مشاركة

บทที่ 7

مؤلف: Prince_White
last update تاريخ النشر: 2025-04-20 16:20:53

ในห้วงสำนึกของซ่งเหยียนเฟย

'เหตุใดข้าจึงมิอาจขยับเขยื้อนกายได้?' ความรู้สึกอึดอัดประดุจถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ทว่าท่ามกลางความอึดอัดนั้น กลับมีกระแสไออุ่นอันแสนสบายราวกับแสงตะวันยามเช้าค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่ทุกอณูของร่างกาย

'สิ่งนี้คืออันใดกัน? ข้ารู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างประหลาด ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นแขนขาที่ข้าเคยใช้มานับครั้งไม่ถ้วน' ดวงจิตในห้วงสำนึกจับจ้องไปยังอวัยวะภายในที่ถูกห่อหุ้มด้วยม่านพลังสีดำมืดสนิท ราวกับราตรีที่ไร้ซึ่งดวงดาว

"อ๊ากกก!" ฉับพลันทันใดนั้นเอง กระแสพลังแห่งความมืดที่เคยอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นคมมีดนับพันเล่ม กรีดแทงลึกลงไปในส่วนที่สึกหรอ บาดแผล และความอ่อนแอภายในร่างกายของเขา สร้างความเจ็บปวดแสนสาหัสราวกับถูกฉีกทึ้งวิญญาณ ทว่าเมื่อห้วงเวลาแห่งความทรมานนั้นค่อยๆ ผ่านพ้นไป อาการบาดเจ็บภายในที่เคยร้าวรานกลับค่อยๆ สมานตัวดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ราวกับได้รับการชุบชีวิตใหม่ ทันใดนั้นเอง ความทรงจำและองค์ความรู้บางอย่างก็ไหลบ่าเข้ามาในห้วงสำนึกของเขา

'หรือว่า...จะเป็นพลังทมิฬ? พลังแห่งความมืดมิดที่บริสุทธิ์ สีดำสนิทดุจห้วงอวกาศ คุณสมบัติในการฟื้นฟูและซ่อมแซมที่ทรงพลังถึงเพียงนี้ แถมข้ายังรู้สึกคุ้นเคยกับมันอย่างลึกซึ้ง ต้องใช่แน่ๆ!' ดวงจิตของเขารู้สึกปิติยินดีราวกับได้พบเจอขุมทรัพย์อันล้ำค่าในยามยากลำบาก

"ฮ่าๆ! ช่างเป็นเรื่องที่คาดไม่ถึง! ข้าตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย ถูกศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าไล่ล่าสังหารจนแทบสิ้นชีวิต แต่พระเจ้ายังคงเมตตา ประทานโอกาสให้ข้าได้พบพานกับสมบัติล้ำค่าที่จะช่วยให้ข้ากลับมาแข็งแกร่งได้อีกครั้ง!" เขาหัวเราะออกมาด้วยความสุขที่เอ่อล้นในอก ทว่าความสุขนั้นมักจะอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ก่อนที่...

"อ๊ากกก!" ความรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัสก็หวนกลับมาอีกครั้ง ราวกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งอย่างไม่หยุดหย่อน วนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระทั่งถึงขีดจำกัดที่ซ่งเหยียนเฟยมิอาจทนทานต่อความเจ็บปวดที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะได้อีกต่อไป พลันสติสัมปชัญญะก็ดับวูบลงสู่ห้วงนิทราอันมืดมิด เพราะยิ่งพลังทมิฬทำการซ่อมแซมบาดแผลภายในมากเท่าใด ความเจ็บปวดก็จะยิ่งทวีคูณขึ้นเป็นเงาตามตัว หากเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปที่ไม่เคยผ่านการบ่มเพาะร่างกายมาอย่างเข้มงวด คงจะสิ้นใจตายไปตั้งแต่การซ่อมแซมเพียงไม่กี่ครั้งแรกแล้ว

วันเวลาล่วงเลยผ่านไปดุจสายน้ำที่ไหลริน เช้าวันใหม่ก็มาเยือน อวี้เหวินออกมาฝึกฝนร่างกายแต่เช้ามืด ณ ลานฝึกเล็กๆ หลังเรือน แสงตะวันสีทองสาดส่องลงมาต้องร่างของเขาที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างขะมักเขม้น เหงื่อเม็ดโตผุดพรายไหลรินอาบไปทั่วใบหน้าและแผ่นหลังจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เขากำลังฝึกฝนร่างกายด้วยท่าทางพื้นฐาน เริ่มจากการดันพื้นอย่างตั้งใจ สลับกับการกระโดดตบเบาๆ จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นการฝึกชกมวย ปล่อยหมัดซ้ายขวาเข้าเป้าที่แขวนไว้ด้วยความมุ่งมั่น แม้ท่าทางจะยังไม่คล่องแคล่วมากนัก แต่ทุกการเคลื่อนไหวก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของตนเอง

"เจ้าหนุ่มน้อย ปีนี้เจ้ามีอายุเท่าใดแล้วหรือ?" เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นจากทางด้านหลัง ราวกับสายลมที่พัดมากระทบผิวกาย ขณะอวี้เหวินกำลังยกมือขึ้นปาดหยาดเหงื่อที่ไหลรินอาบแก้มลงสู่คาง

อวี้เหวินหันขวับกลับไปมองยังต้นเสียงนั้น "เจ้าฟื้นคืนสติแล้วหรือ... อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ข้าก็จะอายุสิบห้าปีเต็ม" เขาตอบกลับด้วยความยินดีที่เห็นดวงตาคมกริบของอีกฝ่ายกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

"อายุสิบห้าปีแล้ว แต่พลังบ่มเพาะยังคงวนเวียนอยู่ที่ขั้นก่อตั้งรากฐาน ช่างเป็นความเชื่องช้าที่น่าสมเพชยิ่งนัก นี่มิแตกต่างอันใดจากเศษขยะที่ไร้ค่า!" ซ่งเหยียนเฟยส่ายศีรษะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมกริบฉายแววเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง

"เจ้า!!" อวี้เหวินกำหมัดแน่น ความขุ่นเคืองแล่นริ้วไปทั่วร่างที่ถูกดูแคลนอย่างไร้ปราณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ที่มีรูปลักษณ์ภายนอกยังเยาว์วัยราวกับเด็กน้อย "เช่นนั้นแล้ว ผู้ที่มิใช่เศษขยะเช่นเจ้า ใช้เวลาเนิ่นนานเพียงใดในการทะลวงสู่ขั้นแรกแห่งการบ่มเพาะ?"

