LOGINตุบ! เพล้ง!
ซ่งหนิงเอ๋อกลับจวนมาด้วยอารมณ์คุกรุ่น มาถึงเรือนของตนก็นำความโกรธไปลงที่ชุดน้ำชาแจกันที่วางอยู่บนโต๊ะ มือสวยกำเข้าหากันแน่น ดวงตาแดงก่ำแฝงด้วยความร้ายกาจ “ซ่ง หลิง หากข้าไม่ได้เจ้าก็อย่าได้หวังว่าจะอยู่อย่างมีความสุข” นางเคยมีเคยได้ทุกอย่าง ทำไมคู่หมั้นของน้องสาวนางจะแย่งมาไม่ได้ นางเจอเขาก่อน ในเมื่อเจ้าไม่ยอมก็อย่าว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน ถีบตัวเองขึ้นมาจากโคลนตมได้ก็สามารถกลับไปอยู่เช่นเดิมได้เช่นกัน ข้าจะทำให้เจ้าเงยหน้าขึ้นมาไม่ได้อีกเลย ซ่งหลิงน้องรัก! “คุณหนู…” สาวใช้คนสนิททำใจกล้าเดินเข้ามาเอ่ยเรียกเสียงเบา ซ่งหนิงเอ๋อปรับเปลี่ยนแววตามาเป็นอ่อนโยน ยืดหลังตรงหันมาส่งยิ้มให้สาวใช้ “ข้าไม่เป็นไร เจ้าช่วยเก็บกวาดให้ทีข้าคงจะเหนื่อยเกินไปมือไม้จึงได้อ่อนแรงเช่นนี้” “เจ้าค่ะ” สาวใช้มองสิ่งของที่แตกกระจายอยู่บนพื้น นี่แน่ใจว่ามือไม้อ่อนแรง! เช้าวันถัดมาซ่งหลิงค่อนข้างอารมณ์ดี เมื่อคืนนางนั่งขบคิดหาวิธีอยู่ค่อนคืน จนได้ข้อสรุปว่ารอไท่จื่อกลับมาแล้วค่อยไปพูดคุยกับเขา นางเคยพูดคุยกับเขาอยู่บ้างในตอนนั้นก่อนที่เขาจะไปชายแดน ซ่งหลิงจำหน้าเขาได้แค่เลือนลางหากมีไท่จื่อมาช่วยยืนยันว่าเราทั้งสองไม่มีใจตรงกัน ฝ่าบาทก็น่าจะรับฟังอยู่บ้างกระมัง ซ่งหลิงเจ้าห้ามภาวนาอ้อนวอนเดี๋ยวจะเป็นแบบเมื่อวาน ซ่งหลิงยืนรดน้ำต้นไม้อย่างสบายอารมณ์ โดยไม่รู้เลยว่าด้ายแดงได้ผูกเชื่อมทั้งสองไว้อย่างเหนี่ยวแน่น หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น โชคชะตาส่งมาให้คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วคลาดจากกัน “เสี่ยวซี ไปตลาดเย็นกันเถิด” ซ่งหลิงมอบรอยยิ้มงดงามที่กลั่นออกมาจากใจจริงให้กับเหล่าดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานอวดความงาม ก่อนจะหันหลังจากไป โรงเตี๊ยมฝูชาง “คุณชายอีกราวห้าราตรีเราน่าจะไปถึงเมืองหลวงขอรับ” พวกเขาไม่ได้รีบเร่งเดินทางจึงได้ใช้เวลาราวครึ่งเดือนในการกลับเมืองหลวง “อืม เจ้าอย่าลืมนอกจากอาหารแล้วนำสุรามาให้ข้าด้วย” เขาพูดเสียงเรียบ “คุณชาย…” ไป่เฮ่อคนสนิทเอ่ยเรียกเสียงเบา ตั้งแต่ออกเดินทางมาแวะพักที่ใดคุณชายต้องร่ำสุราทุกที