ログインจนมีเวลาได้อยู่กับอาสองตามลำพัง จึงตัดสินใจถามท่านไป “อาสองแยกคนที่เชื่อกับคนที่มาจับผิดได้ยังไงกัน”
อาสองมองเธอ ยิ้มบาง ๆ แล้วค่อยตอบ “แววตาไง”
“แล้ว... คนเมื่อกี้ อาสองว่าเขาจะเชื่อที่อาสองพูดไหม”
อาสองมองเธอด้วยรอยยิ้ม แต่แล้วกลับไม่ตอบคำถามที่ว่านั่น พอไม่เห็นว่าท่านจะพักผ่อนอย่างที่ควรจะทำ ค่อยออกปากท้วง
“อาสองได้นอนบ้างไหมเนี่ย”
“ไม่จำเป็นหรอก เรากลับห้องพักเถอะไป ไม่ต้องห่วงอา”
พรรณวษาปลีกตัวจากมา เข้าห้องแล้วจัดแจงอาบน้ำ เข้านอน กระนั้นก็หลับตาไม่ลง นึกห่วง กังวลกับเรื่องของอาสองอยู่ไม่น้อย
เมื่อก่อนตอนที่อาสองมาอยู่ที่นี่ เธอไม่เคยรู้ว่าเป็นการล้างสมองคนโดยอาศัยศรัทธา แล้วก็เพิ่งมารู้เมื่อสองปีก่อนนี่เอง ยิ่งพอมาปีนี้ ดูเหมือนว่าข่าวของที่นี่จะมีคนพูดถึงกันมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้เธออยู่เฉยต่อไปไม่ได้แล้ว
เธอต้องตามให้รู้ หาหลักฐานมายืนยันว่าอาสองไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ แล้วหากเป็นไปได้ เธอต้องพาอาสองออกจากวังวนหลอกลวง และใครก็ตามที่ใช้อาสองเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ก็ควรต้องได้รับโทษไป ไม่ใช่อาสองของเธอที่ต้องมาเป็นแพะรับบาปกับเรื่องทั้งหมดนี่
ธรณ์ไม่ได้อยู่ที่นี่ต่ออย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรก เขาต้องกลับก่อนกำหนดด้วยเหตุด่วนบางประการในช่วงเช้าของวันถัดมา จึงไม่รู้เรื่องราวโกลาหลในตอนสายของวันนั้น
“โทร.ตามรถโรง’บาลสิเร็ว ไป! เร็ว ๆ เข้า”
เสียงสั่งการของพรรัชดังขึ้นอย่างกระวนกระวายใจ พรรณวษาที่เดินสำรวจรีสอร์ตอยู่ รู้เรื่องทีหลัง วิ่งมาดูอาสอง เห็นว่ามีคนโทรศัพท์ตามรถโรงพยาบาลแล้ว จึงรีบเข้าห้อง เก็บเสื้อผ้าข้าวของใส่กระเป๋า วิ่งตามมาประกบข้างกายอาของตัวเองทันที
อาสองถูกพาส่งตัวเข้าไปยังโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดด้วยสภาวะที่ไม่รู้สติแล้ว เธอตามมาถึงโรงพยาบาล ก็มีความคิดจะย้ายท่านไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ที่ซึ่งรับยาให้ท่านเป็นประจำ
พรรัชรู้ความคิดของเธอเข้าก็หน้าเครียด เรียกให้เธอไปคุยกันตามลำพังทันที “ไม่เห็นต้องย้ายท่านไปเลยนี่หนู ที่นี่ลูกศิษย์ลูกหาของท่านจะได้แวะมาเยี่ยมด้วย”
“อาสองจะได้อยู่ใกล้มือคุณ จัดการอะไรได้ง่ายด้วยใช่ไหมคะ” พรรณวษาย้อนถาม สีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน พรรัชปั้นหน้างุนงงได้แนบเนียนนัก
“หนูพูดถึงเรื่องอะไร ฉันไม่เข้าใจ”
“เราต่างรู้ดีว่าที่นี่กำลังทำอะไรอยู่ คุณต้องเลิกใช้อาสองหาประโยชน์ให้ตัวเองได้แล้ว ไม่อย่างนั้นคุณได้เข้าไปนอนฝันถึงเงินของคนอื่นในคุกแน่”
พรรัชต่อตากับเธอโดยไม่มีวี่แววของความโกรธเคืองแต่ประการใด ถามกลับด้วยรอยยิ้มปนขัน
“หนูมีหลักฐานอย่างนั้นหรือ”
พรรณวษาพยายามระงับอารมณ์ตื่นกลัว เพราะเธอไม่มีอะไรสักอย่างที่จะเอาผิดคนพวกนี้ แล้วนึกถึงท่าทีของธรณ์ ลอบกลืนน้ำลายเมื่อคิดไปว่าธรณ์อาจมี แสร้งยิ้มอย่างคนที่ถือไพ่เหนือกว่า
“แล้วคุณคิดว่ายังไงล่ะคะ”
เธอไม่พูดว่าตัวเองมีหลักฐานเด็ดอะไรที่จะเอาผิดอีกฝ่ายได้ ทำเพียงแสดงท่าทีไม่หวั่นเกรงเท่านั้น เป็นจังหวะเดียวกันกับที่มีคนเข้ามาเรียกหาเธอ จึงได้ผละออกจากตรงนั้นมา หันหลังหลบจากพรรัชไปอีกทาง พร้อมกับพ่นลมหายใจออกจากปากเบา ๆ
อาสองมีโรคซุกซ่อนอยู่อีกสองรายการ นอกจากความดันโลหิตสูง เบาหวาน และไขมันในเส้นเลือดแล้ว ยังพบก้อนเนื้อที่ต่อมไทรอยด์และเส้นเลือดในหัวใจตีบอีกหนึ่งเส้นด้วย
แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดหลังควบคุมความดันและน้ำตาลในเลือดได้แล้ว แต่เธออยากดูสภาพของอาสองก่อน ว่าท่านพร้อมมากขนาดไหนสำหรับการผ่าตัดครั้งนี้
พรรณวษารีบเดินเรื่อง ติดต่อกับทางแพทย์ท่านเดิมของอาสอง เมื่อทางนั้นตกลงรับปากแล้ว จึงบอกไปทางแพทย์ที่เป็นเจ้าของไข้ของอาสองที่นี่ช่วยทำเรื่องย้ายตัวอาสอง โชคดีที่เจ้าหน้าที่ทั้งสองทางทำงานประสานงานกันได้อย่างลงตัว จึงไม่มีปัญหาอะไรให้หนักใจ ทำเรื่องขอย้ายอาสองเข้าไปรักษาที่โรงพยาบาลปลายทางได้เป็นอันสำเร็จ
เธออยู่เฝ้าอาสองคนเดียวตั้งแต่ท่านเข้ารักษาตัว อาสองเริ่มรู้สติแล้ว แต่ยังสะลึมสะลือ ตื่นไม่เต็มที่นัก ก่อนหลับลงไปอีกครั้งด้วยฤทธิ์ของยา จนถึงวันที่เธอต้องทำงาน พรรณวษาตัดสินใจลางานเป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำงานมา เพราะอยากอยู่รอแพทย์ที่เคยรักษาอาสอง จะได้สอบถามท่านว่าอาการของอาสองตอนนี้มีอะไรน่าเป็นห่วงบ้าง และอันตรายมากน้อยขนาดไหน
“เป็นยังไงบ้างครับ” แพทย์ถามด้วยน้ำเสียงอาทร
อาสองยิ้มเพลีย ๆ แล้วว่า “ผมน่าจะหายดีแล้วล่ะครับ เลยจะขอหมอกลับวันนี้เลย”
“ยังก่อน ยังไม่ใช่วันนี้หรอกคุณ ต้องรอผลตรวจอีกเยอะเลย”
“ผมป่วยหนักหรือหมอ”
“ไม่หนักมาก แต่หลายโรคเหลือเกิน แล้วนี่ทำไมถึงขาดยาได้”
“ก็มีหลงลืมบ้างล่ะครับ”