"ฮ่าๆ! เจ้าบังอาจถามนายน้อยผู้นี้เชียวหรือ? ข้าใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งเดือนจันทร์ดับเท่านั้นในการก้าวเข้าสู่ขั้นแรกแห่งการบ่มเพาะพลัง และในตอนนั้นข้ามีอายุเพียงแปดขวบปี!" ซ่งเหยียนเฟยยกยิ้มหยันที่มุมปาก มองไปยังอวี้เหวินด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเหนือกว่าราวกับมองมดปลวก

'คนผู้นี้ แม้จะโอ้อวดราวกับเป็นสันดาน ทว่าคำกล่าวนี้กลับมิได้เสแสร้งแกล้งทำ เนื่องจากความภาคภูมิใจที่เปล่งประกายเจิดจ้าอยู่ในน้ำเสียงและแววตาของเขา' อวี้เหวินพิจารณาซ่งเหยียนเฟยอย่างลึกซึ้ง พลางครุ่นคิดถึงความแตกต่างระหว่างตนเองและอีกฝ่าย

เมื่อซ่งเหยียนเฟยสังเกตเห็นความเงียบงันของอวี้เหวิน จึงคาดเดาว่าคำพูดของตนอาจจะกระทบกระเทือนจิตใจของอีกฝ่ายก็เป็นได้

"แต่ก็ใช่ว่าเจ้าจะมิอาจก้าวหน้าอย่างรวดเร็วได้ หากว่าเจ้ามีเคล็ดวิชาชั้นสูงให้ฝึกฝนอย่างถูกครรลองคลองธรรม" เขาจึงกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงเล็กน้อย

"เคล็ดวิชาชั้นสูง? ฮ่าๆ! ช่างเป็นเรื่องที่น่าหัวร่อสิ้นดี ข้าเป็นเพียงแค่บุตรชาวบ้านธรรมดา มิมีอาจารย์ผู้ทรงภูมิชี้นำ ไม่มีสำนักอันเกรียงไกรให้ร่ำเรียน จะมีโอกาสได้สัมผัสเคล็ดวิชาล้ำค่าเช่นนั้นได้อย่างไร? นี่เป็นเพียงแค่มวยพื้นฐานที่ท่านพ่อข้าสั่งสอนไว้เท่านั้น" อวี้เหวินส่ายศีรษะอย่างจนหนทาง

"เช่นนั้นแล้ว หากว่าข้ามีเล่า?" เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยเลศนัย ดวงตาคมกริบจับจ้องไปยังอวี้เหวินอย่างมีความหมาย

อวี้เหวินพลันเงยหน้าขึ้น สบสายตากับซ่งเหยียนเฟยอย่างตรงไปตรงมา ดวงตาของเขาเปล่งประกายแห่งความหวัง

"เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่ ถึงได้มากล่าวถึงเรื่องนี้กับข้า?" สำหรับอวี้เหวินแล้ว เคล็ดวิชาชั้นสูงเปรียบเสมือนแสงนำทางในความมืดมิด เป็นสิ่งที่เขาปรารถนาอย่างยิ่งในยามนี้ เขาต้องการพลังอำนาจที่แข็งแกร่งเหนือผู้ใด ต้องการความก้าวหน้าที่รวดเร็วที่สุด เพื่อที่จะนำมารดาของเขากลับคืนสู่ครอบครัวอีกครั้ง

"สร้อยเส้นนี้... ข้าขอได้หรือไม่?" ซ่งเหยียนเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไว้ด้วยความกระวนกระวายใจอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคู่คมจับจ้องไปยังสร้อยคอสีดำในมืออย่างไม่ละสายตา "แล้วข้าจะมอบเคล็ดวิชาทุกอย่างที่เจ้าปรารถนาให้แก่เจ้าเป็นการตอบแทน" พลางยกมือที่กำสร้อยคอเส้นนั้นขึ้นมาเล็กน้อย ราวกับเป็นการยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้

อวี้เหวินทอดสายตามองไปยังสร้อยคอเส้นนั้นอย่างชั่งใจ ความคิดมากมายไหลวนอยู่ในห้วงสมองของเขา ด้านหนึ่งคือความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยเหลือมารดา อีกด้านหนึ่งคือความผูกพันและความทรงจำอันล้ำค่าที่สร้อยเส้นนี้เป็นตัวแทน

"มิได้!" อวี้เหวินเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ภายในใจจะรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง

"ข้ามิอาจยกสร้อยเส้นนี้ให้แก่เจ้าได้ มันเป็นของที่ท่านแม่ข้ามอบให้ไว้ด้วยมือของนางเอง ในวันที่ข้ายังเป็นเพียงเด็กน้อย ท่านแม่กล่าวว่ามันเป็นสมบัติป้องกันภัยอันล้ำค่าที่จะคอยคุ้มครองข้าจากอันตรายทั้งปวง อีกทั้งยังเป็นของแทนใจที่ข้าจะไม่มีวันลืมเลือนตราบชั่วชีวิต" น้ำเสียงของเขาแสดงออกถึงความรักและความผูกพันอันลึกซึ้งต่อมารดา

