Início / รักโบราณ / ณ อนันต์ / หลังคืนเข้าหอ 1

Compartilhar

หลังคืนเข้าหอ 1

last update Última atualização: 2026-01-16 17:36:43

เช้าตรู่หลังจากการเข้าหอที่แสนจะสร้างภาพแล้ว ซุนเจิงก็ต้องมายืนงงกับเครื่องแต่งกายทั้งหลายที่วางเรียงรายกันตรงหน้า เขาไม่ค่อยสันทัดเรื่องการแต่งกาย แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเจ้าผ้าผ่อนพวกนี้ควรใส่สิ่งใดก่อนหลัง เมื่อคืนแม้จะเปลื้องท่อนบนออกก็ตามที แต่เพราะเป็นคนขี้ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร อีกทั้งไม่ได้ใส่ใจว่าใส่สิ่งใดบ้าง อะไรเกะกะก็ถอดออกหมด พอจะใส่ชุดที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ก็ยืนงงอยู่พักใหญ่

“เหอลี่อิง เธอรู้ไหมว่าเสื้อผ้าพวกนี้ใส่ยังไง”

เมื่อจนปัญญาก็หันไปถามคนที่หันหลังแต่งตัวอยู่ไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างกันคือเหอลี่อิงจัดการอาภรณ์ของตนเสร็จเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว และหันมาถอนหายใจใส่ราวกับเหนื่อยหน่ายใจในตัวเขาเหลือหลาย แต่ก็จำต้องเดินอย่างปลงตกมาหา

“ทำอะไรเป็นมั่งคุณน่ะ” แม้จะเอ่ยปากบ่น แต่ก็หยิบอาภรณ์ที่ยับยู่ยี่มาจัดการแต่งตัวให้อีกฝ่าย ส่วนคนที่ถูกบ่นจนเป็นปกติก็เอี้ยวตัวไปมา แกะนั่นเกานี่อยู่ไม่สุขเสียจนคนเข้ามาช่วยเหลือรำคาญใจ ถึงขั้นต้องเอ็ดออกมาอีกหน

“อยู่นิ่งๆ ได้ไหม”

“ก็ทำให้มันดีๆ หน่อยสิ ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วนะ อ่อนโยนบ้างไม่เป็นหรือยังไง”

“ใส่ให้มันถูกๆ หน่อยได้ไหมล่ะ ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ทำไมพูดยากพูดเย็นขนาดนี้”

“อย่าบ่นให้มากจะได้ไหม ทำๆ ไป จะได้เสร็จเสียที”

“ก็ร่วมมือกันหน่อยสิ อย่างนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ”

คนภายในห้องหอส่งเสียงโต้ตอบกันไปมา ส่วนคนด้านนอกที่กำลังจะเข้าปรนนิบัติดูแลเช่นปกติก็ต้องชะงักและพากันก้มหน้าลอบยิ้มกลั้นหัวเราะกันยกใหญ่ ตีความเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากด้านในไปต่างๆ นานาราวกับเห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้นภายใน เห็นทีว่าใต้เท้าซุนจะยังไม่พึงพอใจเช่นที่กล่าวไว้เมื่อคืน แม้รุ่งสางแล้วก็ยังไม่ผละออกจากกิจของสามีภรรยา…

หลังจากปลุกปล้ำกับเสื้อผ้าอาภรณ์อยู่นานสองนาน ซุนเจิงและเหอลี่อิงก็พากันออกมาจากห้อง ตลอดทางเดินพวกเขาเจอบ่าวรับใช้มากมายที่ลอบยิ้ม บ้างก็แสดงท่าทีขวยเขิน แต่กระนั้นคนทั้งคู่ก็ไม่ได้ตั้งคำถามในท่าทีพิลึกเช่นนี้ เพราะทราบดีว่าเรื่องเมื่อคืนที่ทั้งสองร่วมสร้างขึ้นคงจะเป็นที่โจษจันกันไปทั่ว แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อจงใจให้เรื่องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว บัดนี้จึงได้แต่เดินนวยนาดอย่างไม่ใส่ใจ

