Masukงานเลี้ยงน้ำชา
ซ่งหลิงนั่งมองดูการเสแสร้งเข้าหากัน รอยยิ้มประดับใบหน้าแต่กลับส่งไปไม่ถึงดวงตา นางเบะปากเล็กน้อย เมื่อไหร่ฮองเฮาจะเสด็จมาก็ไม่รู้ นางปั้นหน้ายิ้มจนปวดกรามไปหมดแล้ว “คารวะท่านหญิงเจ้าค่ะ” มาอีกแล้ว ซ่งหลิงฉีกยิ้มการละครให้พวกนาง “วันนี้อากาศค่อนข้างที่จะร้อนไปสักนิดพวกเจ้าว่าหรือไม่” อืม นางไม่รู้จะพูดคุยเรื่องอะไร ลมฟ้าอากาศนี่แหละง่ายสุด “เจ้าค่ะ อากาศร้อนเช่นนี้มาหลายวันคาดว่าอีกไม่เกินสองราตรีฝนน่าจะตกนะเจ้าคะ” นางคือบุตรสาวเจ้ากรมการคลังเจียงชุนฮวา “หือ คุณหนูเจียงทราบได้อย่างไร” ซ่งหลิงไม่คิดว่าได้ยินคำตอบที่แตกต่างจากคนอื่นก่อนหน้า เพราะนางใช้วิธีนี้ถึงได้ไม่ใครอยู่คุยกับนาง “พี่รองของข้ามักจะออกไปทำการค้ากับท่านลุงสามอยู่บ่อยๆ ซึ่งแต่ละแคว้นจะมีสภาพอากาศแตกต่างกันไป หลังจากกลับมาข้ามักจะไปขอให้พี่รองเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังเสมอเจ้าค่ะ” ท่าทีและคำพูดของนางมีความเป็นธรรมชาติไม่ได้เสแสร้งเหมือนคนอื่น “เป็นเช่นนี้เอง นอกจากได้ทำการค้าแล้วยังได้ท่องเที่ยวไปด้วย” พวกนางนั่งคุยได้ไม่นานก็แยกย้ายกันกลับไปประจำ เพราะขันทีเข้ามาแจ้งว่าฮองเฮาใกล้เสด็จมาแล้ว ระหว่างนั่งรอก็มีละครขนาดย่อมให้ชมดูคั่นเวลา คุณหนูพวกนี้ก็ขยันสรรหาคำมาเปรียบเทียบ ซ่งหลิงส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ เมื่อมีคุณหนูคนนึงเล่นบทดอกบัวขาวเจ้าน้ำตา นี่แค่ถามนางยังหลั่งน้ำตาขนาดนี้หากโดนตบขึ้นมาไม่สลบไปสี่ห้าวันเลยรึ เหอะ! ดูเอาเถิดมีตาหามีแววไม่คุณหนูผู้นั้นแค่มองออกถึงการเสแสร้งแกล้งทำจึงได้ทำไปเช่นนั้น ทว่านางกลับกลายเป็นนางร้ายในสายตาผู้คน น่าสงสารยิ่งนัก ไม่ยุติธรรมกับนางสักนิด ซ่งหลิงนั่งกินขนมจนจะหมดไปอีกจานแล้ว ฮองเฮายังไม่เสด็จมาเลย จะว่าไปนางยังไม่เห็นพี่น้องสกุลซ่งเลย ไม่มาหรือไม่น่าเป็นไปได้ ซ่งหลิงกวาดสายตามองก็ยังไม่เห็น หรือจะไม่มาจริงๆ ซ่งหลิงไม่น่าคิดถึงพวกนางเลย ตายยากจริงๆ เข้างานเวลานี้เพราะต้องการเป็นจุดสนใจงั้นรึ แปะ แปะ แปะ ซ่งหลิงปรบมือให้ในใจ ช่างสมกับเป็นบุตรีสกุลซ่งที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยซ่งฮูหยินจริงๆ ซ่งหลิงขมวดคิ้วเมื่อเห็นซ่งหนิงเอ๋อมองมาที่ตนราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง หือ ทำหน้าตาอะไรของเจ้ากันตลกจริง ต่อมาซ่งหลิงก็ต้องเลิกคิ้วมองอีกรอบ นางกำลังเดินมาทางนี้ เป้าหมายคือข้าอย่างชัดเจน เอาล่ะข้าจะร่วมแสดงละครกับเจ้าสักหน่อยก็ได้ “น้องหญิงรอง พี่สาวเห็นเจ้านั่งคนเดียวกลัวว่าเจ้าจะไม่มีเพื่อนคุย