"เจ้า!" ซ่งเหยียนเฟยขบฟันแน่น ดวงตาฉายแววร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด "เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่ จงบอกข้ามาเถิด ข้าจะสรรหามาให้เจ้าจนได้ ไม่ว่าจะเป็นสมบัติ ยาหายาก หรือแม้แต่อาวุธวิเศษ ข้าก็จะหามาประเคนให้เจ้า!" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความร้อนใจและต้องการที่จะได้สร้อยเส้นนั้นมาครอบครอง

"ข้ากล่าวแล้วว่ามิได้ ก็คือมิได้!" อวี้เหวินย้ำคำเดิมอย่างหนักแน่น ใบหน้าคมสันแสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยว "สิ่งนี้มิได้อยู่ที่มูลค่าหรือความวิเศษใดๆ ของตัวมัน แต่มันสำคัญที่จิตใจและความทรงจำอันล้ำค่าที่ข้ามีต่อท่านแม่ หวังว่าเจ้าจะเข้าใจในความรู้สึกของข้า" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและจริงจัง

ซ่งเหยียนเฟยมีสีหน้าเศร้าสร้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ไหล่ทั้งสองข้างตกลงเล็กน้อย ดวงตาคู่คมหม่นแสงลงราวกับสูญสิ้นความหวัง

"สิ่งนี้จำเป็นต่อข้าอย่างยิ่งจริงๆ ถือเป็นสิ่งที่จะช่วยชีวิตข้าไว้ได้ในยามคับขัน เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการฟื้นฟูพลังที่สูญเสียไปของข้าอย่างมหาศาล"

ก่อนที่เขาจะโอดครวญต่อไป ราวกับนึกคิดบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ แววตาของเขาก็เปล่งประกายความหวังขึ้นอีกครั้ง

"เช่นนั้นแล้ว ให้ข้ายืมใช้สักระยะหนึ่งได้หรือไม่? ในช่วงเวลานี้ ข้าจะอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดเวลาดุจเงาตามตัว เจ้าต้องการทวงคืนเมื่อใดก็ได้ ข้าจะยินดีคืนให้โดยไม่มีข้อแม้ แถมข้ายังจะมอบเคล็ดวิชาล้ำค่า สมบัติหายาก อาวุธวิเศษที่ข้ามีให้แก่เจ้าเป็นการตอบแทนด้วย หากเจ้าประสบอันตรายใดๆ ข้าจะออกหน้าช่วยเหลือเจ้าอย่างสุดกำลัง อีกประการหนึ่ง สิ่งนี้มีประโยชน์ต่อตัวข้ามากกว่าเจ้าในยามนี้ เมื่อภารกิจของข้าสำเร็จลุล่วง ข้าจะส่งคืนให้เจ้าอย่างแน่นอน" เขาอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจและวิงวอน ราวกับเด็กน้อยที่กำลังขอของเล่นชิ้นโปรด

อวี้เหวินได้ยินดังนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบงันไปครู่หนึ่ง ความคิดมากมายสับสนวุ่นวายอยู่ในหัวของเขา เขาถอนหายใจออกมาแผ่วเบา ราวกับกำลังตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบาก

"ตกลง ตามที่เจ้ากล่าวมา ข้าหวังว่าบุรุษผู้มีเกียรติจะไม่คืนคำ ข้าจะให้เจ้ายืม" ด้วยเหตุผลที่ว่าเคล็ดพลังยุทธ์ เคล็ดวิชาการต่อสู้ และอาวุธต่างๆ นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับเขาในตอนนี้ เพื่อใช้ในการเพิ่มพูนฐานพลังบ่มเพาะและเสริมสร้างพลังการต่อสู้ให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ในการช่วยเหลือมารดาของเขาได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งข้อตกลงนี้ก็มิได้มีสิ่งใดเป็นผลเสียต่อเขาเลย ตรงกันข้ามกลับเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะต้องปฏิเสธข้อเสนอนี้

"แน่นอน! แน่นอนที่สุด! นายน้อยผู้นี้เป็นผู้รักษาคำพูดดียิ่งนัก เจ้าจงวางใจได้เลย" ซ่งเหยียนเฟยรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจอย่างออกนอกหน้า เกรงว่าอวี้เหวินจะเปลี่ยนใจในภายหลัง พลางคลี่ยิ้มกว้างอย่างโล่งอก ราวกับยกภูเขาออกจากอก

"ฮ่าๆ! สัญญาย่อมเป็นสัญญา ในเมื่อเจ้ามีน้ำใจให้ข้ายืมแล้ว ดังนั้นข้าก็จะมอบเคล็ดวิชาให้แก่เจ้าตามที่ได้ลั่นวาจาไว้" ซ่งเหยียนเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริง พลางยกนิ้วชี้ขึ้น กดลงบนหน้าผากของอวี้เหวินเบาๆ

"จิ๊ด!" ทันใดนั้นเอง ข้อมูลมหาศาลก็ไหลทะลักเข้าสู่ห้วงสมองของอวี้เหวินราวกับกระแสน้ำป่าที่ไหลเชี่ยวกราก ความรู้สึกเจ็บปวดราวกับศีรษะกำลังจะระเบิดแผ่ซ่านไปทั่วทั้งสมอง ทว่าอวี้เหวินกัดฟันแน่น ข่มความเจ็บปวดนั้นไว้ด้วยความอดทน ชั่วครู่หนึ่งกระแสข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาก็ค่อยๆ ชะลอตัวลงจนกระทั่งหยุดสนิท

อวี้เหวินจึงทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิ ตั้งจิตสงบเพื่อปรับแต่งและเรียบเรียงความรู้ที่ได้รับมา ผ่านไปชั่วก้านธูป เขาก็ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ

ซ่งเหยียนเฟยเห็นดังนั้นจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

"เคล็ดวิชากายที่ข้ามอบให้เจ้าในครั้งนี้ ถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับเจ้าในยามนี้ สำหรับผู้ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบ่มเพาะในระดับก่อตั้งรากฐาน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างรากฐานร่างกายที่แข็งแกร่งจากภายใน ดังนั้น เคล็ดวิชา 'เตาอัสนีวิบัติ' จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด"

จากนั้นอวี้เหวินจึงทบทวนเนื้อหาของเคล็ดวิชานั้นในความทรงจำของตนเองอย่างละเอียด

'เคล็ดวิชาเตาอัสนีวิบัตินี้ แบ่งออกเป็นสามระดับใหญ่ ขั้นแรกคือการใช้เพลิงปราณหล่อหลอมร่างกายตนเองดุจดั่งดาบที่ถูกตีขึ้นจากเตาหลอม ขจัดสิ่งสกปรกและมลทินออกจากร่างกาย สร้างความบริสุทธิ์ให้แก่ทุกส่วน หากฝึกฝนในสถานที่ที่มีความร้อนระอุ เช่นบริเวณภูเขาไฟ ก็จะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น การฝึกฝนในขั้นแรกนี้จะเทียบเท่ากับพลังของผู้ที่อยู่ในขั้นก่อตั้งรากฐาน

ขั้นที่สองคือการทุบตีและขัดเกลาดาบ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความหนาแน่นของร่างกายให้มากยิ่งขึ้น การฝึกฝนในขั้นนี้จำเป็นต้องผ่านการต่อสู้จริงเท่านั้น ยิ่งร่างกายได้รับการโจมตีที่รุนแรงมากเท่าไหร่ ความแข็งแกร่งก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ขั้นนี้จะเทียบเท่ากับผู้ที่อยู่ในขั้นกำเนิดกาย และขั้นสุดท้าย

ขั้นที่สามคือการใช้อัสนีบาตหล่อหลอมร่างกายให้แข็งแกร่งถึงขีดสุด ทนทานราวกับดาบเทพที่มิมีสิ่งใดทำลายได้ ความแข็งแกร่งในขั้นนี้จะเทียบเท่ากับผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมรวมกายา และในแต่ละระดับใหญ่ก็จะแบ่งออกเป็นสามขั้นย่อย ได้แก่ ขั้นแรกเริ่ม ขั้นกลาง และขั้นสูงสุด'

ดังนั้น หากอวี้เหวินสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชานี้จนสำเร็จ เขาก็จะมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกันอย่างน้อยสองเท่าเลยทีเดียว

'หากข้าปรารถนาจะบรรลุเคล็ดวิชาขั้นแรกอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องเสาะหาสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด ข่าวลือที่เล่าขานในหมู่บ้านนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก กล่าวว่าลึกเข้าไปในเทือกเขานี้ มีถ้ำลึกดำมืดแห่งหนึ่ง ที่ความแห้งแล้งแผดเผาร้อนระอุถึงขีดสุด พื้นดินเดือดพล่านราวกับหม้อโลหะที่ถูกไฟเผา หากแม้แต่มนุษย์ผู้แข็งแกร่งยังมิอาจทนทานอยู่ได้เกินครึ่งชั่วยาม ร่างกายก็จะถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าธุลี นี่คือดินแดนต้องห้ามที่เต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต ทว่าในถ้ำนั้นกลับเป็นรังของพยัคฆ์หางแมงป่อง สัตว์อสูรชั้นต่ำก็จริง แต่ด้วยพิษร้ายและพละกำลังที่น่าสะพรึงกลัว มันยังคงเป็นภัยคุกคามร้ายแรงสำหรับข้าในยามนี้' อวี้เหวินครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง ดวงตาคมกริบฉายแววแน่วแน่ปนความกังวล ก่อนจะหันไปมองร่างเล็กจิ๋วของซ่งเหยียนเฟยที่กำลังหลับใหลอยู่บนเตียง

'ฮ่าๆ! ข้ามีผู้คุ้มกันที่แข็งแกร่งดุจเทพเซียนอยู่เคียงข้างกายแล้วนี่นา ช่างเป็นโชคชะตาที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เอาเป็นว่าค่อยไปสำรวจถ้ำนั้นในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน' เขายิ้มให้กับความคิดอันชาญฉลาดของตนเองอย่างพึงพอใจ

หลังจากอวี้เหวินเสร็จสิ้นการฝึกฝนร่างกายอันเหนื่อยล้าประจำวัน ซ่งเหยียนเฟยก็ขอตัวเข้าไปฟื้นฟูพลังในห้องพักอันเงียบสงัด โดยมีหินดำลึกลับเม็ดนั้นเป็นสื่อนำพลัง

กาลเวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราตรีอันมืดมิดได้ปกคลุมไปทั่วผืนฟ้า แสงจันทร์สีเงินสาดส่องลอดหน้าต่างไม้เข้ามาในห้องพักอันคับแคบ ภายในหินดำลึกลับที่วางอยู่บนเตียงนั้นเอง

"ฮ่าๆ! ในที่สุด ข้าก็สามารถเข้ามาได้จนได้ ช่างเป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาดแม้แต่น้อย หินลึกลับเม็ดนี้ซ่อนมิติอันพิสดารไว้ภายในจริงๆ ด้วย!" ซ่งเหยียนเฟยหัวเราะก้องกังวานด้วยความยินดี ราวกับนักโทษที่เพิ่งถูกปลดปล่อย

เขากวาดสายตามองไปโดยรอบ มิติภายในหินดำถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดอันไร้ขอบเขต ราวกับห้วงอวกาศอันเวิ้งว้าง ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและน่าหวาดหวั่นอย่างประหลาด ยิ่งเขาเหยียบย่างลึกลงไป หมอกปราณสีทมิฬก็ยิ่งหนาแน่นขึ้นจนแทบจะกลั่นตัวเป็นหยาดน้ำค้าง สัมผัสเย็นเยียบของหมอกปราณกลับทำให้ซ่งเหยียนเฟยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและสบายกายอย่างยิ่ง

ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขากลับมาเฉียบคมราวกับใบมีด พลังปราณทมิฬอันบริสุทธิ์และเข้มข้นถูกดูดซับผ่านทางรูขุมขนทั่วทั้งร่าง ไหลเวียนเข้าสู่ตันเถียนอย่างรวดเร็วและทรงพลัง พวกมันไหลเวียนไปทั่วทุกส่วนของร่างกายที่บอบช้ำ ทำการซ่อมแซมแก่นชีพจรที่แตกสลายของซ่งเหยียนเฟย ช่วยสมานบาดแผลฉกรรจ์และรักษาอาการบาดเจ็บภายในของเขาอย่างช้าๆ ทว่ามั่นคงราวกับสายน้ำที่ไม่เคยหยุดไหล

เขาจึงทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นดินที่เย็นเยียบและมืดมิด ดูดซับพลังปราณทมิฬอันมหาศาลเพื่อฟื้นฟูร่างกายและจิตวิญญาณของตนเองในมิติแห่งนี้เป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งค่ำคืนอันเงียบสงัดได้ล่วงเลยผ่านพ้นไปสู่รุ่งอรุณของวันใหม่

ยามรุ่งอรุณ อวี้เหวินตื่นขึ้นด้วยความกระปรี้กระเปร่า เตรียมตัวที่จะมุ่งหน้าสู่เทือกเขาอีกครั้ง ทว่าครานี้มิใช่เพื่อล่าสัตว์ป่าอันใด หากแต่เป็นการเดินทางเพื่อฝึกฝนพลังบ่มเพาะ

เช้านี้เขาได้ปรึกษาหารือกับซ่งเหยียนเฟย สังเกตเห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายดูสดใสขึ้นกว่าเดิมมาก นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า หินดำลึกลับเม็ดนั้นมีคุณูปการต่อซ่งเหยียนเฟยอย่างแท้จริง มิได้เป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไร้สาระ

"วันนี้ข้าจะขึ้นเขาไปฝึกฝนเคล็ดวิชาเตาอัสนีวิบัติ มีสถานที่แห่งหนึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการฝึกฝนในขั้นแรก แต่สถานที่แห่งนั้นสำหรับข้าในตอนนี้ยังคงเต็มไปด้วยอันตราย" อวี้เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"ดังนั้นเจ้าจึงต้องการให้นายน้อยผู้นี้ติดตามเจ้าไป เพื่อคุ้มกันภัยให้เจ้ากระนั้นหรือ เจ้าหนู?" ซ่งเหยียนเฟยเอ่ยด้วยท่าทางเบื่อหน่าย ราวกับอ่านความคิดของอวี้เหวินได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

"ใช่ ตามข้อตกลงของเรา หนึ่งในนั้นคือเจ้าต้องเป็นผู้คุ้มกันภัยให้แก่ข้า" อวี้เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแววตากลับฉายความมุ่งมั่น

"ก็ได้ๆ ตกลง เราจะออกเดินทางกันเลยหรือไม่?" ซ่งเหยียนเฟยรับคำอย่างเสียมิได้ ท่าทางยังคงแฝงไว้ด้วยความขี้เกียจ

"อีกครึ่งชั่วยาม เราจะออกเดินทาง ข้าขอเวลาเตรียมตัวสักครู่" อวี้เหวินกล่าว พลางลุกขึ้นไปจัดเตรียมสัมภาระที่จำเป็น

เมื่อถึงเวลาออกเดินทาง ซ่งเหยียนเฟยก็ได้กลับเข้าไปสู่มิติภายในหินดำลึกลับ สร้อยคอเส้นนั้นจึงกลับมาคล้องอยู่บนลำคอของเจ้าของเดิม อวี้เหวิน ในขณะที่เขากำลังจะก้าวเท้าออกจากเรือน

"เหวินเออร์ จำไว้ว่าความปลอดภัยของเจ้าสำคัญที่สุด และอย่ารอจนตะวันลับฟ้าจึงค่อยกลับมา" เสียงทุ้มนุ่มของอวี้หลานดังขึ้นจากด้านใน

อวี้เหวินได้แจ้งแก่บิดาของเขาตั้งแต่ยามเย็นถึงแผนการที่จะขึ้นไปฝึกฝนบนเทือกเขาเพื่อเพิ่มพูนความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว เพียงแต่เขาเกรงว่าบิดาจะเป็นห่วงและห้ามปรามมิให้เขาไป เขาจึงกล่าวเพียงว่าจะไปฝึกฝนบริเวณรอบนอกของภูเขาที่ปราศจากสัตว์อสูร

"ลูกจะจดจำไว้ในใจขอรับ" อวี้เหวินรับคำด้วยความเคารพ

"สาวน้อยที่เจ้าช่วยเหลือนำกลับบ้านมา นางอยู่แห่งหนใด? เหตุใดข้าจึงมิได้พบนางเลย?" อวี้หลานกวาดสายตามองไปรอบๆ เรือนอย่างละเอียด ราวกับกำลังค้นหาใครบางคนที่ซ่อนตัวอยู่

"เจ้าหนู เจ้ามิควรให้บิดาของเจ้ารู้ว่าข้ายังคงอยู่กับเจ้าในเวลานี้ เขายังคงหวาดระแวงข้าอยู่ ควรต้องรอเวลาอีกสักพัก" เสียงกระซิบแผ่วเบาของซ่งเหยียนเฟยดังขึ้นในห้วงความคิดของอวี้เหวิน ราวกับเสียงกระซิบจากอีกมิติ