ไป่เฮ่อไปไม่นานก็กลับขึ้นมาพร้อมกับของกินเต็มไม้เต็มมือ ก๊อกๆ “คุณชายข้าเองขอรับ” “เข้ามา” ไป่เฮ่อยกอาหารและสุราเข้ามาให้ พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความห่วงใย “คุณชายท่านอย่าดื่มมากเกินไปนะขอรับ ข้าอยู่หน้าห้องหากมีสิ่งใดรับสั่ง เรียกข้าได้เสมอนะขอรับ” ไป่เฮ่อถอยออกมาพร้อมยืนเฝ้าหน้าประตู หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าขอบตาของเขาขึ้นสีชาดคล้ายคนร้องไห้ ไป่เฮ่อเป็นทั้งองครักษ์และพี่เลี้ยงของคุณชายมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็สงสารมาก ฮึก! ฮึบ! เสียงสะอึกสะอื้นทั้งยังพยายามกลั้นมันไว้ของไป่เฮ่อ เขาในตอนนี้ช่างน่าเอ็นดูเสียจริง หากใครมาเห็นหัวหน้าองครักษ์ในยามนี้ คงจบสิ้นแล้วองครักษ์ผู้โหดเหี้ยม เย็นชา คุณชายของเขาแท้จริงแล้วคือไท่จื่อหลิงซวน เป็นพระโอรสเกิดจากฮองเฮา ยามมีได้อายุสิบห้าปีเขาก็เริ่มที่จะออกสำรวจความเป็นอยู่ของประชาชน โดยใช้ชื่อคุณชายหลิง สองสามปีแรกๆ ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี ต่อมาได้เดินทางไปทิศเหนืออยู่ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ราวปีกว่า พอใกล้จะเดินทางกลับเมืองหลวงก็คำออกคำสั่งให้ไปทิศตะออกก่อนหากเขาไม่คิดไปหาสหายที่เข้าไปเป็นทหารของกองทัพบูรพา จนได้พบกับคุณหนูสกุลอวี้ผู้นั้นก็คงไม่เป็นเช่นนี้กระมังหรือนี่จะเป็นโชคชะตา หลังจากนั้นไท่จื่อก็เลือกที่จะปักหลักอยู่ที่นั่นจนถึงตอนนี้ก็สี่ห้าได้และกำลังเดินทางกลับเมืองหลวง เหมือนไป่เฮ่อจะนึกอะไรได้ ใช่ เขากำลังนึกถึงคู่หมั้นของคุณชาย หากเขาจำไม่ผิดไท่จื่อได้หมั้นหมายกับคุณหนูจากตระกูลขุนนางผู้หนึ่งก่อนออกเดินทาง พลางขบคิดว่ากลับไปเขาต้องหาทางให้ทั้งคู่เจอกันบ่อยๆ นางอาจจะช่วยคลายความเศร้าใจให้คุณชายได้บ้าง ไป่เฮ่อเมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงได้ให้คนไปสืบเรื่องของนางทันทีทันใด ปลายยามเหม่าวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็รีบออกเดินทางต่อทันที ตลาดในยามเย็นนี้ซ่งหลิงชอบมาเที่ยวเล่นอยู่บ่อยครั้ง เสียงเซ็งแซ่ตะโกนเรียกลูกค้าดังเข้าโสตประสาทซ่งหลิงตาเป็นประกาย