ให้ข้านั่งเป็นเพื่อนเจ้าดีหรือไม่” ซ่งหลิงเกือบกลั้นขำไม่อยู่เมื่อได้ยินเสียงของนาง ดัดเสียงได้น่าขันยิ่งนัก ซ่งหนิงเอ๋อเจ้าควรหันไปมองรอบตัวเจ้าบ้างว่าสีหน้าพวกนางเป็นอย่างไร “แฮ่ม คุณหนูใหญ่ข้าคงต้องปฏิเสธแล้ว ที่ตรงนี้จัดไว้เฉพาะบุคคลเท่านั้นไม่สามารถแทรกที่นั่งได้” ซ่งหลิงเห็นสายตาซ่งหนิงเอ๋อเหล่ไปมองที่นั่งทางด้านขวา นางจึงชิงพูดขึ้นก่อน “จริงสิ อีกเดี๋ยวองค์หญิงรองเสด็จมา ข้าก็มีเพื่อนคุยแล้วท่านไม่ต้องห่วงข้า” หวังว่าสมองของนางจะเข้าใจนะ ที่นั่งที่ว่างเว้นอยู่ล้วนแต่มีเจ้าของไม่ใช่ให้ใครนั่งได้ตามใจ ซ่งหนิงเอ๋อจากที่มีสีหน้าแดงก่ำด้วยโมโหที่ถูกปฏิเสธก็เปลี่ยนเป็นขาวซีด ยืนตัวแข็งทื่อ จนนางกำนัลต้องมาสะกิดพานางไปประจำที่ของตน พร้อมการประกาศการมาถึงของฮองเฮาและองค์หญิง “ถวายบังคมฮองเฮา ขอพระองค์ทรงเจริญพันปี พันพันปี” “ทุกคนลุกขึ้นตามสบายเถิด” องค์หญิงรองที่นั่งอยู่ข้างนางหันมายิ้มกล่าวทักทาย รอยยิ้มขององค์หญิงทำนางสังหรณ์ใจอย่างไรไม่รู้ “เอาล่ะ ที่เปิ่นกงจัดงานเลี้ยงน้ำชานี้ เพราะเพิ่งได้ชามาใหม่สองตัวเป็นของบรรณาการจากแคว้นซ่งทางใต้ จึงอยากให้ทุกคนได้ลิ่มรสชาติที่แปลกใหม่เช่นเดียวกับเปิ่นกง” พระนางพยักหน้าให้จินมามา นางก็บอกให้นางกำนัลยกชาตัวแรกไปก่อนตามด้วยชาที่สอง โดยสีของถ้วยชานั้นต่างกันทำให้แยกแยะได้ง่ายขึ้น “ทุกคนเชิญดื่ม” ซ่งหลิงที่กำลังเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุดก็ตาลุกวาวตั้งแต่ได้ยินว่ามีชามาใหม่แล้ว ยามนี้จึงได้จิบชาแต่ละถ้วยอย่างละเมียดละไม องค์หญิงรองมองผู้ที่จะมาเป็นพี่สะใภ้ของนางก็ปากมุมกระตุก ท่าทางต่างจากก่อนหน้าชัดเจน เหมือนนางจะมองเห็นอีกฝ่ายกระดิกหูกระดิกหางราวสุนัขตัวน้อยที่ได้ของเล่นใหม่ นางส่ายหน้าน้อยๆ “พี่สะใภ้ท่านชอบดื่มชามากเลยหรือ” คำว่าพี่สะใภ้ทำให้ซ่งหลิงเกือบพ่นชาออกจากปากดีที่ยับยั้งทัน แล้วกลืนมันลงคออย่างลำบาก “องค์หญิงรอง หม่อมฉันยังไม่ได้แต่งให้ไท่จื่อ เรียกท่านหญิง หรือซ่งหลิงเฉยๆ ก็ได้เพคะ” นางลอบปาดเหงื่อมองนางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ไม่นะ สังหรณ์ใจไม่ดีอีกแล้ว “ข้าซ้อมเรียกไว้ก่อนจะเป็นไรไป อีกเดี๋ยวก็ได้แต่งแล้วท่านไม่ต้องกังวล” นางชอบซ่งหลิงยิ่งนัก หากไม่ได้นางเป็นไท่จื่อเฟยของพี่สามที่เป็นไท่จื่อ เช่นนั้นก็เป็นชินหวางเฟยของพี่รองที่เป็นชินอ๋องก็ได้ ดีที่ซ่งหลิงไม่ได้ล่วงรู้ความคิดขององค์หญิงรองไม่เช่นนั้นละก็นางคงได้กระอักเลือดออกมาแน่ จะใครก็ไม่ดีทั้งนั้นสำหรับซ่งหลิง