"นาง... นางได้ขอตัวกลับไปยังถิ่นฐานของนางแล้วขอรับ ท่านพ่อ นางรู้สึกซาบซึ้งในความเมตตาของข้าเป็นอย่างยิ่ง จึงได้มอบเคล็ดวิชาอันล้ำค่าพร้อมทั้งอาวุธวิเศษป้องกันตัวแก่ข้าเป็นการตอบแทน และนางยังกล่าวอีกว่า สักวันนางจะกลับมาตอบแทนบุญคุณที่ได้ช่วยเหลือชีวิตนางในครั้งนี้ให้จงได้" อวี้เหวินก้มศีรษะเล็กน้อยพร้อมกับแย้มรอยยิ้มจางๆ

พลางหยิบอาวุธวิเศษที่ได้รับจากซ่งเหยียนเฟยออกมาให้อวี้หลานได้ชม แสงสีเงินยวงสะท้อนกับแสงตะวันยามเช้า ดูงดงามพิสดาร

"ข้าบอกเจ้าแล้วอย่างไร ข้ามิใช่สตรี ข้าเป็นบุรุษอกสามศอกโดยแท้!" ซ่งเหยียนเฟยพ่นลมหายใจออกมาด้วยความขุ่นเคือง ราวกับถูกหยามเกียรติ

"เป็นเช่นนั้นเองหรือ ดีแล้วๆ ดีจริงๆ" อวี้หลานถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก คลี่ยิ้มกว้างอย่างยินดีให้กับอวี้เหวิน ความกังวลในดวงตาลดเลือนลงไป

"เจ้าจงไปเถิด เวลามักไม่คอยท่า จงรีบไปรีบกลับ" อวี้หลานกล่าวด้วยความห่วงใย มองตามหลังบุตรชายด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก

"ขอรับ ท่านพ่อ ข้าจักรีบกลับมามิให้ทันยามสนธยา" อวี้เหวินรับคำด้วยความเคารพ ก่อนจะคำนับลา แล้วก้าวเท้าออกจากเรือน มุ่งหน้าสู่เส้นทางบนภูเขาอันท้าทาย

จากนั้นเขาก็ก้าวเท้าออกเดินอย่างมุ่งมั่น แรงใจอันแน่วแน่ผลักดันให้เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ สายตาคมกริบจับจ้องไปยังเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้า เขตแดนของสัตว์อสูร พยัคฆ์หางแมงป่อง

ถิ่นฐานของพยัคฆ์หางแมงป่องท่ามกลางขุนเขาอันกว้างใหญ่แห่งนี้เป็นเพียงจุดเล็กๆ บนแผนที่เท่านั้น หากวัดระยะทางจากบ้านของอวี้เหวินแล้ว จะมีระยะทางที่ไกลกว่าเขตของหมาป่าอสูรถึงสิบลี้ เนื่องจากการสังหารหมาป่าอสูรของซ่งเหยียนเฟยเมื่อหลายวันก่อน ทำให้บริเวณนั้นยังคงไร้วี่แววของสัตว์อสูร แม้เวลาจะล่วงเลยมาพอสมควรแล้วก็ตาม จึงอำนวยความสะดวกให้อวี้เหวินในการเดินทางในช่วงแรกนี้ยิ่งขึ้น

ทั้งสองร่วมเดินทางด้วยกันเป็นเวลานานหลายชั่วยาม โดยมีเพียงอวี้เหวินเท่านั้นที่ต้องออกแรงก้าวเดินไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยวและลาดชัน ผ่านป่าเขาลำเนาไพร สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย ราวกับกำลังก้าวเข้าสู่โลกอีกใบ จากป่าโปร่งที่แสงตะวันสาดส่องถึงพื้นดิน สู่ป่าทึบที่ร่มเงาปกคลุมจนมืดครึ้ม มีความร้อนชื้นอบอ้าวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ

รอบข้างเต็มไปด้วยพงไพรหนาแน่น ต้นไม้สูงตระหง่านเสียดฟ้า รากไม้ใหญ่พันเกี่ยวกันยุ่งเหยิง สัตว์เล็กสัตว์น้อยวิ่งเล่นซุกซนไปมาอย่างสนุกสนาน ทว่าอย่าได้ดูแคลนขนาดและรูปลักษณ์ที่น่ารักของพวกมัน ไม่มีสัตว์ตัวใดในเขตอสูรแห่งนี้ที่เป็นเพียงสัตว์ธรรมดา หากไม่ระมัดระวังตัวแม้เพียงชั่วครู่ อวี้เหวินก็อาจจะพบเจอกับงูพิษสีสันฉูดฉาดที่เป็นสัตว์อสูรเลื้อยพันอยู่บนกิ่งไม้สูง หรือสัตว์ใหญ่เช่นหมูป่าปฐพีที่มีเขี้ยวแหลมคมอาจจะพุ่งเข้าจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว เมื่อเดินผ่านแหล่งน้ำใสเย็น หากประมาทแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจถูกจระเข้ทองคำตัวใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำโผล่ขึ้นมางับด้วยกรามอันแข็งแกร่ง

แต่ทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ อวี้เหวินได้รับการบอกกล่าวให้หลีกเลี่ยงและป้องกันจากซ่งเหยียนเฟยที่คอยชี้นำทางอยู่ภายในหินดำลึกลับตลอดเวลา ราวกับมีดวงตานับพันคู่คอยสอดส่องทุกการเคลื่อนไหวของเขา ทำให้การเดินทางในครั้งนี้เต็มไปด้วยความระมัดระวังและตื่นเต้นระทึกใจไปพร้อมๆ กัน

บัดนี้ สภาพแวดล้อมโดยรอบกายของอวี้เหวินเริ่มแปรเปลี่ยนไป ต้นไม้ใหญ่และใบหญ้าเขียวขจีเริ่มลดน้อยถอยลง อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นอย่างรู้สึกได้ ไอความร้อนระอุแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ รอบข้างเริ่มปรากฏความแห้งแล้งและหินผามากขึ้น

