เข้าสู่ระบบสามวันต่อมาซ่งหลิงได้รับเทียบเชิญงานเลี้ยงน้ำชาจากฮองเฮา นางถอนหายใจออกมาเบาๆ งานน่าเบื่อนี่อีกแล้วนางไม่รู้ว่ามีสิ่งใดน่าสนุก เหตุใดเหล่าเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงถึงได้ชอบกันนัก นางไม่อยากไปแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ เอ๊ะ แกล้งป่วยดีหรือไม่ ฉับพลันภาพผู้คนยกโขยงกันมายามที่นางป่วยไข้ครานั้นแล่นเข้ามาในหัวสมอง ซ่งหลิงส่ายหน้าพัลวัน นางไม่เอาแล้ว วุ่นวายยิ่งนัก
“ท่านหญิง ฮองเฮาส่งช่างตัดเย็บมาเจ้าค่ะ” ซ่งหลิงกรอกตาไปมาพร้อมกับพยักหน้า ความรักใคร่เอ็นดูอันเกินกว่าเหตุนี้ นางไม่รู้จะทำอย่างไร เคยเอาแต่ใจ ดื้อด้าน อวดเบ่งอำนาจบารมี ซ่งหลิงทำมาหมดแล้ว ทว่ามันไม่ทำให้ความรักใคร่เอ็นดูในตัวนางลดน้อยลงกลับมีแต่จะเพิ่มขึ้น เสี่ยวซีได้แต่ส่งยิ้มให้กำลังใจไปให้คนที่อยากจะปฏิเสธก็ปฏิเสธไม่ได้ “คารวะท่านหญิงเจ้าค่ะ” หัวหน้าช่างตัดเย็บยอบกายคำนับนางอย่างนอบน้อมเป็นเพราะนางเป็นที่รักใคร่เอ็นดูของฮองเฮาทั้งยังเป็นพระคู่หมั้นของไท่จื่อ พวกนางจึงไม่อาจเสียมารยาท “ทุกท่านอย่าได้มากพิธี เรามาเริ่มกันเลยเถอะ” ซ่งหลิงรีบลุกขึ้นกางแขนรออีกฝ่าย รีบวัดแล้วรีบกลับไปเสีย “เจ้าค่ะ” พวกนางทำงานกันอย่างรวดเร็ว ซ่งหลิงถูกจับหมุนไปหมุนมา จนรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย หลังจากวัดตัวเสร็จก็ให้ซ่งหลิงเลือกสีผ้า สีที่นางโปรดปรานมีอยู่ไม่กี่สี ในฤดูคิมหันต์นี้ควรเลือกสีอ่อนสักหน่อย นางจึงเลือกสีฟ้าอ่อนที่ดูจะสะดุดตานางแต่แรกเห็นแล้ว “วันนี้มารบกวนท่านหญิงนานแล้วเช่นนั้นพวกเราคงต้องขอตัวกลับก่อน ส่วนชุดจะตัดเสร็จภายในเจ็ดไม่เกินนี้เจ้าค่ะ” “รบกวนทุกท่านแล้ว และก็ขอบคุณมากเช่นกัน วันนี้ทุกท่านคงเหนื่อยกันมามากแล้ว ข้าจะให้เสี่ยวซีไปส่งทุกท่านที่หน้าจวน” พูดเสร็จนางก็ส่งสายตาพยักหน้าให้สาวใช้ แล้วหันมาฉีกยิ้มหวานให้กับพวกนางที่ยืนรอบอกลาซ่งหลิง “ทุกท่านเชิญทางนี้เจ้าค่ะ” เสี่ยวซีรีบเข้ามาเชิญทุกคนออกไป เพราะเจ้านายดูเหมือนจะอดทนไม่ไหวแล้ว ฟุ่ว~ เสียงถอนหายใจดังขึ้นทันทีที่พวกนางออกไปหมด ซ่งหลิงทิ้งตัวลงบนตั่งอย่างหมดแรง ผู้ใดบอกว่ามียศฐานบรรดาศักดิ์แล้วสุขสบาย ผู้ใดบอกว่าได้ใกล้ชิดกับเชื้อพระวงศ์ดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ ไหนจะคู่หมั้นของนางที่เป็นไท่จื่ออีก นานมากแล้วที่นางไม่ได้พบเขา