LOGIN“ขอบคุณมากค่ะ แต่ทรายกลัวว่าจะมีกลิ่นอาหารติดเสื้อพี่เฮิร์ป”
“จะกลัวอะไรกับอีกแค่กลิ่นติดเสื้อผ้า เสื้อผ้าที่พี่ใส่ไม่ได้ใส่ครั้งเดียวตลอดเดือนซะเมื่อไหร่ กลับถึงบ้านก็ถอดซักแล้ว” เขาไม่คิดว่าเรื่องกลิ่นอาหารเป็นปัญหาใหญ่ “ทรายจะให้พี่ทำอะไรบอกมาเลย พี่ทำได้ ตอนคุณแม่กับคุณยายเข้าครัว พี่ก็เคยเข้าไปช่วย”
“ถ้างั้นพี่เฮิร์ปหั่นผักให้ทรายแล้วกันค่ะ หั่นแบบนี้นะคะ” ผักในกะละมังมีหลายชนิด พราวฟ้าหยิบมาทีละชนิดแล้วหั่นให้เขาดูเป็นตัวอย่าง “พี่เฮิร์ปทำได้ใช่ไหมคะ”
“สบายมาก พี่จะโชว์การหั่นผักให้ทรายดู”
“ก่อนทำ ทรายว่าพี่เฮิร์ปใส่ผ้ากันเปื้อนก่อนดีกว่าค่ะ เดี๋ยวทรายหยิบให้” พราวฟ้าเดินไปหยิบผ้ากันเปื้อนที่แขวนไว้ใกล้กับตู้เย็น จากนั้นจึงเดินมาหายุรนันท์ “นี่ค่ะผ้ากันเปื้อน”
“ใส่ให้หน่อยสิ” พราวฟ้ายิ้ม ไม่ขัดข้องกับคำร้องขอ เธอก้าวเข้ามาหายุรนันท์อีกหนึ่งเก้า ความที่เขาตัวสูงกว่า เขาจึงก้มศีรษะให้เธอสวมผ้ากันเปื้อนให้ ขณะที่ยุรนันท์ก้มศีรษะ ดวงหน้าพราวฟ้าอยู่ในระยะใกล้ รอยยิ้มเธอสดใสมาก เมื่อเห็นเขารู้สึกราวกับว่า เธอดึงหัวใจออกจากอกอย่างไรอย่างนั้น ยุรนันท์รีบดึงสติกลับมา เป็นจังหวะที่เธอเดินไปทางด้านหลังเขาเพื่อผูกสายผ้ากันเปื้อน
‘เป็นอะไรวะ ทำไมรู้สึกอย่างนี้’ ยุรนันท์ถามตัวเอง แต่ก็หาคำตอบไม่ได้
“เสร็จแล้วค่ะ”
“ขอบใจนะ” ยุรนันท์ยิ้มให้พราวฟ้า “พี่เริ่มหั่นผักดีกว่า เดี๋ยวแม่ครัวจะหาว่าพี่ทำช้า”
พราวฟ้ายิ้ม ก่อนเดินไปล้างปลาหมึกเพื่อทำแกงจืดหมูสับยัดไส้ปลาหมึก ขณะที่เธอยืนทำอาหาร ยุรนันท์ที่นั่งหั่นผักลอบมองแม่ครัวสาวเนืองๆ มองไปยิ้มไปไม่รู้ตัวจนเกือบถูกมีดบาด จนต้องก้มหน้ามองดูผักที่ตนหั่น
สี่สิบห้านาทีที่อยู่ในครัวกับพราวฟ้า ยุรนันท์ทำตัวไม่เกะกะ หั่นผักเสร็จก็นั่งมองพราวฟ้าทำอาหาร ตอนแรกก็คิดว่า เป็นเรื่องน่าเบื่อที่ต้องอยู่ในครัวนานๆ แต่เปล่าเลย เขากลับมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เท้าคางนั่งมองพราวฟ้า มองไปยิ้มไปคนเดียว
อีกหนึ่งเรื่องที่ยุรนันท์เห็นและรู้สึกได้ นั่นคือความสุขบนดวงหน้าแม่ครัวคนสวย พราวฟ้าเหมือนอยู่ในโลกของตัวเอง โลกที่ไม่มีใครมาทำร้าย ไม่มีใครดุด่า ไม่มีใครส่งสายตารังเกียจให้ต้องเจ็บช้ำ เธอจึงทำสิ่งตรงหน้าอย่างมีความสุข คนที่มองพลอยสุขตามไปด้วย ยุรนันท์นึกยังไงมิทราบได้ เขาหยิบมือถือแล้วถ่ายรูปขณะพราวฟ้าทำอาหารไว้หลายภาพ