ฮองเฮาอยู่ร่วมงานไม่นานก็ออกไป พระนางยังให้นางกำนัลคนสนิทมาแจ้งนางอีกว่าก่อนกลับให้นางไปหาพระนางที่ตำหนักก่อน ซ่งหลิงไม่อยากอยู่นานกว่านี้ ยามนี้จึงกำลังมุ่งตรงไปที่ตำหนักหมู่ตานของฮองเฮา เบื้องหน้านางคือตำหนักใหญ่โตโอ่อ่า อันเป็นที่ประทับของเจ้านายสูงสุดในวังหลัง นางกำนัลที่เข้าไปรายงานก่อนหน้าก็ออกมาเชิญให้นางเข้าไปได้ “ถวาย…” “หลิงเอ๋ออย่าได้มากพิธี” ซ่งหลิงไม่ค่อยใจในสถานการณ์แบบนี้เลย เหตุใดวันนี้ถึงมีแต่คนแปลกๆ นางทำได้เพียงแค่คิดในใจ “เจ้านั่งลงก่อนสิ เจ้านี่นา จวนท่านหญิงของเจ้าไม่หนีหายไปไหนหรอก” พระนางเอ่ยหยอกล้อ ซ่งหลิงเจ้าเด็กคนนี้หากไม่ใช่งานเลี้ยงสำคัญหรือเฉพาะเจาะจงจนปฏิเสธไม่ได้ ก็ไม่มีทางปรากฎตัวออกมาหรอก “สองแม่ลูกสกุลซ่งยังคงมาก่อกวนเจ้าหรือไม่” นางเห็นเด็กคนนี้ในตอนที่ช่วยไทเฮาตอนนั้น นางคิดว่าซ่งหลิงเป็นเด็กกำพร้าไม่มีพ่อแม่ซะอีก ตัวซ่งหลิงก็เล็กมากเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกันกับนาง หากไทเฮาและนางกำนัลไม่พูดยืนยันเป็นเสียงเดียวกันคงไม่มีใครเชื่อว่าเป็นซ่งหลิงที่วิ่งเข้าไปรับศีรษะของไทเฮาที่ลื่นล้มหงายหลังไม่ให้กระแทกพื้นได้ทันท่วงทีทำให้พระนางไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง “สิบวันก่อนพวกนางมาหาหม่อมฉันที่จวนเพคะ” ซ่งหลิงไม่รู้ว่าที่นางพูดไปวันนั้นทำให้พวกนางล้มเลิกความคิดนั้นหรือไม่ หรือว่ากลับไปวางแผนทำอย่าง ดีที่ไท่จื่อไม่อยู่เมืองหลวงไม่งั้นคงวุ่นวายมากแน่ ไท่จื่อท่านอย่าเพิ่งกลับมานะให้ข้าได้มีชีวิตที่สุขสงบไปอีกสักพักนึงก่อ ซ่งหลิงหลับตาอ้อนวอนต่อเทพเจ้า “อ้อ จริงสิเปิ่นกงเกือบลืมไปเลย เมื่อเช้ามีจดหมายจากชายแดนส่งมาบอกว่าไท่จื่อหลิงซวนกำลังกลับมา” ตุ้ม!! เสียงกัมปนาทดังขึ้นในหัวนางทันทีที่ฟังจบ ไม่ใช่ว่านางเพิ่งจะอ้อนต่อเทพเจ้าไปหรอกรึ! ซ่งหลิงตอนนี้วิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้ว ฮองเฮารับสั่งสิ่งใดบ้างนางล้วนไม่ได้ยินและไม่อยากรับรู้ทั้งสิ้น สุดท้ายแล้วซ่งหลิงก็นำพาร่างกายอันห่อเหี่ยวบอบช้ำกลับมาถึงจวน เมื่อประตูจวนปิดสนิทนางเดินมาหยุดอยู่ที่ลานกว้างกลางจวน ก่อนที่จะ… อ๊ากกกกกกกกก!!! เสียงกรีดร้องระบายความอัดอั้นในใจของนางดังไปทั่วจวน บ่าวรับใช้ที่ใกล้บริเวณนี้ต่างพากันยกมือขึ้นปิดหูหกปีต่อมา“ฮองเฮาเพคะ องค์ชายน้อยหนีออกไปวิ่งเล่นอีกแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีอุ้มองค์ชายวัยสี่หนาวเข้ามาพร้อมกับเอ่ยฟ้อง“หืม หลงเอ๋อไปเล่นที่ไหนมางั้นรึ” ซ่งหลิงรับบุตรชายมาจากเสี่ยวซีองค์ชายซบลงบนไหล่ของมารดาอย่างออดอ้อน “หลงเอ๋อ เพียงแค่ไปวิ่งเล่นที่อุทยานครู่เดียวเองพะย่ะค่ะ ไม่ได้หนี”“แล้วเหตุใดองค์ชาย ถึงไม่บอกกล่าวกับบ่าวก่อนล่ะเพคะ” “นั่นสิ…” นางยกมือลูบหัวเด็กน้อยอย่างรักใคร่“หากลูกบอกท่านน้าเสี่ยวซี ท่านน้าก็จะไม่ให้ไป”“เอาล่ะ แม่จะอนุญาตให้เจ้าออกไปวิ่งเล่นได้ทุกวันในช่วงเวลาพักแต่ต้องบอกกับท่านน้าเสี่ยวซีก่อนเข้าใจรึไม่อุทยานหลวงกว้างขวางทั้งยังมีสระน้ำที่ค่อนข้างลึกอีกด้วย หากว่าเจ้าเกิดพลัดตกลงไปจะทำอย่างไร แม่รักและเป็นห่วงเจ้ามากรู้รึไม่” ฟอด นางหอมแก้มบุตรชายอย่างเอ็นดู“พะย่ะค่ะ ท่านน้าเสี่ยวซี่ ท่านแม่อนุญาตแล้วเราไปกันเถิด” พูดจบก็ดิ้นลงจากตักมารดาแล้วรีบวิ่งออกไป จนเสี่ยวซีเกือบจะตามไม่ทันซ่งหลิงยกมือลูบท้องของตนที่ตอนนี้มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่รอวันลืมตาดูใต้หล้า นางเป็นไท่จื่อเฟยอยู่สองปี ฝ่าบาทก็สละราชสมบัติส่งมอบให้แก่ไท่จื่อ ยามนี้เขาเป็นฮ่องเต้ นางเป็นฮองเฮา แล
โจวซือเยว่ดื้อรั้นไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงยอมแพ้ซ่งหลิงง่ายๆ นางเองก็เป็นคุณหนูจากจวนขุนนางชั้นสูง ฐานะไม่ได้ด้อยไปกว่าซ่งหลิงเลยสักนิด อีกฝ่ายแค่โชคดีที่ได้หมั้นหมายกับไท่จื่อก่อนเท่านั้นนางไม่กลัวที่ผ่านมานางคอยหาเรื่องซ่งหลิงอยู่ตลอด แม้จะทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะมีฮองเฮาที่คอยช่วยเหลือซ่งหลิงอยู่หลังจากงานพระราชสมภพของไท่จื่อที่นางถูกไล่ออกมา นางจึงไปร่วมมือกับซ่งหนิงเอ๋อที่มีความแค้นกับซ่งหลิง นางค่อยๆ ตะล่อมอีกฝ่ายไปทีละนิด วางแผนกันอย่างลับๆวันที่นางรอคอยก็มาถึง วันงานเลี้ยงต้อนรับแม่ทัพอวิ๋น นางเลือกลงมือในวันนั้น ยาพิษเป็นซ่งหนิงเอ๋อที่หามาให้ นางซื้อคนที่โรงครัวได้อย่างแนบเนียน ซือเยว่ไม่ใช่ซ่งหนิงเอ๋อที่ทำอะไรอย่างสะเพร่าไม่รอบคอบ นางคอยระมัดระวังไม่ให้ถูกจับผิดใช้ชีวิตอย่างปกติมาตลอด“เจ้านำขนมจานนี้ไปส่งที่โต๊ะของท่านหญิงซ่ง อย่าให้โดนจับได้ล่ะ” นางปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด เมื่อกล่าวเสร็จก็หมุนออกไปทางด้านหลังใช้ความมืดพลางตัวเองไปยังห้องน้ำ และผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดที่ใส่เข้างาน ก่อนจะเดินออกมาและส่งถุงผ้าไปให้สาวใช้นำมันกลับไปเก็บที่รถม้าโจวซือเยว่มองสำรวจและจัดอาภรณ