"อีกสามสิบจั้งทางทิศเหนือ มีตะขาบเพลิงซ่อนตัวอยู่ เจ้าระวังตัวด้วย จงเบี่ยงไปทางทิศตะวันออก รอมันปรากฏตัว ข้าจะสังหารมันเอง" เสียงของซ่งเหยียนเฟยดังขึ้นในห้วงความคิดของอวี้เหวิน เตือนภัยล่วงหน้า

อวี้เหวินเมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็พลันเคร่งขรึมลง ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบทิศ แผ่ประสาทสัมผัสออกไปอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความตื่นตัว เมื่อเขาก้าวเข้าสู่ระยะที่ตะขาบอัคคีซุ่มซ่อนอยู่ เขาก็เพิ่มความระมัดระวังถึงขีดสุด ราวกับกำลังเดินอยู่บนคมดาบ

พรึ่บ! ทันใดนั้นเอง ตะขาบเพลิงตัวยาวกว่าสามจั้งก็กระโดดโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินที่แตกระแหงอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า มันอ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวยาวแหลมคมคู่หนึ่ง ส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งออกมา พร้อมทั้งทำท่าจะเขมือบอวี้เหวินเข้าไปทั้งร่าง

ทว่าในชั่วพริบตา ราวกับมีใบมีดที่มองไม่เห็นผ่าอากาศลงมา ฟาดฟันร่างของตะขาบยักษ์ขาดเป็นสองท่อนอย่างรวดเร็วปานแสงแลบ เลือดสีม่วงเข้มข้นพุ่งกระฉูดออกมาดุจน้ำตก ซ่งเหยียนเฟยแผ่พลังสร้างม่านกั้นโปร่งใสออกมาปกป้องอวี้เหวินจากพิษร้าย

เมื่อเลือดของตะขาบสัมผัสกับม่านกั้น ก็เกิดเสียง "ฉ่า~" ดังขึ้น พร้อมกับควันสีขาวจางๆ ที่ลอยขึ้นมา บ่งบอกถึงฤทธิ์กรดอันรุนแรงของพิษ

"หากข้าโดนพิษร้ายกาจนี้เข้าไป มิใช่ว่าชีวิตข้าจะดับสิ้นไปจากโลกนี้ในทันทีหรอกหรือ?" อวี้เหวินเห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ถึงกับรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ความตายอยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อม

"เจอเพียงเท่านี้ ใจเจ้าก็ห่อเหี่ยวเสียแล้วหรือ เจ้าหนู?" ซ่งเหยียนเฟยหัวเราะเบาๆ อย่างขบขัน

"หามิได้!" ดวงตาของอวี้เหวินกลับมาเฉียบคมดังเดิม แววตาแสดงถึงความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ "ไปกันเถอะ" เขากล่าวพร้อมกับก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างไม่ลังเล

เมื่ออวี้เหวินก้าวเดินมาได้สักพัก สภาพแวดล้อมโดยรอบกายก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ต้นไม้และพุ่มไม้เขียวขจีได้เลือนหายไปจนหมดสิ้น คงเหลือไว้เพียงผืนดินที่แตกระแหง แห้งผากราวกับขาดน้ำมานานนับปี อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้นจนแทบจะแผดเผา

เริ่มปรากฏร่างของแมงป่องอสูรตัวน้อยใหญ่คลานออกมาจากรอยแตกของพื้นดิน อากาศร้อนระอุจนอวี้เหวินรู้สึกคอแห้งผาก ต้องยกขวดน้ำที่เตรียมมาขึ้นจิบอยู่บ่อยครั้ง ยิ่งย่างก้าวลึกเข้าไป อุณหภูมิก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เหงื่อเม็ดโตเริ่มไหลซึมออกมาจากรูขุมขนทั่วทั้งร่างกาย

อาการเหนื่อยล้าอ่อนเพลียเริ่มถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นที่ซัดกระหน่ำ จนกระทั่งอวี้เหวินรู้สึกว่าเรี่ยวแรงที่มีอยู่เริ่มจวนเจียนจะหมดสิ้น เขาจึงตัดสินใจมองหาโขดหินใหญ่เพื่อหลบพักจากไอแดดที่แผดเผา

"ด้วยระดับพลังของเจ้าในตอนนี้ เจ้ามิอาจก้าวล่วงเข้าไปลึกกว่านี้ได้อย่างแน่นอน เจ้าควรเริ่มต้นฝึกฝนจากบริเวณนี้เสียก่อน แล้วจึงค่อยเข้าไปด้านในเมื่อพลังบ่มเพาะแข็งแกร่งขึ้น" เสียงของซ่งเหยียนเฟยดังขึ้นในห้วงความคิดของอวี้เหวิน เตือนสติด้วยความเป็นห่วง

"ตกลง ข้าจะทำตามที่เจ้าว่า" อวี้เหวินพยักหน้าตอบรับ เขาทรุดตัวลงนั่งพักเพื่อฟื้นฟูพลังกายที่อ่อนล้า ทว่าในฉับพลันนั้นเอง ดวงตาของเขาก็พลันดับวูบลงสู่ความมืดมิด ร่างกายทรุดฮวบลงกับพื้นดินหมดสติในทันที

"อวี้เหวิน! อวี้เหวิน..." เสียงเรียกชื่อของอวี้เหวินด้วยความตกใจดังขึ้นในห้วงความคิดของเขา..

