LOGINตุบ! เพล้ง!
ซ่งหนิงเอ๋อกลับจวนมาด้วยอารมณ์คุกรุ่น มาถึงเรือนของตนก็นำความโกรธไปลงที่ชุดน้ำชาแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะ มือสวยกำเข้าหากันแน่น ดวงตาแดงก่ำแฝงด้วยความร้ายกาจ “ซ่ง หลิง หากข้าไม่ได้เจ้าก็อย่าได้หวังว่าจะอยู่อย่างมีความสุข” นางเคยมีเคยได้ทุกอย่าง ทำไมคู่หมั้นของน้องสาวนางจะแย่งมาไม่ได้ นางเจอเขาก่อน ในเมื่อเจ้าไม่ยอมก็อย่าว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน ถีบตัวเองขึ้นมาจากโคลนตมได้ก็สามารถกลับไปอยู่เช่นเดิมได้เช่นกัน ข้าจะทำให้เจ้าเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้อีกเลย ซ่งหลิงน้องรัก! “คุณหนู…” สาวใช้คนสนิททำใจกล้าเดินเข้ามาเอ่ยเรียกเสียงเบา ซ่งหนิงเอ๋อปรับเปลี่ยนแววตามาเป็นอ่อนโยน ยืดหลังตรงหันมาส่งยิ้มให้สาวใช้ “ข้าไม่เป็นไร เจ้าช่วยเก็บกวาดให้ทีข้าคงจะเหนื่อยเกินไปมือไม้จึงได้อ่อนแรงเช่นนี้” “เจ้าค่ะ” สาวใช้มองสิ่งของที่แตกกระจายอยู่บนพื้น นี่แน่ใจว่ามือไม้อ่อนแรง! เช้าวันถัดมาซ่งหลิงค่อนข้างอารมณ์ดี เมื่อคืนนางนั่งขบคิดหาวิธีอยู่ค่อนคืน จนได้ข้อสรุปว่ารอไท่จื่อกลับมาแล้วค่อยไปพูดคุยกับเขา นางเคยพูดคุยกับเขาอยู่บ้างในตอนนั้นก่อนที่เขาจะไปชายแดน ซ่งหลิงจำหน้าเขาได้แค่เลือนลางหากมีไท่จื่อมาช่วยยืนยันว่าเราทั้งสองไม่มีใจตรงกัน ฝ่าบาทก็น่าจะรับฟังอยู่บ้างกระมัง ซ่งหลิงเจ้าห้ามภาวนาอ้อนวอนเดี๋ยวจะเป็นแบบเมื่อวาน ซ่งหลิงยืนรดน้ำต้นไม้อย่างสบายอารมณ์ โดยไม่รู้เลยว่าด้ายแดงได้ผูกเชื่อมทั้งสองไว้อย่างเหนี่ยวแน่น หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น โชคชะตาส่งมาให้คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วคลาดจากกัน “เสี่ยวซี ไปตลาดเย็นกันเถิด” ซ่งหลิงมอบรอยยิ้มงดงามที่กลั่นออกมาจากใจจริงให้กับเหล่าดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอวดความงาม ก่อนจะหันหลังจากไป โรงเตี๊ยมฝูชาง “คุณชายอีกราวห้าราตรีเราน่าจะไปถึงเมืองหลวงขอรับ” พวกเขาไม่ได้รีบเร่งเดินทางจึงได้ใช้เวลาราวครึ่งเดือนในการกลับเมืองหลวง “อืม เจ้าอย่าลืมนอกจากอาหารแล้วนำสุรามาให้ข้าด้วย” เขาพูดเสียงเรียบ “คุณชาย…” ไป่เฮ่อคนสนิทเอ่ยเรียกเสียงเบา ตั้งแต่ออกเดินทางมาแวะพักที่ใดคุณชายต้องร่ำสุราทุกที ไป่เฮ่อไปไม่นานก็กลับขึ้นมาพร้อมกับของกินเต็มไม้เต็มมือ ก๊อกๆ “คุณชายข้าเองขอรับ” “เข้ามา” ไป่เฮ่อยกอาหารและสุราเข้ามาให้ พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความห่วงใย “คุณชายท่านอย่าดื่มมากเกินไปนะขอรับ ข้าอยู่หน้าห้องหากมีสิ่งใดรับสั่ง