ซ่งหลิงอยากจะร้องไห้ รับมือกับบิดามารดาของเขาว่ายากแล้วยังต้องมารับมือกับบุตรชายที่ตอนนี้ไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้างอยู่ที่ชายแดน ซ่งหลิงอ่าซ่งหลิง นี่มันเวรกรรมอะไรของเจ้ากัน “ท่านหญิงเหตุใดถึงทำสีหน้าเช่นนั้นล่ะเจ้าคะ” เสี่ยวซีเดินเข้าพร้อมน้ำชาชุดใหม่ “เสี่ยวซี ข้าเหนื่อยทั้งยังเบื่อหน่ายยิ่งนัก ข้าอยากถอนหมั้นแต่ว่าความเมตตาของพระนางทำข้าลำบากใจ” “ท่านหญิงไม่ลองกราบทูลฝ่าบาทดูล่ะเจ้าคะ” เสี่ยวซีแม้ไม่อยากให้ท่านหญิงยกเลิกการหมั้นหมายที่ดีเช่นนี้ แต่นางก็เคารพการตัดสินใจของท่านหญิง “เสี่ยวซีใช่ว่าข้าไม่เคยกราบทูล แต่พระองค์ไม่เห็นด้วย ทั้งยังบอกอีกว่าไม่มีทางที่จะยกเลิกเด็ดขาด” ซ่งหลิงยังจำบรรยากาศเยียบเย็นวันนั้นได้ดี จึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับ “เช่นนั้น ท่านหญิงคงได้แต่ทำใจแล้วเจ้าค่ะ” “เราพักเรื่องนี้ไว้ก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ วันนี้บ่าวออกไปซื้อขนมร้านโปรดมาให้ท่านหญิงด้วย ไม่สู้เราออกไปนั่งเล่นที่ศาลาริมสระน้ำด้านหลังดีกว่านะเจ้าคะ” เวลาท่านหญิงอารมณ์ไม่ดี หรือเครียดกับเรื่องใด เสี่ยวซีมักจะใช้ขนมมาหลอกล่ออีกฝ่ายเสมอ “จริงหรือเสี่ยวซี ยังเป็นเจ้าที่รู้ใจข้าที่สุด” และมันได้ผลทุกครั้ง หญิงสาวไม่รอสาวใช้เดินตัวปลิวออกไปทันที เสี่ยวซีได้แต่ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม แล้วรีบตามนางออกไป จวนตระกูลซ่ง “ท่านแม่งานเลี้ยงน้ำชาของฮองเฮาข้าต้องโดดเด่นที่สุดนะเจ้าคะ” นางไม่มีทางยอมถอยให้น้องสาวนอกคอกอยู่เหนือตนแน่ ไท่จื่อต้องเป็นของนาง “หนิงเอ๋อของแม่ งดงามที่สุดแล้ว” ถึงจะพูดออกไปเช่นนั้น แต่ในหัวกลับปรากฎใบหน้าลูกสาวคนรองแทน นางไม่คิดว่าลูกสาวที่นางทิ้งไว้ที่ท้ายจวนจะเติบโตมาได้งดงามถึงเพียงนี้ ขนาดฮองเฮาที่เมื่อตอนยังสาวถูกกล่าวขานว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่ง ยังด้อยกว่าหนึ่งขั้น เรื่องนี้เป็นไทเฮากล่าวขึ้นมาซึ่งฮองเฮาเองก็ยอมรับความพ่ายแพ้ให้กับความงามของซ่งหลิง “ท่านแม่ข้าเลือกผ้าสีเหลืองนี่เจ้าค่ะ” ซ่งหนิงเอ๋อนึกภาพยามที่สวมใส่เสื้อผ้าสีเหลืองสดใสนี้แล้วบุรุษมองนางด้วยสายตาหลงใหล สตรีมองด้วยความชื่นชม ส่วนซ่งหลิงมองนางด้วยสายตาอิจฉา แค่คิดนางก็มีความสุขแล้ว ซ่งฮูหยินมองบุตรสาวคนโตด้วยสายตาอ่านยาก