Masuk
มีเงินแต่ไม่มีอำนาจ ก็ไร้ประโยชน์ หรือไม่ก็คงเป็นเพราะความไม่รู้จักพอของใครบางคน จึงทำให้ชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งตกต่ำถึงเพียงนี้...
'แกก็รู้ว่าธุรกิจของบ้านเราอยู่ในสถานการณ์แบบไหน แต่งกับลูกชายบ้านชางถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี นอกจากจะกอบกู้ชื่อเสียงให้หลี่แล้ว แกจะได้เป็นซ้อใหญ่ของชางไม่ดีหรือไง หงส์เคียงข้างมังกรใครๆ ก็อยากแต่งกับเขากันทั้งนั้น' ฝ่ามือใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยอบอุ่นประทับลงบนหัวไหล่บอบบาง แววตาที่ผ่านเรื่องราวมาอย่างโชกโชนสะท้อนความเด็ดขาด นั่นหมายถึงว่าเธอจะไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ในตอนนั้นเธอกลั้นความขบขันไว้ในใจ พ่อคนนี้เหมือนจะหวังดีต่อกัน แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่เลย... หงส์งั้นหรือ เธอจะเป็นได้อย่างไร แค่คนธรรมดาใช้ชีวิตอย่างอิสรภาพ เธอยังทำไม่ได้เลย... เหตุการณ์ในวันนั้นเธอยังจำได้ดี ไม่แน่ว่ารอยฝ่ามือที่ประทับลงบนซีกแก้มข้างซ้ายก็ยังคงเจือจางอยู่ เพียงแต่ถูกประทินด้วยเครื่องสำอางจนไม่อาจมองเห็นร่องรอยของความอดสูที่เกิดขึ้นได้ หญิงสาวหลุบตาลงต่ำก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเงาสะท้อนในกระจกปรากฏหญิงสาวทรวดทรงนาฬิกาทรายในชุดกี่เพ้าสีแดงสดปักดิ้นทองลายหงส์พร้อมเครื่องประดับเข้าชุดที่เสริมให้ภาพสะท้อนของหญิงสาวดูงดงามอย่างไร้ที่ติ “คุณหนูบ้านหลี่สวยสมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะ” ผิงผิงสบตากับช่างแต่งหน้าประจำตระกูล ผ่านกระจกเงา ริมฝีปากอวบอิ่มเคลือบลิปสติกสีไวน์แดงคลี่ยิ้มอ่อนจาง ความฝันของผู้หญิงหลายๆ คน ดูเหมือนจะกล้ำกลืนสำหรับผิงผิงเหลือเกิน ขนาดการเลือกคู่ครอง เธอก็ยังไม่มีสิทธิ์ ชีวิตนี้เหมือนเกิดมาเพื่อชดใช้บุญคุณให้บ้านหลี่จริงๆ นั่นแหละ พิธีแต่งงานของสองตระกูลถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ภายในห้องโถงขนาดกว้างของบ้านหลี่ที่รองรับแขกและเครือญาติของทั้งสองฝ่ายอย่างล้นหลาม เหลือเพียงขบวนของเจ้าบ่าวที่เหมือนว่าจะมาถึงหน้าคฤหาสน์แล้ว... “ทำหน้าให้มันดีๆ อาหลง” เสียงตำหนิไม่จริงจังนัก ทว่าส่งผลให้เจ้าบ่าวยิ่งมีสีหน้าเย็นชามากกว่าเดิม ชางผู้เป็นบิดาส่ายหน้าเล็กน้อยให้ความดื้อด้านของลูกชาย รับรู้ได้ถึงความไม่พอใจที่ส่งผ่านทางสายตา แต่สิ่งที่เขาทำได้ตอนนี้คือการเดินหน้าต่อไปเท่านั้น “รู้ใช่ไหม...