LOGINเช้าตรู่หลังจากการเข้าหอที่แสนจะสร้างภาพแล้ว ซุนเจิงก็ต้องมายืนงงกับเครื่องแต่งกายทั้งหลายที่วางเรียงรายกันตรงหน้า เขาไม่ค่อยสันทัดเรื่องการแต่งกาย แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเจ้าผ้าผ่อนพวกนี้ควรใส่สิ่งใดก่อนหลัง เมื่อคืนแม้จะเปลื้องท่อนบนออกก็ตามที แต่เพราะเป็นคนขี้ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร อีกทั้งไม่ได้ใส่ใจว่าใส่สิ่งใดบ้าง อะไรเกะกะก็ถอดออกหมด พอจะใส่ชุดที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ก็ยืนงงอยู่พักใหญ่
“เหอลี่อิง เธอรู้ไหมว่าเสื้อผ้าพวกนี้ใส่ยังไง”
เมื่อจนปัญญาก็หันไปถามคนที่หันหลังแต่งตัวอยู่ไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างกันคือเหอลี่อิงจัดการอาภรณ์ของตนเสร็จเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว และหันมาถอนหายใจใส่ราวกับเหนื่อยหน่ายใจในตัวเขาเหลือหลาย แต่ก็จำต้องเดินอย่างปลงตกมาหา
“ทำอะไรเป็นมั่งคุณน่ะ” แม้จะเอ่ยปากบ่น แต่ก็หยิบอาภรณ์ที่ยับยู่ยี่มาจัดการแต่งตัวให้อีกฝ่าย ส่วนคนที่ถูกบ่นจนเป็นปกติก็เอี้ยวตัวไปมา แกะนั่นเกานี่อยู่ไม่สุขเสียจนคนเข้ามาช่วยเหลือรำคาญใจ ถึงขั้นต้องเอ็ดออกมาอีกหน
“อยู่นิ่งๆ ได้ไหม”
“ก็ทำให้มันดีๆ หน่อยสิ ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วนะ อ่อนโยนบ้างไม่เป็นหรือยังไง”
“ใส่ให้มันถูกๆ หน่อยได้ไหมล่ะ ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ทำไมพูดยากพูดเย็นขนาดนี้”
“อย่าบ่นให้มากจะได้ไหม ทำๆ ไป จะได้เสร็จเสียที”
“ก็ร่วมมือกันหน่อยสิ อย่างนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ”
คนภายในห้องหอส่งเสียงโต้ตอบกันไปมา ส่วนคนด้านนอกที่กำลังจะเข้าปรนนิบัติดูแลเช่นปกติก็ต้องชะงักและพากันก้มหน้าลอบยิ้มกลั้นหัวเราะกันยกใหญ่ ตีความเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากด้านในไปต่างๆ นานาราวกับเห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้นภายใน เห็นทีว่าใต้เท้าซุนจะยังไม่พึงพอใจเช่นที่กล่าวไว้เมื่อคืน แม้รุ่งสางแล้วก็ยังไม่ผละออกจากกิจของสามีภรรยา…
