เข้าสู่ระบบ“ใจเย็นก่อนใต้เท้า” รัชทายาทเอ่ยปรามขุนนางที่มีทีท่าไม่พอใจเขาด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็แค่มีเรื่องสงสัยเท่านั้น แต่ว่ามีเพียงท่านและฮูหยินที่จะไขความกระจ่างนี้ได้ หากท่านยังไม่อยากจะบอกข้าในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร เรายังมีเรื่องอีกมากที่ต้องกระทำ”ซุนเจิงหันมองหน้าเหอลี่อิงพร้อมทั้งถอนหายใจออกมายาวเหยียด ส่วนเหอลี่อิงก็ได้แต่ส่ายศีรษะไม่ให้เอาความจากเว่ยหลาง“มีเรื่องมากมายที่มนุษย์อย่างเรานั้นไม่สามารถเข้าใจหรืออธิบายได้” เหอลี่อิงเป็นฝ่ายพูดขึ้นบ้าง มองไปยังเด็กหนุ่มที่เธอทราบแล้วว่าฉลาดเฉลียวเพียงใด “แต่หากพูดไป ดีไม่ดีข้าและใต้เท้าอาจกลายเป็นคนวิกลจริตไปเสีย อย่างไรเรื่องนี้ก็คนละเรื่องกับงานของรัชทายาทและใต้เท้า เช่นนั้นก็อย่าหยิบยกมาใส่ใจกันเลย”“ข้ามิได้นำเรื่องนั้นมาเพื่อตั้งข้อบาดหมางแต่ประการใด ข้าเพียงอยากรู้จักพวกท่านเหมือนที่ท่านรู้จักข้าก็เท่านั้น เอ่ยตามตรง นอกจากพวกท่านแล้ว ก็คงจะไม่มีใครรู้จักตัวตนของข้าเลยแม้สักคนเดียว”ซุนเจิงที่ได้ยินก็มิได้คลายใบหน้าที่เคร่งขรึมลง กลับกันเขามองใบหน้าที่สลดลงถนัดตาด้วยความรู้สึกต่างออกไปจากเมื่อครู่นี้ “เอาเถอะ สนใจเรื่องของวันนี้จะดีกว่า”“วัน
วังบูรพาที่ไม่เคยเปิดต้อนรับคนนอก กลับเปิดกว้างรับแขกมากมายที่หอบเอาทั้งคำครหา ข้อถกเถียงต่างๆ นานามาสนทนากันเสียจนเจ้าของตำหนักเริ่มเวียนหัว แต่ก็ทำได้แค่ยิ้มอย่างคนเขลาเบาปัญญาและฟังเสียงสนทนาที่ลอยมาตามลมเท่านั้น‘ที่ซุนจ้าวเฟิงไม่รับตำแหน่งเสนาบดีกรมคลังอาจเพราะเรื่องนี้ก็เป็นได้!’เปล่าเลย ข้าเพิ่งจะจับเขานั่งตำแหน่งอัครเสนาบดีเมื่อสองวันก่อน...รัชทายาทที่นั่งจิบชาตอบเสียงสนทนาทั้งหลายที่ลอยมาตามลมภายในใจ แต่กลับยิ้มย่องด้วยความพอใจ และนั่งเงี่ยหูฟังต่อไป‘เช่นนี้แล้วรัชทายาทถือหางเขาอย่างนั้นรึ หรือว่าเขาถือหางรัชทายาทกันเล่า’ข้อนี้ข้าก็ไม่ทราบ แต่หากพวกเจ้าพูดต่อ ข้าอาจถือดาบไปฟันพวกเจ้าก็เป็นได้...เว่ยหลางแสยะยิ้มในใจ มือข้างหนึ่งโบกพัดเพื่อดับโทสะที่เหมือนจะเริ่มก่อตัวขึ้นมาเสียแล้ว“รัชทายาท”เว่ยหลางดึงสติกลับมาอยู่กับตนอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงเรียก มองชายสูงวัยที่เข้ามาหาเขาด้วยรอยยิ้ม และมองสิ่งของในมือที่อีกฝ่ายหอบหิ้วมาให้แก่เขา “กระหม่อมนำสุราชั้นดีมาถวายแก่รัชทายาท โปรดทรงรับไว้ด้วยเถิด”“ไม่เห็นใต้เท้าต้องลำบากเลย งานวันนี้เป็นของใต้เท้าซุน แต่กลับมีคนเอาของมาให้ข