ยังไงวันนี้แกก็ต้องแต่งกับลูกสาวบ้านหลี่ ฉะนั้นอย่าทำเสียเรื่อง” กล่าวจบผู้เป็นพ่อก็เดินเข้างานไปทันที ทิ้งไว้เพียงลูกชายที่มีสีหน้าเคร่งขรึมไม่ต่างไปจากเดิม “พ่อก็พูดแปลกเสียจริง ถ้าเฮียไม่แต่งก็คงไม่มายืนอยู่ตรงนี้” เสียงทุ้มขี้เล่นเอ่ยขึ้นพลางกลั้วหัวเราะ “ได้ข่าวว่าเจ้าสาวเฮียสวยมาก สวยชนิดที่ว่าหาตัวจับยาก” บุรุษร่างสูงเกือบร้อยเก้าสิบที่เดินขนาบข้างเจ้าบ่าวมาอีกฝั่งเอ่ยขึ้น ใบหน้าหล่อเหลามีรอยยิ้มราบเรียบประดับมุมปาก “ถ้าสวยขนาดนั้นทำไมพวกแกไม่มาแต่งแทนฉัน” “ใครว่าผมไม่อยาก ไม่แน่ว่าคนที่อยู่ในชุดเจ้าบ่าวตอนนี้อาจจะเป็นผมก็ได้นะเฮีย แต่มันเป็นไปตามธรรมเนียม พี่ใหญ่ของบ้านต้องแต่งก่อนน้องๆ ถูกแล้วไม่ใช่หรือ” คนพูดส่งยิ้มคล้ายล้อเลียน เหว่ยหลงส่งเสียงครางประชดในลำคอ ถึงไม่ใช่ธรรมเนียมที่ให้พี่คนโตแต่งก่อน พวกมันก็ไม่คิดจะเอาชีวิตอิสระมาแบกหน้าแทนกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว บรรยากาศภายในงานครึกครื้นเป็นพิเศษเนื่องจากชางเป็นตระกูลพี่ใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจในฮ่องกง ดังนั้นวันนี้แขกที่มาร่วมพิธีมงคลจึงมีแต่พวกคนใหญ่คนโต ทันทีที่ชาง เหว่ยหลงก้าวมาเหยียบพรมแดงภายในห้องโถงกว้าง เสียงอื้ออึงก็ค่อยๆ เบาบาง กระทั่งถึงขั้นตอนที่เจ้าบ่าวต้องเดินไปนั่งขนาบข้างเจ้าสาวคนสวยในชุดกี่เพ้าสีแดงสดลวดลายวิจิตร เหว่ยหลงลอบมองว่าที่ภรรยาในอนาคต ชุดกี่เพ้าเว้าลึกเกือบถึงสะโพกกลมกลึงช่างตัดกับผิวขาวเนียนละเอียดลออของเจ้าหล่อนดีเหลือเกิน ดูเหมือนว่าคำพูดของน้องชายจะไม่เกินจริง เจ้าสาวของเขางดงามไร้ที่ติแทบมองไม่เห็นจุดด่างพร้อย ขนาดที่ว่าเธอปกปิดใบหน้าด้วยผ้าคลุมผืนบาง แต่ไม่อาจปกปิดความงดงามที่เลือนรางภายใต้ผ้าคลุมได้เลย เมื่อรู้ตัวว่าถูกว่าที่สามีจ้องกันนานเกินไป ผิงผิงจึงหันไปจ้องเขาตอบอย่างไม่นึกหวั่นเกรง นั่นจึงส่งผลให้คนที่แอบมองชักสายตากลับแทบไม่ทันพร้อมกับการกระแอมเบาๆ ในลำคอ ดูเหมือนว่าภรรยาของเขาจะไม่ใช่สาวขี้อายอย่างที่ควรจะเป็น... พิธีแต่งงานผ่านไปอย่างน่าเบื่อหน่าย เหว่ยหลงต้องทนฟังคำอวยพรต่างๆ นานา อย่างเช่นขอให้เขาได้ทายาทมังกรโดยเร็ว ใบหน้าหล่อเหลายกยิ้มเพียงน้อยนิด นัยน์ตาคมเหลือบมองสีหน้าเจ้าสาวคนสวย เนื่องด้วยอยากรู้ว่าเจ้าหล่อนจะมีอากัปกิริยาเช่นไร ทว่าหญิงสาวยังคงนิ่งสงบดังสายน้ำไร้การกระเพื่อมไหว ไม่ยินดียินร้ายหรือมีทีท่าขวยเขินแต่อย่างใด หลังจากจบพิธีที่บ้านฝ่ายหญิงก็ถึงขั้นตอนที่ต้องส่งตัวเจ้าสาวไปบ้านเจ้าบ่าวเพื่อทำพิธียกน้ำชา ทว่าตอนที่กำลังขึ้นรถเพื่อเตรียมเดินทาง เรียวแขนเล็กถูกฝ่ามือของใครบางคนรั้งไว้เสียก่อน จังหวะการเดินที่หยุดชะงักทำให้เหว่ยหลงหันกลับไปมองภรรยา เมื่อเห็นว่าเป็นหลี่เชียนก็กดศีรษะลงเล็กน้อยเขาเดินไปรอในรถโดยที่ไม่ได้ติดใจกับท่าทีร้อนรนของพ่อตาเลยนิด หลี่เชียนส่งยิ้มอ่อนโยนให้ลูกสาวอย่างรักใคร่ ฝ่ามือใหญ่ลูบศีรษะเล็กระคนเอ็นดู ก่อนจะดึงลูกสาวเข้ามาสวมกอด จากนั้นจึงกระซิบข้างกกหูบางด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยความกดดันกึ่งคำสั่งอย่างชัดเจน “อย่าทำให้ฉันผิดหวัง” ผิงผิงยืนตัวเกร็งริมฝีปากสีสดเม้มเข้าหากันจนเป็นเส้นตรง เธอยืนนิ่งปล่อยให้บิดาแสดงความรักต่อไป โดยที่แขนทั้งสองข้างยังนาบอยู่ข้างลำตัว เธอไม่คิดจะกอดตอบพ่อคนนี้ “เข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่า” หลี่เชียนถามย้ำ ครั้งนี้น้ำเสียงฉายความหงุดหงิด “ค่ะ พ่อเลิกกระซิบได้แล้วมั้ง เดี๋ยวคนเขาจะเข้าใจพ่อกำลังบังคับให้ลูกสาวทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องได้นะคะ” “แกนี่มัน!” หลี่เชียนกัดฟันยิ้มส่งให้ลูกสาว แม้ความเป็นจริงแทบอยากจะตบสั่งสอนหล่อนมากแค่ไหนก็ตาม “อย่าปากเก่งกับฉัน อย่าลืมว่าแกมีทุกวันนี้ได้เพราะใคร” ผิงผิงกัดปากจนรู้สึกเจ็บจี๊ด แต่ก็ไม่เจ็บเท่าบุญคุณที่ถูกทวงไม่รู้ลืม เธอฝืนยิ้มผงกศีรษะเล็กน้อยให้บิดา ก่อนจะหันหลังเดินไปยังรถที่จอดรออยู่ โดยที่ไม่คิดจะเอ่ยลาผู้เป็นพ่อแม้แต่คำเดียว คุณหนูจากตระกูลหลี่ค่อนข้างประหม่ายามที่ย่างกายเข้าสู่อาณาเขตของชาง เธอไม่รู้จักใครสักคนทุกสิ่งล้วนแปลกใหม่สำหรับเธอ แถมผู้ชายหน้าเย็นชาที่นั่งอยู่เคียงข้างกันก็ไม่ได้ช่วยให้อุ่นใจสักนิด มีแต่จะทำให้กดดันมากขึ้นทุกชั่วขณะจิต จนกระทั่งสมาชิกภายในบ้านชางมานั่งรวมตัวกันที่กลางห้องโถงใหญ่ ผิงผิงถอดผ้าคลุมผืนบางออก เพราะดูเหมือนว่าไม่จำเป็นต้องใช้มันแล้ว มือบางแอบสั่นเล็กน้อยแต่เพียงแค่ครู่เดียวก็กลับมานิ่งดุจนางพญา ใบหูแอบได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันในลำคอของบุรุษที่นั่งเคียงข้างกัน เธอส่งสายตาเชิงตั้งคำถามว่ามีอะไรให้น่าขำกัน ทว่าอีกฝ่ายกลับทำสีหน้าเรียบเฉยคล้ายว่าเขาไม่แยแส ดังนั้นจึงเกิดเสียงประชดในลำคอจากสาวสวย เหว่ยหลงขมวดคิ้วยุ่งหันมองใบหน้าเย่อหยิ่งที่เชิดขึ้นอย่างถือดี แบบนี้ต้องสั่งสอน! ทว่าไม่ทันได้หลุดคำพูดใดๆ ประมุขของบ้านก็ส่งเสียงห้ามปราม ดูเหมือนว่าสองสามีภรรยาคู่นี้จะมีปัญหากันทั้งที่ยังไม่ได้เข้าห้องหอกันเลยด้วยซ้ำ ชางจู่หลงส่ายหน้าหนักใจจากนั้นก็หันไปส่งยิ้มให้ลูกสะใภ้คนสวยแทน “ยินดีต้อนรับนะหนูผิง ต่อไปนี้หนูเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลชางแล้ว ขาดเหลือสิ่งใดจงรีบบอกอาหลงอย่าได้เกรงใจ” น้ำเสียงอบอุ่นของพ่อสามีส่งผลให้ผิงผิงใจชื้นขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ มีใครบ้างไม่รู้จักเขา ประธานชางที่บริหารงานด้วยความเฉียบขาดและเที่ยงตรง ชางจู่หลงเป็นผู้กุมอำนาจเหนือกว่าหลายตระกูลที่อยู่ใต้ความดูแลของชาง หนึ่งในนั้นมีบ้านหลี่ตระกูลของเธอ... คราแรกผิงผิงเข้าใจว่าพ่อสามีต้องมีใบหน้าและน้ำเสียงที่ดุดันเกรี้ยวกราด ทว่าได้มาสัมผัสด้วยตนเองเธอถึงตระหนักได้ว่า ไม่เป็นไปตามข่าวลือเลยสักนิดเดียว ส่วนแม่สามีนั้นรู้มาคร่าวๆ ว่าหล่อนจากโลกนี้ไปนานแล้วจึงมีเพียงชางจู่หลงที่ดูแลลูกๆ ทั้งสามคน “อาเหยียน อาไป๋ ทักทายพี่สะใภ้ซะสิ” ผิงผิงหันหน้าสบตาบุรุษทั้งสองริมฝีปากสวยสดคลี่ยิ้มอ่อนจางให้น้องๆ ของสามี พวกเขาเองก็ส่งยิ้มกลับมาให้เช่นเดียวกัน “ยินดีต้อนรับครับซ้อ ของขวัญจากอาเหยียน” ชางคนเล็กแทนตัวเองด้วยชื่อส่งผลให้ผิงผิงคลายความกังวลลงได้บ้าง เธอกลัวจะเข้ากับน้องๆ ของสามีไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นไปตามที่คิดไว้ มือบางรับซองแดงจากเหยียนซีมาถือไว้พร้อมเอ่ยขอบคุณเขา ต่อมาเป็นชาง ไป๋หู่เขาเอ่ยทักทายและทำแบบเดียวกับน้องชาย “ของขวัญสำหรับซ้อใหญ่ครับ” มือขาวจัดยื่นซองแดงส่งให้ซ้อใหญ่พร้อมรอยยิ้มจางๆ อาไป๋ชำเลืองตามองพี่ใหญ่เพียงน้อยนิดแล้วเอ่ยเสียงราบเรียบ “ของเฮียไม่ต้องหรอกมั้ง มีเยอะแล้วนี่” เหว่ยหลงตวัดสายตามองน้องชายกึ่งตำหนิ แน่นอนว่าคนแซวไม่มีทีท่าสลด มีแต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ประดับมุมปาก “เอาละๆ คราวนี้ก็ป้อนขนมให้เมียซะ” จู่หลงนำขนมอี๊สีชมพูในถาดกระเบื้องใบหรูดันมาข้างหน้าลูกชาย เหว่ยหลงทำสีหน้าประหลาด “จำเป็นด้วยหรือครับในเมื่อผมไม่ได้...” “ฉันจะพูดเรื่องนี้เป็นครั้งสุดท้าย อย่าทำเสียเรื่อง” น้ำเสียงติดรำคาญ เหว่ยหลงกลืนคำพูดไว้ตามเดิมพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เฮียป้อนซ้อเถอะครับ เดี๋ยวบรรยากาศดีๆ จะพังไม่เป็นท่า” เหยียนซีกระซิบเสียงแผ่ว ทว่าพี่ใหญ่ยังคงนั่งนิ่ง ดูเหมือนว่าบรรยากาศมาคุจริงๆ เสียแล้ว “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวผิงป้อนเฮียหลงเอง” ผิงผิงยิ้มหวาน เมื่อพ่อสามีได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะอย่างชอบใจ ลูกสะใภ้อยู่เป็นมีหรือเขาจะไม่ชอบ ต่างจากใครอีกคนที่มีสีหน้าแปลกๆ ยามที่เจ้าหล่อนเรียกเขาว่าเฮีย บอกตามตรงว่าไม่ชิน “ดูเมียแกไว้เป็นตัวอย่างบ้างนะอาหลง ภายภาคหน้าจะได้รู้จักอ่อนข้อให้เมียบ้าง” จบคำพูดของพ่อสามี ผิงผิงก็ยิ้มหวานอีกครั้ง หนนี้เธอหันหน้าไปเผชิญกับสามีโดยตรง ดวงตาสองคู่สอดประสานกัน เหว่ยหลงมีสีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยนแปลง แถมด้วยหัวคิ้วที่ขมวดยุ่งเข้าหากันอย่างขัดใจเมื่อมือบางจ่อขนมมาที่ริมฝีปากเขา ได้กลิ่นสกิลแคร์หอมอ่อนๆ จากมือเธอด้วย คนตัวเล็กลอบกลืนน้ำลายขณะที่สายตาจดจ้องคนตรงหน้า นัยน์ตาหวานซึ้งสำรวจใบหน้าของเขาอย่างละเอียด ในระยะประชิดเช่นนี้เธอสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายบางอย่าง หัวใจของเธอเต้นถี่รัว ริมฝีปากอวบอิ่มขบเม้มเบาๆ สามีคนนี้ไม่ธรรมดาเอาเสียเลย... ตระกูลชางมีทายาทถึงสามคน และคนที่มีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ น้อยที่สุดเห็นทีว่าจะเป็นชางเหว่ยหลง