เรื่องเปลี่ยนตัวคู่หมั้นของไท่จื่อหากยังคงดันทุรังต่อไปคงไม่ดีแน่ “แม่นมซุนท่านนำผ้าไปให้คนที่เหลือเลือกเถอะ” แม่นมซุนอยู่กับซ่งฮูหยินมาตั้งแต่หกขวบ เป็นบ่าวคนสนิท คอยปลอบโยนจิตใจซ่งฮูหยินตลอดมา ทุกๆ ปัญหาล้วนมีแม่นมซุนผู้นี้คอยเคียงข้างเสมอ “เจ้าค่ะ” เมื่อแม่นมซุนออกไปแล้ว ในห้องนี้จึงเหลือแค่สองคน “หนิงเอ๋อ แม่คิดว่าพระคู่หมั้นของไท่จื่อคงยากจะเปลี่ยนแปลง ไม่สู้เจ้าลองมองหาบุตรชายจากจวนขุนนางใหญ่ หรือจะเป็นองค์ชายท่านอ๋องสักคนก็ได้ เป็นอย่างไร” หนิงเอ๋อตอนนี้ไปไกลมากแล้ว นิสัยของนางกู่ไม่กลับแล้ว นางเป็นคนเลี้ยงบุตรสาวให้เป็นเช่นนี้เอง จึงได้แต่ทำใจ นางตามใจลูกก็จริงแต่เรื่องนี้มันค่อนข้างใหญ่ ใช่ว่าจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนกันได้ง่ายๆ อย่างที่บุตรสาวคนรองบอก อีกอย่างมันอาจส่งผลกระทบต่อหน้าการงานของสามี นางมองหน้าสีหน้าบุตรสาวที่กำลังแดงก่ำด้วยความโกรธก็ทอดถอนใจ “ท่านแม่ ท่านไม่รักข้าแล้วหรือเจ้าคะ ซ่งหลิงนางมีดีอะไร ฝ่าบาทถึงได้หมั้นหมายนางให้กับไท่จื่อที่เพรียบพร้อมเช่นนั้น” งานเลี้ยงเมื่อครานั้นเขาได้ขโมยหัวนางไปแล้ว นางไม่สามารถมอบใจดวงนี้ให้ใครได้อีก นางได้แต่เฝ้ารอวันที่จะได้พบเจอเขาอีกครั้ง ซ่งหนิงเอ๋อไม่รู้เลยว่าฝันลมๆ แล้งๆ ของนางจะไม่มีวันเป็นจริง ตั้งแต่ซ่งหลิงได้รับราชโองการหมั้นหมายมาจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีสตรีนางใดมาสั่นคลอนสถานะของนางได้เลยสักคน ไท่จื่อเองก็ไม่เคยรู้จักซ่งหนิงเอ๋อเลยด้วยซ้ำ เป็นนางที่คิดไปเองทั้งสิ้น “เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้เลยนะ อย่าไปพูดให้ใครได้ยินเชียว เจ้ากำลังสงสัยการตัดสินพระทัยของฝ่าบาทรึ เจ้ามีกี่หัวให้ตัดกัน! หรือคิดจะลากคนทั้งตระกูลให้ไปตายหรืออย่างไร!” ซ่งฮูหยินที่นานครั้งจะขึ้นเสียงใส่บุตรสาวคนโต พูดจบก็โบกมือไล่บุตรสาวออกไป นางไม่อยากให้วุ่นวายไปมากกว่านี้ ซ่งหนิงเอ๋อได้แต่อ้าปากค้างเถียงสิ่งใดไม่ออก ก่อนจะเดินกระทืบเท้าออกไปด้วยความไม่พอใจ เมืองยวี่ซิ่ว “เจินเอ๋อ รอพี่นานหรือไม่” ชายหนุ่มรูปงาม รีบเดินเข้ามาหาหญิงสาวที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “พี่หลิงซวน ข้าเองก็เพิ่งมาถึงเช่นกันเจ้าค่ะ” ใบหน้าสวยหวาน แย้มรอยยิ้มงดงามให้กับผู้มาใหม่ “เอ๊ะ ว่าแต่พี่หลิงซวนมาจากค่ายทหารเห็นพี่อวิ๋นเซียวรึไม่เจ้าคะ” ใบหน้าหล่อเหลาค่อยๆ หุบรอยยิ้มลงเหลือเพียงรอยยิ้มบางเบาประดับที่มุมปากเมื่อนางเอ่ยถามถึงสหายของเขา ทั้งยังชะเง้อคอมองหา “เจินเอ๋อ วันนี้อวิ๋นเซียวติดราชการด่วนมาไม่ได้เเล้ว” สาวงามสีหน้าหม่นหมองลงถนัดตา ก่อนจะกลับมาแย้มยิ้มเมื่อรู้ว่าตนเสียมารยาทกับคนตรงหน้า “เช่นนี้นี่เอง งั้นเรามาสั่งอาหารกันดีหรือไม่เจ้าคะ” นางกลับมาสดใสเช่นเดิม ชายหนุ่มเมื่อเห็นรอยยิ้มของนางกลับมาเหมือนเดิมก็ปัดเรื่องก่อนหน้าทิ้งไปอย่างไม่ลังเล ต่อให้มันเป็นความหวังอันน้อยนิด แต่อย่างน้อยมันก็คือความหวังเขาอยากจะพยายามมันให้เต็มที่ จนกว่าความหวังสุดท้ายสิ้นสุดลง อวิ๋นเซียวที่ว่ามีราชการด่วนตอนนี้กลับนั่งอยู่บริเวณมุมหนึ่งของเหลาอาหาร ไม่ไกลจากที่สองคนนั้นนั่งอยู่ อวิ๋นเซียวเขานั่งอยู่ไม่นานก็ลุกขึ้นเดินจากไป “ท่านแม่ทัพขอรับ ฮูหยินให้มาตามไปพบขอรับ” เฮ้อ มารดาของเขาคงไม่พ้นหาสตรีมาให้เขาเลือกอีกแล้ว เขาพยักหน้ารับ แล้วควบม้าตรงกลับจวนอวิ๋น จวนอวิ๋น “อาเซียวลูกแม่ นี่เจ้ามาดูนี่เร็วเข้า” อวิ๋นฮูหยินเห็นลูกชายก็รีบเข้าไปจับจูงมือมาดูภาพวาดสาวงาม “นี่ คนนี้งามหรือไม่ แม้ว่านางจะไม่ได้เป็นบุตรหลานขุนนาง เป็นเพียงบุตรีพ่อค้าจากสกุลหลี แต่ด้วยรูปโฉมก็งดงามใช่ได้เลยลูกรัก เจ้าก็ทราบว่าจวนเราไม่แบ่งชนชั้นฐานะกับผู้ที่จะมาเป็นสะใภ้” “ท่านแม่…” คนเป็นแม่ไหนเลยจะไม่รู้ว่าลูกของตนมีนิสัยเช่นไร รักชอบใครเพียงสังเกตก็ทราบแล้ว “อาเซียว แม่เคารพการตัดสินใจของเจ้า แต่พอจะส่งแม่สื่อไปสู่ขอนางเจ้ากลับบอกแม่ว่าอย่างไร ยังไม่พร้อมบ้างล่ะอ้างเหตุผลนั่นนี่ สุดท้ายเพื่อสหายของเจ้าผู้นั้น สหายของเจ้าชอบแม่นางอวี้แล้วอย่างไร ความรู้สึกที่แสดงออกมาทั้งของเจ้าและนางต่างก็ชัดเจน หากเป็นสหายที่จริงใจต่อกันจริง อาเซียว เรื่องนี้เขาจะต้องแยกแยะได้ ดึงดันไปก็ไม่เป็นผล ความรักมันเกิดจากคนสองคน ความรู้สึกมันบังคับกันได้ที่ไหน เชื่อแม่” ผู้เป็นมารดาคาดหวังกับคำตอบของบุตรชายเป็นอย่างมาก แม่สื่อนางเตรียมพร้อมไว้ตลอดเวลา นางอยากอุ้มหลานจะแย่แล้ว “เผื่อเจ้าลืมปีนี้นางสิบแปดแล้ว อีกสองปีนางก็จะกลายเป็นสาวเทื้อ หากเจ้ายัง…” “ขอรับท่านแม่” เขาตัดสินใจแล้วว่าจะไม่รั้งรออีกต่อไป หวังเพียงว่าสหายจะเข้าใจ “เจ้า เจ้าหมายความว่า…” เห็นบุตรชายพยักหน้า อวิ๋นฮูหยินก็รีบจัดแจงสาวใช้ส่วนหนึ่งไปดูสินสอด อีกส่วนไปเตรียมรถม้า และให้สาวใช้คนสนิทไปตามแม่สื่อมา