เรียกข้าได้เสมอนะขอรับ” ไป่เฮ่อถอยออกมาพร้อมยืนเฝ้าหน้าประตู หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าขอบตาของเขาขึ้นสีชาดคล้ายคนร้องไห้ ไป่เฮ่อเป็นทั้งองครักษ์และพี่เลี้ยงของคุณชายมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็สงสารมาก ฮึก! ฮึบ! เสียงสะอึกสะอื้นทั้งยังพยายามกลั้นมันไว้ของไป่เฮ่อ เขาในตอนนี้ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง หากใครมาเห็นหัวหน้าองครักษ์ในยามนี้ คงจบสิ้นแล้วองครักษ์ผู้โหดเหี้ยม เย็นชา คุณชายของเขาแท้จริงแล้วคือไท่จื่อหลิงซวน เป็นพระโอรสเกิดจากฮองเฮา ยามมีได้อายุสิบห้าปีเขาก็เริ่มที่จะออกสำรวจความเป็นอยู่ของประชาชน โดยใช้ชื่อคุณชายหลิง สองสามปีแรกๆ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ต่อมาได้เดินทางไปทิศเหนืออยู่ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ราวปีกว่า พอใกล้จะเดินทางกลับเมืองหลวงก็คำออกคำสั่งให้ไปทิศตะออกก่อนหากเขาไม่คิดไปหาสหายที่เข้าไปเป็นทหารของกองทัพบูรพา จนได้พบกับคุณหนูสกุลอวี้ผู้นั้นก็คงไม่เป็นเช่นนี้กระมังหรือนี่จะเป็นโชคชะตา หลังจากนั้นไท่จื่อก็เลือกที่จะปักหลักอยู่ที่นั่นจนถึงตอนนี้ก็สี่ห้าได้และกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง เหมือนไป่เฮ่อจะนึกอะไรได้ ใช่ เขากำลังนึกถึงคู่หมั้นของคุณชาย หากเขาจำไม่ผิดไท่จื่อได้หมั้นหมายกับคุณหนูจากตระกูลขุนนางผู้หนึ่งก่อนออกเดินทาง พลางขบคิดว่ากลับไปเขาต้องหาทางให้ทั้งคู่เจอกันบ่อยๆ นางอาจจะช่วยคลายความเศร้าใจให้คุณชายได้บ้าง ไป่เฮ่อเมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงได้ให้คนไปสืบเรื่องของนางทันทีทันใด ปลายยามเหม่าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็รีบออกเดินทางต่อทันที ตลาดในยามเย็นนี้ซ่งหลิงชอบมาเที่ยวเล่นอยู่บ่อยครั้ง เสียงเซ็งแซ่ตะโกนเรียกลูกค้าดังเข้าโสตประสาทซ่งหลิงตาเป็นประกาย มีแต่ของอร่อยทั้งนั้นเลย ซ่งหลิงมากับเสี่ยวซีก็จริงแต่นางไม่ได้หันกลับมามองเลยว่าเสี่ยวซีจะตามทันรึไม่ ส่วนเสี่ยวซีเองก็ชินชาเสียแล้ว ท่านหญิงเวลาได้ของอร่อยมักจะหลงลืมสิ่งรอบข้าง “ท่านหญิงช้าหน่อยเจ้าค่ะ บ่าวตามไม่ทัน” เสี่ยวซีถือของเต็มมือไปหมด สายตาก็ต้องสอดส่องมองตามท่านหญิง ชั้นสองของโรงน้ำชา “สตรีผู้นั้นเป็นใคร” “หากกระหม่อมจำไม่ผิดน่าจะเป็นท่านหญิงจากสกุลซ่ง ซ่งหลิง พระคู่หมั้นของไท่จื่อพะย่ะค่ะ” ดวงตาคมยังคงจับจ้องมองร่างบางในอาภรณ์สีม่วงงดงามอย่างนึกสนใจ รอยยิ้มของนางช่างตราตรึง มุมปากเขายกยิ้ม น่าเสียดาย! นางมีเจ้าของแล้ว ซ่งหลิงเดินเล่นจนเหนื่อย ตอนนี้จึงได้นั่งพักที่ร้านน้ำชาเล็กๆ ริมทาง และในที่สุดเสี่ยวซีก็หานายของตนเจอ “ท่าน ท่านหญิง แฮ่ก ไม่รอบ่าวเลยเจ้าค่ะ” “เจ้าก็ไม่เห็นต้องรีบตามข้าเลยนี่ ข้าดูแลตัวเองได้เสี่ยวซีอย่าได้กังวลจนเกินไป” ซ่งหลิงกำลังนั่งซับเหงื่อบนใบหน้าและลำคอ ส่งสายตาให้สาวใช้รีบนั่งลง แล้วหันไปตะโกนบอกเถ้าแก่เจ้าของร้าน… “เถ้าแก่ขอน้ำชาเพิ่มอีกหนึ่งเจ้าคะ” “ได้เลย รอสักครู่ขอรับ” เมื่อพักจนหายเหนื่อยแล้วก็เดินซื้อของอีกเล็กน้อย ก็พากันกลับจวน ระหว่างที่นั่งรถม้ากลับ ซ่งหลิงก็ขบคิดเกี่ยวกับราชวงศ์เซียว ปีนี้คือรัชศกเซี่ยวอี้ปีที่สามสิบห้า เซี่ยวอี้ฮ่องเต้ พระนามของพระองค์คือเซียวไท่ พระองค์ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุสิบห้า ทรงยกเลิกกฎเกณฑ์หลายอย่างออกไป ทำให้แคว้นเป่ยเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ประชาชนมีความสุขอยู่ดีกินดี เรียกได้ว่าเป็นรัชสมัยที่รุ่งเรืองมากที่สุดเลยก็ว่าได้ วังหลังของพระองค์ไม่ได้มีสนมเป็นร้อยเป็นพัน การคัดเลือกสนมทุกสามปีถูกยกเลิกไปแล้ว ดังนั้นในตอนนี้จึงมีหนึ่งฮองเฮากับสนมขั้นเฟยอีกสามคนเท่านั้น ซ่งหลิงไม่รู้ว่าตอนเองหลับไปตอนไหนตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเช้าวันใหม่แล้ว นางลุกขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความขบเมื่อย “ท่านหญิงตื่นเเล้วรึเจ้าคะ เมื่อวานนี้บ่าวปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น ต้องให้บ่าวหญิงที่เเข็งแรงหน่อยมาอุ้มท่านหญิงลงจากรถม้าเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีส่งค้อนให้นายสาวอย่างไม่จริงจังนัก เมื่อวานนางปลุกท่านหญิงทุกวิถีทาง อีกฝ่ายก็ยังคงนอนแน่นิ่งราวกันคนตาย “แหะๆ เสี่ยวซีข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองจะหลับลึกเช่นนั้น หากรู้ข้าคงจะนั่งเบิกตากว้างๆ จะได้ไม่ต้องลำบากบ่าวรับใช้” “ว่าแต่นี่ยามใดแล้ว” ซ่งหลิงรักต้นไม้ดอกไม้ทุกต้นที่นางปลูก ทุกวันเวลาว่างนางมักจะแวะไปพูดคุยกับพวกมันเสมอถามว่าช่วงเวลาไหนดีที่สุดตอบได้เลยช่วงเช้า “วันนี้ท่านหญิงตื่นสายมากเจ้าค่ะ ปลายยามซื่อใกล้เข้ายามอู่แล้วเจ้าค่ะ” “มิน่าข้าถึงได้รู้สึกสดชื่นกว่าทุกวันเช่นนี้ เพราะได้นอนอย่างเต็มอิ่มนี่เอง” เสี่ยวซีหมดคำจะพูด ท่านหญิงปกติท่านก็ตื่นยามนี้เพียงเปลี่ยนจากปลายเป็นต้นยามซื่อแทนเท่านั้น “เหตุใดถึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเล่า” ซ่งหลิงเลิกคิ้วมองสาวใช้ขณะกางแขนกางขาให้นางช่วยแต่งตัว “เปล่าเจ้าค่ะ ว่าแต่ไท่จื่อจะกลับมาถึงเมื่อไหร่เจ้าคะ แล้วท่านหญิงจะให้สิ่งใดกับไท่จื่อเป็นของขวัญต้อนรับการกลับมาล่ะเจ้าคะ” รัชทายาทผู้สูงศักดิ์เพรียบพร้อมไปด้วยรูปโฉม ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจเกียรติยศ เขาจะยังต้องการอะไรอีกกัน เพียงแค่รอผลัดเปลี่ยนบัลลังก์เท่านั้น นางกลอกตาไปมา เหอะ! “มันจำเป็นด้วยรึ?”