หลังจากปลุกปล้ำกับเสื้อผ้าอาภรณ์อยู่นานสองนาน ซุนเจิงและเหอลี่อิงก็พากันออกมาจากห้อง ตลอดทางเดินพวกเขาเจอบ่าวรับใช้มากมายที่ลอบยิ้ม บ้างก็แสดงท่าทีขวยเขิน แต่กระนั้นคนทั้งคู่ก็ไม่ได้ตั้งคำถามในท่าทีพิลึกเช่นนี้ เพราะทราบดีว่าเรื่องเมื่อคืนที่ทั้งสองร่วมสร้างขึ้นคงจะเป็นที่โจษจันกันไปทั่ว แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อจงใจให้เรื่องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว บัดนี้จึงได้แต่เดินนวยนาดอย่างไม่ใส่ใจ
การใช้ชีวิตที่นี่อาจไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก ด้วยว่าในหัวยังมีความทรงจำที่คั่งค้างอยู่บ้าง แต่จะให้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมเลยก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเช่นซุนเจิงและเหอลี่อิง แต่อยู่ในคราบของซุนจ้าวเฟิงและเหอเสี่ยวอิงเท่านั้น ด้วยความที่ใช้ชีวิตตามปกติ บัดนี้จึงร่วมโต๊ะอาหารเช้ากันอย่างไม่เก้อเขิน
ซุนเจิงคีบเนื้อไก่ให้เหอลี่อิง ด้วยเห็นว่าวางอยู่ห่างจากมือของอีกฝ่าย โดยเหอลี่อิงก็ไม่ได้ซาบซึ้งใจแต่ประการใด ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ และเป็นปกติ แต่คงไม่ใช่เรื่องปกติของคนที่นี่นัก เหล่าสาวใช้จึงต่างพากันเขินอายแทนฮูหยินของจวนไปเสียทุกผู้ทุกนาง
ซุนเจิงยังคงเมินเฉยต่อท่าทีพิลึกของบ่าวในจวน และหันมาสนใจอาหารตรงหน้าที่ดูไม่คุ้นชินเสียเท่าไร เขาสบตากับเหอลี่อิงเมื่อยกน้ำแกงถ้วยหนึ่งขึ้นมาซด เธอเองก็ตั้งคำถามให้กับท่าทีของเขาอยู่ไม่น้อย ด้วยจับสังเกตได้อย่างรวดเร็ว อาหารมื้อแรกของการอยู่ที่นี่นับว่าไม่ค่อยถูกปากนัก แม้จะไม่ใช่คนเรื่องมากกับการกินอยู่ แต่ยายเหอลี่อิงก็ทำให้เขาเคยตัวกับอาหารฝีมือของเธอไปเสียแล้ว บัดนี้ซุนเจิงจึงได้แต่ถอนหายใจ
“มีอะไรหรือขอรับใต้เท้า” เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจ หูชิงคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกลจึงเอ่ยถามอย่างหวั่นใจ แต่ไหนแต่ไรใต้เท้าซุนไม่ได้เรื่องมากกับอาหารกิน เพียงแต่ถ้าอาหารไม่ถูกปากขึ้นมาก็อาจจะด่าพ่อครัวถึงบรรพบุรุษเท่านั้น
“เย็นชืดไปหน่อย วันหลังให้คนอุ่นก่อนมาตั้งโต๊ะก็แล้วกัน”
“ขะ…ขอรับ” คนที่หลับตารอรับคำต่อว่ายันบรรพบุรุษค่อยๆ ลืมตา มองคนที่เอ่ยอย่างใจเย็น แม้ไม่ค่อยเชื่อหูว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นจะหลุดออกมาจากปากของคนโมโหร้าย แต่ก็ไม่อยากต่อคำให้มากความจนหาเรื่องมาใส่ตัว หูชิงจึงเงียบปากและน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี “ถ้าอย่างนั้นมื้อเที่ยงนี้จะทำตามที่ใต้เท้าบอกขอรับ”
