LOGINเช้าตรู่หลังจากการเข้าหอที่แสนจะสร้างภาพแล้ว ซุนเจิงก็ต้องมายืนงงกับเครื่องแต่งกายทั้งหลายที่วางเรียงรายกันตรงหน้า เขาไม่ค่อยสันทัดเรื่องการแต่งกาย แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเจ้าผ้าผ่อนพวกนี้ควรใส่สิ่งใดก่อนหลัง เมื่อคืนแม้จะเปลื้องท่อนบนออกก็ตามที แต่เพราะเป็นคนขี้ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร อีกทั้งไม่ได้ใส่ใจว่าใส่สิ่งใดบ้าง อะไรเกะกะก็ถอดออกหมด พอจะใส่ชุดที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ก็ยืนงงอยู่พักใหญ่
“เหอลี่อิง เธอรู้ไหมว่าเสื้อผ้าพวกนี้ใส่ยังไง”
เมื่อจนปัญญาก็หันไปถามคนที่หันหลังแต่งตัวอยู่ไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างกันคือเหอลี่อิงจัดการอาภรณ์ของตนเสร็จเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว และหันมาถอนหายใจใส่ราวกับเหนื่อยหน่ายใจในตัวเขาเหลือหลาย แต่ก็จำต้องเดินอย่างปลงตกมาหา
“ทำอะไรเป็นมั่งคุณน่ะ” แม้จะเอ่ยปากบ่น แต่ก็หยิบอาภรณ์ที่ยับยู่ยี่มาจัดการแต่งตัวให้อีกฝ่าย ส่วนคนที่ถูกบ่นจนเป็นปกติก็เอี้ยวตัวไปมา แกะนั่นเกานี่อยู่ไม่สุขเสียจนคนเข้ามาช่วยเหลือรำคาญใจ ถึงขั้นต้องเอ็ดออกมาอีกหน
“อยู่นิ่งๆ ได้ไหม”
“ก็ทำให้มันดีๆ หน่อยสิ ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วนะ อ่อนโยนบ้างไม่เป็นหรือยังไง”
“ใส่ให้มันถูกๆ หน่อยได้ไหมล่ะ ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ทำไมพูดยากพูดเย็นขนาดนี้”
“อย่าบ่นให้มากจะได้ไหม ทำๆ ไป จะได้เสร็จเสียที”
“ก็ร่วมมือกันหน่อยสิ อย่างนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ”
คนภายในห้องหอส่งเสียงโต้ตอบกันไปมา ส่วนคนด้านนอกที่กำลังจะเข้าปรนนิบัติดูแลเช่นปกติก็ต้องชะงักและพากันก้มหน้าลอบยิ้มกลั้นหัวเราะกันยกใหญ่ ตีความเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากด้านในไปต่างๆ นานาราวกับเห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้นภายใน เห็นทีว่าใต้เท้าซุนจะยังไม่พึงพอใจเช่นที่กล่าวไว้เมื่อคืน แม้รุ่งสางแล้วก็ยังไม่ผละออกจากกิจของสามีภรรยา…
หลังจากปลุกปล้ำกับเสื้อผ้าอาภรณ์อยู่นานสองนาน ซุนเจิงและเหอลี่อิงก็พากันออกมาจากห้อง ตลอดทางเดินพวกเขาเจอบ่าวรับใช้มากมายที่ลอบยิ้ม บ้างก็แสดงท่าทีขวยเขิน แต่กระนั้นคนทั้งคู่ก็ไม่ได้ตั้งคำถามในท่าทีพิลึกเช่นนี้ เพราะทราบดีว่าเรื่องเมื่อคืนที่ทั้งสองร่วมสร้างขึ้นคงจะเป็นที่โจษจันกันไปทั่ว แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อจงใจให้เรื่องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว บัดนี้จึงได้แต่เดินนวยนาดอย่างไม่ใส่ใจ
การใช้ชีวิตที่นี่อาจไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก ด้วยว่าในหัวยังมีความทรงจำที่คั่งค้างอยู่บ้าง แต่จะให้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมเลยก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเช่นซุนเจิงและเหอลี่อิง แต่อยู่ในคราบของซุนจ้าวเฟิงและเหอเสี่ยวอิงเท่านั้น ด้วยความที่ใช้ชีวิตตามปกติ บัดนี้จึงร่วมโต๊ะอาหารเช้ากันอย่างไม่เก้อเขิน
