ログインวันเยี่ยมบ้านภรรยามาถึงอย่างรวดเร็ว ซุนเจิงนั้นไม่ได้แสดงอาการประหม่าแต่อย่างใด อย่างที่เขาเคยกล่าวไว้ตั้งแต่ต้น เขาไม่ได้สนใจว่าคนตระกูลเหอคิดเห็นอย่างไรหากพบเห็นท่าทีพิลึกพิลั่นจากทั้งเขาและภรรยา ซึ่งบัดนี้เหอลี่อิงคงจะคิดไม่ต่างกัน เธอจึงอยู่ข้างๆ เขาด้วยใบหน้าที่แต้มรอยยิ้ม ยามเมื่อสนทนากับเหอเทียน ผู้เป็นบิดาของเหอเสี่ยวอิง ในตอนนี้เธอไร้ความประหม่า แสดงทีท่าอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เคอะเขินแต่อย่างใด
พูดคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย ซุนเจิงก็ทราบในทันทีว่าใต้เท้าเหอผู้นี้ชมชอบซุนจ้าวเฟิงอยู่มากเอาการ ช่างนับว่าโชคดีเหลือเกิน อาจเพราะเป็นเช่นนี้ ใต้เท้าเหอจึงไม่คิดสงสัยสิ่งใดในตัวเขาและเหอลี่อิง
พวกเขาก็ทำหน้าที่แทนซุนจ้าวเฟิงและเหอเสี่ยวอิงอย่างสุดความสามารถ ซึ่งดูเหมือนจะไม่มีใครสงสัยสิ่งใดในตัวพวกเขา บัดนี้จึงมาเดินทอดน่องอยู่ในสวนของจวนตระกูลเหออย่างไม่ทุกข์ร้อน ชมนกชมไม้อย่างสบายอารมณ์
“นี่นับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีหรือไม่” เหอลี่อิงเอ่ยถาม ท่าทีของเหอเทียนดูจะไม่สงสัยในตัวเธอและซุนเจิงแม้แต่น้อย อีกทั้งยังยินดีเหลือหลายที่เห็นเธอและเขาเข้ากันได้ดี
“ใช่ ใต้เท้าเหอคงจะยิ่งพอใจ เมื่อรู้ว่าคืนวันเข้าหอเราหวานชื่นเพียงไร”
“คนที่มาแอบฟังในคืนนั้นเป็นคนตระกูลเหอหรือ”
“ก็อาจเป็นได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะตระกูลซุนหรือตระกูลเหอ” ซุนเจิงพูดอย่างไม่ใส่ใจ เรื่องพวกนี้ใช่ว่าจะคาดเดาไม่ได้ ข่าวลือเรื่องของเขาและเหอลี่อิงคงจะกระจายให้คนทั้งสองตระกูลได้รับรู้ไปทั่ว “น่าแปลกนะเธอว่าไหม เรามาอยู่ในร่างที่เหมือนตัวเองราวกับคนคนเดียวกัน ไหนจะใช้แซ่เดียวกันอีก ช่างนับว่าเป็นเรื่องประหลาด”
“ประหลาด เหมือนว่าฉันกับคุณหนีกันอย่างไรก็ไม่พ้น”
ซุนเจิงชะงักเท้า หันมองใบหน้าหญิงสาวที่เอ่ยว่าหนีเท่าไรก็หนีเขาไปไม่พ้น แต่คราวนี้ใบหน้าของซุนเจิงไม่ได้ปรากฏอารมณ์โมโหโทโสแต่ประการใด กลับกันใบหน้าของเขาแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มประหลาด “ก็คงจะอย่างนั้น...”
เอ่ยไปยิ้มไปอย่างคนวิกลจริต หันตัวกลับไปเดินต่อ แต่กระนั้นซุนเจิงก็เสียหลักเล็กน้อย เมื่อรู้สึกได้ว่าเขาปะทะเข้ากับบางสิ่ง ก่อนจะเห็นว่าบางสิ่งที่ว่าคือเด็กตัวอ้วนท้วนสมบูรณ์ที่บัดนี้ล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้นไปเรียบร้อยแล้ว
“เจ้าหนู!” ซุนเจิงและเหอลี่อิงต่างทรุดตัวลงนั่งประคับประคองเด็กตัวอ้วนสำรวจร่างกายอย่างถี่ถ้วน แต่เมื่อเห็นว่าเจ้าลูกหมูที่วิ่งซนเข้ามาชนนั้นนั่งยิ้มยิงฟันขาวอย่างไม่เจ็บปวดแต่ประการใด ก็คลายความกังวลไปได้หลายส่วน
“ไม่เป็นไรขอรับอาหญิง”
ซุนเจิงมองอาหญิงที่เด็กน้อยเรียก...เหอลี่อิงคืออาหญิงของเด็กคนนี้น่ะหรือ
“อ้อ! เสี่ยวหยาง” เหอลี่อิงนั่งพินิจเด็กที่เรียกตนว่าอาหญิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเค้นความทรงจำได้ว่าเด็กคนนี้คือหลานของเหอเสี่ยวอิง ซึ่งก็หมายความว่าเขาคือหลานชายของเธอในโลกแห่งนี้
ไม่ทันจะได้ถามไถ่สิ่งใดต่อ เด็กอีกสองสามคนก็วิ่งกรูกันมายังพวกเขา ใบหน้าเด็กน้อยทั้งหลายต่างจับจ้องไปยังเด็กน้อยที่ล้มก้นจ้ำเบ้าอยู่บนพื้น
“วิ่งหนีเช่นนี้ อยากเจ็บตัวรึ!”