มีแต่ของอร่อยทั้งนั้นเลย ซ่งหลิงมากับเสี่ยวซีก็จริงแต่นางไม่ได้หันกลับมามองเลยว่าเสี่ยวซีจะตามทันรึไม่ ส่วนเสี่ยวซีเองก็ชินชาเสียแล้ว ท่านหญิงเวลาได้ของอร่อยมักจะหลงลืมสิ่งรอบข้าง “ท่านหญิงช้าหน่อยเจ้าค่ะ บ่าวตามไม่ทัน” เสี่ยวซีถือของเต็มมือไปหมด สายตาก็ต้องสอดส่องมองตามท่านหญิง ชั้นสองของโรงน้ำชา “สตรีผู้นั้นเป็นใคร” “หากกระหม่อมจำไม่ผิดน่าจะเป็นท่านหญิงจากสกุลซ่ง ซ่งหลิง พระคู่หมั้นของไท่จื่อพะย่ะค่ะ” ดวงตาคมยังคงจับจ้องมองร่างบางในอาภรณ์สีม่วงงดงามอย่างนึกสนใจ รอยยิ้มของนางช่างตราตรึง มุมปากเขายกยิ้ม น่าเสียดาย! นางมีเจ้าของแล้ว ซ่งหลิงเดินเล่นจนเหนื่อย ตอนนี้จึงได้นั่งพักที่ร้านน้ำชาเล็กๆ ริมทาง และในที่สุดเสี่ยวซีก็หานายของตนเจอ “ท่าน ท่านหญิง แฮ่ก ไม่รอบ่าวเลยเจ้าค่ะ” “เจ้าก็ไม่เห็นต้องรีบตามข้าเลยนี่ ข้าดูแลตัวเองได้เสี่ยวซีอย่าได้กังวลจนเกินไป” ซ่งหลิงกำลังนั่งซับเหงื่อบนใบหน้าและลำคอ ส่งสายตาให้สาวใช้รีบนั่งลง แล้วหันไปตะโกนบอกเถ้าแก่เจ้าของร้าน… “เถ้าแก่ขอน้ำชาเพิ่มอีกหนึ่งเจ้าคะ” “ได้เลย รอสักครู่ขอรับ” เมื่อพักจนหายเหนื่อยแล้วก็เดินซื้อของอีกเล็กน้อย ก็พากันกลับจวน ระหว่างที่นั่งรถม้ากลับ ซ่งหลิงก็ขบคิดเกี่ยวกับราชวงศ์เซียว ปีนี้คือรัชศกเซี่ยวอี้ปีที่สามสิบห้า เซี่ยวอี้ฮ่องเต้ พระนามของพระองค์คือเซียวไท่ พระองค์ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่อายุสิบห้า ทรงยกเลิกกฎเกณฑ์หลายอย่างออกไป ทำให้แคว้นเป่ยเปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ประชาชนมีความสุขอยู่ดีกินดี เรียกได้ว่าเป็นรัชสมัยที่รุ่งเรืองมากที่สุดเลยก็ว่าได้ วังหลังของพระองค์ไม่ได้มีสนมเป็นร้อยเป็นพัน การคัดเลือกสนมทุกสามปีถูกยกเลิกไปแล้ว ดังนั้นในตอนนี้จึงมีหนึ่งฮองเฮากับสนมขั้นเฟยอีกสามคนเท่านั้น ซ่งหลิงไม่รู้ว่าตอนเองหลับไปตอนไหนตื่นขึ้นมาอีกทีก็เป็นเช้าวันใหม่แล้ว นางลุกขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความขบเมื่อย “ท่านหญิงตื่นเเล้วรึเจ้าคะ เมื่อวานนี้บ่าวปลุกอย่างไรก็ไม่ตื่น ต้องให้บ่าวหญิงที่เเข็งแรงหน่อยมาอุ้มท่านหญิงลงจากรถม้าเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีส่งค้อนให้นายสาวอย่างไม่จริงจังนัก