การใช้ชีวิตที่นี่อาจไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก ด้วยว่าในหัวยังมีความทรงจำที่คั่งค้างอยู่บ้าง แต่จะให้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมเลยก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเช่นซุนเจิงและเหอลี่อิง แต่อยู่ในคราบของซุนจ้าวเฟิงและเหอเสี่ยวอิงเท่านั้น ด้วยความที่ใช้ชีวิตตามปกติ บัดนี้จึงร่วมโต๊ะอาหารเช้ากันอย่างไม่เก้อเขิน

ซุนเจิงคีบเนื้อไก่ให้เหอลี่อิง ด้วยเห็นว่าวางอยู่ห่างจากมือของอีกฝ่าย โดยเหอลี่อิงก็ไม่ได้ซาบซึ้งใจแต่ประการใด ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ และเป็นปกติ แต่คงไม่ใช่เรื่องปกติของคนที่นี่นัก เหล่าสาวใช้จึงต่างพากันเขินอายแทนฮูหยินของจวนไปเสียทุกผู้ทุกนาง

ซุนเจิงยังคงเมินเฉยต่อท่าทีพิลึกของบ่าวในจวน และหันมาสนใจอาหารตรงหน้าที่ดูไม่คุ้นชินเสียเท่าไร เขาสบตากับเหอลี่อิงเมื่อยกน้ำแกงถ้วยหนึ่งขึ้นมาซด เธอเองก็ตั้งคำถามให้กับท่าทีของเขาอยู่ไม่น้อย ด้วยจับสังเกตได้อย่างรวดเร็ว อาหารมื้อแรกของการอยู่ที่นี่นับว่าไม่ค่อยถูกปากนัก แม้จะไม่ใช่คนเรื่องมากกับการกินอยู่ แต่ยายเหอลี่อิงก็ทำให้เขาเคยตัวกับอาหารฝีมือของเธอไปเสียแล้ว บัดนี้ซุนเจิงจึงได้แต่ถอนหายใจ

“มีอะไรหรือขอรับใต้เท้า” เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจ หูชิงคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกลจึงเอ่ยถามอย่างหวั่นใจ แต่ไหนแต่ไรใต้เท้าซุนไม่ได้เรื่องมากกับอาหารกิน เพียงแต่ถ้าอาหารไม่ถูกปากขึ้นมาก็อาจจะด่าพ่อครัวถึงบรรพบุรุษเท่านั้น

“เย็นชืดไปหน่อย วันหลังให้คนอุ่นก่อนมาตั้งโต๊ะก็แล้วกัน”

“ขะ…ขอรับ” คนที่หลับตารอรับคำต่อว่ายันบรรพบุรุษค่อยๆ ลืมตา มองคนที่เอ่ยอย่างใจเย็น แม้ไม่ค่อยเชื่อหูว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นจะหลุดออกมาจากปากของคนโมโหร้าย แต่ก็ไม่อยากต่อคำให้มากความจนหาเรื่องมาใส่ตัว หูชิงจึงเงียบปากและน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี “ถ้าอย่างนั้นมื้อเที่ยงนี้จะทำตามที่ใต้เท้าบอกขอรับ”

“อืม”

“น้ำชานี่หอมดี ลองดื่มดูสิ”

ซุนเจิงเอ่ยชวน เหอลี่อิงก็รับมาดื่มอย่างไม่เกี่ยงงอน ทำตัวเป็นธรรมชาติเหมือนว่าที่นี่คือบ้านของทั้งสองที่จากมา แต่กลับทำให้หูชิงตาโตด้วยความสงสัย มองคู่สามีภรรยาที่เพิ่งจะเข้าหอได้เพียงคืนเดียว แต่สนิทสนมราวกับเคยอยู่ร่วมกันมาเป็นสิบปี หรือว่าสัมพันธ์สวาทเพียงหนึ่งคืนจะผูกมัดร่างกายและจิตใจของคนทั้งคู่ไว้ด้วยกัน แต่กระนั้นก็ได้แต่แปลกใจและตั้งคำถามอยู่เงียบๆ ไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใดออกมา

แล้วอาหารมื้อแรกในฐานะใต้เท้าซุนและฮูหยินของจวนก็จบลง ทั้งซุนเจิงและเหอลี่อิงจึงใช้เวลาที่เหลือเดินสำรวจโดยรอบให้ถี่ถ้วน เพื่อผนวกทุกอย่างเข้ากับความทรงจำที่อยู่ในหัวของพวกเขา ซึ่งซุนเจิงตระหนักได้ในทันทีว่าซุนจ้าวเฟิงผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบห้าปี แต่ก้าวหน้าเป็นถึงรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งกรมคลัง

นับว่าเป็นโชคดีที่จักรพรรดิในสมัยนี้นิยมชมชอบคนฉลาด และรู้จักใช้บุคคลอย่างชาญฉลาดเช่นกัน พระองค์เลือกคนจากความสามารถ เลือกบัณฑิตที่มีความรู้มาเป็นขุนนาง ให้น้ำหนักในการสอบคัดเลือกมากกว่าเส้นสายของตระกูล จึงไม่แปลกที่ซุนจ้าวเฟิงบุรุษผู้ฉายแววความเก่งกาจมาตั้งแต่เด็กจะก้าวหน้าเร็วถึงเพียงนี้ ผู้คนต่างก็คาดการณ์ว่า ไม่เกินสิบปีซุนจ้าวเฟิงผู้นี้อาจจะได้สวมหมวกของอัครเสนาบดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างน้อยๆ ตำแหน่งเสนาบดีก็ไม่น่าจะหลุดลอยไปจากซุนจ้าวเฟิง

แต่นั่นก็เป็นดั่งดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเองเช่นกัน...

Continue a ler este livro gratuitamente
Escaneie o código para baixar o App

Último capítulo

  • ณ อนันต์    องครักษ์ที่ฝากตัวเป็นศิษย์

    “แต่ข้างานเยอะเหลือเกิน หากสอนท่านราชองครักษ์อีก เห็นทีว่าจะไม่มีเวลาอยู่กับฮูหยินเลยกระมัง” แม้จะกล่าวกับราชองครักษ์ที่นั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า ทว่าซุนเจิงกลับมองไปยังเหอลี่อิงอย่างไม่วางตา เสียงลอดไรฟันแสดงชัดว่าเขาไม่พอใจการมาของเหอลี่อิงอยู่มากเอาการ“อย่างไรเราก็เจอกันทุกวันไม่ใช่หรือ ท่านเองก็เก่งกาจ ความเก่งของท่านอาจจะไร้ค่าก็เป็นได้ หากไม่ถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้เอาไปใช้ประโยชน์บ้าง ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน ประเดี๋ยวก็แก่เฒ่าไม่มีเรี่ยวแรงแล้ว ถึงเวลานั้นท่านจะใช้กำลังเช่นตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่หากท่านสอนให้แก่ผู้อื่นก็ยังได้ชื่นชมลูกศิษย์ของท่าน”“ข้าคงไม่แก่เร็วขนาดนั้น ฮูหยินขี้กังวลเกินไปแล้ว”“ใต้เท้าซุน...” เสียงเรียกลอดไร้ฟันของเหอลี่อิงทำเอาชายชาตรีที่กัดฟันสู้เถียงกับภรรยามานานสองนานเริ่มเสียวสันหลังขึ้นมาอย่างไรชอบกล “ข้าขอถามท่านอีกครั้ง ว่าท่านจะสอนการต่อสู้ให้แก่ท่านราชองครักษ์ไหม”“เหตุผลล่ะ?” คนที่รู้สึกเหมือนถูกต้อนให้จนมุมได้แต่ลอบกลืนน้ำลายและเอ่ยถามออกไป“เพราะคุณต้องการทีม...” เหอลี่อิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่เบาราวกับกระซิบไม่ให้แขกผู้มาเยือนถึงที่ได้ยิน เธอมองใบหน้าของบุ