“ทรายยิ้มหน่อย” ยุรนันท์บอกแม่ครัวสาวสวยที่ฉีกยิ้มตามคำบอก ไม่เพียงแค่ถ่ายรูป เขายังอัดคลิปวิดีโอไว้ด้วย
“ทรายทำกับข้าวเสร็จแล้ว จัดก๋วยเตี๋ยวลุยสวนใส่กล่องให้พี่เฮิร์ปแล้วนะคะ” พราวฟ้าบอกยุรนันท์ “พี่เฮิร์ปเหนื่อยไหมคะ ทรายจะเอาน้ำตะไคร้ใบเตยมาให้ดื่ม จะได้สดชื่น”
“น้ำตะไคร้ใบเตยหรอ” เขาทวนชื่อเครื่องดื่มที่ไม่เคยลิ้มลอง “ลองดูก็ได้”
“รอแปปนะคะ” พราวฟ้าเดินไปที่ตู้เย็น เธอหยิบเหยือกแก้วใบใหญ่ออกมา เตรียมน้ำแข็งใส่แก้วแล้วรินน้ำสีสันสวยลงในแก้วจนเกือบเต็ม จากนั้นก็นำไปให้ยุรนันท์ “พี่เฮิร์ปลองชิมดูค่ะ กลิ่นจากตะไคร้และใบเตย มีความหวานหน่อยๆ ของน้ำเชื่อม ดื่มแล้วสดชื่น แถมยังมีประโยชน์ต่อร่างกายค่ะ”
ยุรนันท์มองเครื่องดื่มในแก้ว ก่อนจับแก้วและยกขึ้นจิบ คล้ายกับชิมรสชาติก่อน
“อืม...อร่อย” เมื่อรู้รสชาติ เขาดื่มเกือบครึ่งแก้ว “หอมด้วย หอมทั้งตะไคร้และใบเตย”
“คุณย่าชอบค่ะ ถ้าใส่มะนาวลงไปด้วยจะอร่อยกว่านี้อีก หวานอมเปรี้ยว ดื่มตอนกินข้าวเจริญอาหารดีด้วยนะคะ” พราวฟ้าพูดต่อ
“งั้นตอนกินข้าว พี่ขอใส่มะนาวนะ อยากชิมดู” ยุรนันท์พูดจบก็กระดกดื่มน้ำไปหมดแก้ว “สงสัยเที่ยงนี้พี่กินข้าวพุงกางแน่ๆ”
พราวฟ้ารู้จักยุรนันท์มาเกือบสามปี ทุกครั้งที่เจอทั้งสองพูดคุยกันไม่กี่ประโยค บางครั้งยุรนันท์ไม่ได้สนใจเธอเลยด้วยซ้ำ ทำราวกับว่าเป็นคนรู้จักที่แปลกหน้าก็ว่าได้ ทว่าวันนี้ทั้งคู่พูดคุยกันมากขึ้น ต่างกับทุกครั้งอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะกับยุรนันท์ ความใกล้ชิดและพูดคุยกับพราวฟ้าไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงมานี้ ทำให้ความคิดและความรู้สึกที่มีต่อเธอเปลี่ยนไป
กับข้าวง่ายๆ เพียงแค่สามอย่าง ข้าวผัดปลาสลิด แกงจืดปลาหมึกยัดไส้หมูสับ และก๋วยเตี๋ยวลุยสวน แต่สำหรับยุรนันท์ คืออาหารที่อร่อยที่สุดในรอบหลายเดือน รสมือของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้อาหารชนิดเดียวกัน เขากินอาหารสามอย่างนี้หลายครั้งหลายหน ทว่าครั้งนี้ลิ้นเขารับรสแล้วต้องยกนิ้วให้