พี่ใหญ่ของบ้านขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชา เหว่ยหลงไม่ค่อยสนใจผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่ชอบคนสวย และภรรยาของเขาก็สวยมากจริงๆ ใบหน้าพริ้มเพรางดงามดึงดูดสายตาผู้คนที่ได้พบเห็น นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนกลมโตแลดูดื้อรั้นพอตัว จมูกทรงหยดน้ำนั่นก็ถือดี แล้วไหนจะริมฝีปากอวบอิ่มที่ดูน่ามันเขี้ยวอีก น่าแปลกที่เธอไม่มีส่วนไหนที่คล้ายคลึงกับหลี่เชียนเลยสักนิด หรือไม่บางทีเธออาจเหมือนผู้เป็นแม่ แต่นั่นก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขา เธอจะเหมือนใครมันก็เรื่องของเธอ เพราะตอนนี้ทุกสายตากำลังจดจ้องมาที่เหว่ยหลงเป็นตาเดียว ราวกับจะพุ่งมาบีบคอกัน และตะโกนดังๆ ว่ารีบอ้าปากรับขนมจากอาซ้อใหญ่ได้แล้ว! เหว่ยหลงถอนหายใจแรงๆ เมื่อเลือกอะไรไม่ได้สักทางเขาจึงต้องอ้าปากรับขนมหวานจากภรรยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ “คราวนี้แกป้อนเมียซะ” ขนมที่ไม่ทันจะได้เคี้ยวแทบพุ่งเดี๋ยวนั้น ตามด้วยเสียงกลั้นขำจากเจ้าตัวแสบทั้งสองที่นั่งมองกันอย่างล้อเลียน พอหันมามองคนสวยตรงหน้าก็เห็นว่าเจ้าหล่อนยังคงนั่งนิ่ง ใบหน้าหวานเรียบเฉย แต่แก้มใสๆ กลับขึ้นสีระเรื่อ หึ.. เหว่ยหลงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ยิ่งทำให้คนตัวเล็กก้มหน้าหลบสายตาคู่คมมากกว่าเดิม คราแรกก็ตั้งใจจะปฏิเสธอยู่หรอกนะ แต่พอเห็นท่าทีเขินอายแบบนั้นก็ชักอยากจะป้อนแล้ว มือใหญ่ขาวสะอาดจึงหยิบขนมในถาดขึ้นมาถือไว้ในระดับสายตา หนแรกเหมือนเธอประหม่า แต่ครู่เดียวเท่านั้นใบหน้าสวยก็เชิดขึ้นดวงตากลมโตจ้องเขานิ่งราวกับท้าทาย? “ป้อนสิคะ” เหว่ยหลงหางตากระตุกยิกๆ สงสัยคงประเมินแม่คนนี้ผิดไป เธอไม่ได้ดูเขินอายอย่างตอนแรก ทว่าดูอวดดีอีกแล้ว และเขาเกลียดผู้หญิงจอมอวดดีอย่างเธอ! ผิงผิงเผยริมฝีปากแยกออกจากกันอย่างมีจริตก่อนจะค่อยๆ ละเมียดละไมขนมรสหวานในมือของสามี บางจังหวะกลีบปากนุ่มก็สัมผัสโดนก้านนิ้วแกร่ง ดังนั้นจึงมีการพลิกบทบาทกันเกิดขึ้น เพราะเหมือนว่าคนที่สมควรเสียอาการจะไม่ใช่ซ้อใหญ่ เป็นสามีของเธอที่ใบหน้าซับสีเลือดคล้ายกับว่าเลือดลมมันพลุ่งพล่านขึ้นศีรษะกะทันหัน อาการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นแต่เพียงเหว่ยหลง แม้แต่อาไป๋กับอาเหยียนก็ยังรู้สึกเลือดลมแล่นพล่านไม่แพ้พี่ใหญ่เลย ซ้อใหญ่ของชางไม่ธรรมดา... ชางจู่หลงจึงกระแอมเบาๆ เพื่อให้คนทั้งสองตระหนักได้ว่ายังมีอีกหลายชีวิตนั่งอยู่บริเวณนี้ ผิงผิงยิ้มเหนียมอาย ในตอนที่เธอละเมียดละไมขนมจากเฮียหลง สังเกตได้ว่ามือเขาสั่นถึงจะเล็กน้อยมากก็ตาม... ในที่สุดก็ถึงเวลาที่คนทั้งคู่ต้องเข้าห้องหอ ผิงผิงมองไปรอบๆ ห้องนอนกว้างใหญ่ทุกอย่างคุมโทนด้วยสีดำสลับขาว ภายในตบแต่งเรียบง่ายไม่ได้ดูโออ่าอย่างที่ควรจะเป็น