LOGINซุนจ้าวเฟิงจะได้ตระหนักถึงเรื่องนี้หรือไม่นั้นก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ซุนเจิงเริ่มตระหนักได้ตั้งแต่ไล่เลียงความทรงจำของอีกฝ่าย ยิ่งโดดเด่นมากเท่าใดก็เหมือนเป็นเป้านิ่งในที่แจ้ง เรื่องอิจฉาริษยานั้นไม่ว่ายุคสมัยไหนล้วนมีด้วยกันทั้งนั้น แต่เขาไม่ใช่ซุนจ้าวเฟิง จึงเริ่มกังวลว่าตนจะเก่งได้ถึงครึ่งของซุนจ้าวเฟิงหรือไม่
“เป็นอะไรไป”
คนที่อยู่ในห้วงภวังค์ผละออกจากความคิดเมื่อสตรีที่นิ่งเงียบอยู่นานเอ่ยถามขึ้น
“ฉันไม่รู้ว่าจะเก่งกาจเหมือนซุนจ้าวเฟิงหรือไม่ เขาอายุยังน้อย แต่กลับได้เป็นถึงรองเสนาบดี นับว่าไม่ธรรมดาเลย”
เหอลี่อิงได้ยินเช่นนั้นก็กลับมาคิดทบทวนเรื่องของเหอเสี่ยวอิงบ้าง สตรีนางนี้เป็นบุตรสาวในตระกูลขุนนาง มีพี่ชายถึงสองคน คนหนึ่งตายในสนามรบ อีกคนเป็นขุนนาง นางเป็นที่รักของครอบครัว รักมากเสียจนให้นางแต่งงานกับซุนจ้าวเฟิง ขุนนางหนุ่มผู้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานกว่าบุรุษอื่น ด้วยหวังว่าเขาจะให้เกียรติและดูแลนางเป็นอย่างดี แต่กระนั้นชีวิตของผู้หญิงในยุคนี้ก็น่าเบื่อเสียเหลือเกิน
แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะถูกบังคับให้แต่งงานกับซุนเจิง แต่ก็ยังได้ใช่ชีวิตในรูปแบบอื่นอยู่บ้าง เธอยังคงได้ทำงานที่อยากจะทำโดยซุนเจิงไม่ได้เอ่ยปากห้าม ได้คบค้าสมาคมกับคนมากหน้าหลายตา แต่ดูเหมือนว่าสตรีในสมัยนี้ไม่อาจทำสิ่งใดได้ นอกจากอยู่บ้าน เตรียมอาหาร และเลี้ยงลูกเท่านั้น
“แล้วเธอล่ะเป็นอะไรไป ชีวิตของเหอเสี่ยวอิงยากเย็นจนหนักใจเชียวหรือ” เมื่อหญิงสาวนิ่งเงียบไปนาน ซุนเจิงจึงเอ่ยถามกลับไปบ้าง ซึ่งเธอก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาปฏิเสธ
“น่าเบื่อเสียมากกว่า ดูเหมือนว่าสมัยนี้ฉันไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากอยู่บ้าน ทำอาหาร ค่อยเลี้ยงลูก”
“ฟังดูก็สบายดีไม่ใช่หรือ”
“น่าเบื่อจะตาย แต่ก่อนสมัยสาวๆ ฉันยังทำงานข้างนอกบ้านได้ แต่ที่นี่ถ้าฉันออกไปทำคงเป็นที่ครหาไปทั้งเมือง ภรรยาของขุนนางบากหน้าออกมาทำงาน ดีไม่ดีคุณอาจจะตกที่นั่งลำบากก็ได้ อีกอย่างทางตระกูลเหอคงไม่พอใจหากฉันดื้อรั้นออกไปผจญโลกนอกจวนขุนนาง”
“จริงอย่างที่เธอว่า ถ้างั้นก็อยู่บ้านไปแล้วกัน คนที่นี่มากมาย คงไม่น่าเบื่อนักหรอก” ซุนเจิงเสนอแนะเชิงปลอบใจ “ว่าแต่เราต้องไปเยี่ยมบ้านเจ้าสาวกันไหม”
“คงต้องไปกระมัง เรื่องนี้ฉันก็กังวลอยู่ แม้ว่าเราจะเหมือนกับซุนจ้าวเฟิงเหมือนกับเหอเสี่ยวอิง แต่ทางนั้นจะเชื่อหรือว่าเราคือสองคนนั้นจริงๆ” ธรรมเนียมปฏิบัติ อย่างไรเสียพวกเธอคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหอลี่อิงจึงหนักใจในเรื่องนี้อยู่หลายส่วน ด้วยไม่รู้ว่าหากมีคนระแวงเรื่องของเธอและซุนเจิงขึ้นมาจะเป็นอย่างไร ที่นี่ทั้งเธอและซุนเจิงล้วนไม่คุ้นเคย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรอยู่ที่ใด หรือควรทำอย่างไร
“ฉันไม่สนหรอก”
เหอลี่อิงมองหน้าชายหนุ่มที่พูดอย่างไม่ยี่หระ
“ใครจะมานั่งหาความจริงในเรื่องนี้กัน ในเมื่ออย่างไรเสียมนุษย์ส่วนใหญ่ก็เชื่อในสิ่งที่ตาเห็นมากกว่าเหตุและผล เพราะฉะนั้นฉันเลยไม่คิดว่าเขาจะติดใจเอาความในเรื่องนี้เสียเท่าไรนัก เธอก็อย่าคิดมากไปเลย”
เหอลี่อิงถอนหายใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ซุนเจิงพูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง เช่นนั้นเธอก็ควรทำตามที่เขาบอก คืออย่าคิดมากจนเกินไป...