เมื่อวานนางปลุกท่านหญิงทุกวิถีทาง อีกฝ่ายก็ยังคงนอนแน่นิ่งราวกันคนตาย “แหะๆ เสี่ยวซีข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองจะหลับลึกเช่นนั้น หากรู้ข้าคงจะนั่งเบิกตากว้างๆ จะได้ไม่ต้องลำบากบ่าวรับใช้” “ว่าแต่นี่ยามใดแล้ว” ซ่งหลิงรักต้นไม้ดอกไม้ทุกต้นที่นางปลูก ทุกวันเวลาว่างนางมักจะแวะไปพูดคุยกับพวกมันเสมอถามว่าช่วงเวลาไหนดีที่สุดตอบได้เลยช่วงเช้า “วันนี้ท่านหญิงตื่นสายมากเจ้าค่ะ ปลายยามซื่อใกล้เข้ายามอู่แล้วเจ้าค่ะ” “มิน่าข้าถึงได้รู้สึกสดชื่นกว่าทุกวันเช่นนี้ เพราะได้นอนอย่างเต็มอิ่มนี่เอง” เสี่ยวซีหมดคำจะพูด ท่านหญิงปกติท่านก็ตื่นยามนี้เพียงเปลี่ยนจากปลายเป็นต้นยามซื่อแทนเท่านั้น “เหตุใดถึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้นเล่า” ซ่งหลิงเลิกคิ้วมองสาวใช้ขณะกางแขนกางขาให้นางช่วยแต่งตัว “เปล่าเจ้าค่ะ ว่าแต่ไท่จื่อจะกลับมาถึงเมื่อไหร่เจ้าคะ แล้วท่านหญิงจะให้สิ่งใดกับไท่จื่อเป็นของขวัญต้อนรับการกลับมาล่ะเจ้าคะ” รัชทายาทผู้สูงศักดิ์เพรียบพร้อมไปด้วยรูปโฉม ทรัพย์สินเงินทอง อำนาจเกียรติยศ เขาจะยังต้องการอะไรอีกกัน เพียงแค่รอผลัดเปลี่ยนบัลลังก์เท่านั้น นางกลอกตาไปมา เหอะ! “มันจำเป็นด้วยรึ?”หกปีต่อมา“ฮองเฮาเพคะ องค์ชายน้อยหนีออกไปวิ่งเล่นอีกแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีอุ้มองค์ชายวัยสี่หนาวเข้ามาพร้อมกับเอ่ยฟ้อง“หืม หลงเอ๋อไปเล่นที่ไหนมางั้นรึ” ซ่งหลิงรับบุตรชายมาจากเสี่ยวซีองค์ชายซบลงบนไหล่ของมารดาอย่างออดอ้อน “หลงเอ๋อ เพียงแค่ไปวิ่งเล่นที่อุทยานครู่เดียวเองพะย่ะค่ะ ไม่ได้หนี”“แล้วเหตุใดองค์ชาย ถึงไม่บอกกล่าวกับบ่าวก่อนล่ะเพคะ” “นั่นสิ…” นางยกมือลูบหัวเด็กน้อยอย่างรักใคร่“หากลูกบอกท่านน้าเสี่ยวซี ท่านน้าก็จะไม่ให้ไป”“เอาล่ะ แม่จะอนุญาตให้เจ้าออกไปวิ่งเล่นได้ทุกวันในช่วงเวลาพักแต่ต้องบอกกับท่านน้าเสี่ยวซีก่อนเข้าใจรึไม่อุทยานหลวงกว้างขวางทั้งยังมีสระน้ำที่ค่อนข้างลึกอีกด้วย หากว่าเจ้าเกิดพลัดตกลงไปจะทำอย่างไร แม่รักและเป็นห่วงเจ้ามากรู้รึไม่” ฟอด นางหอมแก้มบุตรชายอย่างเอ็นดู“พะย่ะค่ะ ท่านน้าเสี่ยวซี่ ท่านแม่อนุญาตแล้วเราไปกันเถิด” พูดจบก็ดิ้นลงจากตักมารดาแล้วรีบวิ่งออกไป จนเสี่ยวซีเกือบจะตามไม่ทันซ่งหลิงยกมือลูบท้องของตนที่ตอนนี้มีอีกหนึ่งชีวิตอยู่รอวันลืมตาดูใต้หล้า นางเป็นไท่จื่อเฟยอยู่สองปี ฝ่าบาทก็สละราชสมบัติส่งมอบให้แก่ไท่จื่อ ยามนี้เขาเป็นฮ่องเต้ นางเป็นฮองเฮา แล