  • ณ อนันต์    แขกที่มาหาถึงที่จวน

    ส่วนซุนเจิงก็เดินเข้าไปหาราชองครักษ์ของรัชทายาทที่จิบน้ำชาอย่างสบายใจ ด้วยรอยยิ้มประหนึ่งว่าที่นี่คือจวนของตนเอง ไม่รู้ว่ายายเหอลี่อิงพูดกับไอ้หนุ่มนี่ไปขนาดไหนกัน ถึงได้นั่งยิ้มเหมือนคนบ้าเช่นนี้ คิดแล้วมันก็น่านัก! คราวที่แล้วเขาไม่น่าออมมือให้ชายคนนี้เลย ไม่น่าเลยซุนเจิง!“ใต้เท้า” แขกผู้มาเยือนโค้งกายคำนับเล็กน้อย ด้วยว่าอายุทั้งสองนั้นไม่ได้ต่างกันมากมาย แต่คนที่อายุไม่ต่างกันทั้งยังเป็นเจ้าของบ้านกลับเมินใส่การทำความเคารพเมื่อครู่ สาวเท้าไปนั่งพร้อมทั้งรินน้ำชาขึ้นมาดื่มราวกับไม่ใส่ใจแขกที่มาเยือนถึงจวนแม้แต่น้อย“วันนี้ที่ข้ามาหาใต้เท้าถึงจวน ก็เพราะองค์รัชทายาทมีรับสั่งว่าช่วงนี้ท่านคงมีเรื่องยุ่งเป็นแน่ จึงไม่ได้เข้าไปรายงานข่าวคราวให้พระองค์ทราบ ดังนั้นจึงส่งข้ามาแทน”ราชองครักษ์ซึ่งได้รับมอบหมายหน้าที่มารายงาน แต่บุรุษที่ได้รับฟังกลับเอาแต่นิ่งเฉย สนใจจอกน้ำชาในมือมากกว่าเขาที่เป็นคู่สนทนาเสียอีก“ใต้เท้า ใต้เท้าขอรับ”“หืม...น้ำชาเย็นชืดขนาดนี้ ท่านยังดื่มด้วยรอยยิ้มได้ เห็นทีว่าท่านจะเป็นคนกินง่ายอยู่ง่าย”“เอ่อ...ขอรับ เมื่อครู่ที่ข้าพูดไป”“มีเรื่องจริงอย่างที่องค์รัชทา

  • ณ อนันต์    เรื่องที่คิดไม่ตก

    “ไม่รอฟังคำขอโทษของเขาหน่อยหรือ ที่เขาว่าคุณไปเมื่อครู่นี้น่ะ” เหอลี่อิงที่ถูกรั้งตัวออกมาเอ่ยถามชายหนุ่มที่มีใบหน้าเรียบนิ่ง“ไม่จำเป็น เขาจะคิดอย่างไรก็ช่าง นั่นไม่ใช่หน้าที่ฉันเสียหน่อย”“แล้วคุณจะเอาอย่างไรต่อ เรื่องนี้เหมือนจะไม่ง่ายเลยไม่ใช่หรือ”“ใช่ เป็นไปไม่ได้ที่เรื่องใหญ่ขนาดนี้ขุนนางทั้งหลายจะไม่รู้ เพราะจักรพรรดิมีราชโองการชัดเจนในการจัดสรรที่ดิน แต่นี่อะไร ไม่มีใครเปิดปากถึงเรื่องนี้เลย เป็นไปได้ว่าจะเป็นพรรคพวกเดียวกัน ฉันเลยไม่พยายามทำตัวตื่นข่าว ประเดี๋ยวพวกนั้นจะไหวตัวทันเสียก่อน”“แล้วคุณจะบอกเรื่องนี้แก่รัชทายาทไหม” เมื่อเหอลี่อิงถามจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอที่เล็ดลอดออกมา“ก็ลองดูว่าหูตาของรัชทายาทเป็นเช่นไร อายุมากแล้วก็แบบนี้ ทำงานตามระเบียบ ซื่อสัตย์ตามระบอบอะไรแบบนั้น ฉันไม่ชอบเท่าไหร่”“อะไรกัน คุณอยู่ในร่างหนุ่มขนาดนี้แล้วยังบ่นว่าตัวเองแก่อีกหรือ”“ก็เหมือนที่เธอตายด้านแล้วยังไงล่ะ” ซุนเจิงมองสตรีที่เริ่มชักสีหน้าอีกหนเมื่อเขาเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มยียวน “มาคิดดูแล้วก็คงจะจริง ฉันแทบจะนอนแก้ผ้าอยู่บนเตียงอยู่รอมร่อ เธอยังนอนเฉยๆ ได้ถึงเช้า”“คุณก็นอนถอดเสื้

