Home / รักโบราณ / ณ อนันต์ / หลังคืนเข้าหอ 2

Share

หลังคืนเข้าหอ 2

last update publish date: 2026-01-16 17:38:00

ซุนจ้าวเฟิงจะได้ตระหนักถึงเรื่องนี้หรือไม่นั้นก็ไม่อาจรู้ได้ แต่ซุนเจิงเริ่มตระหนักได้ตั้งแต่ไล่เลียงความทรงจำของอีกฝ่าย ยิ่งโดดเด่นมากเท่าใดก็เหมือนเป็นเป้านิ่งในที่แจ้ง เรื่องอิจฉาริษยานั้นไม่ว่ายุคสมัยไหนล้วนมีด้วยกันทั้งนั้น แต่เขาไม่ใช่ซุนจ้าวเฟิง จึงเริ่มกังวลว่าตนจะเก่งได้ถึงครึ่งของซุนจ้าวเฟิงหรือไม่

“เป็นอะไรไป”

คนที่อยู่ในห้วงภวังค์ผละออกจากความคิดเมื่อสตรีที่นิ่งเงียบอยู่นานเอ่ยถามขึ้น

“ฉันไม่รู้ว่าจะเก่งกาจเหมือนซุนจ้าวเฟิงหรือไม่ เขาอายุยังน้อย แต่กลับได้เป็นถึงรองเสนาบดี นับว่าไม่ธรรมดาเลย”

เหอลี่อิงได้ยินเช่นนั้นก็กลับมาคิดทบทวนเรื่องของเหอเสี่ยวอิงบ้าง สตรีนางนี้เป็นบุตรสาวในตระกูลขุนนาง มีพี่ชายถึงสองคน คนหนึ่งตายในสนามรบ อีกคนเป็นขุนนาง นางเป็นที่รักของครอบครัว รักมากเสียจนให้นางแต่งงานกับซุนจ้าวเฟิง ขุนนางหนุ่มผู้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานกว่าบุรุษอื่น ด้วยหวังว่าเขาจะให้เกียรติและดูแลนางเป็นอย่างดี แต่กระนั้นชีวิตของผู้หญิงในยุคนี้ก็น่าเบื่อเสียเหลือเกิน

แม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะถูกบังคับให้แต่งงานกับซุนเจิง แต่ก็ยังได้ใช่ชีวิตในรูปแบบอื่นอยู่บ้าง เธอยังคงได้ทำงานที่อยากจะทำโดยซุนเจิงไม่ได้เอ่ยปากห้าม ได้คบค้าสมาคมกับคนมากหน้าหลายตา แต่ดูเหมือนว่าสตรีในสมัยนี้ไม่อาจทำสิ่งใดได้ นอกจากอยู่บ้าน เตรียมอาหาร และเลี้ยงลูกเท่านั้น

“แล้วเธอล่ะเป็นอะไรไป ชีวิตของเหอเสี่ยวอิงยากเย็นจนหนักใจเชียวหรือ” เมื่อหญิงสาวนิ่งเงียบไปนาน ซุนเจิงจึงเอ่ยถามกลับไปบ้าง ซึ่งเธอก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมาปฏิเสธ

“น่าเบื่อเสียมากกว่า ดูเหมือนว่าสมัยนี้ฉันไม่ต้องทำงาน ไม่ต้องทำอะไรเลย นอกจากอยู่บ้าน ทำอาหาร ค่อยเลี้ยงลูก”

“ฟังดูก็สบายดีไม่ใช่หรือ”

“น่าเบื่อจะตาย แต่ก่อนสมัยสาวๆ ฉันยังทำงานข้างนอกบ้านได้ แต่ที่นี่ถ้าฉันออกไปทำคงเป็นที่ครหาไปทั้งเมือง ภรรยาของขุนนางบากหน้าออกมาทำงาน ดีไม่ดีคุณอาจจะตกที่นั่งลำบากก็ได้ อีกอย่างทางตระกูลเหอคงไม่พอใจหากฉันดื้อรั้นออกไปผจญโลกนอกจวนขุนนาง”