โจวซือเยว่ดื้อรั้นไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงยอมแพ้ซ่งหลิงง่ายๆ นางเองก็เป็นคุณหนูจากจวนขุนนางชั้นสูง ฐานะไม่ได้ด้อยไปกว่าซ่งหลิงเลยสักนิด อีกฝ่ายแค่โชคดีที่ได้หมั้นหมายกับไท่จื่อก่อนเท่านั้นนางไม่กลัวที่ผ่านมานางคอยหาเรื่องซ่งหลิงอยู่ตลอด แม้จะทำอะไรไม่ได้มากนักเพราะมีฮองเฮาที่คอยช่วยเหลือซ่งหลิงอยู่หลังจากงานพระราชสมภพของไท่จื่อที่นางถูกไล่ออกมา นางจึงไปร่วมมือกับซ่งหนิงเอ๋อที่มีความแค้นกับซ่งหลิง นางค่อยๆ ตะล่อมอีกฝ่ายไปทีละนิด วางแผนกันอย่างลับๆวันที่นางรอคอยก็มาถึง วันงานเลี้ยงต้อนรับแม่ทัพอวิ๋น นางเลือกลงมือในวันนั้น ยาพิษเป็นซ่งหนิงเอ๋อที่หามาให้ นางซื้อคนที่โรงครัวได้อย่างแนบเนียน ซือเยว่ไม่ใช่ซ่งหนิงเอ๋อที่ทำอะไรอย่างสะเพร่าไม่รอบคอบ นางคอยระมัดระวังไม่ให้ถูกจับผิดใช้ชีวิตอย่างปกติมาตลอด“เจ้านำขนมจานนี้ไปส่งที่โต๊ะของท่านหญิงซ่ง อย่าให้โดนจับได้ล่ะ” นางปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิด เมื่อกล่าวเสร็จก็หมุนออกไปทางด้านหลังใช้ความมืดพลางตัวเองไปยังห้องน้ำ และผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นชุดที่ใส่เข้างาน ก่อนจะเดินออกมาและส่งถุงผ้าไปให้สาวใช้นำมันกลับไปเก็บที่รถม้าโจวซือเยว่มองสำรวจและจัดอาภรณ
วันเวลาดำเนินไปจนกระทั่งเข้าสู่วสันตฤดู หลิงซวนที่ตามตื้อนางมาตลอดเริ่มรับรู้แล้วว่านางใกล้จะเปิดใจให้เขาเช่นเดิมแล้ว“หลิงเอ๋อ พี่มารับเจ้าไปเที่ยวชมเทศกาลฤดูใบไม้ผลิด้วยกัน” พ้นเหมันต์มาแล้วแต่อากาศก็ยังคงเย็นอยู่ ในมือของหลิงซวนถือผ้าคลุมขนจิ้งจอกอย่างดีไว้ใส่ให้นาง ซ่งหลิงเริ่มมีรอยยิ้มกลับมาให้เขาบ้างแล้ว เขาต้องพยายามอีกนิด ไม่สิ ต่อให้ต้องพยายามไปทั้งชีวิตเขาก็จะทำเพื่อนาง“ท่านมาเร็วกว่าที่บอกหม่อมฉันไว้นะเพคะ” ซ่งหลิงยิ้มให้เขาเล็กน้อย ยืนนิ่งให้เขาใส่ผ้าคลุมให้ นางรับรู้และเห็นในสิ่งที่เขาตั้งใจทำมันมาตลอด