พรรณวษามองอาสองที่ตอบคำถามของแพทย์ได้ ค่อยโล่งใจ อยู่เป็นเพื่อนท่านทั้งวัน บอกว่าวันรุ่งขึ้นเธอต้องไปทำงาน ก่อนจะออกไปปรึกษาพยาบาลประจำหอพักผู้ป่วย เพื่อขอคนมาช่วยดูแลท่าน ซึ่งก็ได้พนักงานเฝ้าไข้มาคอยดูแลเฝ้าให้
รุ่งขึ้น พรรณวษาจำต้องไปทำงาน ตั้งใจว่าช่วงเย็นจะกลับมาดูอาสองทันทีที่เสร็จจากงานประจำ
และเช้านี้เชอรีนมาถึงก่อนเธอ แต่ไม่ได้มาเพื่อทำงาน เชอรีนนั่งเคาะโต๊ะตัวเอง ตามองจับที่เธอนิ่ง พอเห็นว่าเธอนั่งลงที่โต๊ะแล้ว อีกฝ่ายจึงยกมือเรียกให้เธอเข้าไปหา แต่พรรณวษาทำทีเป็นไม่เห็น เอื้อมมือหยิบแฟ้มงานที่ติดโพสต์อิตไว้ เปิดออกอ่าน เพื่อลงมือทำงานของตัวเองต่อไป
เชอรีนชักสีหน้าพร้อมขยับลุก เดินกระแทกส้นเท้ามาหยุดที่โต๊ะของเธอ “เมื่อวานลางานกับใครไว้”
รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏที่มุมปากของพรรณวษา เธอวางมือจากงาน เงยหน้าขึ้นเพื่อตอบ “คุณเอื้อมพรค่ะ”
“ที่จริงต้องลางานกับหัวหน้างานที่ตัวเองขึ้นตรงสิ ไม่ใช่กระโดดข้ามไปลากับพี่เอื้อม”
พรรณวษาไม่พูดอะไรอีก เพราะไม่เห็นสาระจากเรื่องนี้ ปกติเวลาเด็ก ๆ ในฝ่ายจะลางานก็มักแจ้งกับทางเอื้อมพรอยู่แล้ว เธอไม่เข้าใจว่าเชอรีนต้องการอะไรจากเธอกันแน่
ขณะก้มหน้าทำงานอยู่นั่นเอง เชอรีนก็ว่าขึ้นอีก “อย่าลาให้มันบ่อยนักนะ ถ้าบ่อยมาก คงต้องหาผู้ช่วยคนใหม่ที่เขาพร้อมทำงานกว่านี้ มาทำงานแทนคนเก่า ๆ ที่กินเงินเดือนมากกว่าคนอื่นแต่แอบอู้งานเป็นประจำ”
บอกจบ เอื้อมพรเดินผ่านประตูเข้ามาพอดี เชอรีนปั้นหน้ายิ้มแล้วตรงไปหา คุยอะไรกันครู่เดียว ก็เห็นพากันออกไปด้านนอก คงเป็นห้องประชุมเล็กนั่นเอง
คล้อยหลังหัวหน้าดีกรีนักเรียนหัวนอกแล้ว รุ่นน้องสองสาวที่ทำเป็นก้มหน้าก้มตาทำงานพร้อมคนอื่นในห้อง ก็วางมือจากงานทันที ตรงรี่เข้ามารุมล้อมโต๊ะของเธอ
“เห็นหน้าใส ๆ อ่อน ๆ ที่ไหนได้ ร้ายชะมัด”
“นั่นสิ ชีเอาที่ไหนมาพูด กฎใหม่หรือไง ลางานต้องลากับชี บ้าหรือเปล่า ปกติใครในฝ่ายลา ก็ต้องแจ้งพี่เอื้อมทั้งนั้น”
พรรณวษาไม่ได้เสริมอะไรใคร ได้แต่ฟังอย่างเดียว
แซนมุ่ยหน้า แล้วบอกด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจเธอ “อย่าคิดมากนะคะพี่พรรณ หนูอยู่ข้างพี่พรรณเสมอค่ะ”
“เซฟพี่พรรณ” อีกคนโพล่งขึ้น
“ฉันด้วย พี่ด้วย หนูด้วยค่ะ”
เสียงพี่ ๆ น้อง ๆ ในฝ่ายต่างพากันส่งเสียงตอบรับเอาใจช่วยเธอ แต่พรรณวษาหาได้สนใจเชอรีนไม่ เธอหันไปที่แซน แล้วร้องของานจากสาวรุ่นน้อง ที่ฝากให้ทำเมื่อวันก่อน
“ถ้าอยู่ข้างพี่ งานที่พี่ขอ...”
