออกไปตรวจดูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นจริงส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็คือเขาอยากที่จะมีอิสระทำในสิ่งที่ตนอย่างจะทำก่อนที่จะไม่ได้ทำมัน เขาเป็นไท่จื่อวันข้างหน้าก็ต้องขึ้นเป็นฮ่องเต้ ต้องอยู่แต่ในวังหลวงไม่สามารถออกไปไหนได้ตามอำเภอใจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายอมรับว่าเป็นเขาเองที่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับเมืองหลวงสักทีความจริงเขาควรกลับมาตั้งแต่สามสี่ปีก่อน แต่เป็นเ
“หลิงเอ๋อ ไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามเปิ่นกงมาได้เลย” ฮองเฮาเห็นซ่งหลิงนั่งจ้องใบรายการอาหารรวมไปถึงสิ่งของอื่นๆ ที่จะใช้ในงานงานเลี้ยง ก็คิดว่านางคงมีบางอย่างที่ไม่เข้าใจสามวันแล้วที่นางต้องมานั่งทำเรื่องยุ่งยากเช่นนี้ วันแรกเป็นงานเลี้ยงต้อนรับการมาของรัชทายาทเซียวหลิงซวนจัดที่ตำหนักกลาง ส่วนงานที่สองเป็นงานพระราชสมภพจัดที่ตำหนักบูรพา ฮองเฮาทรงเรียกนางมาเพื่องานที่สองโดยเฉพาะ พระนางบอกว่าควรเรียนรู้เอาไว้เพราะวันหน้ายังมีงานอีกมากมายให้จัดการในฐานะพระชายาและว่าที่ฮองเฮาของแคว้นเป่ย พระนางช่างคิดการณ์ไกลนัก!“หม่อมฉันไม่เข้าใจทุกตรงเลยเพคะ ไม่สู้ฮองเฮาหาคนอื่นมาทำแทนหม่อมดีรึไม่เพคะ” ซ่งหลิงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ ในใจก็ร้องว่ารีบตอบรับเร็วเข้าเพคะ นางอยากกลับไปนอนจะแย่แล้ว“หลิงเอ๋อว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่ ฟังแม่ดีๆ นะ ไม่ ได้! ไม่ มี ทาง! วันสำคัญเช่นนี้จะปล่อยให้คนอื่นทำแทนได้อย่างไร หืม” คิดว่าข้าตีความหมายของเจ้าไม่ได้หรืออย่างไร คนอื่นที่เจ้าหมายถึงย่อมไม่ใช่กรมพิธีการ แต่เป็นคุณหนูจากจวนขุนนาง หึ ฝันไปเถอะ! ฮองเฮาได้แต่คิดในใจโดนตอบกลับเช่นนี้ซ่งหลิงได้แต่ยิ้มเจื่อน “ไม่แน่นะเพ
“ท่านหญิงปักผ้าคลุมขนจิ้งจอกให้ไท่จื่อดีหรือไม่เจ้าคะ ” ซ่งหลิงถูกเสี่ยวซีลากออกมาเลือกหาของขวัญให้กับคนผู้นั้น นางยังไม่เห็นความสำคัญของมันสักนิด คนเขามีทุกอย่างแล้ว ยังจะต้องนำอะไรไปให้เขาอีก“ซีเอ๋อวังหลวงไม่ขาดแคลนผ้าไหมชั้นดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเย็กปักต่างๆ พวกเขามีความประณีตมากกว่าข้านัก หาอย่างอื่นเถิด” ซ่งหลิงพูดเสียงเหนื่อยหลังจากวิ่งเข้าออกจนครบทุกร้านแล้วก็ยังไม่ได้สิ่งใดกลับมา ซ่งหลิงจึงคิดว่านางจะยอมสละต้นไม้ที่นางปลูกให้กับเขาสักต้นก็แล้วกัน ถึงแม้มันจะไม่มีมูลค่ามากมาย แต่มันกลับมีคุณค่าทางจิตใจเพราะซ่งหลิงเอาใจใส่ดูแลพวกมันเป็นอย่างดีศาลากลางน้ำอุทยานวังหลวง“หืม เจ้าว่าอย่างไรนะ ซ่งหลิงน่ะหรือจะยอมมอบต้นไม้ดอกไม้พวกนั้นให้ใครง่ายๆ” ขนาดพระนางเคยเอ่ยขอสักต้น ซ่งหลิงยังแยกเขี้ยวใส่นาง ซ้ำยังหลบหน้าหลบตาไปหลายวัน ยังมีครั้งหนึ่งฝ่าบาทแอบหยิบต้นไม้นางติดมือกลับวังมาด้วย ซ่งหลิงนางยังตามมาโวยวายอย่างไม่นึกเกรงกลัว แล้วนี่จะให้นางเชื่อได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายจะยอมมอบต้นไม้เหล่านั้นให้กับคู่หมั้น“จริงเพคะฮองเฮา หม่อมฉันไปแจ้งเกี่ยวกับกำหนดการกลับมาของไท่จื่อแก่ท่านหญิ