“ฮองเฮาเพคะ…” นางกำนัลคนสนิทวิ่งเข้ามาเข้าทำให้อดีตสาวงามอันดับหนึ่งหันกลับมองพร้อมขมวดคิ้ว “มีอะไรเกิดขึ้นงั้นรึ เจ้าถึงได้วิ่งเข้ามาโดยไม่สนใจมารยาทเช่นนี้”“ขออภัยฮองเฮาเพคะ ตะ แต่ว่าไท่จื่อเพคะ ไท่จื่ออยู่ที่โถงรับรองด้านหน้าเพคะ”“ก็แค่ไท่จื่อ…”“จะ เจ้าว่าอย่างไรนะ” ฮองเฮาสาวเท้าออกจากห้องบรรทมอย่างรวดเร็วเมื่อเข้าห้องโถงรับรอง นางก้าวช้าลง เบื้องหน้าปรากฎบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังจิบชาอยู่ เขามีความคล้ายฮ่องเต้แปดส่วน ใจของมารดาเต้นเร็วรัวเพราะนานมากแล้วที่ไม่ได้พบลูกชายจึงเกิดอาการประหม่าเล็กน้อย“หลิงซวน…”หลิงซวนเงยหน้าขึ้นมามองก็เห็นมารดากำลังร้องไห้ เขาจึงรีบลุกขึ้นไปคุกเข่าเบื้องหน้านาง“เสด็จแม่ ทำให้ท่านรอนานลูกอกตัญญูแล้ว” เขาก้มศีรษะจรดพื้นคำนับมารดา“ฮึก…ลูกแม่ เจ้ารีบลุกขึ้นแม่ไม่เคยโกรธเจ้า” นางเคารพการตัดสินใจของลูกชาย และพร้อมที่จะสนับสนุนเขาเสมอ “แม่ขอกอดเจ้าได้รึไม่” หลิงซวนไม่ได้ตอบกลับเป็นคำพูด แต่ใช้การกระทำแทน เขาเป็นฝ่ายเข้าไปโอบกอดมารดาและนั่นยิ่งทำให้พระนางร้องไห้หนักกว่าเดิม อ้อมกอดของมารดาอบอุ่นเสมอ เขาคิดในใจผ่านไปราวครึ่งเค่อพระนางถึงหยุดร้องแล
ตำหนักเทียนซวินที่ประทับของฮ่องเต้“ถวายบังคมเสด็จพ่อพะย่ะค่ะ”“หือ ไท่จื่อเจ้าจำทางกลับบ้านได้แล้วรึ ยังจำได้ด้วยรึว่าเราเป็นพ่อของเจ้า แล้วดูสภาพของเจ้าสิเหตุใดถึงเป็นเช่นนี้…” ฮ่องเต้กวาดสายตามองโอรสของตนที่ไม่ได้พบกันนาน ก็ส่ายหน้าแต่ก็ไม่วายเอ่ยเย้า “อ้อ เป็นเพราะแม่นางอวี้สินะไม่ใช่สิ ตอนนี้นางแต่งให้แม่ทัพอวิ๋นแล้ว ควรเรียกว่าฮูหยินน้อยหรือฮูหยินแม่ทัพอวิ๋นสินะ”เซียวหลิงซวนเขาเพียงนั่งนิ่งไม่สนใจคำพูดของบิดา แม้ดูเหมือนว่าเขาไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้าง ทว่าหางตาของเขาลอบชำเลืองมองสำรวจบิดาว่ามีส่วนใดสึกหรอไปแล้วบ้าง ครั้นเห็นว่ายังอยู่ดีจึงละสายตากลับมาสังเกตภายในตำหนักแทนนานมากแล้วที่เขาไม่ได้กลับเมืองหลวง ตอนนั้นที่เขาตัดสินใจขอบิดาออกไปตรวจดูชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นจริงส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็คือเขาอยากที่จะมีอิสระทำในสิ่งที่ตนอย่างจะทำก่อนที่จะไม่ได้ทำมัน เขาเป็นไท่จื่อวันข้างหน้าก็ต้องขึ้นเป็นฮ่องเต้ ต้องอยู่แต่ในวังหลวงไม่สามารถออกไปไหนได้ตามอำเภอใจ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมายอมรับว่าเป็นเขาเองที่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับเมืองหลวงสักทีความจริงเขาควรกลับมาตั้งแต่สามสี่ปีก่อน แต่เป็นเ