“จริงอย่างที่เธอว่า ถ้างั้นก็อยู่บ้านไปแล้วกัน คนที่นี่มากมาย คงไม่น่าเบื่อนักหรอก” ซุนเจิงเสนอแนะเชิงปลอบใจ “ว่าแต่เราต้องไปเยี่ยมบ้านเจ้าสาวกันไหม”

“คงต้องไปกระมัง เรื่องนี้ฉันก็กังวลอยู่ แม้ว่าเราจะเหมือนกับซุนจ้าวเฟิงเหมือนกับเหอเสี่ยวอิง แต่ทางนั้นจะเชื่อหรือว่าเราคือสองคนนั้นจริงๆ” ธรรมเนียมปฏิบัติ อย่างไรเสียพวกเธอคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เหอลี่อิงจึงหนักใจในเรื่องนี้อยู่หลายส่วน ด้วยไม่รู้ว่าหากมีคนระแวงเรื่องของเธอและซุนเจิงขึ้นมาจะเป็นอย่างไร ที่นี่ทั้งเธอและซุนเจิงล้วนไม่คุ้นเคย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรอยู่ที่ใด หรือควรทำอย่างไร

“ฉันไม่สนหรอก”

เหอลี่อิงมองหน้าชายหนุ่มที่พูดอย่างไม่ยี่หระ

“ใครจะมานั่งหาความจริงในเรื่องนี้กัน ในเมื่ออย่างไรเสียมนุษย์ส่วนใหญ่ก็เชื่อในสิ่งที่ตาเห็นมากกว่าเหตุและผล เพราะฉะนั้นฉันเลยไม่คิดว่าเขาจะติดใจเอาความในเรื่องนี้เสียเท่าไรนัก เธอก็อย่าคิดมากไปเลย”

เหอลี่อิงถอนหายใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่ซุนเจิงพูดนั้นถูกต้องทุกอย่าง เช่นนั้นเธอก็ควรทำตามที่เขาบอก คืออย่าคิดมากจนเกินไป...

“อยู่ที่นี่เธออาจจะต้องดูแลคนทั้งหมดในบ้านหลังใหญ่นี้ เธอจะจัดการได้ไหม”

“ฉันจะพยายาม” นึกถึงคนมากมายที่เดินกันขวักไขว่ไปมาก็ได้แต่ลอบถอนหายใจ จะบอกปัดว่าทำไม่ได้หรือก็กระไรอยู่ ในเมื่อตอนนี้เธอเป็นนายหญิงของจวน

“อย่างนั้นก็ดี ให้คิดเสียว่าเรามาใช้ชีวิตอีกโลกหนึ่ง และเมื่อถึงเวลาเราก็ต้องจากไปเหมือนที่เคยเกิดขึ้น" ซุนเจิงเอ่ยอย่างปลงตก ชายชราที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากไม่ควรจะหลงระเริงกับชีวิตใหม่ เพราะอย่างไรปลายทางก็มีแต่คำว่าจากลาอยู่วันยังค่ำ "จะว่าไป เป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ฉันกับเธอเหมือนได้กลับมาต่อเวลาชีวิตกันอีกครั้ง”

“แต่ก็ไม่ควรย้อนกลับมาไกลขนาดนี้ ฉันทำตัวไม่ถูกเอาเสียเลย นี่ฉันจะต้องทำตัวเหมือนนางเอกในละครที่ข้ามเวลามาหรือเปล่า แบบว่าแก่นเซี้ยวสมัยใหม่ สร้างปรากฏการณ์พลิกหน้าประวัติศาสตร์อะไรเทือกนั้น”

“เธอไม่ได้ข้ามเวลามาเป็นฮองเฮา ยายแก่เหอลี่อิง เธอข้ามเวลามาเป็นเมียฉัน เป็นเมียขุนนางคนหนึ่ง เหมือนเมื่อก่อนที่เธอเป็นเมียนายทหารคนหนึ่ง ไม่ได้แตกต่างกันเลย”

“เฮ้อ”

เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจของสตรีข้างกาย ซุนเจิงก็มองเธออย่างไม่ชอบใจเท่าไรนัก “ถอนหายใจทำไม เธอไม่ชอบใจหรือที่ต้องมาเป็นเมียฉันอีกรอบ”