  • ณ อนันต์    ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ ท่านเห็นใต้เท้าไม่เต็มใจช่วยท่านหรือ

    มีเด็กวิ่งอยู่ในจวนนับว่าสร้างชีวิตชีวาให้แก่คนชราที่อยู่ในร่างของหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง ซุนเจิงมองเจ้าเด็กที่พอหายป่วยก็วิ่งวุ่นไปทั่วจวน โดยที่เขาไม่เอ่ยห้ามหรือดุเจ้าเด็กซนคนนี้แม้แต่น้อย“หยุดเล่นได้แล้วเสี่ยวหยู”ซุนเจิงเลิกคิ้วเมื่อได้ยินเสียงบิดาของเด็กน้อยที่เริ่มเกาะต้นไม้ ทำทีท่าว่าจะปีนขึ้นไปเป็นลิงเป็นค่าง“ข้าละอายเหลือเกินที่ทำให้ใต้เท้าวุ่นวายเช่นนี้”ซุนเจิงโบกมือไม่สนใจสิ่งที่อีกฝ่ายกล่าวว่าวุ่นวาย เชื้อเชิญให้แขกนั่งลงดื่มน้ำชาร่วมกับตน“เด็กก็แบบนี้ ช่างเขาเถิด” ซุนเจิงบอกปัดอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องของท่าน ข้าไปตรวจสอบดูแล้ว เห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคงต้องใช้เวลานานพอสมควร ข้าเห็นท่านควรกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านจะสมควรกว่า เพราะอยู่นี่หากมีคนรู้เข้า ท่านจะเดือดร้อนเอาได้ และคราวนี้ท่านอาจจะไม่มีโอกาสได้ที่นากลับมาอีกเลย”เรื่องนี้ยิ่งตรวจสอบยิ่งได้รู้ว่าทุกอย่างนั้นมีข้อสงสัยมากกว่าที่ซุนเจิงคิด และการที่ครอบครัวนี้อยู่ในจวนของเขานั้นไม่ใช่เรื่องดีเลย เพราะครอบครัวนี้จะอยู่ในที่แจ้งและโดนทำร้ายกลั่นแกล้งได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า แต่บุรุษตรงหน้าไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพยายามจะสื่อ