วันเวลาดำเนินไปจนกระทั่งเข้าสู่วสันตฤดู หลิงซวนที่ตามตื้อนางมาตลอดเริ่มรับรู้แล้วว่านางใกล้จะเปิดใจให้เขาเช่นเดิมแล้ว“หลิงเอ๋อ พี่มารับเจ้าไปเที่ยวชมเทศกาลฤดูใบไม้ผลิด้วยกัน” พ้นเหมันต์มาแล้วแต่อากาศก็ยังคงเย็นอยู่ ในมือของหลิงซวนถือผ้าคลุมขนจิ้งจอกอย่างดีไว้ใส่ให้นาง ซ่งหลิงเริ่มมีรอยยิ้มกลับมาให้เขาบ้างแล้ว เขาต้องพยายามอีกนิด ไม่สิ ต่อให้ต้องพยายามไปทั้งชีวิตเขาก็จะทำเพื่อนาง“ท่านมาเร็วกว่าที่บอกหม่อมฉันไว้นะเพคะ” ซ่งหลิงยิ้มให้เขาเล็กน้อย ยืนนิ่งให้เขาใส่ผ้าคลุมให้ นางรับรู้และเห็นในสิ่งที่เขาตั้งใจทำมันมาตลอด คิดว่าหากวันใดวันหนึ่งนางยอมรับเขาเข้ามาในหัวใจอีกครั้ง ก็หวังว่าเขาจะเป็นหลิงซวนคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงทั้งสองเที่ยวเล่นกันอย่างมีความสุข ร่วมเล่นใบ้คำ เดินเข้าไปกินร้านบะหมี่ร้านโปรด ซ่งหลิงเดินถือขนมกินไปตลอดทาง พวกเขากำลังรอชมดอกไม้ไฟที่สะพานขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ตอนแรกหลิงซวนจะใช้วิชาตัวเบาพาไปที่นั่งชมบนหลังคาเสียด้วยซ้ำจะได้ไม่ต้องมาเบียดกับคนอื่น แต่ซ่งหลิงปฏิเสธนางอยากยืนดูตรงนี้ เขาได้แต่ตามใจนางไม่นานช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง ดอกไม้ไฟงดงามตระการตาถูกจุดขึ้นทั่วทุกพ
“ไท่จื่อ ท่านช่วยขยับออกไปได้รึไม่เพคะ” นางกำลังนั่งรถม้ากับเขาเข้าไปร่วมงานเลี้ยง สามวันที่ผ่านมาไท่จื่อเอาแต่ตามติดนางยิ่งกว่าปลิง นางไล่อย่างไรก็ไม่ไป นางด่าทอเขาไปมากมายเผื่อว่าเขาจะทนไม่ไหวแล้วรีบกลับไป แต่ความจริงเขากลับยืนยิ้มหัวเราะบอกให้นางด่าว่าเขาได้อย่างเต็มที่เลยตอนนี้ก็เหมือนกัน รถม้ากว้างขวางแต่เขากลับมานั่งเบียดนางนางกัดฟันพูด เมื่อเขาคว้านางเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด “ไท่จื่อ!”“หลิงเอ๋อ อยู่นิ่งๆ พี่หนาวได้กอดเจ้าแล้วอุ่นขึ้นเยอะเลย” วันนั้นเขาได้คำตอบชัดเจนแล้ว จึงได้กลับไปเผาถุงหอมทิ้งและเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างดี“ท่านมันไร้ยางอายเกินไปแล้ว ปล่อยข้านะ!”“ไม่ปล่อย พี่รู้ว่าเจ้าเองก็หนาวเช่นกัน กอดกันเช่นนี้แหละดีแล้ว”ซ่งหลิงดิ้นไปมาจนเหนื่อย จึงได้ปล่อยเลยตามเลยรถม้าวิ่งฝ่าหิมะเข้าสู่วังหลวง จนไปจอดอยู่ที่หน้าประตูที่จะผ่านเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ไป่เฮ่อถือร่มยืนรอไท่จื่ออยู่หน้ารถม้า วันนี้เสี่ยวซีไม่สบายจึงไม่ได้มากับนางหลิงซวนพยุงนางลงมาพร้อมกับจับมือนางไว้อย่างหวงแหน ราวกับกลัวว่านางจะหนีหาย หันไปรับร่มจากองครักษ์และก้าวเดินเข้าไปข้างใน“เรารีบเดินกันเถิด อากาศเย็น
หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาสิบวันแล้ว ซ่งหลิงกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่จะว่าปกติทั้งหมดก็ไม่ใช่ นางมีความสุขุม เย็นชามากกว่าเดิม ตอนนี้นางเข้ามาตรวจดูต้นไม้ของนางที่เก็บเข้ามาไว้ในโรงเรือน หิมะตกหนักมากเมื่อสี่วันที่ผ่านมา วันนี้ถือว่าตกเบากว่าเดิมบ่าวไพร่จึงรีบช่วยกับเก็บกวาดหิมะออกจากทางเดินซ่งหลิงไม่เห็นเขาอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น นางได้ยินมาว่าวันนี้กองทัพบูรพาเดินทางมาถึงเมืองหลวง เขาคงจะรีบออกไปต้อนรับอวี้เจินของกระมัง ไม่รู้ว่าวังหลวงจะจัดงานเลี้ยงต้อบรับรึไม่ หากจัดนางจะแสร้งป่วยดีหรือไม่ หึ ซ่งหลิงหัวเราะเย้ยหยันให้กับตัวเอง นางหลบหน้าวันนี้ วันหน้าก็ต้องพบเจออยู่ดี“ท่านหญิงอยู่ที่นี่เอง บ่าวหาตั้งนานเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีเข้ามาหาซ่งหลิงที่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ซ่งหลิงยิ้ม “มีอะไรงั้นรึ?”“บ่าวออกไปซื้อขนมมาให้ท่าน เห็นว่าคนออกมายืนตามถนนเยอะกว่าปกติจึงได้เข้าไปสอบถามได้ความว่ากองทัพบูรพาเดินทางกลับมาจากชายแดนเจ้าค่ะ” “อ้อ ข้าได้ยินมาบ้างแล้วล่ะ” ซ่งหลิงไม่ได้ว่าอะไรเพียงรับฟัง นางไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้อยู่แล้วเสี่ยวซีขมวดคิ้ว “ท่านหญิงได้ยินมาจากผู้ใดรึเจ้าคะ”“จากบ่าวไพร่ที่กลับมาจากต
ซ่งหลิงวิ่งกลับเข้าเรือนปิดประตูไม่ให้ใครเข้ามา นางอยากอยู่คนเดียว ที่ผ่านมานางคอยสังเกตเขาตลอด ทุกครั้งที่ไปทานอาหารด้วยกันเขาจะสั่งซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน นางเคยขอให้เขาตักให้แต่เขาบอกว่ามันรสชาติมันไม่ถูกปากนางแน่นอน เพราะซ่งหลิงไม่ชอบรสชาติแบบนี้ นางคิดว่าเขาเองก็ใส่ใจนางมากเช่นกัน เขาว่านางชอบไม่ชอบอะไรน่าสมเพชเสียจริง ปากบอกไม่ได้เห็นนางเป็นตัวแทนของสตรีผู้นั้นแล้วที่ผ่านคืออันใด นางไม่เชื่อเขาหรอก ขอเวลางั้นรึ เขากลับมาจากชายแดนได้เกือบสี่เดือนแล้วยิ่งสตรีผู้นั้นแต่งงานมีครอบครัวแล้วยิ่งต้องหักห้ามใจและรีบตัดใจเสียเขายืดเยื้อเพื่อสิ่งใดกัน หรือยังมีความหวังว่าจะได้นางมาครอบครองก๊อกๆ“ท่านหญิงเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้นรึเจ้าคะ” เสี่ยวซีกำลังต้มน้ำขิงอยู่ สาวใช้ที่ยกอาหารไปที่ห้องอาหารบอกว่าท่านหญิงวิ่งร้องไห้ออกมา ส่วนไท่จื่อก็มีใบหน้าที่เศร้าเสียใจและยังให้สาวใช้ห่ออาหารพวกนั้นให้เขาด้วย ก่อนจะเดินกลับออกไปซ่งหลิงร้องไห้ออกมาอยากหนักหน่วง นางไม่ได้ตอบสาวใช้ ภาพความทรงจำดีๆ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมันกำลังทำให้นางปวดใจนางขอเวลาแค่วันนี้วันเดียว พรุ่งนี้นางจะกลับไปเข้มแข็งเช่นเดิม แม้อา