“หลิงเอ๋อ ไม่เข้าใจตรงไหนให้ถามเปิ่นกงมาได้เลย” ฮองเฮาเห็นซ่งหลิงนั่งจ้องใบรายการอาหารรวมไปถึงสิ่งของอื่นๆ ที่จะใช้ในงานงานเลี้ยง ก็คิดว่านางคงมีบางอย่างที่ไม่เข้าใจสามวันแล้วที่นางต้องมานั่งทำเรื่องยุ่งยากเช่นนี้ วันแรกเป็นงานเลี้ยงต้อนรับการมาของรัชทายาทเซียวหลิงซวนจัดที่ตำหนักกลาง ส่วนงานที่สองเป็นงานพระราชสมภพจัดที่ตำหนักบูรพา ฮองเฮาทรงเรียกนางมาเพื่องานที่สองโดยเฉพาะ พระนางบอกว่าควรเรียนรู้เอาไว้เพราะวันหน้ายังมีงานอีกมากมายให้จัดการในฐานะพระชายาและว่าที่ฮองเฮาของแคว้นเป่ย พระนางช่างคิดการณ์ไกลนัก!“หม่อมฉันไม่เข้าใจทุกตรงเลยเพคะ ไม่สู้ฮองเฮาหาคนอื่นมาทำแทนหม่อมดีรึไม่เพคะ” ซ่งหลิงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ ในใจก็ร้องว่ารีบตอบรับเร็วเข้าเพคะ นางอยากกลับไปนอนจะแย่แล้ว“หลิงเอ๋อว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่ ฟังแม่ดีๆ นะ ไม่ ได้! ไม่ มี ทาง! วันสำคัญเช่นนี้จะปล่อยให้คนอื่นทำแทนได้อย่างไร หืม” คิดว่าข้าตีความหมายของเจ้าไม่ได้หรืออย่างไร คนอื่นที่เจ้าหมายถึงย่อมไม่ใช่กรมพิธีการ แต่เป็นคุณหนูจากจวนขุนนาง หึ ฝันไปเถอะ! ฮองเฮาได้แต่คิดในใจโดนตอบกลับเช่นนี้ซ่งหลิงได้แต่ยิ้มเจื่อน “ไม่แน่นะเพ
“ท่านหญิงปักผ้าคลุมขนจิ้งจอกให้ไท่จื่อดีหรือไม่เจ้าคะ ” ซ่งหลิงถูกเสี่ยวซีลากออกมาเลือกหาของขวัญให้กับคนผู้นั้น นางยังไม่เห็นความสำคัญของมันสักนิด คนเขามีทุกอย่างแล้ว ยังจะต้องนำอะไรไปให้เขาอีก“ซีเอ๋อวังหลวงไม่ขาดแคลนผ้าไหมชั้นดี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเย็กปักต่างๆ พวกเขามีความประณีตมากกว่าข้านัก หาอย่างอื่นเถิด” ซ่งหลิงพูดเสียงเหนื่อยหลังจากวิ่งเข้าออกจนครบทุกร้านแล้วก็ยังไม่ได้สิ่งใดกลับมา ซ่งหลิงจึงคิดว่านางจะยอมสละต้นไม้ที่นางปลูกให้กับเขาสักต้นก็แล้วกัน ถึงแม้มันจะไม่มีมูลค่ามากมาย แต่มันกลับมีคุณค่าทางจิตใจเพราะซ่งหลิงเอาใจใส่ดูแลพวกมันเป็นอย่างดีศาลากลางน้ำอุทยานวังหลวง“หืม เจ้าว่าอย่างไรนะ ซ่งหลิงน่ะหรือจะยอมมอบต้นไม้ดอกไม้พวกนั้นให้ใครง่ายๆ” ขนาดพระนางเคยเอ่ยขอสักต้น ซ่งหลิงยังแยกเขี้ยวใส่นาง ซ้ำยังหลบหน้าหลบตาไปหลายวัน ยังมีครั้งหนึ่งฝ่าบาทแอบหยิบต้นไม้นางติดมือกลับวังมาด้วย ซ่งหลิงนางยังตามมาโวยวายอย่างไม่นึกเกรงกลัว แล้วนี่จะให้นางเชื่อได้อย่างไรว่าอีกฝ่ายจะยอมมอบต้นไม้เหล่านั้นให้กับคู่หมั้น“จริงเพคะฮองเฮา หม่อมฉันไปแจ้งเกี่ยวกับกำหนดการกลับมาของไท่จื่อแก่ท่านหญิ