“นี่ฉันต้องเจอคุณอีกสี่สิบปีเชียวหรือ” สตรีที่เอ่ยออกมาแทบจะกลอกตากลับ เมื่อนับตามอายุขัยแล้ว หากเขาและเธอไม่เกิดอุบัติเหตุหรือไปขัดขาใครในสมัยนี้เข้าเสียก่อน ก็หมายความว่าเขาและเธอจะเหลือเวลาอีกร่วมสี่สิบกว่าปีเชียวนะ

ซุนเจิงหยุดชะงัก หันมาประจันหน้ากับเธอด้วยสีหน้าคาดคั้นจะเอาความในสิ่งที่เธอเอ่ยออกไปเมื่อครู่ “เอ๊ะ! ยายแก่นี่! พูดอย่างนี้หมายความว่ายังไงกัน!”

“ทำไม ก่อนหน้านี้คุณยังอยากหย่ากับฉันอยู่เลยไม่ใช่หรือ ฉันก็แค่คิดแทนคุณก็เท่านั้น คุณจะมาทุกข์ร้อนอะไร”

“นั่นมันแต่ก่อน เธอดูตอนนี้สิ! อย่างเธอถ้าไม่มีฉันจะใช้ชีวิตที่นี่ยังไงฮะ! อย่าคิดอะไรบ้าๆ เหมือนนางเอกในละครหรือนิยายประโลมโลกของเธอเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นได้เจอดีแน่ยายแก่!”

“ทั้งที่กลับมาหนุ่มแน่นแล้วแท้ๆ คุณก็ยังเจ้ากี้เจ้าการไม่เปลี่ยน น่าเบื่อเสียจริง”

ซุนเจิงมองสตรีที่พูดอย่างไม่ใส่ใจว่าเขาจะเป็นเดือดเป็นร้อนอย่างไร อีกทั้งยังเดินนำหน้าลิ่วๆ ไปยังที่ใดก็ไม่ทราบ จนเขาได้แต่ข่มอารมณ์และเดินตามเธอไป แม้เวลาจะทำให้พวกเขาต้องมาผจญโลกใบใหม่แห่งนี้ แต่เวลาไม่ได้เปลี่ยนพวกเขาแม้แต่น้อย...

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ณ อนันต์    ชีวิตนับอนันต์ (ตอนจบ)

    ลมแห่งการเปลี่ยนผันของฤดูกาลผันผ่าน ร่างบอบบางหนาวสะท้าน แต่กลับอุ่นขึ้นทันตาเมื่อมีคนโอบกอดเธอเอาไว้พร้อมกับรอยยิ้ม“บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งออกมา มันหนาว” บุรุษที่ยืนซ้อนกายกอดภรรยาจากด้านหลังเอ่ยขึ้น “ฉันรักเธอนะลี่ลี่”“หืม เป็นอะไรไป มาบอกรักอะไรตรงนี้”“เมื่อเช้าลืมบอก เลยมาบอกตอนนี้แทนไง” เหอลี่อิงหัวเราะชอบใจ กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วกับคำบอกรักของซุนเจิง“แล้วนี่...ตัวเล็กยังไม่มาอีกหรือ” มือกร้านเคลื่อนไปยังหน้าท้องที่กลับมาแบนราบอีกครั้งหลังจากการคลอดบุตรชาย ด้วยหวังว่าเมล็ดพันธุ์เล็กๆ จะเริ่มงอกเงยอีกครั้ง“ยัง...แต่รอให้ซุนจิ้นเหอโตอีกสักหน่อยจะดีกว่า ดูเสี่ยวหยางสิ หัวหมุนไปหมดแล้ว”“ครั้งนี้ฉันอยากได้ลูกสาว”“ฉันรู้ แต่เรื่องนี้บังคับกันได้ที่ไหน”“ถ้าเป็นผู้ชายฉันก็รัก เพราะเป็นลูกฉันกับเธอ”“ฉันคิดไม่ออกเลย หากเราไม่มาอยู่ที่นี่ ป่านนี้ฉันจะเป็นยังไง ฉันจะหย่ากับคุณได้