คิดว่าหากวันใดวันหนึ่งนางยอมรับเขาเข้ามาในหัวใจอีกครั้ง ก็หวังว่าเขาจะเป็นหลิงซวนคนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงทั้งสองเที่ยวเล่นกันอย่างมีความสุข ร่วมเล่นใบ้คำ เดินเข้าไปกินร้านบะหมี่ร้านโปรด ซ่งหลิงเดินถือขนมกินไปตลอดทาง พวกเขากำลังรอชมดอกไม้ไฟที่สะพานขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ตอนแรกหลิงซวนจะใช้วิชาตัวเบาพาไปที่นั่งชมบนหลังคาเสียด้วยซ้ำจะได้ไม่ต้องมาเบียดกับคนอื่น แต่ซ่งหลิงปฏิเสธนางอยากยืนดูตรงนี้ เขาได้แต่ตามใจนางไม่นานช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง ดอกไม้ไฟงดงามตระการตาถูกจุดขึ้นทั่วทุกพ
“ไท่จื่อ ท่านช่วยขยับออกไปได้รึไม่เพคะ” นางกำลังนั่งรถม้ากับเขาเข้าไปร่วมงานเลี้ยง สามวันที่ผ่านมาไท่จื่อเอาแต่ตามติดนางยิ่งกว่าปลิง นางไล่อย่างไรก็ไม่ไป นางด่าทอเขาไปมากมายเผื่อว่าเขาจะทนไม่ไหวแล้วรีบกลับไป แต่ความจริงเขากลับยืนยิ้มหัวเราะบอกให้นางด่าว่าเขาได้อย่างเต็มที่เลยตอนนี้ก็เหมือนกัน รถม้ากว้างขวางแต่เขากลับมานั่งเบียดนางนางกัดฟันพูด เมื่อเขาคว้านางเข้าไปอยู่ในอ้อมกอด “ไท่จื่อ!”“หลิงเอ๋อ อยู่นิ่งๆ พี่หนาวได้กอดเจ้าแล้วอุ่นขึ้นเยอะเลย” วันนั้นเขาได้คำตอบชัดเจนแล้ว จึงได้กลับไปเผาถุงหอมทิ้งและเก็บผ้าเช็ดหน้าไว้อย่างดี“ท่านมันไร้ยางอายเกินไปแล้ว ปล่อยข้านะ!”“ไม่ปล่อย พี่รู้ว่าเจ้าเองก็หนาวเช่นกัน กอดกันเช่นนี้แหละดีแล้ว”ซ่งหลิงดิ้นไปมาจนเหนื่อย จึงได้ปล่อยเลยตามเลยรถม้าวิ่งฝ่าหิมะเข้าสู่วังหลวง จนไปจอดอยู่ที่หน้าประตูที่จะผ่านเข้าเขตพระราชฐานชั้นใน ไป่เฮ่อถือร่มยืนรอไท่จื่ออยู่หน้ารถม้า วันนี้เสี่ยวซีไม่สบายจึงไม่ได้มากับนางหลิงซวนพยุงนางลงมาพร้อมกับจับมือนางไว้อย่างหวงแหน ราวกับกลัวว่านางจะหนีหาย หันไปรับร่มจากองครักษ์และก้าวเดินเข้าไปข้างใน“เรารีบเดินกันเถิด อากาศเย็น