“ยังไม่เตรียมตัวอีกหรือขอรับ” แขกที่ซุนเจิงเชื้อเชิญให้นั่งเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม“ประเดี๋ยวค่อยไปเปลี่ยนชุดก็ได้ ชุดของบุรุษมิได้ยุ่งยากอะไร”“รัชทายาทให้ข้ามารับใต้เท้ากับฮูหยินด้วยตนเอง”ซุนเจิงพยักหน้ารับ แม้ว่ารัชทายาทจะกระทำกับเขาเหมือนเด็กน้อยที่เดินเข้าตำหนักบูรพาไม่ถูก“งานวันนี้คงลือไปทั่วเมืองหลวงกระมัง”“ขอรับ ความจริงไม่มีใครคิดด้วยซ้ำไปว่ารัชทายาทจะใช้พระราชอำนาจที่จักรพรรดิมอบให้ก่อนหน้านี้ นำตัวท่านเข้ามาอยู่ในสำนักตรวจสอบ”“คงจะอย่างนั้น แต่มีอำนาจแล้วไม่ใช้ ก็จะมีไปทำไมกัน”“เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก อัครเสนาบดีแห่งต้าเว่ยมีเพียงสามคน และท่านกำลังเป็นหนึ่งในนั้น”“ฮะ! อัครเสนาบดี!” คนที่ได้ยินชื่อตำแหน่งของตนทำตาโต เอ่ยถามราชองครักษ์ด้วยความฉงนสนเท่ห์“ขอรับ ตำแหน่งที่รัชทายาทจะแต่งตั้งให้แก่ท่านคืออัครเสนาบดี ทั้งแผ่นดินนี้มีเพียงสามคน คุมทั้งสามสำนัก และดูแลทั้งหกกรม ก่อนหน้านี้ตำแหน่งนี้ร้างราเพราะจักรพรรดิแต่งตั้งให้รัชทายาทเข้ามาควบคุม แต่บัดนี้รัชทายาทกลับแต่งตั้งใต้เท้าขึ้นมาแทน”“ไหนรัชทายาทเอ่ยว่าเอาข้าไปแทนที่ชายชราอย่างไรเล่า”“เกรงว่าที่สำนักตรวจสอบจะไม่มีชายช
ซุนเจิงมองใบหน้าที่ยับยู่ราวกับใคร่ครวญสิ่งที่ยากเหลือหลาย อีกทั้งยังพูดสิ่งใดออกมาไม่ได้ศัพท์ราวกับวิกลจริตพูดกับอากาศธาตุ หรือไม่ก็กำลังสนทนากับเง็กเซียนฮ่องเต้บนสวรรค์ชั้นฟ้า จนท้ายที่สุดชายชราที่เขาเฝ้ารอเอาคำตอบก็พลันลืมตาพร้อมกับเสียงร้องประหนึ่งตกใจนักหนา และหันมายิ้มแฉ่งให้เขา“ใต้เท้าแข็งแรงดีทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล”“อย่างนั้นหรือ” ซุนเจิงชักมือกลับเมื่อได้ยินคำตอบจากหมอชราที่เขาดั้นด้นมาหา “แล้วเหตุใดฮูหยินข้าจึงไม่ตั้งครรภ์เสียที”“โธ่ ใต้เท้า เรื่องนั้นบางทีก็ต้องพึ่งบุญวาสนา ดูอย่างตระกูลสวีที่อยู่ตรงหัวมุมถนน พวกเขาแต่งงานกันมาเป็นสิบปี ฮูหยินของเขาเพิ่งจะตั้งครรภ์เอาตอนอายุสามสิบ”“แต่ข้าก็รอมานานแล้ว” นานมากเสียด้วย เหตุใดหนอบุญวาสนาที่ว่านั้นจึงไม่บังเกิดแก่เขาเสียที“ใจเย็นก่อนใต้เท้า หากท่านกังวลใจเรื่องนี้ ข้าจะจัดเทียบยาบำรุงให้ดีหรือไม่”“ไม่ต้อง ข้าจะรอบุญวาสนาต่อไปก็แล้วกัน” ซุนเจิงเอ่ยตัดบท ส่งเงินจำนวนหนึ่งให้แก่หมอชรา และกลับออกมาจากบ้านไม้เก่าที่พักอาศัยของหมอผู้นี้เมื่อออกมายืนอยู่ด้านหน้าก็บิดขี้เกียจอย่างคนเกียจคร้าน มองไปรอบกายก็เห็นแต่ผู้คนวิ่ง