  • ณ อนันต์    พี่ใหญ่ของเด็ก ๆ

    สองเดือนผ่านไป“ซุนเจิง หลิวจวินนำสารจากรัชทายาทมาให้” เหอลี่อิงร้องเรียกสามีที่กำลังหน้าเครียดทำงานกองเท่าภูเขา ส่งสารที่น่าจะสำคัญไม่น้อยให้แก่ซุนเจิงซุนเจิงรับสารจากภรรยาและคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แต่เขากลับคิดผิดถนัด ใบหน้าที่เคร่งขรึมถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับภรรยา“เตรียมรับขวัญหลานได้แล้วยายแก่”“หมายความว่าอย่างไร”“ชายาของรัชทายาทตั้งครรภ์แล้ว”เหอลี่อิงดีใจจนไม่อาจซ่อนความรู้สึกไว้ได้ ใบหน้าฉายยิ้มกว้างและเดินไปบอกข่าวดีกับคนเสียทั่วจวน จนซุนเจิงได้แต่ส่ายศีรษะไปมา แล้วกลับมาสนใจสารในมืออีกครั้ง นับว่าไม่เสียแรงที่เขาปากเปียกปากแฉะบ่นเจ้าเด็กโข่งนั่นไป!.สองปีผ่านไป“อย่าเขียนตำราเล่นสิ นั่นของพี่นะ”“เหมยเอ๋อร์ อย่าฉีกตำราสิ แล้วพี่จะเอาอะไรอ่านล่ะ”“ไม่ๆ เสี่ยวเหอ พี่บอกว่าอย่าเขียนเล่นอย่างไรเล่า”&ld

  • ณ อนันต์    ปรับความเข้าใจ

    เว่ยหลางเดินมาหาหวังซูเหยาพร้อมกับใต้เท้าซุน เว่ยหลางไม่กล้าสบตากับชายาของตนเองด้วยซ้ำไป เขาเอาแต่มองฮูหยินของใต้เท้าซุน ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกับการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้“เรากลับกันดีกว่า ป่านนี้ลูกโยเยแล้วกระมัง” ซุนเจิงเอ่ยพลางจูงมือของเหอลี่อิงให้มายืนข้างตน มองหนุ่มสาวที่มีท่าทีเก้กังก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมา“พวกท่านไม่ต้องไปส่งข้าหรอก ประเดี๋ยวข้าและฮูหยินจะกลับแล้ว” ซุนเจิงรีบเอ่ยขึ้น ด้วยรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องมีคนใดคนหนึ่งหนีหน้าและหยิบยกเอาเขาและเหอลี่อิงมาเป็นข้ออ้าง และเมื่อพูดจบก็รีบจูงมือเหอลี่อิงกลับออกจากตำหนักบูรพา ใบหน้าทั้งสองประดับรอยยิ้มไว้ไม่คลาย เรื่องหลังจากนี้จะดีหรือร้าย ทั้งสองไม่อาจเข้าไปยุ่งได้เว่ยหลางมองใบหน้าของสตรีที่ไม่ได้พบกันมาหลายวัน หวังซูเหยายังคงมีสีหน้าบึ้งตึง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ยอมพูดกับเขาจนถึงขั้นหันหลังและหนีเข้าห้องไป โดยที่เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้สักคำเดียว“ได้ หวังซูเหยา เราจะได้เห็นดีกัน!”เว่ยหลางเก็บงำความในใจมากมายต่อสตรีที่หันหลังให้เขาไว้ แ