ซุนเจิงคีบเนื้อไก่ให้เหอลี่อิง ด้วยเห็นว่าวางอยู่ห่างจากมือของอีกฝ่าย โดยเหอลี่อิงก็ไม่ได้ซาบซึ้งใจแต่ประการใด ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ และเป็นปกติ แต่คงไม่ใช่เรื่องปกติของคนที่นี่นัก เหล่าสาวใช้จึงต่างพากันเขินอายแทนฮูหยินของจวนไปเสียทุกผู้ทุกนาง
ซุนเจิงยังคงเมินเฉยต่อท่าทีพิลึกของบ่าวในจวน และหันมาสนใจอาหารตรงหน้าที่ดูไม่คุ้นชินเสียเท่าไร เขาสบตากับเหอลี่อิงเมื่อยกน้ำแกงถ้วยหนึ่งขึ้นมาซด เธอเองก็ตั้งคำถามให้กับท่าทีของเขาอยู่ไม่น้อย ด้วยจับสังเกตได้อย่างรวดเร็ว อาหารมื้อแรกของการอยู่ที่นี่นับว่าไม่ค่อยถูกปากนัก แม้จะไม่ใช่คนเรื่องมากกับการกินอยู่ แต่ยายเหอลี่อิงก็ทำให้เขาเคยตัวกับอาหารฝีมือของเธอไปเสียแล้ว บัดนี้ซุนเจิงจึงได้แต่ถอนหายใจ
“มีอะไรหรือขอรับใต้เท้า” เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจ หูชิงคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกลจึงเอ่ยถามอย่างหวั่นใจ แต่ไหนแต่ไรใต้เท้าซุนไม่ได้เรื่องมากกับอาหารกิน เพียงแต่ถ้าอาหารไม่ถูกปากขึ้นมาก็อาจจะด่าพ่อครัวถึงบรรพบุรุษเท่านั้น
“เย็นชืดไปหน่อย วันหลังให้คนอุ่นก่อนมาตั้งโต๊ะก็แล้วกัน”
“ขะ…ขอรับ” คนที่หลับตารอรับคำต่อว่ายันบรรพบุรุษค่อยๆ ลืมตา มองคนที่เอ่ยอย่างใจเย็น แม้ไม่ค่อยเชื่อหูว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นจะหลุดออกมาจากปากของคนโมโหร้าย แต่ก็ไม่อยากต่อคำให้มากความจนหาเรื่องมาใส่ตัว หูชิงจึงเงียบปากและน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี “ถ้าอย่างนั้นมื้อเที่ยงนี้จะทำตามที่ใต้เท้าบอกขอรับ”
“อืม”
“น้ำชานี่หอมดี ลองดื่มดูสิ”
ซุนเจิงเอ่ยชวน เหอลี่อิงก็รับมาดื่มอย่างไม่เกี่ยงงอน ทำตัวเป็นธรรมชาติเหมือนว่าที่นี่คือบ้านของทั้งสองที่จากมา แต่กลับทำให้หูชิงตาโตด้วยความสงสัย มองคู่สามีภรรยาที่เพิ่งจะเข้าหอได้เพียงคืนเดียว แต่สนิทสนมราวกับเคยอยู่ร่วมกันมาเป็นสิบปี หรือว่าสัมพันธ์สวาทเพียงหนึ่งคืนจะผูกมัดร่างกายและจิตใจของคนทั้งคู่ไว้ด้วยกัน แต่กระนั้นก็ได้แต่แปลกใจและตั้งคำถามอยู่เงียบๆ ไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใดออกมา
แล้วอาหารมื้อแรกในฐานะใต้เท้าซุนและฮูหยินของจวนก็จบลง ทั้งซุนเจิงและเหอลี่อิงจึงใช้เวลาที่เหลือเดินสำรวจโดยรอบให้ถี่ถ้วน เพื่อผนวกทุกอย่างเข้ากับความทรงจำที่อยู่ในหัวของพวกเขา ซึ่งซุนเจิงตระหนักได้ในทันทีว่าซุนจ้าวเฟิงผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบห้าปี แต่ก้าวหน้าเป็นถึงรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งกรมคลัง
นับว่าเป็นโชคดีที่จักรพรรดิในสมัยนี้นิยมชมชอบคนฉลาด และรู้จักใช้บุคคลอย่างชาญฉลาดเช่นกัน พระองค์เลือกคนจากความสามารถ เลือกบัณฑิตที่มีความรู้มาเป็นขุนนาง ให้น้ำหนักในการสอบคัดเลือกมากกว่าเส้นสายของตระกูล จึงไม่แปลกที่ซุนจ้าวเฟิงบุรุษผู้ฉายแววความเก่งกาจมาตั้งแต่เด็กจะก้าวหน้าเร็วถึงเพียงนี้ ผู้คนต่างก็คาดการณ์ว่า ไม่เกินสิบปีซุนจ้าวเฟิงผู้นี้อาจจะได้สวมหมวกของอัครเสนาบดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างน้อยๆ ตำแหน่งเสนาบดีก็ไม่น่าจะหลุดลอยไปจากซุนจ้าวเฟิง
แต่นั่นก็เป็นดั่งดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเองเช่นกัน...