“อืม”
“น้ำชานี่หอมดี ลองดื่มดูสิ”
ซุนเจิงเอ่ยชวน เหอลี่อิงก็รับมาดื่มอย่างไม่เกี่ยงงอน ทำตัวเป็นธรรมชาติเหมือนว่าที่นี่คือบ้านของทั้งสองที่จากมา แต่กลับทำให้หูชิงตาโตด้วยความสงสัย มองคู่สามีภรรยาที่เพิ่งจะเข้าหอได้เพียงคืนเดียว แต่สนิทสนมราวกับเคยอยู่ร่วมกันมาเป็นสิบปี หรือว่าสัมพันธ์สวาทเพียงหนึ่งคืนจะผูกมัดร่างกายและจิตใจของคนทั้งคู่ไว้ด้วยกัน แต่กระนั้นก็ได้แต่แปลกใจและตั้งคำถามอยู่เงียบๆ ไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใดออกมา
แล้วอาหารมื้อแรกในฐานะใต้เท้าซุนและฮูหยินของจวนก็จบลง ทั้งซุนเจิงและเหอลี่อิงจึงใช้เวลาที่เหลือเดินสำรวจโดยรอบให้ถี่ถ้วน เพื่อผนวกทุกอย่างเข้ากับความทรงจำที่อยู่ในหัวของพวกเขา ซึ่งซุนเจิงตระหนักได้ในทันทีว่าซุนจ้าวเฟิงผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบห้าปี แต่ก้าวหน้าเป็นถึงรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งกรมคลัง
นับว่าเป็นโชคดีที่จักรพรรดิในสมัยนี้นิยมชมชอบคนฉลาด และรู้จักใช้บุคคลอย่างชาญฉลาดเช่นกัน พระองค์เลือกคนจากความสามารถ เลือกบัณฑิตที่มีความรู้มาเป็นขุนนาง ให้น้ำหนักในการสอบคัดเลือกมากกว่าเส้นสายของตระกูล จึงไม่แปลกที่ซุนจ้าวเฟิงบุรุษผู้ฉายแววความเก่งกาจมาตั้งแต่เด็กจะก้าวหน้าเร็วถึงเพียงนี้ ผู้คนต่างก็คาดการณ์ว่า ไม่เกินสิบปีซุนจ้าวเฟิงผู้นี้อาจจะได้สวมหมวกของอัครเสนาบดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างน้อยๆ ตำแหน่งเสนาบดีก็ไม่น่าจะหลุดลอยไปจากซุนจ้าวเฟิง
แต่นั่นก็เป็นดั่งดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเองเช่นกัน...
ลมแห่งการเปลี่ยนผันของฤดูกาลผันผ่าน ร่างบอบบางหนาวสะท้าน แต่กลับอุ่นขึ้นทันตาเมื่อมีคนโอบกอดเธอเอาไว้พร้อมกับรอยยิ้ม“บอกแล้วว่าอย่าเพิ่งออกมา มันหนาว” บุรุษที่ยืนซ้อนกายกอดภรรยาจากด้านหลังเอ่ยขึ้น “ฉันรักเธอนะลี่ลี่”“หืม เป็นอะไรไป มาบอกรักอะไรตรงนี้”“เมื่อเช้าลืมบอก เลยมาบอกตอนนี้แทนไง” เหอลี่อิงหัวเราะชอบใจ กลายเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วกับคำบอกรักของซุนเจิง“แล้วนี่...ตัวเล็กยังไม่มาอีกหรือ” มือกร้านเคลื่อนไปยังหน้าท้องที่กลับมาแบนราบอีกครั้งหลังจากการคลอดบุตรชาย ด้วยหวังว่าเมล็ดพันธุ์เล็กๆ จะเริ่มงอกเงยอีกครั้ง“ยัง...แต่รอให้ซุนจิ้นเหอโตอีกสักหน่อยจะดีกว่า ดูเสี่ยวหยางสิ หัวหมุนไปหมดแล้ว”“ครั้งนี้ฉันอยากได้ลูกสาว”“ฉันรู้ แต่เรื่องนี้บังคับกันได้ที่ไหน”“ถ้าเป็นผู้ชายฉันก็รัก เพราะเป็นลูกฉันกับเธอ”“ฉันคิดไม่ออกเลย หากเราไม่มาอยู่ที่นี่ ป่านนี้ฉันจะเป็นยังไง ฉันจะหย่ากับคุณได้