มีอีกเรื่องคือเธอไม่ได้พักอยู่ที่คฤหาสน์ชาง อย่างที่คาดไว้ ตามธรรมเนียมของชางเมื่อมีคู่ครองแล้วต้องแยกออกไปเพื่อสร้างครอบครัวของตน ซึ่งแน่นอนว่าบ้านของเฮียหลงแทบไม่ต่างจากคฤหาสน์ชางสักเท่าไหร่นัก ขณะเดียวกันผิงผิงก็โล่งใจ อย่างน้อยก็ไม่ต้องอยู่บ้านใหญ่ที่มีเหล่าคนชุดดำเดินพลุกพล่านกันตลอดทั้งวัน เข้าใจว่าความปลอดภัยของคนในบ้านต้องมาก่อน แต่เธอก็ไม่ชินจริงๆ นั่นแหละ การออกมาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวแบบนี้นับว่าช่วยทำให้เรื่องน่าอึดอัดใจเบาบางลงได้? ไม่เลย...แทบไม่เบาบางลงเลยสักนิดเดียว เกือบลืมไปว่าคนที่ทำให้น่าอึดอัดใจก็ยืนหน้าตึงอยู่ในห้องกับเธอนี่ไง!คฤหาสน์ชางเหว่ยหลงพาภรรยามาร่วมโต๊ะอาหารที่บ้านใหญ่ สมาชิกทุกคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา รวมถึงอาไป๋ที่บินมาจากไทยเพื่อร่วมยินดีกับพี่ใหญ่ ตระกูลชางกำลังมีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่ง ทำให้ชางจู่หลงปลาบปลื้มใจเป็นพิเศษ ถึงแม้ลูกชายกับลูกสะใภ้จะยังคงตึงๆ ใส่กันอยู่บ้างก็ตาม“ในที่สุดบ้านเราจะมีเด็กมาวิ่งเล่นแล้ว” คนที่ตื่นเต้นรองจากชางจู่หลงน่าจะเป็นอาเหยียน“ต้องวิ่งบ้านฉันถึงจะถูก” เหว่ยหลงแย้งกลับ ทุกคนหันมาจ้องเขาเป็นตาเดียว เจ้าของคำพูดห้วนๆ จึงขยายความต่อ “ก็ลูกฉันนี่ ก็ต้องอยู่บ้านฉันไม่ใช่หรือไง จะมาวิ่งบ้านนายได้ไงอาเหยียน” “แหมเฮีย ไม่ทันไรก็หวงลูกแล้ว” “นายก็หัดจริงจังกับใครสักคนแล้วก็ทำลูกเองเสียสิ” เป็นประโยคธรรมดาแต่กลับทำเอาคนฟังขนลุกซู่ อาเหยียนเปลี่ยนเรื่องด้วยการหันไปคุยกับซ้อแทนการสนทนากับพี่ชาย“เต้าหู้ทรงเครื่องจานนี้เด็ดมากซ้อลองดู” เหว่ยหลงที่มองเหตุการณ์ตรงหน้ารู้สึกเหมือนตัวเองบกพร่องในหน้าที่ เขาเป็นสามีเธอแท้ๆ ยังไม่เคยทำแบบนั้นเลย ไวเท่าความคิดหมูสามชั้นผัดถั่วงอกถูกคีบขึ้นมาชนกับตะเกียบของอาเหยียนจนอีกฝ่ายงุนงง จานของผิงผิงจึงมีหมูสามชั้นผัดถั่วงอกแทนที่เต้า
เหตุการณ์ในลักษณะนี้คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน อาจจะเป็นวันแรกที่ผิงผิงแต่งเข้าชาง วันนั้นก็อย่างนี้ ประตูห้องถูกล็อกจากด้านนอก ต่างกันก็ตรงที่อารมณ์ อาหลางทำงานไวเหมือนกลัวไม่คุ้มเงินเดือน เสียงขลุกขลักด้านนอกทำให้รู้ว่าเขาได้ล็อกประตูตามคำบัญชาแล้วส่วนเฮียหลงเขายังโอบกอดเธอจากทางด้านหลัง สักพักก็ลงไปนั่งบนเตียงแทนโดยมีเธออยู่บนตักแกร่ง ฝ่ามือใหญ่ขาวจัดกำลังลูบๆ คลำๆ บริเวณหน้าท้อง ซึ่งนั่นทำให้ผิงผิงย่นคิ้วไม่พอใจ“เมื่อก่อนฉันมองเธอผิดไปด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้ต้องคิดแบบนั้น”“เพราะผิงไม่ได้บอกเฮียเรื่องจือลู่?” “มีส่วนนิดหน่อย” “แล้วเรื่องที่เฮียเข้าใจผิดคืออะไร”เหว่ยหลงเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มพูดต่อ “ภูมิหลังของเธอไม่ใช่แค่เด็กกำพร้า…” คนในอ้อมแขนเหมือนจะเกร็งตัวขึ้นมา “เฮียรู้อะไรมาเหรอคะ” ที่ผ่านมายอมรับว่าไม่เคยอยากรู้เรื่องพ่อแม่ที่แท้จริง ผิงผิงคิดว่าสิ่งนั้นไม่จำเป็น ในเมื่อพวกท่านทิ้งเธอไป เหตุใดต้องอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับพวกท่านให้ยุ่งยากใจ ทว่าลึกๆ แล้วมันก็มีหลายครั้งที่ทำให้นึกถึง อย่างเช่นหากเธอไม่ได้เป็นเด็กกำพร้า ไม่ต้องมาอยู่ตระ
ชางเหว่ยหลงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่หน้าห้องนอนใหญ่ เขายกหลังมือขึ้นเตรียมจะเคาะประตู แต่อึดใจต่อมาก็เอากลับมาแนบลำตัวตามเดิม สักพักก็จะเคาะใหม่อีกครั้ง ในขณะที่สมองก็เตรียมคำพูดไว้อย่างมากมาย เธอมีอะไรจะบอกฉันไหม…ในท้องเธอน่ะกี่เดือนแล้ว…ที่ผ่านมาฉันมองเธอผิดไปเอง…เรามาเริ่มต้นใหม่กันเถอะ…ตอนนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดออกมาโดยมีร่างผอมเพรียวของผิงผิงยืนอยู่ตรงหน้า เธอเลิกคิ้วขึ้นเมื่อเห็นเขายืนยกมือค้างกลางอากาศ เหว่ยหลงกะพริบตาถี่ๆ จากนั้นก็รีบหุบแขนลง“กินข้าวหรือยัง” ดูเหมือนว่าคำถามที่เตรียมไว้เขาไม่ได้เลือกมาใช้สักประโยค“เรียบร้อยแล้วค่ะ” “แล้วจะไปไหน”ผิงผิงยกเหยือกแก้วใส่น้ำขึ้นก่อนจะบอกเขาว่า “มันหมดค่ะ ผิงจะลงไปเติม” เหว่ยหลงพยักหน้ารับแล้วคว้าเอาเหยือกน้ำมาถือไว้เอง“เดี๋ยวจัดการให้” ไม่รอให้อีกฝ่ายได้คัดค้าน เขาก็หมุนปลายเท้าเดินลงบันไดไปเสียแล้ว ผิงผิงยืนมองแผ่นหลังกว้างของเฮียหลงอย่างไม่เข้าใจ หรือเธอพลาดอะไรไปหรือเปล่านะ…เธอยืนรออยู่หน้าห้องกระทั่งเหว่ยหลงกลับขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับน้ำที่เต็มเหยือก “ขอบคุณค่ะ” “วันนี้ฉันจะนอนที่ห้อง” “คะ?” “ก็นอนห้อ
‘เป็นยาที่แพทย์มักจ่ายให้คนท้องซะส่วนใหญ่ เฮียไปเอามาจากไหน’อาไป๋พิมพ์ข้อความส่งกลับไปหลังจากที่พี่ใหญ่ของบ้านส่งรูปภาพบางอย่างมาถามเขา ข้อความถูกอ่านแล้วทว่าไร้วี่แววของคนถาม“พ่อครับ ผมควรทำยังไง” เหว่ยหลงนั่งหน้าแดงก่ำอยู่ปลายเตียงของบิดา ชางจู่หลงที่ถูกรบกวนเวลานอนมีสีหน้าเหนื่อยหน่ายใจ “แกรู้อยู่แล้วอาหลงว่าต้องทำยังไง คำตอบทุกอย่างมันอยู่ที่ตรงนี้” จู่หลงจิ้มนิ้วไปยังอกด้านซ้าย ต่อมาก็เคลื่อนขึ้นข้างขมับ “และก็ตรงนี้ ฉันไม่อยากให้แกตัดสินใจพลาดหรอกนะ คนที่จะเจ็บมันก็คือตัวแกเองอาหลง” เหว่ยหลงที่มีอาการกรึ่มๆ สะบัดศีรษะเล็กน้อยเพื่อเรียกสติ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยต้องมานั่งระบายเรื่องอึดอัดใจต่อบิดา นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร เรื่องราวที่สมควรจะเดินไปในทิศทางที่วางไว้กลับตาลปัตรไปหมด “ผิงท้อง...” เหว่ยหลงเอ่ยเสียงเบาหวิว “ฉันรู้” “ครับ?” หัวคิ้วเข้มขมวดยับยู่กับคำตอบที่ได้ยิน“บอกว่าฉันรู้แล้ว”“พ่อรู้ได้อย่างไง” จู่หลงส่ายหน้าระอา จากนั้นก็ลุกขึ้นไปที่ชั้นไม้แกะสลักลายมังกรหยิบเอกสารบางอย่างออกมาให้ลูกชาย“เก่งทุกเรื่อง ฉลาดทุกอย่าง แต่ไม่มีไ