ยังว่าไม่จบ แซนยิ้มแป้น ตอบออกมาว่า “เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ครั้งนี้รับรองว่าไม่มีพลาดอย่างแน่นอน” พูดจบวิ่งปรู๊ดไปเอางานมาส่งให้ทันที “นี่ค่ะพี่พรรณ”
“ขอบใจมากน้องแซน”
รับงานจากอีกฝ่ายแล้ว ก้มหน้าทำงานต่อจากนั้น
พรรณวษามาทำงานทุกวัน ไม่ได้ลางานอีกเลย หลังจากลาไปรอบแรก
แต่เมื่อเลิกงาน เธอจะตรงไปที่โรงพยาบาลเพื่ออยู่เฝ้าอาสองต่อจากคนที่ว่าจ้างเอาไว้ในตอนกลางวัน อาการของท่านไม่ได้หนักมากอย่างที่แพทย์เจ้าของไข้พยากรณ์ไว้เมื่อแรก แต่เพราะมีหลายโรคที่แทรกซ้อนกันอยู่จึงทำให้การรักษายากกว่าที่ควรจะเป็น เลยนอนพักยาวเป็นสัปดาห์ โดยมีพรรณวษาเข้าออกโรงพยาบาลทุกวันหลังจากนั้น พร้อมเสียงร่ำร้องของอาสอง ว่าอยากออกจากโรงพยาบาลที่เธอได้ยินทุกวันจนเบื่อจะฟังและปลอบให้ท่านนอนพักต่อไป จนกว่าอาการจะดีขึ้นกว่านี้
ธรณ์ขับรถออกจากบ้านแต่เช้าในวันหยุดสุดสัปดาห์ คาดหวังอยู่ในใจว่าคงได้พบผู้หญิงหน้านิ่งที่รีสอร์ตลวงโลกนั่นอีก
ตั้งแต่พบกันคราวก่อน เขาก็ลงทุนสืบประวัติของพรรณวษาเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลกับตัวเองว่าเพราะพรรณวษาไปพัวพันกับกลุ่มคนหลอกลวงเหล่านั้น จึงเป็นที่มาของการสืบเสาะหาประวัติเจ้าหล่อนในครั้งนี้
ตั้งแต่แต่งงานกันจนวันนี้ พรรณวษายังไม่วี่แววจะมีลูกให้เขาได้ชื่นชมเลย ธรณ์พยายามจะไม่เร่ง แต่ก็อดคาดหวังอยู่ในใจลึก ๆ ไม่ได้ พรรณวษาไม่ได้คุมกำเนิด ร่างกายตรวจเช็กดูแล้ว แพทย์บอกว่าแข็งแรงดีทั้งสองคน แต่หากยังไม่ถึงเวลาลูกก็ยังไม่มาก็เท่านั้น เรื่องนี้ทั้งเธอและเขาคอยปลอบใจกันมาตลอด “ไม่รีบครับ จะรีบไปทำไมล่ะเนอะ” บอกแล้วก็เหมือนกับจะปลอบใจตัวเอง ยี่สิบสองเดือนแล้วที่เขากับพรรณวษาแต่งงาน ใช้ชีวิตด้วยกันมา ขยันทุกวัน แต่กระนั้นก็ยังไม่ติดลูกสักที ย่อตัวลงไปลูบเจ้าเหมียวตัวหนึ่งที่เข้ามาคลอเคลียขาแบบอ้อน ๆ “เลี้ยงสาว ๆ พวกนี้แทนก็ดีเหมือนกัน” “คุณอยากมีลูกมากขนาดนั้นเลยหรือคะ” “อยากสิ อยากมาก ๆ เลยล่ะ ผมพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ แล้วถ้ามีลูก ผมก็พร้อมจะทำทุกอย่างให้ลูก ๆ ของผม” ธรณ์ยอมรับตามตรง “แต่ถ้ายังไม่มา หรือคุณยังไม่พร้อม ผมก็ยอมรับได้ทั้งนั้น” ยิ้มบาง ๆ เดินไปหยิบแท่งตรวจครรภ์ที่แสดงผลเรียบร้อยส่งให้เขา ธรณ์รับมาดูอย่างงง ๆ ในทีแรก พอรู้แล้วว่าเป็นผลตรวจครรภ์ ก็โห่ร้