นางจะไปจวนอวี้เดี๋ยวนี้ เกิดลูกชายเปลี่ยนใจขึ้นมาไม่ดีแน่ หนุ่มสาวหน้าตางดงามหล่อเหลาเดินเคียงข้างกันในตลาด ย่อมตกเป็นที่สนใจของผู้คน บ้างก็ชื่นชม บ้างก็ริษยา ซึ่งนับเป็นเรื่องปกติธรรมดา “เจินเอ๋อ เจ้าไม่อยากได้สิ่งใดเลยหรือ” เสียงทุ้มเอ่ยถามหญิงงามข้างกาย “พี่หลิงซวน เจินเอ๋อไม่อยากได้สิ่งใดจริงๆ เจ้าค่ะ ช่วงนี้ไม่มีงานสำคัญอะไรจึงยังไม่มีสิ่งใดที่ต้องซื้อเจ้าค่ะ” หลิงซวนพยักหน้าลอบมองจดจำใบหน้าและรอยยิ้มของนางเงียบๆ เขาอยากจะเก็บมันไว้ว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็นช่วงเวลาที่ดีและเขาก็มีความสุขมาก “ขออภัยเจ้าค่ะ คุณหนูเจ้าคะจวนอวิ๋นส่งแม่สื่อมาที่จวนของเราเจ้าค่ะ ฮูหยินให้บ่าวมาตามคุณหนูกลับไปเจ้าค่ะ” “จริงรึ! เช่นนั้นพี่หลิงซวนข้าขอตัวกลับก่อนนะเจ้าคะ” อวี้เจินยิ้มกว้างดวงตาเป็นประกาย นี่คือสิ่งที่นางรอคอยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา หญิงสาวหันหลังเดินตามสาวใช้กลับไปด้วยความปิติยินดี รอยยิ้มที่ออกมาจากใจจริงนั้นประดับอยู่บนใบหน้างามไม่คลาย หลิงซวนเหม่อมองตามหลังนาง มุมปากขยับยิ้ม ทว่านัยน์ตากลับเศร้าหมอง เจินเอ๋อพี่ขอให้เจ้าโชคดี “คุณชาย…” คนสนิทเข้ามาเอ่ยเรียกสติ เพราะคุณชายของเขายืนอยู่ตรงนี้นานแล้ว “กลับจวนกันเถิด บอกคนของเราเตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางกลับเมืองหลวง” พูดเสร็จเขาก็หันกลับไปมองทางที่นางจากไปอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจหันหลังกลับมาเดินนำคนสนิทกลับจวนหกปีต่อมา“ฮองเฮาเพคะ องค์ชายน้อยหนีออกไปวิ่งเล่นอีกแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีอุ้มองค์ชายวัยสี่หนาวเข้ามาพร้อมกับเอ่ยฟ้อง“หืม หลงเอ๋อไปเล่นที่ไหนมางั้นรึ” ซ่งหลิงรับบุตรชายมาจากเสี่ยวซีองค์ชายซบลงบนไหล่ของมารดาอย่างออดอ้อน “หลงเอ๋อ เพียงแค่ไปวิ่งเล่นที่อุทยานครู่เดียวเองพะย่ะค่ะ ไม่ได้หนี”“แล้วเหตุใดองค์ชาย ถึงไม่บอกกล่าวกับบ่าวก่อนล่ะเพคะ” “นั่นสิ…” นางยกมือลูบหัวเด็กน้อยอย่างรักใคร่“หากลูกบอกท่านน้าเสี่ยวซี ท่านน้าก็จะไม่ให้ไป”“เอาล่ะ แม่จะอนุญาตให้เจ้าออกไปวิ่งเล่นได้ทุกวันในช่วงเวลาพักแต่ต้องบอกกับท่านน้าเสี่ยวซีก่อนเข้าใจรึไม่อุทยานหลวงกว้างขวางทั้งยังมีสระน้ำที่ค่อนข้างลึกอีกด้วย หากว่าเจ้าเกิดพลัดตกลงไปจะทำอย่างไร แม่รักและเป็นห่วงเจ้ามากรู้รึไม่” ฟอด นางหอมแก้มบุตรชายอย่างเอ็นดู“พะย่ะค่ะ ท่านน้าเสี่ยวซี่ ท่านแม่อนุญาตแล้วเราไปกันเถิด” พูดจบก็ดิ้นลงจากตักมารดาแล้วรีบวิ่งออกไป จนเสี่ยวซีเกือบจะตามไม่ทันซ่งหลิงยกมือลูบท้องของตนที่ตอนนี้มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่รอวันลืมตาดูใต้หล้า นางเป็นไท่จื่อเฟยอยู่สองปี ฝ่าบาทก็สละราชสมบัติส่งมอบให้แก่ไท่จื่อ ยามนี้เขาเป็นฮ่องเต้ นางเป็นฮองเฮา แล
โจวซือเยว่ดื้อรั้นไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงยอมแพ้ซ่งหลิงง่ายๆ นางเองก็เป็นคุณหนูจากจวนขุนนางชั้นสูง ฐานะไม่ได้ด้อยไปกว่าซ่งหลิงเลยสักนิด อีกฝ่ายแค่โชคดีที่ได้หมั้นหมายกับไท่จื่อก่อนเท่านั้นนางไม่กลัวที่ผ่านมานางคอยหาเรื่องซ่งหลิงอยู่ตลอด แม้จะทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะมีฮองเฮาที่คอยช่วยเหลือซ่งหลิงอยู่หลังจากงานพระราชสมภพของไท่จื่อที่นางถูกไล่ออกมา นางจึงไปร่วมมือกับซ่งหนิงเอ๋อที่มีความแค้นกับซ่งหลิง นางค่อยๆ ตะล่อมอีกฝ่ายไปทีละนิด วางแผนกันอย่างลับๆวันที่นางรอคอยก็มาถึง วันงานเลี้ยงต้อนรับแม่ทัพอวิ๋น นางเลือกลงมือในวันนั้น ยาพิษเป็นซ่งหนิงเอ๋อที่หามาให้ นางซื้อคนที่โรงครัวได้อย่างแนบเนียน ซือเยว่ไม่ใช่ซ่งหนิงเอ๋อที่ทำอะไรอย่างสะเพร่าไม่รอบคอบ นางคอยระมัดระวังไม่ให้ถูกจับผิดใช้ชีวิตอย่างปกติมาตลอด“เจ้านำขนมจานนี้ไปส่งที่โต๊ะของท่านหญิงซ่ง อย่าให้โดนจับได้ล่ะ” นางปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด เมื่อกล่าวเสร็จก็หมุนออกไปทางด้านหลังใช้ความมืดพลางตัวเองไปยังห้องน้ำ และผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดที่ใส่เข้างาน ก่อนจะเดินออกมาและส่งถุงผ้าไปให้สาวใช้นำมันกลับไปเก็บที่รถม้าโจวซือเยว่มองสำรวจและจัดอาภรณ
วันเวลาดำเนินไปจนกระทั่งเข้าสู่วสันตฤดู หลิงซวนที่ตามตื้อนางมาตลอดเริ่มรับรู้แล้วว่านางใกล้จะเปิดใจให้เขาเช่นเดิมแล้ว“หลิงเอ๋อ พี่มารับเจ้าไปเที่ยวชมเทศกาลฤดูใบไม้ผลิด้วยกัน” พ้นเหมันต์มาแล้วแต่อากาศก็ยังคงเย็นอยู่ ในมือของหลิงซวนถือผ้าคลุมขนจิ้งจอกอย่างดีไว้ใส่ให้นาง ซ่งหลิงเริ่มมีรอยยิ้มกลับมาให้เขาบ้างแล้ว เขาต้องพยายามอีกนิด ไม่สิ ต่อให้ต้องพยายามไปทั้งชีวิตเขาก็จะทำเพื่อนาง“ท่านมาเร็วกว่าที่บอกหม่อมฉันไว้นะเพคะ” ซ่งหลิงยิ้มให้เขาเล็กน้อย ยืนนิ่งให้เขาใส่ผ้าคลุมให้ นางรับรู้และเห็นในสิ่งที่เขาตั้งใจทำมันมาตลอด คิดว่าหากวันใดวันหนึ่งนางยอมรับเขาเข้ามาในหัวใจอีกครั้ง ก็หวังว่าเขาจะเป็นหลิงซวนคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงทั้งสองเที่ยวเล่นกันอย่างมีความสุข ร่วมเล่นใบ้คำ เดินเข้าไปกินร้านบะหมี่ร้านโปรด ซ่งหลิงเดินถือขนมกินไปตลอดทาง พวกเขากำลังรอชมดอกไม้ไฟที่สะพานขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ตอนแรกหลิงซวนจะใช้วิชาตัวเบาพาไปที่นั่งชมบนหลังคาเสียด้วยซ้ำจะได้ไม่ต้องมาเบียดกับคนอื่น แต่ซ่งหลิงปฏิเสธนางอยากยืนดูตรงนี้ เขาได้แต่ตามใจนางไม่นานช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง ดอกไม้ไฟงดงามตระการตาถูกจุดขึ้นทั่วทุกพ
“ไท่จื่อ ท่านช่วยขยับออกไปได้รึไม่เพคะ” นางกำลังนั่งรถม้ากับเขาเข้าไปร่วมงานเลี้ยง สามวันที่ผ่านมาไท่จื่อเอาแต่ตามติดนางยิ่งกว่าปลิง นางไล่อย่างไรก็ไม่ไป นางด่าทอเขาไปมากมายเผื่อว่าเขาจะทนไม่ไหวแล้วรีบกลับไป แต่ความจริงเขากลับยืนยิ้มหัวเราะบอกให้นางด่าว่าเขาได้อย่างเต็มที่เลยตอนนี้ก็เหมือนกัน รถม้ากว้างขวางแต่เขากลับมานั่งเบียดนางนางกัดฟันพูด เมื่อเขาคว้านางเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด “ไท่จื่อ!”“หลิงเอ๋อ อยู่นิ่งๆ พี่หนาวได้กอดเจ้าแล้วอุ่นขึ้นเยอะเลย” วันนั้นเขาได้คำตอบชัดเจนแล้ว จึงได้กลับไปเผาถุงหอมทิ้งและเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างดี“ท่านมันไร้ยางอายเกินไปแล้ว ปล่อยข้านะ!”“ไม่ปล่อย พี่รู้ว่าเจ้าเองก็หนาวเช่นกัน กอดกันเช่นนี้แหละดีแล้ว”ซ่งหลิงดิ้นไปมาจนเหนื่อย จึงได้ปล่อยเลยตามเลยรถม้าวิ่งฝ่าหิมะเข้าสู่วังหลวง จนไปจอดอยู่ที่หน้าประตูที่จะผ่านเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ไป่เฮ่อถือร่มยืนรอไท่จื่ออยู่หน้ารถม้า วันนี้เสี่ยวซีไม่สบายจึงไม่ได้มากับนางหลิงซวนพยุงนางลงมาพร้อมกับจับมือนางไว้อย่างหวงแหน ราวกับกลัวว่านางจะหนีหาย หันไปรับร่มจากองครักษ์และก้าวเดินเข้าไปข้างใน“เรารีบเดินกันเถิด อากาศเย็น
หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาสิบวันแล้ว ซ่งหลิงกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่จะว่าปกติทั้งหมดก็ไม่ใช่ นางมีความสุขุม เย็นชามากกว่าเดิม ตอนนี้นางเข้ามาตรวจดูต้นไม้ของนางที่เก็บเข้ามาไว้ในโรงเรือน หิมะตกหนักมากเมื่อสี่วันที่ผ่านมา