“ขอประทานอภัย กระหม่อมไม่ได้ทำการต้อนรับให้สมเกียรติ”“มิได้ ข้าต้องมาสร้างความลำบากให้ใต้เท้าและฮูหยิน ข้ามากกว่าที่ต้องขออภัย”“ใช่ ถูกต้องแล้ว”หวังซูเหยามองบุรุษตัวโตข้างกายที่เอ่ยขึ้น“อีกอย่างไม่ต้องทำตัวเป็นทางการถึงเพียงนี้ก็ได้กระมัง องค์หญิงเห็นเป็นเช่นไร มาอาศัยจวนผู้อื่น แต่ต้องมารักษามารยาทเช่นนี้ ข้าว่าไม่สมควร เอาเป็นว่าให้พวกเขาทำตัวตามสบายดีหรือไม่ จะได้ไม่อึดอัดใจกันทั้งสองฝ่าย”หวังซูเหยามองสายตาที่มองมายังนางก็เข้าใจได้ในทันทีว่า รัชทายาทข้างกายกำลังบีบให้นางเห็นชอบในสิ่งที่เขาเอ่ยออกไป แล้วมีหรือที่สตรีตัวเล็กเช่นนางจะขัดได้ สุดท้ายก็ต้องตอบว่าเห็นด้วยตามข้อเสนอแนะของรัชทายาทหลังจากนั้นหวังซูเหยาก็ได้พบกับอาหารอันโอชะที่รัชทายาทเคยบอกกับนางไว้ก่อนหน้านี้ และเรื่องนี้ทำให้นางหายกังวลเรื่องต่างๆ ไปในพริบตา อาหารตรงหน้าดึงดูดนางให้ละจากความสนใจภายนอกและมุ่งความสนใจไปที่อาหารทั้งหลายแทน นับว่ารัชทายาทผู้นี้ไม่ได้กล่าวเกินเลยไป อาหารที่นี่นับว่าเลิศรสจริงอย่างที่เขาคุยโวเอาไว้ทว่าระหว่างก้มหน้าอยู่กับอาหารอันโอชะก็ได้ยินเสียงหัวเราะเล็กๆ ขึ้นมา แล้วก็พบว่าเจ้าของจวนท
หากต้องนอนร่วมห้องกับนางทุกคืน มิแน่ว่าคืนใดคืนหนึ่งเขาอาจจะถูกผลักกระเด็นกระดอนไปอยู่ที่พื้นก็เป็นได้ แต่สุดท้ายแล้วเขาจะทำสิ่งใดได้ นอกเสียจากข่มตาตลอดทั้งคืน ตื่นยามรุ่งสางเพื่อเร่งเดินทางเข้าเมืองหลวง แต่ก็มิวายต้องมานั่งเฝ้าสตรีที่เป็นถึงองค์หญิงอีกทั้งยังมากเรื่องนั่งกินอาหารคำเล็กคำน้อย ราวกับว่าไม่ถูกปากกับอาหารข้างทางเช่นนี้“รีบๆ หน่อยจะได้ไหม กินแบบนี้แล้วเมื่อไหร่จะเสร็จ” ดุสตรีที่คีบอาหารเข้าปากอย่างอ้อยอิ่ง แต่อีกฝ่ายก็มองเขาด้วยสายตาสลด “ไม่ถูกปากขนาดนั้นเชียวหรือ อย่างนั้นก็ทนหน่อย เข้าเมืองหลวงไปจะมีของดีกว่านี้”“จริงหรือ ข้าว่าอย่างไรท่านก็ไม่พาข้าเข้าวังหลวง แล้วข้าจะได้ลิ้มรสอย่างที่ท่านกล่าวหรือ”“ในวังหลวงน่ะหรือที่เจ้าคิดว่ามีของดี” เว่ยหลางหัวเราะอย่างขบขัน “ในนั้นมีของไม่ดีทั้งสิ้น และข้าก็รู้ว่าอาหารรสเลิศนั้นอยู่ที่ใด”องค์หญิงหวังซูเหยามองบุรุษที่หัวเราะให้เธออย่างขบขัน และเอ่ยถึงอาหารรสเลิศราวกับว่าชำนาญในการสรรหาอาหารรสเลิศในใต้หล้า“แล้วท่านจะให้ข้าไปอยู่ที่ใด”“จวนของขุนนางผู้หนึ่ง เจ้าก็พบเขาแล้วก่อนหน้านี้ บุรุษที่ข้าให้เขาล่วงหน้ามาก่อน” เว่ยหลางเอ่
“มีเตียงเดียวก็นอนข้างล่างสิ ข้าเป็นสตรีจะมานอนเตียงเดียวกันได้อย่างไร”เว่ยหลางมองสตรีที่แผดเสียงน่าปวดหัว ตอนนี้ค่ำมืดดึกดื่นจนไม่อาจเดินทางต่อได้ เขาจึงต้องมาพักค้างแรมระหว่างทาง แต่แทนที่จะได้พักอย่างใจหวัง องค์หญิงแคว้นหนานก็ทำให้เขารำคาญขึ้นมาอีกหน“ข้าว่าองค์หญิงคงจะเข้าใจสิ่งใดผิดไป ประการแรกข้าเป็นคนจ่ายเงินเพื่อนอนที่นี่ ประการต่อมาเจ้ากำลังเป็นชายาข้าผู้เป็นรัชทายาทของแคว้นนี้ เหตุผลเพียงสองประการนี้ย่อมเพียงพอแล้วที่ข้าไม่ต้องไปนอนบนพื้นที่เย็นเฉียบและสกปรกนั่น”“แต่ว่า”“ไม่มีแต่ มานี่” เอ่ยห้ามไม่ให้สตรีช่างพูดได้พูดสิ่งใดออกมาอีก ดึงข้อมือข้างหนึ่งของนางมามัดไว้กับผ้าที่ถูกฉีกออกจนคล้ายกับเชือก โดยอีกข้างหนึ่งก็มัดมือของเขาไว้เช่นกัน“ท่านจะทำอะไร”“ผูกข้อมือเจ้าไว้ เผื่อเจ้าคิดสั้นหนีข้ากลางดึกขึ้นมาจะได้รู้ตัว” พูดจบก็ทิ้งกายลงนอน แม้ว่าสตรีที่นั่งอยู่บนเตียงเดียวกันนั้นยังตั้งคำถามใส่เขาไม่หยุดหย่อน“ข้ามิใช่เด็กไย...”“ขนาดมิใช่เด็ก ยังดีดดิ้นมาตลอดทางน่ะหรือ ข้าไม่ไว้ใจเจ้า เพราะฉะนั้นนอนได้แล้ว นี่เราเสียเวลาไปวันหนึ่งแล้ว แทนที่จะถึงเมืองหลวง แต่กลับต้องมาค้างแรม
“เข้าชายแดนแคว้นต้าเว่ยแล้วเพคะ”สิ้นเสียงรายงาน สตรีที่นั่งอยู่ในรถม้าก็เลิกม่านขึ้น มองไปยังพื้นที่ด้านนอกซึ่งมีแต่ป่าไม้ไม่ต่างจากตลอดทางที่พบเห็น “อีกไกลหรือไม่”“เดินทางอีกประมาณสามวันเพคะจึงจะถึงเมืองหลวง”“เช่นนั้นสั่งให้ขบวนหยุดพักก่อน”“เพคะ”ขบวนที่มีรถม้านับสิบเหลียง และทหารคุ้มกันอีกจำนวนหนึ่งหยุดพักตามรับสั่งขององค์หญิงคนสำคัญที่ถูกส่งตัวมาสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีกับแคว้นต้าเว่ย งานมงคลสมรสที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ถึงเดือนต่างเป็นที่ยินดีของคนทั้งสองแคว้นที่จะมีความสัมพันธ์ที่แนบชิดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ใครๆ ก็ต่างเห็นประโยชน์ในข้อนี้ การสมรสครั้งนี้จึงเปี่ยมไปด้วยความเห็นพ้องของทั้งสองแคว้น แต่ความเห็นพ้องที่ว่านี้ก็คงจะหลงลืมสิ่งใดไปบางประการก็เป็นได้ เมื่อองค์หญิงแห่งแคว้นหนานไม่ทันจะก้าวลงจากรถม้า เสียงด้านนอกของทหารที่คอยคุ้มกันก็ดังอึกทึกครึกโครม จนผู้เป็นองค์หญิงต้องซ่อนตัวอยู่ในรถม้าด้วยท่าทีหวาดหวั่น“เกิดอะไรขึ้น!” องค์หญิงที่ไม่เข้าใจในสถานการณ์ร้องถามเสียงดัง จนราชองครักษ์ประจำกายเปิดม่านของรถม้าและเอ่ยรายงาน“มีโจรซุ่มทำร้าย องค์หญิงโปรดอยู่แต่ในรถม้า...” ราชองครักษ์ย
“ลี่ลี่” ซุนเจิงเคาะประตูห้องนอนและเอ่ยเรียกภรรยาที่ขลุกตัวอยู่แต่ภายในนั้น เมื่อไม่มีเสียงตอบกลับมา เขาก็ถือวิสาสะเปิดเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ใครจะสน ในเมื่อเขาก็เป็นเจ้าของห้องนี้เหมือนกันเมื่อเข้าไปภายใน จึงเห็นว่าสตรีที่เอ่ยปากไล่เขาตั้งแต่ตะวันยังไม่พ้นขอบฟ้า เวลานี้เอาแต่นอนอยู่บนเตียงอย่างสตรีเกียจคร้าน และนั่นอาจนับว่าเป็นเรื่องที่ดีก็ได้ ซุนเจิงค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้กับเหอลี่อิงมากขึ้น มองใบหน้าที่หลับพริ้มด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าเธอจะใจร้ายกับเขาเหลือเกินก็ตามที แต่เชยชมใบหน้าที่ไม่ได้เจอมาเกือบค่อนวันได้ไม่เท่าไร สตรีที่นอนหลับพริ้มก็ตื่นลืมตามามองเขาเขม็ง จนคนที่ถูกจับได้ลนลานไม่รู้จะทำอย่างไร จึงหมุนตัวเพื่อกลับออกไปให้พ้นหน้าเธอ ทว่าก็ต้องชะงัก“ซุนเจิง”ซุนเจิงไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าน้ำเสียงของเหอลี่อิงนั้นทำให้เขาผวาได้ถึงเพียงนี้ แต่จะทำอย่างไรได้ บุรุษที่หันหลังให้ภรรยาและกำลังจะหลบหนีจากการจับผิดได้แต่จำใจหันหลังกลับไปเผชิญหน้ากับเธอ“คือ...ฉันขอโทษ ฉันแค่จะเข้ามาดูเธอเฉยๆ ถ้าเธอไม่พอใจ ฉันจะรีบออกไปเดี๋ยวนี้” พูดจบก็หันหลังกลับเตรียมจะออกไปอีกหน แต่ก็ต้องชะงักงันอีกครั้
สถานการณ์เช่นนี้เหมือนว่าเขาเคยพบมาก่อน แต่ไม่ใช่เขาและเหอลี่อิง มันเป็นเรื่องของพ่ออี้หมิง หากเขาจำไม่ผิด บิดาของหลานชายข้างบ้านมักเดินคอตกมาบ้านเขาด้วยเหตุที่ว่าภรรยาไม่ให้นอนด้วยอยู่หลายหน เขานั้นหัวเราะใส่เจ้าบื้อไม่เอาไหนคนนั้นเสียยกใหญ่ ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่งเขาต้องมาเผชิญชะตากรรมเดียวกันด้วยไม่น่าเลยซุนเจิงแต่คิดไม่ตกอยู่ครู่หนึ่ง ก็ไม่อาจทนต่อสิ่งที่เหอลี่อิงกระทำต่อเขาได้ สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นและเดินออกจากจวนไปอย่างรีบร้อน...