ตุบ! เพล้ง!ซ่งหนิงเอ๋อกลับจวนมาด้วยอารมณ์คุกรุ่น มาถึงเรือนของตนก็นำความโกรธไปลงที่ชุดน้ำชาแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะ มือสวยกำเข้าหากันแน่น ดวงตาแดงก่ำแฝงด้วยความร้ายกาจ“ซ่ง หลิง หากข้าไม่ได้เจ้าก็อย่าได้หวังว่าจะอยู่อย่างมีความสุข” นางเคยมีเคยได้ทุกอย่าง ทำไมคู่หมั้นของน้องสาวนางจะแย่งมาไม่ได้ นางเจอเขาก่อน ในเมื่อเจ้าไม่ยอมก็อย่าว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน ถีบตัวเองขึ้นมาจากโคลนตมได้ก็สามารถกลับไปอยู่เช่นเดิมได้เช่นกัน ข้าจะทำให้เจ้าเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้อีกเลย ซ่งหลิงน้องรัก!“คุณหนู…” สาวใช้คนสนิททำใจกล้าเดินเข้ามาเอ่ยเรียกเสียงเบาซ่งหนิงเอ๋อปรับเปลี่ยนแววตามาเป็นอ่อนโยน ยืดหลังตรงหันมาส่งยิ้มให้สาวใช้ “ข้าไม่เป็นไร เจ้าช่วยเก็บกวาดให้ทีข้าคงจะเหนื่อยเกินไปมือไม้จึงได้อ่อนแรงเช่นนี้”“เจ้าค่ะ” สาวใช้มองสิ่งของที่แตกกระจายอยู่บนพื้น นี่แน่ใจว่ามือไม้อ่อนแรง!เช้าวันถัดมาซ่งหลิงค่อนข้างอารมณ์ดี เมื่อคืนนางนั่งขบคิดหาวิธีอยู่ค่อนคืน จนได้ข้อสรุปว่ารอไท่จื่อกลับมาแล้วค่อยไปพูดคุยกับเขา นางเคยพูดคุยกับเขาอยู่บ้างในตอนนั้นก่อนที่เขาจะไปชายแดน ซ่งหลิงจำหน้าเขาได้แค่เลือนลางหากมีไท่จื่อมาช่วยยืนยันว
งานเลี้ยงน้ำชาซ่งหลิงนั่งมองดูการเสแสร้งเข้าหากัน รอยยิ้มประดับใบหน้าแต่กลับส่งไปไม่ถึงดวงตา นางเบะปากเล็กน้อย เมื่อไหร่ฮองเฮาจะเสด็จมาก็ไม่รู้ นางปั้นหน้ายิ้มจนปวดกรามไปหมดแล้ว“คารวะท่านหญิงเจ้าค่ะ” มาอีกแล้ว ซ่งหลิงฉีกยิ้มการละครให้พวกนาง“วันนี้อากาศค่อนข้างที่จะร้อนไปสักนิดพวกเจ้าว่าหรือไม่” อืม นางไม่รู้จะพูดคุยเรื่องอะไร ลมฟ้าอากาศนี่แหละง่ายสุด“เจ้าค่ะ อากาศร้อนเช่นนี้มาหลายวันคาดว่าอีกไม่เกินสองราตรีฝนน่าจะตกนะเจ้าคะ” นางคือบุตรสาวเจ้ากรมการคลังเจียงชุนฮวา“หือ คุณหนูเจียงทราบได้อย่างไร” ซ่งหลิงไม่คิดว่าได้ยินคำตอบที่แตกต่างจากคนอื่นก่อนหน้า เพราะนางใช้วิธีนี้ถึงได้ไม่ใครอยู่คุยกับนาง“พี่รองของข้ามักจะออกไปทำการค้ากับท่านลุงสามอยู่บ่อยๆ ซึ่งแต่ละแคว้นจะมีสภาพอากาศแตกต่างกันไป หลังจากกลับมาข้ามักจะไปขอให้พี่รองเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังเสมอเจ้าค่ะ” ท่าทีและคำพูดของนางมีความเป็นธรรมชาติไม่ได้เสแสร้งเหมือนคนอื่น“เป็นเช่นนี้เอง นอกจากได้ทำการค้าแล้วยังได้ท่องเที่ยวไปด้วย” พวกนางนั่งคุยได้ไม่นานก็แยกย้ายกันกลับไปประจำ เพราะขันทีเข้ามาแจ้งว่าฮองเฮาใกล้เสด็จมาแล้วระหว่างนั่งรอก็มีล
![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