เธอร้องอย่างตกใจ ตาปิดลง ใบหน้าแดงจัด ขนกายลุกชันไปทั้งร่าง สะโพกบิดส่ายไปมากับสัมผัสแปลกใหม่ที่ไม่เคยได้รับมาก่อนเลยในชีวิตของหญิงสาว และเพราะมัวแต่ปิดการรับรู้อยู่นั่นเอง จึงไม่ทันเห็นว่าธรณ์ผละออกจากเธอแล้ว เขาถอดเสื้อของเขาออกบ้าง ตามด้วยกางเกงอย่างไม่รีบร้อนเท่ากับตอนถอดชุดของเธอ “เรามีเวลาอีกทั้งคืน แล้วก็อีกหลายวันเลยทูนหัว” เขาบอกเสียงพร่า ก่อนจะตามลงมาจูบที่ริมฝีปากของเธออีกครั้ง พรรณวษาถึงได้ลิ้มรสชาติของตัวเองผ่านลิ้นร้อนของเขา ตอนนั้นเองที่ท่อนกายแข็งขึงเบียดบดอยู่กับหน้าท้องของเธอธรณ์ใช้ขาของเขาดันขาของเธอให้แยกออกช้า ๆ พร้อมกับแตะต้องเนื้อส่วนที่บอบบางที่สุดตรงแกนกายด้วยท่อนเนื้อแข็งและร้อนของเขา มือที่ร้อนพอ ๆ กับส่วนนั้น โลมลูบปลุกเร้าไปกับทุกจุด ผ่านจุดไหนก็ปลุกสัมผัสให้เสียดซ่านตรงจุดนั้น รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นที่ซึมออกมาทีละนิดจนต้องเปล่งเสียงร้องเรียกเขา “ธรณ์คะ” เธอมองเขาด้วยสายตาอ้อนวอนไม่รู้ตัว ธรณ์ไม่ตอบรับด้วยเสียง เขาก้มลงจูบปากเธอพร้อมกับสอดท่อ
ตอบสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยความสุขว่า “ค่ะ” “ผมถามได้ไหม” พยักหน้าให้เขาว่ามา “ทำไมคุณถึง…” ธรณ์พูดมาถึงตอนนี้ก็อึกอักหน่อยหนึ่ง “...ยอมใจอ่อนตอบตกลงแต่งงานกับผมแล้วล่ะ” “ก็คุณเล่นพาฉันไปงานถี่ จนอยากแต่งเลยน่ะสิคะ” “เอาดี ๆ น่า” ธรณ์เร่งเร้า ไม่อยากเชื่อว่านั่นจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงของเธอ “นี่ไงคะ” ชูให้เขาดูของชำร่วยในมือ ‘เวลามีแต่จะสั้นลงทุกวัน’ ‘เรามีเวลาไม่มาก ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร’ “แล้วก็นี่ค่ะ ‘อยากทำอะไรก็ให้ทำ ก่อนที่วันพรุ่งนี้จะมาไม่ถึง’ ” “เลยรีบแต่งงานกับผมน่ะหรือ” “ฉันอยากใช้เวลาที่เหลือให้คุ้มค่าที่สุดกับคนที่ฉันรักต่างหากล่ะคะ” บอกเขาออกไปแล้วก็เงียบไป ธรณ์เป่าลมออกจากปาก ถามเสียงลอย ๆ“นี่เรื่องจริงใช่ไหมเนี่ย” “ไม่ใช่หรอกค่ะ คุณกำลังฝันอยู่ต่างหาก” ธรณ์ไม่ยอมถูกอำคนเดียวแน่ “ฝันใช่ไหม อย่างนั้นผมจะได้ทำแบบนี้” แล้วรวบมือเธอไว้ ยื่นหน้าเข้ามา จะปล้นจูบเธอให้ไ
“ไม่เชื่อ” พยักหน้าด้วยความอายว่าใช่ เขาคือจูบแรกของเธอ เลยได้ยินเสียงธรณ์ร้องเยสดังลั่นห้อง หมั่นไส้เลยไล่เขาโดยไม่มองหน้า “กลับห้องได้แล้วค่ะ” “อะไรล่ะ ไล่ผมทำไม” “อยู่แล้วชอบทำแบบนี้ ไม่ให้อยู่” “ผมแค่สอนคุณจูบนิดเดียวเอง ไม่ทำอะไรมากกว่านี้หรอก สัญญาเลย” เลยหน้าตูมไม่พูดอะไรอีก ธรณ์เลยลุกขึ้นยืนยอมแต่โดยดี “โอเคครับ กลับก็ได้” ที่ยอมออกมา เพราะธรณ์เองก็แทบคุมตัวเองไม่อยู่แล้วเช่นกัน ถ้ายังไปวนไปเวียนอยู่ใกล้พรรณวษาแบบนี้ต่อ อาจมือไม้ไว แล้วก็อาจทำมากกว่านี้ก็ได้ ออกจากห้องพักของพรรณวษา ธรณ์ลงไปยังลานจอด พารถขับมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เป็นจุดนัดพบของพี่ ๆ และน้องชายร่วมสายเลือด ลงรถได้เดินหน้าตึงไปนั่งทอดอารมณ์คนเดียวข้างสระว่ายน้ำในรั้วบ้าน เสียงพี่ชายคนโตถามแหวกเสียงเพลงมาที่เขา “กลับมาเมื่อไร” “สองวันแล้วครับ” “ยังคบกันอยู่อีกหรือวะ” “ทำไมถามแบบนั้นล่ะครับ” “ก
“พี่ธรณ์รอจนเหี่ยวแน่งานนี้”ธรณ์มองแล้วนึกเคือง แต่ไม่ได้พูดอะไร หัสดินทร์ยกมือขอตัวรับสาย ทั้งสามคนเลยหันมาคุยกันต่อ โดยไอลดาเป็นคนเปิดเรื่องขึ้นว่า “ดีแล้วพรรณ แต่งไปก็จะเป็นแบบด้า อยู่แบบนี้ดีแล้ว” “อย่ายุแยงเพื่อนแบบนั้นสิ คู่แต่งงานเขาจะเป็นเหมือนเรากันหมดเลยหรือไง เดี๋ยวเขาก็กลัว ยืดเวลาออกไปอีก พี่จะทำยังไงล่ะ” “พี่ธรณ์ไม่เก่งเองนี่นา ช่วยไม่ได้” “เราเก่งตายละ ยัยคนท้อง” “ว่าด้าหรือ นี่แน่ะ ๆ” ไอลดาหยิบทิชชูตีแขนธรณ์ ธรณ์ทำเป็นร้องโวยวาย ชี้มือไปอีกทาง บอก “นู่น ๆ สามีแวะคุยกับสาวอีกแล้ว” ไอลดาหันไปมองทันที แล้วค่อยกลับมาคุยด้วย ตอนที่เธอเอ่ยถาม “ปกติดีใช่ไหม ด้ากับคุณเอสน่ะ” “อือ ก็ดีกันบ้าง ทะเลาะกันบ้าง” ไอลดาเงียบไปเดี๋ยวเดียวก็พเยิดหน้าไปทางหัสดินทร์ บอกอย่างฉุน ๆ “นั่นน่ะ เพื่อนในกลุ่มฮี แล้วก็เป็นเพื่อนนอนฮีด้วย” พรรณวษามองตามก็ได้แค่ถอนใจ “แต่ทำไงได้ล่ะ ด้ารักเขานี่ หลัง ๆ เลยทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไร่แล้ว บอกให้เขาไปปรามนังพวกนั้นว่าห้ามมากวนประ
“คบยังไม่ถึงปีเลยก็จะแต่งกันแล้วหรือวะ” ธรณ์ถามเสียงดัง พรรณวษาช้อนตาขึ้นมองเขา เห็นธรณ์ทำทีเป็นยุ่งกับงานเอกสารตรงหน้าเขา ก็ค่อยลดสายตาลงที่งานตรงหน้าอย่างเดิม “ไม่ไปได้ไง เพื่อนรักกูแต่งงานทั้งที กระชั้นไปนะ กูเตรียมตัวไม่ทัน ได้ ไว้เจอกัน” เขาวางสายแล้วก็ทำเงียบ ไม่คุยอะไรกับเธอ ตั้งแต่เมื่อคืนถึงตอนนี้ธรณ์ก็ยังไม่คุยอะไรกับเธอเลย ที่แท้เพราะรอจังหวะอยู่นั่นเอง พอมีเหตุให้ชวนคุย ธรณ์ก็ค่อยเอ่ยว่า “อาทิตย์หน้านี้ผมจะเข้ากรุงเทพฯ” ขีดสัญลักษณ์บนกระดาษแล้วค่อยพยักหน้าตอบรับเขา “ค่ะ” ค่อยก้มหน้าทำงานต่อ “ไปด้วยกันไหมครับ” “ไปทำไมคะ” “ก็...” คนชวนทำอึกอัก ก่อนจะนึกเหตุผลได้ว่า “ก็ไปดูแบบผ้าม่านกันไง เห็นคุณบ่นว่าอยากเปลี่ยนใหม่ไม่ใช่หรือ” “คุณให้ร้านมาดูแล้วนี่คะ” “ไปงานแต่งเป็นเพื่อนผมหน่อยสิ คนอื่นเขาพาแฟนไปกันทั้งนั้นเลย” “เพื่อนคุณ แก๊งไฮโซนั่นน่ะหรือ” “ใช่ที่ไหน เพื่อนผมก็คนธรรมดาทั้งนั้น มีหมดแหละ ท