ในจวนที่เต็มไปด้วยบุรุษก็ใช่ว่าจะน่าเบื่อเสียทีเดียว เว่ยหลงมองไปรอบๆ จวนขุนนางคนสนิทของรัชทายาทที่นับว่ามีเรื่องบันเทิงเริงใจให้เขาทำมากมายไม่แพ้ในโรงสุราก็ได้แต่ยิ้มร่า แม้ว่ามีคนจากวังหลวงเข้านอกออกในไม่ขาดสาย แต่ข่าวก็ไม่เคยรั่วไหลในข้อนี้ฮูหยินของซุนจ้าวเฟิงได้อธิบายเอาไว้ ว่าหลังจากที่รัชทายาทโปรดมาที่นี่บ่อยขึ้น จึงจำต้องคัดกรองบ่าวรับใช้ทั้งหลายอย่างเข้มงวด ถึงขั้นที่ว่าเขาไล่บ่าวรับใช้ออกไปเสียหลายคน ด้วยว่าคนน้อยย่อมคุมง่ายกว่ามาก และเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูที่ได้ผลเกินคาด บ่าวรับใช้ทั้งหลายจึงไม่เคยจับกลุ่มนินทา หรือหาเรื่องใส่ตนอย่างสิ้นคิดเช
“จะไปแล้วหรือ” เหอลี่อิงเอ่ยถามซุนเจิงที่กำลังจะเดินออกนอกจวน พร้อมทั้งหลิวจวินราชองครักษ์ที่ติดตามรัชทายาทมาในวันนี้“ใช่” ซุนเจิงชะงักเท้าเมื่อได้ยินเหอลี่อิงร้องทัก เขาหันกลับมาตอบคำถามของเธอ “เจ้าไปรอข้าด้านหน้าก่อน” เอ่ยปากไล่ราชองครักษ์ของรัชทายาทที่เกาะติดเขาแจ และเมื่อหลิวจวินปลีกตัวออกไปแล
วันนี้คือวันที่ซุนเจิงกล่าวว่าคงจะวุ่นวายไม่น้อย แต่บัดนี้เหอลี่อิงยังไม่เห็นความวุ่นวายที่สามีเอ่ยเตือนไว้เลย วันนี้ซุนเจิงไม่ไปทำงาน แต่ให้บ่าวรับใช้ไปบอกกับท่านเสนาบดีซือจงว่าตนนั้นป่วย ทั้งที่ความจริงเขาตื่นแต่เช้ามานั่งจิบชาสบายใจอยู่กับเสี่ยวหยาง จนเข้าบ่ายคล้อยซุนเจิงก็ยังมีทีท่าสบายใจไม่ทุก
“ปกติแล้วชิงซางจะไปหาใต้เท้าซือเดือนละสองครั้งขอรับ” หลิวจวินที่ถูกซุนเจิงเรียกตัวมาใช้งานในครั้งนี้พยักหน้ารับ ในมือถือดาบเงาวับพินิจไปมาอย่างสนใจ “อีกสามวัน คือวันที่ชิงซางจะเข้าไปพบใต้เท้าซือขอรับ”“ดี จะได้จบๆ เสียที”
และวันที่ซุนเจิงหวาดหวั่นก็มาถึง เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีแขกที่ไม่ได้เชื้อเชิญอย่างอ๋องแปดอยู่ในจวนตั้งแต่เช้าตรู่ อีกทั้งยังนั่งพูดคุยกับเหอลี่อิงด้วยรอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าไม่คลายช่างเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้อง มันน่านัก!บุรุษที่พยายามข่มอารมณ์ทิ้งกายลงนั่งข้างภรรยาด้วยใบหน้าบึ