วันนี้ถือว่าตกเบากว่าเดิมบ่าวไพร่จึงรีบช่วยกับเก็บกวาดหิมะออกจากทางเดินซ่งหลิงไม่เห็นเขาอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น นางได้ยินมาว่าวันนี้กองทัพบูรพาเดินทางมาถึงเมืองหลวง เขาคงจะรีบออกไปต้อนรับอวี้เจินของกระมัง ไม่รู้ว่าวังหลวงจะจัดงานเลี้ยงต้อบรับรึไม่ หากจัดนางจะแสร้งป่วยดีหรือไม่ หึ ซ่งหลิงหัวเราะเย้ยหยันให้กับตัวเอง นางหลบหน้าวันนี้ วันหน้าก็ต้องพบเจออยู่ดี“ท่านหญิงอยู่ที่นี่เอง บ่าวหาตั้งนานเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีเข้ามาหาซ่งหลิงที่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ซ่งหลิงยิ้ม “มีอะไรงั้นรึ?”“บ่าวออกไปซื้อขนมมาให้ท่าน เห็นว่าคนออกมายืนตามถนนเยอะกว่าปกติจึงได้เข้าไปสอบถามได้ความว่ากองทัพบูรพาเดินทางกลับมาจากชายแดนเจ้าค่ะ” “อ้อ ข้าได้ยินมาบ้างแล้วล่ะ” ซ่งหลิงไม่ได้ว่าอะไรเพียงรับฟัง นางไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้อยู่แล้วเสี่ยวซีขมวดคิ้ว “ท่านหญิงได้ยินมาจากผู้ใดรึเจ้าคะ”“จากบ่าวไพร่ที่กลับมาจากต
ซ่งหลิงวิ่งกลับเข้าเรือนปิดประตูไม่ให้ใครเข้ามา นางอยากอยู่คนเดียว ที่ผ่านมานางคอยสังเกตเขาตลอด ทุกครั้งที่ไปทานอาหารด้วยกันเขาจะสั่งซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน นางเคยขอให้เขาตักให้แต่เขาบอกว่ามันรสชาติมันไม่ถูกปากนางแน่นอน เพราะซ่งหลิงไม่ชอบรสชาติแบบนี้ นางคิดว่าเขาเองก็ใส่ใจนางมากเช่นกัน เขาว่านางชอบไม่ชอบอะไรน่าสมเพชเสียจริง ปากบอกไม่ได้เห็นนางเป็นตัวแทนของสตรีผู้นั้นแล้วที่ผ่านคืออันใด นางไม่เชื่อเขาหรอก ขอเวลางั้นรึ เขากลับมาจากชายแดนได้เกือบสี่เดือนแล้วยิ่งสตรีผู้นั้นแต่งงานมีครอบครัวแล้วยิ่งต้องหักห้ามใจและรีบตัดใจเสียเขายืดเยื้อเพื่อสิ่งใดกัน หรือยังมีความหวังว่าจะได้นางมาครอบครองก๊อกๆ“ท่านหญิงเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้นรึเจ้าคะ” เสี่ยวซีกำลังต้มน้ำขิงอยู่ สาวใช้ที่ยกอาหารไปที่ห้องอาหารบอกว่าท่านหญิงวิ่งร้องไห้ออกมา ส่วนไท่จื่อก็มีใบหน้าที่เศร้าเสียใจและยังให้สาวใช้ห่ออาหารพวกนั้นให้เขาด้วย ก่อนจะเดินกลับออกไปซ่งหลิงร้องไห้ออกมาอยากหนักหน่วง นางไม่ได้ตอบสาวใช้ ภาพความทรงจำดีๆ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมันกำลังทำให้นางปวดใจนางขอเวลาแค่วันนี้วันเดียว พรุ่งนี้นางจะกลับไปเข้มแข็งเช่นเดิม แม้อา