“อยู่ที่นี่เธออาจจะต้องดูแลคนทั้งหมดในบ้านหลังใหญ่นี้ เธอจะจัดการได้ไหม”
“ฉันจะพยายาม” นึกถึงคนมากมายที่เดินกันขวักไขว่ไปมาก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ จะบอกปัดว่าทำไม่ได้หรือก็กระไรอยู่ ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นนายหญิงของจวน
“อย่างนั้นก็ดี ให้คิดเสียว่าเรามาใช้ชีวิตอีกโลกหนึ่ง และเมื่อถึงเวลาเราก็ต้องจากไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้น" ซุนเจิงเอ่ยอย่างปลงตก ชายชราที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากไม่ควรจะหลงระเริงกับชีวิตใหม่ เพราะอย่างไรปลายทางก็มีแต่คำว่าจากลาอยู่วันยังค่ำ "จะว่าไป เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ฉันกับเธอเหมือนได้กลับมาต่อเวลาชีวิตกันอีกครั้ง”
“แต่ก็ไม่ควรย้อนกลับมาไกลขนาดนี้ ฉันทำตัวไม่ถูกเอาเสียเลย นี่ฉันจะต้องทำตัวเหมือนนางเอกในละครที่ข้ามเวลามาหรือเปล่า แบบว่าแก่นเซี้ยวสมัยใหม่ สร้างปรากฏการณ์พลิกหน้าประวัติศาสตร์อะไรเทือกนั้น”
“เธอไม่ได้ข้ามเวลามาเป็นฮองเฮา ยายแก่เหอลี่อิง เธอข้ามเวลามาเป็นเมียฉัน เป็นเมียขุนนางคนหนึ่ง เหมือนเมื่อก่อนที่เธอเป็นเมียนายทหารคนหนึ่ง ไม่ได้แตกต่างกันเลย”
“เฮ้อ”
เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจของสตรีข้างกาย ซุนเจิงก็มองเธออย่างไม่ชอบใจเท่าไรนัก “ถอนหายใจทำไม เธอไม่ชอบใจหรือที่ต้องมาเป็นเมียฉันอีกรอบ”
“นี่ฉันต้องเจอคุณอีกสี่สิบปีเชียวหรือ” สตรีที่เอ่ยออกมาแทบจะกลอกตากลับ เมื่อนับตามอายุขัยแล้ว หากเขาและเธอไม่เกิดอุบัติเหตุหรือไปขัดขาใครในสมัยนี้เข้าเสียก่อน ก็หมายความว่าเขาและเธอจะเหลือเวลาอีกร่วมสี่สิบกว่าปีเชียวนะ
ซุนเจิงหยุดชะงัก หันมาประจันหน้ากับเธอด้วยสีหน้าคาดคั้นจะเอาความในสิ่งที่เธอเอ่ยออกไปเมื่อครู่ “เอ๊ะ! ยายแก่นี่! พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไงกัน!”
“ทำไม ก่อนหน้านี้คุณยังอยากหย่ากับฉันอยู่เลยไม่ใช่หรือ ฉันก็แค่คิดแทนคุณก็เท่านั้น คุณจะมาทุกข์ร้อนอะไร”
“นั่นมันแต่ก่อน เธอดูตอนนี้สิ! อย่างเธอถ้าไม่มีฉันจะใช้ชีวิตที่นี่ยังไงฮะ! อย่าคิดอะไรบ้าๆ เหมือนนางเอกในละครหรือนิยายประโลมโลกของเธอเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นได้เจอดีแน่ยายแก่!”
“ทั้งที่กลับมาหนุ่มแน่นแล้วแท้ๆ คุณก็ยังเจ้ากี้เจ้าการไม่เปลี่ยน น่าเบื่อเสียจริง”
ซุนเจิงมองสตรีที่พูดอย่างไม่ใส่ใจว่าเขาจะเป็นเดือดเป็นร้อนอย่างไร อีกทั้งยังเดินนำหน้าลิ่วๆ ไปยังที่ใดก็ไม่ทราบ จนเขาได้แต่ข่มอารมณ์และเดินตามเธอไป แม้เวลาจะทำให้พวกเขาต้องมาผจญโลกใบใหม่แห่งนี้ แต่เวลาไม่ได้เปลี่ยนพวกเขาแม้แต่น้อย...
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