เป็นไปตามคาด พราวฟ้าไม่ยอมไปซื้อเสื้อผ้าตามคำสั่งบุหงัน โดยให้เหตุผลว่า เย็นนี้ปรินทร์จะพาเธอไปซื้อเสื้อผ้าและกระเป๋า จึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อก่อนให้สิ้นเปลืองเงิน แล้วยังพูดอีกว่า หากตนไปกับยุรนันท์ ก๋วยเตี๋ยวลุยสวนอาจเสียไม่ถึงมือคุณยายนวลผ่อง เพราะกว่ายุรนันท์จะกลับบ้านก็อีกหลายชั่วโมง ที่สำคัญที่สุด พราวฟ้าเกรงใจยุรนันท์
“แกนี่ข้ออ้างเยอะจริงๆ” บุหงันระอาใจไม่น้อย คนอยากเสียเงินแต่ไม่เคยได้เสียสักที
“พี่ว่ามันไม่ใช่เรื่องสิ้นเปลืองนะ มันคือน้ำใจที่คุณย่าหยิบยื่นให้ทราย ท่านมีเมตตากับทราย พี่ว่าทรายควรรับไว้ อย่างน้อยๆ ครั้งหนึ่งก็ยังดี คุณย่าจะได้ไม่เซ้าซี้ให้ทรายไปซื้อเสื้อผ้าอีก ท่านจะได้สบายตาสบายใจด้วยที่เห็นทรายใส่ชุดสวยๆ” ยุรนันท์หาเหตุผลมากลบความเกรงใจพราวฟ้า “ส่วนเรื่องก๋วยเตี๋ยวลุยสวยที่ทรายเป็นกังวลว่าจะเสีย ยุคสมัยนี้การขนส่งแบบเร่งด่วนมีไม่ใช่น้อย พี่จ้างไลน์แมนไปส่งที่บ้านก็ได้ หรือไม่ก็ให้ลุงสมขับรถเอาไปให้คุณยายพี่ที่บ้าน เห็นไหมว่ามันไม่เป็นปัญหาสักนิดเดียว ส่วนเรื่องที่ทรายเกรงใจพี่ ข้อนี้ตัดไปได้เลย พี่ไม่ได้ลำบากกับการพาทรายไปซื้อเสื้อผ้า ซื้อเสร็จพี่ก็จะพาทรายไปส่งที่บริษัทโดม เพราะเป็นทางผ่านของพี่พอดี เห็นไหมว่าทุกอย่างลงตัว ทรายก็อย่าปฏิเสธน้ำใจของคุณย่าและพี่เลยนะ”
เจอประโยคนี้เข้าไป พราวฟ้าหาเหตุผลมากล่าวอ้างได้ยาก เธอรู้ดีว่าบุหงันหวังดีกับตน แต่ความเกรงใจและกลัวว่าอรุณจะคิดว่า ตนมากอบโกยเงินทองจากบุหงันและปรินทร์ เธอจึงปฏิเสธเรื่อยมา
“ค่ะ ทรายตามใจคุณย่าค่ะ” บุหงันยิ้มได้ หยิบเงินที่เตรียมไว้ส่งให้ยุรนันท์
“ผมขอตัวกลับเลยนะครับคุณย่า” ยุรนันท์ยกมือไหว้บุหงัน พราวฟ้ายกมือไหว้ย่าของสามีเช่นกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะพากันเดินออกไปจากบ้าน
ดั่งลมต้องรัก Chapter 17“ขอบใจมากนะหยกที่เข้ามาเตือนพี่” พันลภไม่รู้ว่า เสียงและภาพใบหน้าสาวตัวแสบ เป็นการเตือนที่ทำให้เขารู้สึกตัว หรือว่าตอนนั้นในหัวใจคิดว่า จูบประภาวรรณอยู่ชายหนุ่มเอนตัวลงนอน เขานอนยิ้มยามนึกถึงสาวเอาแต่ใจ ที่เข้ามาป่วนหัวใจมากขึ้นทุกวัน แม้ปวดหัวกับเธอมาก ทว่าก็มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก สงสัยคืนนี้พันลภคงนอนหลับฝันดีแน่กลิ่นข้าวต้มกระดูกหมูโชยออกมาจากห้องกินข้าว คนที่เดินลงมาจากชั้นบนถึงกับท้องร้อง ประภาวรรณเหมือนสุภาษิตที่ว่า เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง ไม่ชอบหน้าอัญชิสาแต่ก็กินอาหารฝีมือคนทำ “ฉันแยกแยะออกย่ะ คนเรากินเพื่ออยู่ ไม่ได้อยู่เพื่อกิน อีกอย่างฉันขี้เกียจสั่งอาหาร กว่าจะมา แสบท้องพอดี” ประภาวรรณให้เหตุผล เมื่ออรรุจีพูดสุภาษิตนี้ขึ้นมา พันลภมองคนที่เดินเข้ามาในห้องกินข้าว พรางนึกถึงความฝันเมื่อคืนนี้ คราแรกคิดว่าตนคงฝันดี ที่ไหนได้ ฝันร้ายแบบสุดๆ แม่เจ้าประคุณที่เดินเข้ามา คือคนในความฝัน นิมิตนั้นเขาถูกประภาวรรณนั่งคร่อมร่าง มือทั้งสองข้างกำเส้นผมเขาแน่น ก่อนดึงทึ้ง ดวงหน้าหวานสวยคล้ายโกรธเขามาเป็นแรมปี ‘คิดนอกใจหยกใช่ไหม พี่พีท
ดั่งลมต้องรัก Chapter 16เมื่อพันลภรู้จากประภาวรรณว่า ชณาธิปว่ายน้ำไม่เป็น เขาจึงสอนให้เด็กชายว่ายน้ำ ชณาธิปดูมีความสุขมาก ยิ้มและหัวเราะ หน้าตาสดใส หลงลืมความเศร้าเรื่องพี่ชุ่มไปชั่วขณะประภาวรรณทำตามคำสัญญา ว่ายน้ำจนพอใจ ทั้งสามขึ้นจากสระ ประภาวรรณพาชณาธิปไปอาบน้ำที่ห้องนอนตน โดยให้ส้มเช้งนำชุดชณาธิปที่ตากอยู่หลังบ้านขึ้นมาให้หนึ่งชุด ตอนนี้เองทำให้เธอเห็นร่องรอยบนตัวเด็กชาย ที่นอกจากตรงก้นมีรอยฝ่ามือจางๆ ตรงช่วงเอวมีรอยจ้ำคล้ายถูกหยิกอีกสองที่ ประภาวรรณถ่ายรอยเหล่านั้นเก็บไว้ในมือถือ และไม่ถามถึงสาเหตุของการเกิดรอยจากชณาธิป เพราะเกรงว่า อาจทำให้ความสุขของชณาธิปจืดลงพันลภขันอาสาขับรถพาประภาวรรณกับชณาธิปเข้าไปในตัวเมือง เพื่อกินไก่ผู้พันตามที่หญิงสาวสัญญากับชณาธิปไว้ พันลภเลือกไปกินร้านดังกล่าวสาขาในห้าง ตั้งใจว่ากินอิ่มท้องเสร็จก็จะพาเด็กชายไปซื้อของเล่น และไปเที่ยวสวนสนุกในห้างนั้นด้วย ขณะพาชณาธิปเที่ยวตามโปรแกรมที่ว่ามา พันลภมองประภาวรรณดูแลเด็กชายราวกับว่า ชณาธิปเป็นลูก ตัดเนื้อไก่ให้ เช็ดปากให้ ยิ้มให้ชณาธิปตลอดเวลา เป็นการกระทำที่ดูก็รู้ว่า ไม่ใช่การเสแสร้าง ทำลายภาพ