(1 จั้ง = 3.33 เมตร)

(1 ลี้ = 500 เมตร)
استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 249

    “ตราผนึกอักขระเช่นนี้... ลึกล้ำปานท้องนภาที่ไร้ขอบเขต” ชายชราพึมพำพลางถอนหายใจยาว แววตาที่จ้องมองพู่กันนั้นเต็มไปด้วยความอาวรณ์ทว่าก็แฝงด้วยความยอมรับในวาสนา เขาค่อยๆ ประคองพู่กันเล่มนั้นคืนสู่มือของอวี้เหวินอย่างทะนุถนอม “พู่กันเล่มนี้มีจิตวิญญาณของมันเอง... เมื่อครู่ข้าลองหยั่งเชิงดูแล้ว แม้แต่ข้

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 248

    ใบหน้าของตาเฒ่าจูที่เคยบูดบึ้งถมึงทึง ปรับเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มยินดีดุจดอกไม้บานในฤดูใบไม้ผลิ แม้ในใจจะแอบฉงนสงสัยอยู่บ้างว่าเหตุใดเด็กหนุ่มผู้จองหองผู้นี้ถึงได้เปลี่ยนใจกะทันหันปานพลิกฝ่ามือ ‘หึ... คงเห็นท่าไม่ดี หรือไม่อยากให้ตาเฒ่าจางต้องปะทะกับข้าจนบาดเจ็บกระมัง’ เขาครุ่นคิดพลางปัดความสงสัยทิ้งไปเ

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 247

    พริบตาที่เสียงตวาดก้องดังมาจากด้านนอก อวี้เหวินสะบัดข้อมือคราหนึ่ง พู่กันไม้โบราณที่แฝงกลิ่นอายเร้นลับพลันหายวับเข้าไปในแหวนมิติอย่างไร้ร่องรอย ดวงตาคมกริบของเขาประสานเข้ากับดวงตาที่สั่นไหวของจางเซวียนเพียงวูบเดียว ทั้งคู่ต่างเข้าใจในเจตนาของกันและกันโดยไร้คำพูด โครม! ประตูแสงค่ายกลถูกกระแทกเปิดออ

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 246

    ‘นี่มิใช่การจองจำ... แต่คือการทดสอบจิตวิญญาณ’ อวี้เหวินรำพึงในใจ เขาหลับตาลง นิ่งสงบดุจพระพุทธองค์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เขาเลิกใช้เนตรเปล่งมองดูอักขระบนโซ่ แต่ใช้ ‘ดวงจิต’ สัมผัสถึงจังหวะการเต้นของค่ายกล เขาพบว่าอักขระเหล่านั้นมิได้หยุดนิ่ง แต่มันเปลี่ยนรูปร่างไปตามลมหายใจของเขา อวี้เหวินเริ่มขยับป

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 245

    ชายชรามองดวงตาที่สงบนิ่งทว่าแฝงด้วยความทะเยอทะยานของเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งเล่น “ในเมื่อเจ้าเลื่อมใสในตัวหม่าเทียนหลัวถึงเพียงนี้... เจ้าสนใจจะเดินตามรอยเท้าอันลึกลับของเขา มุ่งสู่เส้นทางที่ใช้ 'สติปัญญา' สยบใต้หล้าอย่างนั้นหรือ?” “ข้าสนใจขอรับ” อวี้เหวินตอบโดยมิต้องค

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 244

    ผู้อาวุโสหานเดินนำอวี้เหวินขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งผ่านแต่ละชั้น กลิ่นอายรอบกายก็ยิ่งหนักอึ้งและบริสุทธิ์ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงโถงทางเดินไม้หอมที่เงียบสงัดที่สุดของชั้นที่เจ็ด สุดทางนั้นมีประตูบานใหญ่แผ่ไอพลังจางๆ ออกมา มันมิได้ทำจากเหล็กกล้าหรือศิลา หากแต่เป็น ประตูแสงค่ายกล ที่ร้อยเรียงขึ้นจากอักข

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 180

    ขั้นกำเนิดกาย หาใช่เส้นทางแห่งปราณ หากแต่เป็นการขัดเกลาร่างกาย ดั่งเหล็กกล้าต้องค่อย ๆ หลอมด้วยเปลวไฟ จนก่อกำเนิดเป็นรากฐานแห่งการบ่มเพาะอย่างแท้จริงการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูกและโลหิตให้แกร่งกล้ายิ่งกว่ามนุษย์ปุถุชนทั่วไป ณ บัดนี้ พลังงานจากโอสถเลื่อนขั้นกำลังหลอมรวมเข้าสู่กล้ามเนื้อ เ

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 179

    หลังจากข้าวต้มร้อนๆ ชามสุดท้ายหมดลง บรรยากาศภายในห้องพลันคลายความตึงเครียดลงไปบ้าง ทว่าในความสงบนั้นกลับยังคงมีร่องรอยแห่งความกระอักกระอ่วนแฝงอยู่ทุกอณู อวี้เหวินนั่งตัวตรงอยู่บนเตียงไม้ สีหน้าสงบนิ่งจนเกินกว่าปุถุชนทั่วไป ทว่าในอกกลับราวกับมีคลื่นใต้น้ำที่ปั่นป่วนอย่างเงียบเชียบ เขาเหลือบสายตาขึ้น

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 178

    ทว่าในห้วงขณะที่สติยังคงคลุมเครือ เสียงทุ้มกังวานคล้ายเสียงกระซิบหยอกล้อก็ดังสะท้อนก้องอยู่ในส่วนลึกของห้วงสำนึก "เจ้าฟื้นแล้วหรือ เจ้าหนู" เป็นเสียงทุ้มนุ่มของซ่งเหยียนเฟย บุรุษน้อยในมิติแห่งสร้อยคอหินดำ ผู้คอยเคียงข้างเขาในทุกสถานการณ์ อวี้เหวินขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่สายตาคมกริบของเขาจะค่อยๆ ก

  • ดาบพิฆาตสลับนภา   บทที่ 177

    ... เบื้องหน้าเรือนพักหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่โดดเด่น มีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งตัวตรงสงบนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็ง ภายใต้แสงโคมสีอำพันที่สาดส่องนวลเรืองออกมาจากชายคาเรือน เขาสวมอาภรณ์ประณีตสีดำสนิท บนเนื้อผ้าปักลวดลายรูปกระบี่ไขว้และสายลมหมุนวนอันเป็นสัญลักษณ์แห่งหอค่ายกล รูปร่างผึ่งผายสง่างาม เส้นผมด

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status