ผิงผิงเรียนรู้การเป็นเลขาของสามีได้หนึ่งสัปดาห์ โดยเวลาส่วนใหญ่มักอยู่แต่ในห้องทำงานกับเฮียหลง ไม่ว่าจะในสถานะไหนเหว่ยหลงก็คือเหว่ยหลง เขาจองจำเธอให้อยู่แต่ในพื้นที่ของเขา ตั้งแต่มาทำงานกับสามีเธอแทบไม่ได้พบเจอคนใหญ่คนโตของที่นี่ เจอแต่หน้าท่านประธานถือว่าข้ามขั้นตอนไปเยอะเลยทีเดียว!ช่วงพักเที่ยงผิงผิงอยู่ทำงานเพียงลำพังภายในห้องแอร์เย็นฉ่ำ ส่วนเฮียหลงเขาไปคุยงานนอกสถานที่ยังไม่กลับมา เหว่ยหลงไม่ได้ให้ผิงผิงติดตามไปด้วย ทำให้นึกถึงคำพูดตอนที่เขาพาฟางฟางเข้าบ้าน เพราะเป็นเลขาจึงต้องไปไหนมาไหนด้วยกันน่ะเหรอ ดูก็รู้ว่าเขาโกหกทั้งเพ ไม่เช่นนั้นเลขาอย่างเธอจะนั่งอ่านเอกสารอยู่ภายในห้องคนเดียวงั้นเหรอ ก๊อกๆ“ขออนุญาตครับ”เป็นอาหลางที่เดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหารจานใหญ่ที่มีฝาครอบอย่างมิดชิด“ของฉันเหรอ” “ครับ เฮียสั่งมาให้น่ะครับ” อาหลางยิ้ม เขานำถาดอาหารวางไว้ที่ห้องครัว ห้องทำงานของเหว่ยหลงกว้างใหญ่มากมีครบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นห้องครัว ห้องนอน หรือแม้กระทั่งห้องฟิตเนส เพราะมีช่วงหนึ่งที่เฮียหลงไม่กลับบ้าน ผิงผิงเข้าใจแล้วว่าทำไม ก็ห้องทำงานของเขาครบครันเสียขนาดนี้ ดีไม่ดีก็คงพายัย
เหว่ยหลงส่งภรรยาที่บ้าน ส่วนตัวเขาเดินทางไปเคลียร์งานที่บริษัท รวมถึงประสานงานเรื่องการเปลี่ยนเลขาคนใหม่ แน่นอนว่าเมื่อเรื่องนี้ถึงหูจินเยว่ผู้อาวุโสไม่พอใจเป็นอย่างมาก แต่พอรู้ว่าเป็นคำสั่งของชางจู่หลงก็ทำได้เพียงเงียบเท่านั้น จางจือลู่ได้รับเรื่องอย่างรวดเร็ว คิดไม่ถึงว่าหมากที่วางไว้ถูกเปลี่ยนตัวเดินกะทันหัน ดวงตาเรียวคมหันมองหญิงสาวที่นอนหลับอยู่ข้างกายด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากเป็นเช่นนั้นหลี่ฟางฟางก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป เขาเองก็เบื่อจะคุยดีกับสองพ่อลูกบ้านหลี่จะแย่ หลี่เชียนกำเริบขึ้นทุกวัน ผีพนันเข้าสิงเกินจะกู่กลับ ไม่เอาการเอางานปล่อยทิ้งธุรกิจโรงแรมที่เป็นรายได้หลัก ไม่คิดจะสนใจเข้าดูแล เห็นทีว่าเขาเองก็ไม่มีเหตุจำเป็นต้องช่วยตาแก่นั่นอีกเหว่ยหลงกลับบ้านตอนเที่ยงคืน ใบหน้าหล่อเหลาค่อนข้างหมองคล้ำ ท้องร้องโครกครากประท้วงอย่างหนัก นั่นเป็นเพราะว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องสักอย่าง มีหลายเรื่องที่เขาต้องจัดการแทบไม่มีเวลาให้คิดสิ่งอื่นใด ร่างสูงเดินไปยังครัวเพื่อหาอะไรรองท้อง ทว่าแผ่นหลังของใครบางคนทำให้เท้าหนักต้องหยุดชะงัก ผิงผิงยืนอยู่หน้าตู้เย็นหยิบนมกล่องใหญ่รินใส่แก้วในมือด้วยความระ