  • ณ อนันต์    ถ้าไม่ใช่เพราะตั้งครรภ์ ก็เร่งมือเสีย

    เมื่อเข้าตำหนักบูรพา เหอลี่อิงก็แยกตัวไปคุยกับชายาของรัชทายาททันที โดยทิ้งให้ซุนเจิงอยู่กับเว่ยหลางที่นั่งหน้าเครียดคิดไม่ตก“นั่งหน้าเครียดอย่างนี้ นางคงไม่หายโกรธท่านง่ายๆ ใช่หรือไม่” บุรุษที่ถูกภรรยาทิ้งให้อยู่กับต้นตอของปัญหาอย่างเว่ยหลางเอ่ยพลางรินน้ำชาให้กับตนเองและรัชทายาทที่ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน“เมื่อวานข้าไปหานางมา ท่านรู้ไหมว่าข้าเจออะไร”ซุนเจิงขมวดคิ้วเชิงตั้งคำถามว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเจอนั้นคือสิ่งใด“นางเขวี้ยงแจกันใส่ข้า! แจกันแตกเป็นเสี่ยงๆ ดีที่ข้าหลบทัน ไม่อย่างนั้นหัวข้าคงแตกพอๆ กับแจกัน”ได้ยินคำบอกเล่าก็ขมวดคิ้วเป็นปมเชิงสงสัย ท่าทีเช่นนี้เหมือนว่าเขาเคยประสบมาบ้าง “แปลกๆ นะ เหมือนตอนฮูหยินข้าตั้งครรภ์เลย อารมณ์แปรปรวนขนาดนี้ ไม่ใช่ว่านางตั้งครรภ์แล้วหรือ”“ไม่ใช่” เว่ยหลางปฏิเสธทันควัน “เมื่อวันก่อนนางเป็นลมหมดสติไป ข้าให้หมอหลวงไปตรวจมาแล้ว หมอหลวงบอกว่านางเครียด ประจวบเหมาะกับโมโหเรื่องข้าจนถึงขั้นเป็นลมไป”“ถ้า

  • ณ อนันต์    ใครกลัวภรรยากัน ไม่มี!

    ซุนเจิงใช้ชีวิตอย่างที่เป็นมา ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ มีแต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเท่านั้น อย่างเช่นในตอนนี้ เขาต้องเรียนรู้ที่จะสอนเด็กหนุ่มที่ข้องใจในความสัมพันธ์ประหลาดให้ได้เข้าใจ และกลับไปง้อขอคืนดีกับภรรยาของตนเอง...“ก็บอกแล้วว่าให้พูดดีกับนางหน่อย ใจร้อนแล้วพาลใส่เธอ ผลก็เป็นอย่างนี้แหละ” ซุนเจิงเอ่ยพลางหยิบชาขึ้นมาดื่ม สายตามองไปยังเว่ยหลางที่กำลังคิดไม่ตก เว่ยหลางเอ่ยแต่เพียงว่ามีเรื่องให้ต้องคิดมาก งานของรัชทายาทนั้นมากมายจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่พอมีเวลาพักก็รีบตรงดิ่งไปหาชายาของเขาอย่างหวังซูเหยาในทันที แต่ก็มิวายเผลอทำตัวไม่ดีใส่ เพียงเพราะนางเซ้าซี้ถามเรื่องงานและเรื่องของอีกฝ่ายมากเกินไป และสรุปจบสุดท้ายคือหวังซูเหยางอนแน่นอนว่าเหอลี่อิงที่นั่งร่วมสนทนาอยู่ด้วยนั้นเข้าข้างสตรีด้วยกันอย่างไม่ต้องวิเคราะห์รูปการณ์ใดๆ เลย ส่วนเขาก็พอจะเห็นด้วยกับหวังซูเหยา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาทราบดีว่าเวลานี้ควรวางตัวไม่เป็นกลาง และด้วยประสบการณ์ที่มีทำให้เขาเลือกข้างภรรยาโดยไม่ต้องยั้งคิดใดๆ ทั้งสิ้น“ข้าเหนื่อยเลยหลุดปากไปเท่านั้น”