ดั่งลมต้องรัก Chapter 15 “นั่นจะเอาข้าวไปให้ใคร” ประภาวรรณถาม เมื่อเห็นส้มเช้งถือถาดไม้ บนนั้นมีข้าวสวยหนึ่ง แกงจืดใส่ในถ้วยขนาดกลางหนึ่งถ้วยและไข่เจียว “เอาไปให้น้องแชมป์ค่ะ” “อ้าว ไม่ได้ไปกับแม่เหรอ” “ไม่ค่ะ คุณไอซ์บอกว่า วันนี้วันพระที่วัดคนเยอะ เลยให้อยู่บ้านค่ะ ฝากส้มเช้งให้ดูแลแทนค่ะ” “แล้วน้องแชมป์อยู่ไหนล่ะ” “อยู่ตรงโต๊ะข้างสระน้ำค่ะ ดูหงอยๆ เหมือนคนเหงาๆ สงสัยคิดถึงแม่ ปกติตัวติดกับแม่ตลอด” “ถ้างั้นฉันเอาไปให้เอง กำลังเบื่อๆ เซ็งๆ เธอจะได้ไปทำอย่างอื่น” ประภาวรรณเดินมาจับถาดในมือส้มเช้งมาถือไว้ ก่อนเดินไปยังสระว่ายน้ำ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วย “น้องแชมป์ครับ กินข้าวได้แล้ว” ประภาวรรณวางถาดไม้ลงบนเก้าอี้ มองเด็กชายที่ละสายตาจากสระว่ายน้ำ มามองคนพูด แววตาและสีหน้าชณาธิปที่ประภาวรรณเห็น ไม่เหมือนเด็กวัยสดใส ออกไปทางอมเศร้าอย่างไรบอกไม่ถูก “คิดถึงแม่หรือครับ” คำตอบคือ ชณาธิปส่ายหัว “คิดถึงพี่ชุ่มฮะ” “พี่ชุ่มคือใครครับ” “แม่บอกว่า พี่ชุ่
ดั่งลมต้องรัก Chapter 14“ใช่ แม่เห็นด้วยกับพีทนะ และแม่ก็เข้าใจผู้หญิงยุคใหม่ แล้วแม่คิดว่า เราต้องหมุนไปตามโลก ไม่ใช่โลกหมุนตามเรา” ประไพแม้อายุหกสิบกว่า ทว่าความคิดนางกลับไปตามยุคสมัย ไม่ได้โบราณคร่ำครึ อัญชิสาหน้าตึงเล็กน้อย แต่ก็ฝืนยิ้มกับคำพูดสองแม่ลูกที่ฟังยังไง ชวนให้คิดว่า เข้าข้างคุณหนูผู้ร่ำรวย “ลงมือกินกันดีกว่า เห็นแล้วน้ำลายสอ”คำพูดประไพเป็นการหยุดการสนทนาไปในที ทั้งหมดลงมือกินอาหารที่อัญชิสาเป็นคนทำ แม้ว่าประภาวรรณไม่อยากกินอาหารฝีมืออดีตคนรักพันลภสักเท่าไหร่ ที่กินเพราะท้องร้องหิว และปฏิเสธไม่ได้ว่า รสชาติอาหารบนโต๊ะอร่อยมากปกติหากมีแกงเขียวหวานยอดมะพร้าวอ่อนเป็นสำรับ พันลภจะกินข้าวหลายจาน ทว่าวันนี้พันลภกลับกินแค่จานเดียว มันอิ่มตื้อ กลืนอะไรไม่คล่องคอนัก ยิ่งเห็นสายตาประภาวรรณ ขนแขนขนขาลุกไม่รู้ตัวนอกจากประภาวรรณมองอัญชิสาที่เอาใจพันลภ ด้วยการตักกับกับข้าวใส่จานพันลภและประไพเนืองๆ และนี่คือสาเหตุที่พันลภกินข้าวไม่ลง เธอยังมองไปยังเด็กชายอธิป ที่นั่งกินไก่ทอดและผักผัก เด็กชายดูซึม ก้มหน้าก้มตากิน ไม่สนใจคนรอบข้าง ออกแนวเหงาหงอย แววตายามชณาธิปเงยหน้ามองตน ประภาวรรณเ