  • ณ อนันต์    ข้อร้องเรียนจากชาวบ้าน

    “ข้าไม่รู้หนังสือ นายอำเภอเอาอะไรมาให้ข้าประทับนิ้วมือก็ไม่ทราบ แต่วันรุ่งขึ้นเขาก็อ้างว่าตนเป็นเจ้าของที่นาของข้าไปแล้ว นายท่าน เช่นนี้ข้าถูกหลอกใช่หรือไม่ขอรับ!”“แล้วนายอำเภอหลอกลวงเอาที่นาของท่านเพียงผู้เดียวหรือของคนอื่นด้วย”“หลายครอบครัวอยู่ขอรับ พวกเขาไม่กล้ามาร้องเรียน แต่ข้าทนไม่ไหวเพราะว่าลูกยังเล็ก ทำงานแทบตายแต่ไม่เหลือเงินแม้สักตำลึงไว้จุนเจือครอบครัว เช่นนี้แล้วลูกและเมียข้าไม่ต้องอดตายหรือ ข้าจึงจำต้องมาเมืองหลวง...นายท่านช่วยข้าได้หรือไม่”“หากทำตามกฎระเบียบแน่นอนว่ายุ่งยากจนข้านึกขยาด” ซุนเจิงเอ่ยอย่างไม่ปิดบัง ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน เรื่องกฎระเบียบนั้นยุ่งยากอยู่เสมอ แต่ใช่ว่าตอนนี้เขาจะต้องทำตามแบบแผนเสมอไปนี่ “แต่หากจะให้มันรวบรัดก็มีทางอยู่บ้าง แต่ทำเช่นนั้นก็จะไม่เด็ดขาดและก่อให้เกิดปัญหาในการณ์ข้างหน้าได้ เช่นนั้นแล้ว… ข้าจะลองดูให้ก็แล้วกัน”“จริงหรือขอรับ” คนที่ได้รับความช่วยเหลือพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดีใจเหลือหลาย ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ศีรษะจดกับพื้นดินด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจ แต่กระนั้นซุนเจิงก็พยุงร่างของบุรุษที่แสดงความซาบซึ้งใจให้ลุกขึ้น เนื่องด้วยว่านี่ไม่เป็น

  • ณ อนันต์    หนอนบ่อนไส้ในกรมคลัง

    เจ้าของจวนสั่งให้คนจัดแจงห้องหับให้ทั้งสามคนได้พักพิง วางร่างของเด็กน้อยที่ตัวเล็กจนน่าเป็นห่วงลงบนเตียง ซุนเจิงมองเหอลี่อิงที่หน้าเสียเมื่อเห็นความลำบากและขัดสนของครอบครัวตรงหน้า ซึ่งเขาก็ทำได้แค่กุมมือของเธอเอาไว้เท่านั้น“อีกประเดี๋ยวหมอก็คงจะมา ข้าให้คนจัดเตรียมอาภรณ์ให้พวกท่านได้ผลัดเปลี่ยนแล้ว พวกท่านก็ไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถิด ข้าและฮูหยินจะดูแลเด็กคนนี้ให้ก่อน”“ข้าไม่อยากรบกวน แค่นี้ก็มากมายเหลือเกินแล้ว”“ไม่รบกวน ข้ายินดีช่วยท่าน ส่วนเรื่องที่ท่านมาร้องเรียนนั้น เสร็จจากการตรวจรักษาข้าจะคุยกับท่านในภายหลัง ข้าเป็นขุนนางอยู่กรมคลัง เรื่องนี้คงต้องเป็นหน้าที่ของข้า”สองสามีภรรยาที่ไม่มีที่พึ่งพิงมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อหูของตนนัก ว่าจะได้พบกับขุนนางที่เมตตาถึงเพียงนี้ สุดท้ายพวกเข้าจึงเข้าไปชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามที่เจ้าของจวนเอ่ยปาก ปล่อยเจ้าของจวนทั้งสองไว้กับเด็กน้อยที่นอนนิ่งบนเตียงกว้างอย่างเวทนา“ดูสิ ตัวก็เล็กถึงเพียงนี้ พ่อแม่ก็พามาระหกระเหินเสียแล้ว” ซุนเจิงเอ่ยพลางทอดมองร่างของเด็กน้อยที่นอนนิ่งไม่ได้สติ ส่วนเหอลี่อิงก็ทิ้งกายลงนั่งข้างร่างที่อ่อนแอขอ

Mais capítulos
Explore e leia bons romances gratuitamente
Acesso gratuito a um vasto número de bons romances no app GoodNovel. Baixe os livros que você gosta e leia em qualquer lugar e a qualquer hora.
Leia livros gratuitamente no app
ESCANEIE O CÓDIGO PARA LER NO APP
DMCA.com Protection Status