  • ณ อนันต์    ครอบครัวที่สมบูรณ์

    “ใต้เท้า!” หลิวจวินตะโกนขึ้นเสียงดัง จนเว่ยหลางและซุนเจิงที่สนทนากันอยู่ต้องหันกลับไปมอง ขุนนางที่ออกจากจวนเพื่อมาหารือเรื่องงานกับรัชทายาทที่ตำหนักบูรพาถึงกับชะงักการกระทำทุกอย่าง เพราะว่าหลิวจวินนั้นถูกรัชทายาทกำชับให้เฝ้าจวนของเขาไว้ แต่หากอีกฝ่ายหน้าตาตื่นมาเช่นนี้ แสดงว่าย่อมมีเรื่องเกิดขึ้นที่จวนเป็นแน่“มีอะไร ใครเป็นอะไร!” ซุนเจิงเอ่ยถามคนที่หอบเหนื่อย แต่พยายามจะพูดกับเขา“ฮูหยิน...ฮูหยินจะคลอดแล้วขอรับ”“คะ...คลอด!” คนที่ได้ยินเบิกตากว้าง ก่อนหน้านี้เขาอยู่กับเหอลี่อิงตลอดเวลาจนแทบจะกลายเป็นเงาตามตัว แต่พอวันนี้เขาออกมาจากจวนได้ไม่เท่าไร นางก็คลอดขึ้นมาเสียอย่างนั้น! ให้มันได้อย่างนี้สิ!ซุนเจิงพยายามตั้งสติที่กระเจิดกระเจิงไปไกลให้เข้าที่ และรีบออกจากตำหนักบูรพาทันทีโดยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น เว่ยหลางและหลิวจวินเองก็ตั้งรับเรื่องนี้ไม่ถูกเช่นกัน ทั้งสองมีท่าทีตื่นตระหนกทำสิ่งใดไม่ถูก กว่าจะตั้งสติได้ ใต้เท้าซุนก็ออกจากตำหนักบูรพาไปเสียแล้ว“หลิวจวินเจ้า...เจ้า

  • ณ อนันต์    อยากก้าวหน้าจำต้องมีเส้นสาย

    “ใต้เท้าซุน เหมือนว่าท่านจะยุ่งตลอดเวลา ทั้งๆ ที่งานไม่ได้มากมาย” ขณะคร่ำเคร่งกับการตรวจสอบเอกสารมากมาย เสียงของบุรุษที่แวะเวียนมาหาเขาบ่อยกว่าทุกคนอย่างหยางขุยก็ดังขึ้น ไม่ทันได้เอ่ยเชื้อเชิญให้นั่ง อีกฝ่ายก็จัดแจงนั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมทั้งรินน้ำชาให้ตัวเองเสร็จสรรพ“ท่านเองก็เช่นกัน เหมือนจะว่างอยู่

    last updateLast Updated : 2026-03-22
  • ณ อนันต์    ข้อร้องเรียนจากชาวบ้าน

    “ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว

    last updateLast Updated : 2026-03-20
  • ณ อนันต์    สิ่งที่ยากจะตัดสินใจ

    ‘รัชทายาทอยากให้ท่านร่วมกับตำหนักบูรพา ตรวจตราขุนนางน้อยใหญ่ จัดการกับพวกกังฉิน สร้างต้าเว่ยที่แข็งแกร่ง’ภายในรถม้าที่มุ่งหน้ากลับจวน ซุนเจิงทวนประโยคที่ผู้เป็นอ๋องแปดกระซิบกับเขาเมื่อครู่นี้ หากไม่คิดอะไรมากก็มองได้ว่าเป็นกองกำลังหนึ่งที่อยู่นอกอำนาจของราชสำนัก เพื่อตรวจตราการทำงานของขุนนางทั้งหล

    last updateLast Updated : 2026-03-19
  • ณ อนันต์    ไม่ว่าจะเรื่องไหน ฉันจะสนับสนุนคุณทุกเรื่อง

    “ท่านอ๋อง…” การสนทนาถูกขัดจังหวะ บุรุษและสตรีที่สนทนากันอยู่ก่อนหน้าหันไปสนใจบุรุษผู้เป็นเจ้าของจวนซึ่งตีหน้าขรึมสาวเท้าเข้ามาหาพวกเขา“ใต้เท้าซุน”“เหตุใดจึงมาหาฮูหยินของข้าถึงที่จวน” ซุนเจิงก็ยังคงเป็นซุนเจิง เขาไม่เคยอ้อมค้อมให้กับความสงสัย และบัดนี้เขาก็ตั้งคำถามที่พอรู้ดีอยู่แก่ใจกลับไป“ข้าอย

    last updateLast Updated : 2026-03-19
More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status