สองเดือนผ่านไป“ซุนเจิง หลิวจวินนำสารจากรัชทายาทมาให้” เหอลี่อิงร้องเรียกสามีที่กำลังหน้าเครียดทำงานกองเท่าภูเขา ส่งสารที่น่าจะสำคัญไม่น้อยให้แก่ซุนเจิงซุนเจิงรับสารจากภรรยาและคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น แต่เขากลับคิดผิดถนัด ใบหน้าที่เคร่งขรึมถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับภรรยา“เตรียมรับขวัญหลานได้แล้วยายแก่”“หมายความว่าอย่างไร”“ชายาของรัชทายาทตั้งครรภ์แล้ว”เหอลี่อิงดีใจจนไม่อาจซ่อนความรู้สึกไว้ได้ ใบหน้าฉายยิ้มกว้างและเดินไปบอกข่าวดีกับคนเสียทั่วจวน จนซุนเจิงได้แต่ส่ายศีรษะไปมา แล้วกลับมาสนใจสารในมืออีกครั้ง นับว่าไม่เสียแรงที่เขาปากเปียกปากแฉะบ่นเจ้าเด็กโข่งนั่นไป!.สองปีผ่านไป“อย่าเขียนตำราเล่นสิ นั่นของพี่นะ”“เหมยเอ๋อร์ อย่าฉีกตำราสิ แล้วพี่จะเอาอะไรอ่านล่ะ”“ไม่ๆ เสี่ยวเหอ พี่บอกว่าอย่าเขียนเล่นอย่างไรเล่า”&ld
เว่ยหลางเดินมาหาหวังซูเหยาพร้อมกับใต้เท้าซุน เว่ยหลางไม่กล้าสบตากับชายาของตนเองด้วยซ้ำไป เขาเอาแต่มองฮูหยินของใต้เท้าซุน ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวลกับการเผชิญหน้ากันในครั้งนี้“เรากลับกันดีกว่า ป่านนี้ลูกโยเยแล้วกระมัง” ซุนเจิงเอ่ยพลางจูงมือของเหอลี่อิงให้มายืนข้างตน มองหนุ่มสาวที่มีท่าทีเก้กังก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมา“พวกท่านไม่ต้องไปส่งข้าหรอก ประเดี๋ยวข้าและฮูหยินจะกลับแล้ว” ซุนเจิงรีบเอ่ยขึ้น ด้วยรู้ดีว่าในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมต้องมีคนใดคนหนึ่งหนีหน้าและหยิบยกเอาเขาและเหอลี่อิงมาเป็นข้ออ้าง และเมื่อพูดจบก็รีบจูงมือเหอลี่อิงกลับออกจากตำหนักบูรพา ใบหน้าทั้งสองประดับรอยยิ้มไว้ไม่คลาย เรื่องหลังจากนี้จะดีหรือร้าย ทั้งสองไม่อาจเข้าไปยุ่งได้เว่ยหลางมองใบหน้าของสตรีที่ไม่ได้พบกันมาหลายวัน หวังซูเหยายังคงมีสีหน้าบึ้งตึง จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ยอมพูดกับเขาจนถึงขั้นหันหลังและหนีเข้าห้องไป โดยที่เขาไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมาแม้สักคำเดียว“ได้ หวังซูเหยา เราจะได้เห็นดีกัน!”เว่ยหลางเก็บงำความในใจมากมายต่อสตรีที่หันหลังให้เขาไว้ แ
เมื่อเข้าตำหนักบูรพา เหอลี่อิงก็แยกตัวไปคุยกับชายาของรัชทายาททันที โดยทิ้งให้ซุนเจิงอยู่กับเว่ยหลางที่นั่งหน้าเครียดคิดไม่ตก“นั่งหน้าเครียดอย่างนี้ นางคงไม่หายโกรธท่านง่ายๆ ใช่หรือไม่” บุรุษที่ถูกภรรยาทิ้งให้อยู่กับต้นตอของปัญหาอย่างเว่ยหลางเอ่ยพลางรินน้ำชาให้กับตนเองและรัชทายาทที่ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน“เมื่อวานข้าไปหานางมา ท่านรู้ไหมว่าข้าเจออะไร”ซุนเจิงขมวดคิ้วเชิงตั้งคำถามว่าสิ่งที่อีกฝ่ายเจอนั้นคือสิ่งใด“นางเขวี้ยงแจกันใส่ข้า! แจกันแตกเป็นเสี่ยงๆ ดีที่ข้าหลบทัน ไม่อย่างนั้นหัวข้าคงแตกพอๆ กับแจกัน”ได้ยินคำบอกเล่าก็ขมวดคิ้วเป็นปมเชิงสงสัย ท่าทีเช่นนี้เหมือนว่าเขาเคยประสบมาบ้าง “แปลกๆ นะ เหมือนตอนฮูหยินข้าตั้งครรภ์เลย อารมณ์แปรปรวนขนาดนี้ ไม่ใช่ว่านางตั้งครรภ์แล้วหรือ”“ไม่ใช่” เว่ยหลางปฏิเสธทันควัน “เมื่อวันก่อนนางเป็นลมหมดสติไป ข้าให้หมอหลวงไปตรวจมาแล้ว หมอหลวงบอกว่านางเครียด ประจวบเหมาะกับโมโหเรื่องข้าจนถึงขั้นเป็นลมไป”“ถ้า
ซุนเจิงใช้ชีวิตอย่างที่เป็นมา ไม่มีสิ่งใดแปลกใหม่ มีแต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้เพิ่มเท่านั้น อย่างเช่นในตอนนี้ เขาต้องเรียนรู้ที่จะสอนเด็กหนุ่มที่ข้องใจในความสัมพันธ์ประหลาดให้ได้เข้าใจ และกลับไปง้อขอคืนดีกับภรรยาของตนเอง...“ก็บอกแล้วว่าให้พูดดีกับนางหน่อย ใจร้อนแล้วพาลใส่เธอ ผลก็เป็นอย่างนี้แหละ” ซุนเจิงเอ่ยพลางหยิบชาขึ้นมาดื่ม สายตามองไปยังเว่ยหลางที่กำลังคิดไม่ตก เว่ยหลางเอ่ยแต่เพียงว่ามีเรื่องให้ต้องคิดมาก งานของรัชทายาทนั้นมากมายจนแทบไม่มีเวลาพัก แต่พอมีเวลาพักก็รีบตรงดิ่งไปหาชายาของเขาอย่างหวังซูเหยาในทันที แต่ก็มิวายเผลอทำตัวไม่ดีใส่ เพียงเพราะนางเซ้าซี้ถามเรื่องงานและเรื่องของอีกฝ่ายมากเกินไป และสรุปจบสุดท้ายคือหวังซูเหยางอนแน่นอนว่าเหอลี่อิงที่นั่งร่วมสนทนาอยู่ด้วยนั้นเข้าข้างสตรีด้วยกันอย่างไม่ต้องวิเคราะห์รูปการณ์ใดๆ เลย ส่วนเขาก็พอจะเห็นด้วยกับหวังซูเหยา หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เขาทราบดีว่าเวลานี้ควรวางตัวไม่เป็นกลาง และด้วยประสบการณ์ที่มีทำให้เขาเลือกข้างภรรยาโดยไม่ต้องยั้งคิดใดๆ ทั้งสิ้น“ข้าเหนื่อยเลยหลุดปากไปเท่านั้น”
“ใต้เท้า!” หลิวจวินตะโกนขึ้นเสียงดัง จนเว่ยหลางและซุนเจิงที่สนทนากันอยู่ต้องหันกลับไปมอง ขุนนางที่ออกจากจวนเพื่อมาหารือเรื่องงานกับรัชทายาทที่ตำหนักบูรพาถึงกับชะงักการกระทำทุกอย่าง เพราะว่าหลิวจวินนั้นถูกรัชทายาทกำชับให้เฝ้าจวนของเขาไว้ แต่หากอีกฝ่ายหน้าตาตื่นมาเช่นนี้ แสดงว่าย่อมมีเรื่องเกิดขึ้นที่จวนเป็นแน่“มีอะไร ใครเป็นอะไร!” ซุนเจิงเอ่ยถามคนที่หอบเหนื่อย แต่พยายามจะพูดกับเขา“ฮูหยิน...ฮูหยินจะคลอดแล้วขอรับ”“คะ...คลอด!” คนที่ได้ยินเบิกตากว้าง ก่อนหน้านี้เขาอยู่กับเหอลี่อิงตลอดเวลาจนแทบจะกลายเป็นเงาตามตัว แต่พอวันนี้เขาออกมาจากจวนได้ไม่เท่าไร นางก็คลอดขึ้นมาเสียอย่างนั้น! ให้มันได้อย่างนี้สิ!ซุนเจิงพยายามตั้งสติที่กระเจิดกระเจิงไปไกลให้เข้าที่ และรีบออกจากตำหนักบูรพาทันทีโดยไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น เว่ยหลางและหลิวจวินเองก็ตั้งรับเรื่องนี้ไม่ถูกเช่นกัน ทั้งสองมีท่าทีตื่นตระหนกทำสิ่งใดไม่ถูก กว่าจะตั้งสติได้ ใต้เท้าซุนก็ออกจากตำหนักบูรพาไปเสียแล้ว“หลิวจวินเจ้า...เจ้า
“ใจเย็นก่อนใต้เท้า” รัชทายาทเอ่ยปรามขุนนางที่มีทีท่าไม่พอใจเขาด้วยรอยยิ้ม “ข้าก็แค่มีเรื่องสงสัยเท่านั้น แต่ว่ามีเพียงท่านและฮูหยินที่จะไขความกระจ่างนี้ได้ หากท่านยังไม่อยากจะบอกข้าในตอนนี้ก็ไม่เป็นไร เรายังมีเรื่องอีกมากที่ต้องกระทำ”ซุนเจิงหันมองหน้าเหอลี่อิงพร้อมทั้งถอนหายใจออกมายาวเหยียด ส่วนเห
“ยังไม่นอนอีกหรือ”ซุนเจิงที่กลับถึงจวนก็เอ่ยถามภรรยาที่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่บนเตียง ทั้งๆ ที่เธอควรจะหลับใหลไปแล้ว และที่น่าแปลกใจไปกว่านั้น ในมือของเธอยังเต็มไปด้วยของกินอีกต่างหาก“ดึกแล้วนะ ยังจะกินอีกหรือ” บุรุษที่ทิ้งกายนั่งข้างภรรยาเอ่ยถาม
ซุนเจิงเดินกลับออกมาจากตำหนักบูรพาอย่างไร้ทิศทาง เขาเดินเนิบนาบไปตามท้องถนนที่บัดนี้เริ่มพลุกพล่าน บางคนก็เมาสุราขณะที่โอบสตรีออกจากหอคณิกา บ้างก็เริ่มค้าขายในยามค่ำคืน บ้างก็รื่นเริงอยู่ในโรงน้ำชา ทุกคนบนถนนสายนี้มีจุดมุ่งหมาย ต่างจากเขาที่กำลังจะมุ่งหน้าไปที่ใดก็ยังไม่ทราบ ได้แต่เดินไร้ทิศทางไปเร
“โอ๊ย! เบาๆ หน่อย ประเดี๋ยวฉันพิการขึ้นมา เธอจะเดือดร้อนเอานะยายแก่” ซุนเจิงโอดครวญโดยที่ตัวเขานอนราบไปกับเตียง ส่วนคนที่เขาบ่นก็แทบจะนั่งอยู่บนแผ่นหลังของเขาอยู่รอมร่อ ใครจะไปคิดว่ารัชทายาทผู้นั้นจะตัวหนักถึงเพียงนี้ ให้ตายเถิด นี่ขนาดเขาอยู่ในร่างของบุรุษที่ยังหนุ่ม