ตุบ! เพล้ง!ซ่งหนิงเอ๋อกลับจวนมาด้วยอารมณ์คุกรุ่น มาถึงเรือนของตนก็นำความโกรธไปลงที่ชุดน้ำชาแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะ มือสวยกำเข้าหากันแน่น ดวงตาแดงก่ำแฝงด้วยความร้ายกาจ“ซ่ง หลิง หากข้าไม่ได้เจ้าก็อย่าได้หวังว่าจะอยู่อย่างมีความสุข” นางเคยมีเคยได้ทุกอย่าง ทำไมคู่หมั้นของน้องสาวนางจะแย่งมาไม่ได้ นางเจอเขาก่อน ในเมื่อเจ้าไม่ยอมก็อย่าว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน ถีบตัวเองขึ้นมาจากโคลนตมได้ก็สามารถกลับไปอยู่เช่นเดิมได้เช่นกัน ข้าจะทำให้เจ้าเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้อีกเลย ซ่งหลิงน้องรัก!“คุณหนู…” สาวใช้คนสนิททำใจกล้าเดินเข้ามาเอ่ยเรียกเสียงเบาซ่งหนิงเอ๋อปรับเปลี่ยนแววตามาเป็นอ่อนโยน ยืดหลังตรงหันมาส่งยิ้มให้สาวใช้ “ข้าไม่เป็นไร เจ้าช่วยเก็บกวาดให้ทีข้าคงจะเหนื่อยเกินไปมือไม้จึงได้อ่อนแรงเช่นนี้”“เจ้าค่ะ” สาวใช้มองสิ่งของที่แตกกระจายอยู่บนพื้น นี่แน่ใจว่ามือไม้อ่อนแรง!เช้าวันถัดมาซ่งหลิงค่อนข้างอารมณ์ดี เมื่อคืนนางนั่งขบคิดหาวิธีอยู่ค่อนคืน จนได้ข้อสรุปว่ารอไท่จื่อกลับมาแล้วค่อยไปพูดคุยกับเขา นางเคยพูดคุยกับเขาอยู่บ้างในตอนนั้นก่อนที่เขาจะไปชายแดน ซ่งหลิงจำหน้าเขาได้แค่เลือนลางหากมีไท่จื่อมาช่วยยืนยันว
งานเลี้ยงน้ำชาซ่งหลิงนั่งมองดูการเสแสร้งเข้าหากัน รอยยิ้มประดับใบหน้าแต่กลับส่งไปไม่ถึงดวงตา นางเบะปากเล็กน้อย เมื่อไหร่ฮองเฮาจะเสด็จมาก็ไม่รู้ นางปั้นหน้ายิ้มจนปวดกรามไปหมดแล้ว“คารวะท่านหญิงเจ้าค่ะ” มาอีกแล้ว ซ่งหลิงฉีกยิ้มการละครให้พวกนาง“วันนี้อากาศค่อนข้างที่จะร้อนไปสักนิดพวกเจ้าว่าหรือไม่” อืม นางไม่รู้จะพูดคุยเรื่องอะไร ลมฟ้าอากาศนี่แหละง่ายสุด“เจ้าค่ะ อากาศร้อนเช่นนี้มาหลายวันคาดว่าอีกไม่เกินสองราตรีฝนน่าจะตกนะเจ้าคะ” นางคือบุตรสาวเจ้ากรมการคลังเจียงชุนฮวา“หือ คุณหนูเจียงทราบได้อย่างไร” ซ่งหลิงไม่คิดว่าได้ยินคำตอบที่แตกต่างจากคนอื่นก่อนหน้า เพราะนางใช้วิธีนี้ถึงได้ไม่ใครอยู่คุยกับนาง“พี่รองของข้ามักจะออกไปทำการค้ากับท่านลุงสามอยู่บ่อยๆ ซึ่งแต่ละแคว้นจะมีสภาพอากาศแตกต่างกันไป หลังจากกลับมาข้ามักจะไปขอให้พี่รองเล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังเสมอเจ้าค่ะ” ท่าทีและคำพูดของนางมีความเป็นธรรมชาติไม่ได้เสแสร้งเหมือนคนอื่น“เป็นเช่นนี้เอง นอกจากได้ทำการค้าแล้วยังได้ท่องเที่ยวไปด้วย” พวกนางนั่งคุยได้ไม่นานก็แยกย้ายกันกลับไปประจำ เพราะขันทีเข้ามาแจ้งว่าฮองเฮาใกล้เสด็จมาแล้วระหว่างนั่งรอก็มีล