หลังจากวันนั้นก็ผ่านมาสิบวันแล้ว ซ่งหลิงกลับมาใช้ชีวิตปกติ แต่จะว่าปกติทั้งหมดก็ไม่ใช่ นางมีความสุขุม เย็นชามากกว่าเดิม ตอนนี้นางเข้ามาตรวจดูต้นไม้ของนางที่เก็บเข้ามาไว้ในโรงเรือน หิมะตกหนักมากเมื่อสี่วันที่ผ่านมา วันนี้ถือว่าตกเบากว่าเดิมบ่าวไพร่จึงรีบช่วยกับเก็บกวาดหิมะออกจากทางเดินซ่งหลิงไม่เห็นเขาอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น นางได้ยินมาว่าวันนี้กองทัพบูรพาเดินทางมาถึงเมืองหลวง เขาคงจะรีบออกไปต้อนรับอวี้เจินของกระมัง ไม่รู้ว่าวังหลวงจะจัดงานเลี้ยงต้อบรับรึไม่ หากจัดนางจะแสร้งป่วยดีหรือไม่ หึ ซ่งหลิงหัวเราะเย้ยหยันให้กับตัวเอง นางหลบหน้าวันนี้ วันหน้าก็ต้องพบเจออยู่ดี“ท่านหญิงอยู่ที่นี่เอง บ่าวหาตั้งนานเจ้าค่ะ” เสี่ยวซีเข้ามาหาซ่งหลิงที่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้อยู่ซ่งหลิงยิ้ม “มีอะไรงั้นรึ?”“บ่าวออกไปซื้อขนมมาให้ท่าน เห็นว่าคนออกมายืนตามถนนเยอะกว่าปกติจึงได้เข้าไปสอบถามได้ความว่ากองทัพบูรพาเดินทางกลับมาจากชายแดนเจ้าค่ะ” “อ้อ ข้าได้ยินมาบ้างแล้วล่ะ” ซ่งหลิงไม่ได้ว่าอะไรเพียงรับฟัง นางไม่ได้สนใจอะไรพวกนี้อยู่แล้วเสี่ยวซีขมวดคิ้ว “ท่านหญิงได้ยินมาจากผู้ใดรึเจ้าคะ”“จากบ่าวไพร่ที่กลับมาจากต
ซ่งหลิงวิ่งกลับเข้าเรือนปิดประตูไม่ให้ใครเข้ามา นางอยากอยู่คนเดียว ที่ผ่านมานางคอยสังเกตเขาตลอด ทุกครั้งที่ไปทานอาหารด้วยกันเขาจะสั่งซี่โครงหมูผัดเปรี้ยวหวาน นางเคยขอให้เขาตักให้แต่เขาบอกว่ามันรสชาติมันไม่ถูกปากนางแน่นอน เพราะซ่งหลิงไม่ชอบรสชาติแบบนี้ นางคิดว่าเขาเองก็ใส่ใจนางมากเช่นกัน เขาว่านางชอบไม่ชอบอะไรน่าสมเพชเสียจริง ปากบอกไม่ได้เห็นนางเป็นตัวแทนของสตรีผู้นั้นแล้วที่ผ่านคืออันใด นางไม่เชื่อเขาหรอก ขอเวลางั้นรึ เขากลับมาจากชายแดนได้เกือบสี่เดือนแล้วยิ่งสตรีผู้นั้นแต่งงานมีครอบครัวแล้วยิ่งต้องหักห้ามใจและรีบตัดใจเสียเขายืดเยื้อเพื่อสิ่งใดกัน หรือยังมีความหวังว่าจะได้นางมาครอบครองก๊อกๆ“ท่านหญิงเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้นรึเจ้าคะ” เสี่ยวซีกำลังต้มน้ำขิงอยู่ สาวใช้ที่ยกอาหารไปที่ห้องอาหารบอกว่าท่านหญิงวิ่งร้องไห้ออกมา ส่วนไท่จื่อก็มีใบหน้าที่เศร้าเสียใจและยังให้สาวใช้ห่ออาหารพวกนั้นให้เขาด้วย ก่อนจะเดินกลับออกไปซ่งหลิงร้องไห้ออกมาอยากหนักหน่วง นางไม่ได้ตอบสาวใช้ ภาพความทรงจำดีๆ ตลอดสองเดือนที่ผ่านมันกำลังทำให้นางปวดใจนางขอเวลาแค่วันนี้วันเดียว พรุ่งนี้นางจะกลับไปเข้มแข็งเช่นเดิม แม้อา