“ออกมาแค่นี้ต้องพกดาบมาด้วยหรือ” เหอลี่อิงเอ่ยถามบุรุษที่เดินกุมมือของเธอไปตามถนนที่เรียงรายด้วยร้านรวงมากมาย วันนี้ซุนเจิงทำตามสัญญาที่ให้ไว้แก่เธอเมื่อช่วงเช้า เขาจึงมาเดินกุมมือเธอเดินไปตามทาง แต่สิ่งที่แปลกออกไปคือวันนี้เขาเหน็บดาบเล่มยาวไว้ข้างเอวอย่างที่ไม่ใคร่จะทำ หรือว่าออกมาข้างนอกเพียงลำพังสองคนจึงทำให้เขาต้องระแวดระวังถึงเพียงนี้“กันไว้ก่อน คราวที่แล้วฉันโดนลอบทำร้ายไปหนหนึ่ง คราวนี้หากโดนอีก ฉันจะฟันมันให้ขาดเป็นสองท่อนเลยเชียว”“โหดปานนั้นเลยหรือคุณน่ะ”“เธอไม่รู้อะไรเสียแล้วเหอลี่อิง ฉันน่ะเคยทำมากกว่านั้นอีก”เหอลี่อิงมองบุรุษที่วางมาดคุยโวใส่เธอก็ได้แต่โคลงศีรษะ เบ้ปากในความขี้โม้ของอีกฝ่าย แต่ใช่ว่าเธอจะนึกเถียงเขาแต่อย่างใด เพราะเรื่องหน้าที่การงานในส่วนนั้นเธอเองก็ไม่ได้รับรู้เช่นกัน ด้วยทุกอย่างเป็นความลับมาโดยตลอด“ไปโรงเตี๊ยมข้างหน้านี่ไหม ฉันเห็นพวกขุนนางพุงพลุ้ยชอบเข้าไปกันนัก”“ขุนนางพุงพลุ้ยอย่างนั้นหรือ”“ใช่ ยิ่งพุงพลุ้ยเท่าไหร่ นั่นก็หมายความว่าร้านนั้นรสชาติดี”เหอลี่อิงเลิกคิ้วสงสัยในมาตรวัดความอร่อยที่ซุนเจิงหยิบยกขึ้นมาใช้อย่างภาคภูมิใจ แต่ก็ยินยอมเดิ
“หนทางข้างหน้าของท่านคงสดใสไม่น้อย หากคนที่เป็นปรปักษ์กับท่านเขลาถึงเพียงนี้ มีอย่างที่ไหนเดินมาสาวไส้ของตนให้คนอื่นรู้ หรือเขาคิดว่าข้าไม่รู้ว่าคนที่คิดทำร้ายข้าคือเขา หรือเขาไม่รู้ว่าคนที่ทำร้ายข้าคือคนของ...” ซุนเจิงชะงักไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา แต่นั่นกลับกลายเป็นว่าทำให้เว่ยหลางที่หัวเราะชอบใจก่อนหน้าพลันเปลี่ยนสีหน้ามาเป็นนิ่งงัน และทบทวนสิ่งที่ขุนนางคนสนิทเอ่ยขึ้น“สุนัขลอบกัด เลี้ยงอย่างไรก็ไม่เชื่อง”“ระวังให้ดี คนตำหนักนี้เป็นคนของท่านจริงหรือไม่ต้องตรองให้ถี่ถ้วน ใช่ว่าเขาชักจูงคนของท่านได้แล้วหรือ”“ไม่ใช่อย่างแน่นอน ข้าทราบเรื่องมาพักหนึ่งแล้ว เขาพยายามชักจูงคนของข้าจริงอย่างที่ท่านพูดมา แต่ทำไม่ได้ โชคดีที่คนของข้ามิได้อยู่เพราะลาภยศเช่นเดียวกับท่าน พวกเราแค่ต้องการความเปลี่ยนแปลงและความหวังว่าต้าเว่ยจะดีขึ้นกว่านี้เท่านั้น”“เปล่าเลย ข้ามิได้ปรารถนาในสิ่งที่ท่านกล่าวมาแม้แต่น้อย ข้าอยู่ที่นี่ก็เพราะท่าน” ซุนเจิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดที่ชัดเจนไปกว่านี้ คนฟังจะตีความไปว่าอย่างไร เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจ “ข้าช่วยให้เขามีหน้ามีตา ไม่ถูกดูแคลน และหวังให้เป็นกำลังสำคัญให้แก่ท่านในอนาคต แต่