ซุนเจิงมองเด็กตัวโตสุดที่เอ่ยอย่างแข็งกร้าว สายตาจ้องมองเด็กน้อยที่พยายามหลบหลังเหอลี่อิง
“เกิดอะไรขึ้น แล้วนี่เหตุใดพวกเจ้าต้องวิ่งไล่เสี่ยวหยางมาด้วย” ในเมื่อเป็นผู้ใหญ่ ซุนเจิงจึงต้องยื่นมือเข้าไปห้ามทัพเด็กน้อยทั้งหลาย ที่คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลูกหลานของตระกูลเหอ
“นี่น้องของข้า ข้าจะทำอย่างไรกับเขาก็ย่อมได้ ท่านไม่ใช่คนตระกูลเหอ ไม่ใช่เรื่องที่ท่านจะมาใส่ใจ”
ซุนเจิงมองเด็กที่น่าจะอายุสิบกว่าปีแล้ว ด้วยคำพูดคำจาดูโตกว่าคนอื่น แถมออกหน้าอย่างห้าวหาญ ทั้งที่คนอื่นๆ ก้มหน้างุดเมื่อเห็นเขาและเหอลี่อิง แต่เจ้าเด็กคนนี้ไม่แม้แต่จะกลัวเขาสักนิด
“ใช่ มันไม่ใช่เรื่องของข้าจริงๆ อย่างที่เจ้าว่า”
“เห็นหรือไม่เสี่ยวหยาง อาหญิงแต่งงานก็เท่ากับออกจากตระกูลเหอไปแล้ว ฉะนั้นอาหญิงปกป้องเจ้าไม่ได้อีกแล้ว”
เด็กตัวโตเอ่ยอย่างผู้มีชัย มองเด็กน้อยตัวกลมที่หลบอยู่หลังอาหญิง แต่รอยยิ้มก็พลันหายไปเมื่อบุรุษที่มาพร้อมกับอาหญิงเอ่ยบางอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงเข้มขรึม
“หากข้าทำร้ายเจ้าตอนนี้ อาหญิงก็ปกป้องเจ้าไม่ได้ ใช่หรือไม่”
“เหตุใดท่านจะต้องทำร้ายข้า”
“แล้วเหตุใดเจ้าต้องทำร้ายน้องของตนเอง” ซุนเจิงสวนกลับ
“เสี่ยวหยางเป็นเด็กกำพร้า เขาไม่ใช่น้องข้า เขาไม่เชื่อฟังข้า ข้าต้องลงโทษเขา”
“เจ้าเองก็ไม่เชื่อฟัง ไร้มารยาท อาหญิงของตนอยู่ตรงนี้ เจ้ายังไม่ทำความเคารพ ข้าผู้เป็นอาเขยยืนอยู่ตรงนี้เจ้าก็ไม่เคารพเช่นกัน ในเมื่อเจ้าไร้มารยาท นั่นก็มีเหตุผลเพียงพอแล้วกระมังหากข้าจะพลั้งมือลงโทษเจ้า และเอ่ยว่าเป็นการสั่งสอนให้เจ้ามีมารยาท”
“ท่านกล้าหรือ หากท่านพ่อกับท่านปู่ของข้ารู้เข้า พวกเขาอาจจะไม่พอใจในตัวท่าน”
“ข้าไม่ได้สนใจเรื่องนั้นเลย ข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ อย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่หากทั้งสองท่านที่เจ้าเอ่ยมาจะไม่พอใจ”
“มีอะไรกัน!”
ซุนเจิงที่เถียงกับเด็กน้อยอยู่นานสองนานก็ต้องชะงัก เมื่อได้ยินเสียงที่ดังขึ้นมาแต่ไกล ก่อนจะสังเกตได้ว่าบุรุษที่เดินเข้ามาหานั้นคือผู้ใด
ต้องขอบคุณความทรงจำของซุนจ้าวเฟิงที่ทำให้เขาได้รู้จักชายคนนี้โดยไม่ต้องซักไซ้สิ่งใดให้มากความ ชายคนนี้เป็นพี่ชายของเหอเสี่ยวอิง และคงจะเป็นบิดาของเด็กน้อยไร้มารยาทที่เถียงเขาคอเป็นเอ็นอยู่นี่ แต่เรื่องที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ บุรุษผู้นี้เป็นหนึ่งในขุนนางที่ทำงานในกรมเดียวกับซุนจ้าวเฟิงเสียด้วย
“แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ
ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา
“ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้
มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ
“ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น
เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ







