LOGINเสียงหอบหายใจติดขัดดังสะท้อนอยู่ในความเงียบของห้องนอนที่มืดสนิท แพรวพรรณพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงกว้าง ผ้าห่มผืนหนาที่เคยให้ความอบอุ่นกลับกลายเป็นของหนักอึ้งที่น่ารำคาญ เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายจนไรผมเปียกชื้น ร่างกายเธอร้อนผ่าวเหมือนมีไฟสุมอยู่ข้างใน
...พ่อ... พ่อไปไหน... ในหัวที่หนักอึ้ง ภาพอดีตค่อยๆ แทรกเข้ามาแทนที่ความมืด "คุณพ่อขา! ดูนี่สิคะ! คุณลุงธนาซื้อให้แพรว ตัวเบ้อเร่อเลย!" เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงในชุดกระโปรงชมพูฟูฟ่องดังลั่นสนามหญ้า เธอหอบตุ๊กตาหมีตัวโตวิ่งหน้าตั้งเข้าหาชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงระเบียง ราเมศในวัยหนุ่มละสายตาจากถ้วยกาแฟ เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะอ้าแขนรับร่างเล็กที่โถมเข้ามากอดจนเขาเกือบหงายหลัง "เฮ้ยๆ เบาๆ สิคะคนเก่ง ไหนดูซิ... โอ้โห ตัวใหญ่กว่าตัวหนูอีกนะเนี่ย ลุงธนาเขาแอบไปซื้อตอนไหนเนี่ย?" เขายกมือลูบหัวลูกสาวตัวน้อยด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก "แพรวชอบไหมล่ะ?" อาธนาที่นั่งหัวเราะอยู่ฝั่งตรงข้ามถามขึ้น "ชอบที่สุดเลยค่ะ! แต่แพรวชอบคุณพ่อมากกว่า" เด็กหญิงตอบทันควันพลางซุกหน้าเข้ากับอกแกร่ง "โตขึ้นแพรวจะแต่งงานกับคุณพ่อค่ะ แพรวจะจองคุณพ่อไว้คนเดียว!" "เฮ้ยๆ ไอ้เมศ ลูกสาวมึงประกาศจองตัวแล้วว่ะ" ธนาตบโต๊ะหัวเราะร่วน "สงสัยชาตินี้มึงคงไม่ได้หาเมียใหม่แล้วมั้งเพื่อน" "พูดเลอะเทอะน่ะไอ้ธนา" ราเมศหันไปดุเพื่อนพลางยิ้มกว้าง ก่อนจะก้มลงมองยัยตัวแสบในอ้อมแขน "แต่งงานไม่ได้หรอกค่ะคนเก่ง พ่อเป็นพ่อหนูนะ พ่อก็ต้องรักหนูที่สุดอยู่แล้ว" "ไม่เอา... แพรวจะรักพ่อคนเดียว พ่อห้ามไปรักใครนะ... สัญญาซิคะ" "จ้าๆ พ่อสัญญา..." แต่แล้ว... สัมผัสอุ่นนั้นกลับค่อยๆ กลายเป็นความเย็นเยียบ ภาพใบหน้าใจดีของพ่อเริ่มบิดเบี้ยวจนน่ากลัว แววตาอ่อนโยนกลายเป็นความดุดันและห่างเหิน "ออกไป! ฉันบอกให้ออกไปจากห้องนี้!" เสียงตวาดนั้นดังก้องจนแสบแก้วหู "ไม่... อย่าไล่หนู... พ่อขาอย่าทิ้งแพรว..." แพรวพรรณละเมอออกมาด้วยเสียงที่ขาดห่วง น้ำตาไหลเปียกหมอนทั้งที่ตายังหลับสนิท มือเล็กไขว่คว้าไปในอากาศอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งมีมือใหญ่ที่คุ้นเคยยื่นมาคว้ามือเธอไว้ "ชูว์... พ่ออยู่นี่ แพรว... พ่ออยู่นี่แล้ว" ความอบอุ่นที่แตะลงบนหน้าผากทำให้เธอสะดุ้งสุดตัว แพรวพรรณลืมตาโพลงขึ้นมาท่ามกลางความมึนงง แสงโคมไฟหัวเตียงสลัวๆ เผยให้เห็นใบหน้าอิดโรยของราเมศที่นั่งอยู่ข้างเตียง กลิ่นมินต์อ่อนๆ ที่คุ้นเคยทำให้ใจที่สั่นรัวค่อยๆ สงบลง "คุณพ่อ..." "ตัวร้อนจี๋เลย" เขาพึมพำเสียงเครียด มือหนาทาบลงบนแก้มร้อนผ่าวของเธอ "ทำไมปล่อยให้ตัวเองไข้ขึ้นขนาดนี้ฮะ? ดื้อจริงๆ เลยเรา" "หนาว..." เธอคราง สั่นไปทั้งตัวจนต้องขดตัวใต้ผ้าห่ม "หนูหนาว... พ่อขา..." คำว่า 'พ่อขา' คำสั้นๆ ที่ไม่ได้ยินมาหลายปี ทำเอาราเมศชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจเขาเจ็บแปล็บเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้น เราทำอะไรลงไป... ทำไมถึงทำกับเด็กคนนี้ได้ลงคอ "เดี๋ยวพ่อเช็ดตัวให้ ทนหน่อยนะจะได้กินยา" ราเมศหันไปบิดผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นในกะละมัง เขาบรรจงซับไปตามใบหน้าและไรผมของเธออย่างเบามือ ทุกครั้งที่ผ้าสัมผัสผิว ราเมศจะคอยระวังเหมือนเธอกลายเป็นแก้วบางๆ ที่พร้อมจะแตกสลาย "เจ็บไหม..." เขาถามเสียงแผ่ว สายตาจดจ้องอยู่ที่รอยแดงจางๆ บนข้อมือเล็ก... รอยที่เกิดจากฝีมือเขาเองเมื่อหัวค่ำ แพรวพรรณส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาฉ่ำน้ำจ้องมองเขาไม่กะพริบ "พ่อไม่โกรธหนูแล้วเหรอคะ... พ่อไล่หนู... พ่อบอกว่ารำคาญ..." "พ่อขอโทษ" ราเมศก้มหน้าหลบตา เสียงเขาแหบพร่า "พ่อขาดสติเอง... พ่อไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น" "อย่าเกลียดหนูนะ..." เธอเอื้อมมือที่สั่นเทาไปกุมมือเขาไว้แน่น "หนูมีแค่พ่อ... พ่อก็รู้... แม่ก็ไม่อยู่แล้ว ยัยหญิงเพื่อนหนูก็ไปเรียนต่อนานแล้ว... ถ้าพ่อทิ้งหนูอีกคน หนูไม่เหลือใครเลยจริงๆ นะ" คำพูดนั้นเหมือนมีดที่กรีดลงบนใจราเมศ เขากัดฟันแน่นจนกรามขึ้นรูป เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่ตีรวนอยู่ข้างใน ใช่... โลกของเธอมีแค่เขาคนเดียว แต่เขากลับเป็นคนพยายามพังมันทิ้ง "หนูไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น" ราเมศโน้มตัวลงไปกระซิบชิดหน้าผาก จูบซับลงบนกลุ่มผมเปียกชื้นอย่างปลอบประโลม "อยู่กับพ่อนี่แหละ พ่อไม่ให้ไปไหนแล้ว" "แต่พ่ออึดอัด... พ่อเกลียดที่หนูคิดแบบนี้" "พ่อไม่ได้อึดอัด!" เขาเผลอขึ้นเสียงก่อนจะรีบปรับน้ำเสียงให้เบาลง "พ่อแค่... พ่อแค่กลัว กลัวว่าจะดูแลหนูได้ไม่ดีพอ กลัวว่าวันหนึ่งหนูจะนึกเสียใจที่รักคนอย่างพ่อ" "หนูไม่มีวันเสียใจ" แพรวพรรณยิ้มทั้งน้ำตา เป็นยิ้มที่เศร้าจนคนมองแทบขาดใจ "หนูรักพ่อ... รักมาตลอด... ไม่ใช่แบบลูกรักพ่อ แต่รักแบบ... รักแบบที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรักผู้ชายได้" ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ราเมศหยุดมือที่กำลังเช็ดแขนให้เธอ เขามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยที่ตอนนี้เปิดเปลือยความรู้สึกทั้งหมดออกมาเพราะพิษไข้ ไม่มีคำว่าพ่อลูก... ไม่มีกฎเกณฑ์... ในนาทีนี้มีแค่เขากับเธอ "รู้ตัวใช่ไหมว่าพูดอะไรออกมา..." เขาถามด้วยเสียงสั่นพร่า "รู้ค่ะ..." เธอพยักหน้า น้ำตายังคงไหลไม่ขาดสาย "หนูไม่ใช่เด็กแล้วนะพ่อ หนูรู้ใจตัวเองดี... เหมือนที่อาธนาเคยบอกไง ว่าหนูจองพ่อไว้แล้ว" ราเมศแค่นหัวเราะในลำคอ "จำแม่นจริงนะเรา เรื่องตั้งสิบปีมาแล้ว" "จำได้หมดค่ะ ทุกอย่างที่เป็นพ่อ หนูไม่เคยลืม" เธอพยายามจะลุกขึ้นนั่ง ราเมศจึงรีบเข้าไปประคองให้พิงหัวเตียง "นอนเถอะ เดี๋ยวไข้จะกลับเอา" "กอดหนูหน่อยได้ไหมคะ..." คำขอนั้นแผ่วเบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ ราเมศมองร่างเล็กที่ดูเปราะบางเหลือเกินในตอนนี้ แววตาของเธอไม่ใช่เด็กที่อ้อนเอาของเล่น แต่มันคือแววตาของผู้หญิงที่กำลังเว้าวอนขอชีวิตจากคนรัก เขาลอบถอนหายใจ... สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อตัวเอง ราเมศค่อยๆ ขยับเข้าไปสวมกอดร่างบางไว้แน่น อ้อมกอดนี้ไม่มีความรุนแรงเหมือนจูบเมื่อหัวค่ำ แต่มันเต็มไปด้วยความหวงแหนและห่วงใยจนล้นอก แพรวพรรณซุกหน้าลงกับแผ่นอกกว้าง สูดกลิ่นกายที่เธอโหยหา "อย่าไล่หนูอีกนะ... ถ้าพ่อไล่หนูอีก หนูจะตายให้พ่อดูจริงๆ ด้วย" "ห้ามพูดคำนี้!" ราเมศกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นจนร่างเล็กแทบจะจมหายไปในอกเขา "ห้ามพูดเรื่องตายเด็ดขาด พ่อไม่ยอมให้หนูเป็นอะไรไปทั้งนั้น เข้าใจไหม" "งั้นพ่อต้องสัญญา..." "จะเอาอะไรอีกฮะ ยัยตัวแสบ" "สัญญาว่าคืนนี้จะนอนกอดหนูแบบนี้... จนถึงเช้า" ราเมศนิ่งเงียบไป หัวใจเต้นโครมครามจนกลัวว่าคนในอ้อมกอดจะได้ยิน เขารู้ดีว่ามันผิด... ผิดจนไม่น่าให้อภัยที่จะนอนร่วมเตียงกับลูกสาวในนามแบบนี้ แต่พอเห็นสายตาเว้าวอนและสัมผัสได้ถึงไอไข้จากตัวเธอ... "ก็ได้... พ่อสัญญา" เขาล้มตัวลงนอนเคียงข้าง แพรวพรรณรีบซุกตัวเข้าหาทันที เธอเอาหัวหนุนแขนเขาแล้วกอดเอวไว้แน่นราวกับกลัวว่าเขาจะหายไปในพริบตา "ฝันดีนะคะ... แด๊ดดี้" คำเรียกนั้นทำเอาราเมศใจสั่นวูบ... มันไม่ใช่คำว่า 'พ่อ' ที่ดูห่างเหิน แต่มันคือ 'แด๊ดดี้' ที่มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้นในนาทีนี้ "นอนซะ... ยัยตัวยุ่ง" เขากดจูบหนักๆ ลงบนกลุ่มผมนุ่ม สูดกลิ่นแชมพูที่คุ้นเคยเข้าปอด คืนนี้เขาคงไม่มีทางข่มตาหลับได้ลง เชี่ยเอ๊ย กูต้องตกนรกแน่ๆ ที่เผลอใจเต้นแรงกับลูกสาวตัวเองขนาดนี้ ราเมศนอนกอดก้อนความรักและความรู้สึกผิดที่อยู่ในอกราเมศวางร่างที่สั่นเทาและอ่อนปวกเปียกของแพรวพรรณลงบนเตียงอย่างเบามือ เขาจ้องมองผลงานของตัวเองที่ปรากฏอยู่บนผิวขาวด้วยความรู้สึกที่ปนเปกัน ทั้งหวงแหนและสะใจดูสิ... รอยพวกนี้กูเป็นคนทำเองกับมือ "นอนนิ่งๆ อย่าเพิ่งดิ้น"เสียงทุ้มสั่งนุ่มๆ ก่อนที่เขาจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ ไม่นานนักเขาก็กลับออกมาพร้อมกะละมังใบเล็กและผ้าขนหนูสีขาวที่ชุ่มน้ำอุ่น เขาขยับมานั่งลงข้างเตียง บรรจงซับไปตามผิวเนื้อที่ชื้นเหงื่อและคราบร่องรอยของบทเรียนเมื่อครู่"อือ... พ่อขา... มันเย็น..." แพรวพรรณครางงัวเงีย พยายามขยับขาหนีสัมผัสเปียกชื้นนั้น"อยู่นิ่งๆ สิแพรว เดี๋ยวก็ไม่สบายตัวหรอก" ราเมศดุเบาๆ แต่แววตากลับอ่อนโยนผิดกับตอนที่เขา ‘กระแทก’ เธอหน้ากระจกเมื่อครู่ มือหนาเช็ดซับไปตามซอกคอ เนินอกที่ยังมีรอยแดงจางๆ และหน้าท้องที่เกร็งกระตุกน้อยๆแพรวพรรณปรือตามองเขาอย่างสำรวจ ผู้ชายคนนี้... เมื่อกี้เพิ่งจะดุร้ายเหมือนเสืออยู่เลย ทำไมตอนนี้กลับมาอ่อนโยนได้ขนาดนี้กันนะ เธอรู้สึกเหมือนหัวใจตัวเองกำลังถูกหลอมละลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า"พ่อ..." เธอเรียกเสียงแผ่ว เอื้อมมือไปคว้าข้อมือหนาที่กำลังเช็ดแขนให้ "ตอนนี้... เราเป็นอะไรกันค
"คืนนี้หนูต้องโดนลงโทษจนกว่าจะร้องขอชีวิต... จำไว้ว่านี่คือรางวัลของเด็กดีที่สอบได้เกรดเอ"ราเมศกระซิบข้างหูพลางถอนกายออกช้าๆ เสียงลมหายใจของเขายังหนักหน่วงพอๆ กับแพรวพรรณที่นอนระทดระทวยอยู่บนผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ ร่างกายของเธอขึ้นสีระเรื่อและชุ่มไปด้วยเหงื่อจนผิวเนียนลื่นมือ"ลุกไหวไหม... ยัยตัวดี?" เขายิ้มมุมปาก ก่อนจะช้อนตัวอุ้มเธอขึ้นในท่าเจ้าสาวทันทีโดยไม่ให้ตั้งตัว"ว้าย! พ่อขา... จะพาหนูไปไหนคะ?" แพรวพรรณหวีดร้องเบาๆ รีบตวัดแขนโอบรอบคอแกร่ง ขาเรียวเกี่ยวพันรอบเอวสอบของเขาไว้แน่นตามสัญชาตญาณ"ไปดูผลการเรียนของหนูไง..." ราเมศเอ่ยเสียงเข้ม แววตาคมกริบจ้องมองใบหน้าแดงก่ำของเธอ "ไปดูความจริง... ว่าตอนนี้หนูเป็นของใคร"เขาพาเธอเดินตรงไปยังกระจกเงาบานใหญ่ที่ตั้งพื้นอยู่มุมห้อง แสงไฟสีนวลจากหัวเตียงส่องกระทบให้เห็นภาพสะท้อนของ 'ครู' และ 'ลูกศิษย์' ในสภาพเปลือยเปล่าภาพชายวัยสี่สิบสามที่ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามและประสบการณ์ กำลังอุ้มเด็กสาววัยสิบแปดที่บอบบางและขาวผ่อง... มันเป็นภาพที่ตัดกันจนแพรวพรรณต้องหน้าร้อนผ่าว"ลืมตาซะ แพรว... แล้วมองเข้าไปในนั้น" เขาออกคำสั่งพลางค่อยๆ ปล่อยขาเธอล
"ร้ายนักนะเรา... ได้! คืนนี้พ่อจะติวเข้มให้ยันเช้าเลยคอยดู!"ราเมศทวนคำกระซิบแผ่วพร่า สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาฉ่ำเยิ้มของยัยเด็กใจกล้าที่กำลังใช้ปลายนิ้วซนๆ ลูบไล้ไปตามมัดกล้ามหน้าท้องของเขา ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปกุมส่วนแข็งขึงที่กำลังขยายตัวโชว์ความพร้อมอีกครั้งในอุ้งมือเล็กแม่่งเอ๊ย... ยัยนี่มันยาเสพติดชัดๆ "หนูไหวแน่เหรอแพรว" เขาถามพลางขยับกายเข้าไปชิดจนยอดอกสีหวานของเธอเสียดสีกับแผงอกกว้าง "เมื่อกี้ยังร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่เลยนะ""หนูไม่ได้ขี้แยขนาดนั้นเสียหน่อย..." แพรวพรรณเถียงเสียงอู้อี้ แต่กลับจงใจบีบกระชับท่อนเอ็นร้อนฉ่าในมือแรงๆ เป็นการประท้วง "เมื่อกี้มันแค่ตกใจ... แต่ตอนนี้หนูอยากรู้มากกว่า ว่าถ้าพ่อทำแรงกว่านี้... หนูจะรู้สึกยังไง"เธอยิ้มท้าทาย ทั้งที่ใบหน้ายังแดงซ่าน ร่องรอยรักจากรอบแรกยังปรากฏเด่นชัดอยู่บนตัว"หึ... ปากดี" ราเมศแค่นหัวเราะในลำคอที่แห้งผาก เขาคว้าข้อมือเล็กที่กำลังป่วนอยู่เบื้องล่างแล้วกดมันลงกับเตียง "งั้นเตรียมตัวรับรางวัลของเด็กดีได้เลย เพราะบทเรียนนี้... พ่อจะไม่สอนแบบถนอมตัวเหมือนรอบแรกแล้วนะ""อื้อ... พ่อขา..."เสียงครางหวานหลุดออกมาทันทีที่รา
แสงไฟจากโคมตั้งโต๊ะส่องกระทบบนหน้าหนังสือ ที่แพรวพรรณพยายามเพ่งอ่าน แต่วันนี้สมาธิเธอมันไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสือเลยสักนิด...แกร๊ก... กริ๊ก!เสียงล็อคกลอนประตูห้องนอนดังขึ้นทำเอาเธอสะดุ้งสุดตัว แพรวพรรณรีบหันขวับไปมองที่ประตู ร่างสูงของราเมศยืนปักหลักอยู่ตรงนั้น เขาถอดเนกไททิ้งไปแล้ว กระดุมเชิ้ตสามเม็ดบนถูกปลดออกจนเห็นแผงอกตึงแน่น แขนเสื้อพับขึ้นลวกๆ จนเห็นเส้นเลือดที่ท่อนแขนปูดโปนสายตาแบบนี้... พ่อจะกินหนูจริงๆ ใช่ไหม"คุณพ่อ..." เธอวางปากกาลง มือไม้เริ่มสั่นจนต้องถอดแว่นออกวาง "มาดึกจังค่ะ... จะมาตรวจการบ้านหนูเหรอ?"เธอยิ้มยั่ว พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น "หนูอ่านถึงบทที่สี่แล้วนะ ขยันไหมคะ... แบบนี้พ่อน่าจะให้รางวัลมัดจำเพิ่มนะ"ราเมศไม่ขำด้วย เขาเดินดุ่มๆ เข้ามาหาช้าๆ จนมาหยุดยืนค้ำหัวเธอที่โต๊ะญี่ปุ่น กลิ่นวิสกี้จางๆ ผสมกลิ่นบุหรี่แผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศมันหนักอึ้ง"พ่อไม่ได้มาตรวจการบ้าน" เสียงเขาทุ้มต่ำและสั่นพร่า "แต่เรามีเรื่องต้องคุยกัน... คุยให้มันจบๆ ไปแพรว""คุยเรื่องอะไรคะ? ทำไมต้องทำหน้าดุเหมือนจะฆ่ากันแบบนั้น"ราเมศทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกับพื้นพรมตรงหน้าเธอ มีเพียงโต๊ะญี่ป
เคร้ง...เสียงวางแก้ววิสกี้ลงบนโต๊ะ ราเมศทิ้งแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้หนังอย่างแรง เขาถอดแว่นสายตาเหวี่ยงทิ้งไว้บนกองเอกสารอย่างไม่ใยดี ก่อนจะใช้นิ้วหนานวดคลึงขมับที่เต้นตุบๆ ตามจังหวะความเครียดในหัวกลิ่นแป้งเด็ก... กลิ่นตัวยัยนั่น... เขาสูดลมหายใจเข้าลึก แต่มันกลับยิ่งกระตุ้นให้ภาพสัมผัสนุ่มนิ่มของสะโพกที่บดเบียดอยู่บนหน้าขาเมื่อครู่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ผิวเนื้อที่เสียดสีผ่านกางเกงทำงานยังคงทิ้งร่องรอยความร้อนรุ่มเอาไว้จนเขาสะบัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุด"บ้าเอ๊ย..."เขาสบถออกมาเสียงพร่า พลางเอื้อมมือไปคว้าวิสกี้ก้นแก้วขึ้นมากระดกพรวดเดียวจนหมด แต่มันกลับไม่ช่วยให้ไฟที่สุมอยู่ในอกมอดลงเลยแม้แต่นิดเดียวกูจะขย้ำเด็กที่กูเลี้ยงมาเองจริงๆ เหรอวะ... ถ้าทำแบบนั้น กูจะต่างอะไรกับสัตว์ป่าก๊อก... ก๊อก...เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้เขาต้องรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบขรึม บานประตูถูกผลักเปิดออก ป้าแจ่มเดินถือถาดเครื่องดื่มที่มีควันลอยกรุ่นเข้ามา พร้อมกลิ่นหอมจางๆ ของชาคาโมมายล์"ดึกแล้วนะคะคุณท่าน... รับชาร้อนๆ สักหน่อยไหมคะ จะได้หลับสบายขึ้นบ้าง"ราเมศเงยหน้ามองหญิงชราที่เลี้ยงเขามาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย
"แกรก... แกรก..."เสียงปลายปากกาหมึกซึมขีดลงบนกระดาษดังสะท้อนสลับกับเสียงเครื่องปรับอากาศ ราเมศโยนแฟ้มงสนเล่มที่สามลงบนโต๊ะพลางยกมือขึ้นนวดขมับ ปมเนกไทถูกรั้งให้คลายออกตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้ว ตัวเลขดิจิทัลบนโต๊ะกะพริบบอกเวลา 21:14 น. เขาสูดหายใจเข้าลึก ดึงสมาธิกลับมาจดจ่อกับตัวเลขตรงหน้าต่อ...แกร๊ก!ประตูห้องทำงานถูกผลักเข้ามาโดยไม่มีเสียงเคาะ"พ่อขา..."เสียงหวานใสลากยาวมาก่อนตัว ราเมศชะงักปลายปากกา เขาไม่ได้เงยหน้า แต่หางตาทันเห็นร่างเล็กในชุดนักศึกษาพอดีตัวก้าวเข้ามาหยุดยืนชิดขอบโต๊ะ กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ผสมกลิ่นแป้งเด็กที่คุ้นเคยลอยมาเตะจมูก สองเดือนมานี้... ยัยเด็กนี่ชักจะรับมือยากขึ้นทุกวัน"พ่อทำงานอยู่" เขากดเสียงเรียบ สายตายังจับจ้องที่แฟ้มเอกสาร "มีอะไร""หนูเอาของมาส่งค่ะ"กระดาษแผ่นหนึ่งถูกเลื่อนมาทับตัวเลขงบดุลตรงหน้าเขาพอดี ราเมศหลุบตามองวิชา: Introduction to Businessเกรด: Aเขาจ้องตัวอักษร A ตัวเป้งนั่นนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะกระแอมในลำคอแล้วดันกระดาษคืนไป "ก็ดี... ตั้งใจเรียนดีนี่""แค่นี้เหรอคะ?" สองแขนเล็กเท้าขอบโต๊ะ โน้มตัวข้ามมาจนผมประบ่าระลงมาปรกแฟ้มงาน "ชมแค่นี้เองเห