ดั่งลมต้องรัก Chapter 13 ใช่แล้ว...นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อัญชิสาทำเช่นนี้ เวลาไม่พอใจใคร หรือไม่ได้ดั่งใจ สนามอารมณ์ของเธอคือ ลูกชาย ที่เอาแต่ร้องไห้ด้วยความเจ็บ “แกต้องเชื่อฟังฉันทุกอย่าง เข้าใจไหมว่าทุกอย่าง สั่งให้ทำอะไรก็ต้องทำ อย่าขัดใจฉัน ไม่งั้นแกเจอหนักกว่านี้แน่” อัญชิสาพูดใส่หน้าลูกชาย ชณาธิปร้องไห้ยกใหญ่ ไม่เข้าใจคำพูดมากนัก แต่ก็พยักหน้ารับคำ “ไป จะไปไหนก็ไป” ตีจนพอใจก็ผลักร่างลูกชายให้ออกห่าง อย่างไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี หรือคิดสงสารลูกชาย ชณาธิปรีบวิ่งไปนั่งร้องไห้เงียบๆ ตรงมุมห้องทันที ตกเย็น อัญชิสาเป็นคนทำอาหารเก่ง เธอทำอาหารได้หลากหลายมาก ตั้งแต่มาอยู่ไร่พันลภ เธอยึดงานในครัวไปครอง ส้มเช้งแทบไม่ต้องทำกับข้าวให้เหนื่อย อัญชิสาเหมาทำสามเวลา เย็นนี้เธอทำกับข้าวสี่อย่าง ที่กินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และอาหารส่วนใหญ่คือ อาหารโปรดของพันลภ “แกงเขียวหวานไก่ใส่ยอดมะพร้าวอ่อน ป้าไม่ได้กินมานานมากแล้วนะ หน้าตาน่ากินมากเลย” เสียงประไพดังขึ้นเมื่อเห็นอาหาร “ไอซ์จำได้ว่า เป็นของโปรดพี่พีทค่ะ แต่ไม่รู้ว่า ตอนนี้จะ
ดั่งลมต้องรัก Chapter 12 สองชั่วโมงต่อมา ประภาวรรณนั่งเล่นมือถืออยู่ตรงระเบียงนอกบ้าน จุดที่เธอชอบมานั่งรับลมและมองดูทุ่งกว้าง ที่มีม้าหลายตัวยืนแทะเล็มหญ้า เดิมทีตั้งใจจะเดินขึ้นไปนอนเอกเขนกในห้อง แต่ความขี้เกียจ อยากนั่งรับลมตรงนี้สักครู่ค่อยขึ้นไปชั้นบน ขณะกำลังนั่งแชทกับเพื่อนสนิทเพลินๆ ร่างใครคนหนึ่งทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัว “ยาค่ะหยก” ประภาวรรณละสายตาจากมือถือ เงยหน้ามองคนพูด ก่อนขยับสายตามองตลับยาในมืออัญชิสา “พี่เห็นว่า หยกตกม้า ก้นกระแทกพื้น เลยเอายาแก้ฟกช้ำมาให้ทาน่ะ” “ขอบคุณค่ะ” ประภาวรรณรับไว้ แล้วรีบวางลงบนโต๊ะตัวเตี้ย ไม่สนใจยาตลับนั้น “เป็นไงบ้าง ยังเจ็บอยู่ไหม” “ถามเพราะเป็นห่วง หรือว่าถามเพราะต้องถาม” ประภาวรรณไม่ใช่นางเอกใสซื่อ เธอรู้ทันอัญชิสา เพียงแค่ว่า จะพูดออกไปหรือไม่ก็แค่นั้น “ก็นึกว่าเจ็บไง เห็นอ้อนพี่พีท ให้พี่พีทพยุงให้ ทั้งที่ด้วงช่วยพยุงก็ได้”อัญชิสาเปิดฉากต่อปากต่อคำ เธอเล่นกับคนผิดซะแล้ว ขนาดพันลภยังต้องถอย “ถ้าเธอแหกตาดูล่ะก็ จะเห็นว่า ฉันไม่ได้อ้อนใครทั้งนั้น แต่ที่พี่







